<?xml version='1.0' encoding='utf-8'?>
<?xml-stylesheet type="text/xsl" href="/static/rss.xsl"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="th">
  <id>69</id>
  <title>techsauce</title>
  <updated>2026-08-21T21:40:12+00:00</updated>
  <author>
    <name>Unknown</name>
  </author>
  <link href="https://techsauce.co" rel="alternate"/>
  <generator uri="https://lkiesow.github.io/python-feedgen" version="1.0.0">python-feedgen</generator>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/healthtech/china-ipsc-cardiomyocyte-heart-failure-heal-chf-trial</id>
    <title>จีนทำสำเร็จครั้งแรกของโลก ฉีดเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจเพาะจาก iPSC ผู้ป่วย 9 ใน 10 อาการดีขึ้นที่ 12 เดือน เดินได้ไกลขึ้นเกือบเท่าตัว ไม่พบเนื้องอก</title>
    <updated>2026-08-21T21:40:12+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1787376184_china-ipsc_800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;หัวใจของมนุษย์แทบไม่สร้างเซลล์กล้ามเนื้อขึ้นใหม่หลังคลอด นั่นคือเหตุผลที่ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) ซึ่งกระทบผู้คนทั่วโลกมากกว่า 56 ล้านคนตามข้อมูลที่ทีมวิจัยอ้างอิงจากวารสาร Nature Reviews Cardiology จึงเป็นภาวะที่ยาและอุปกรณ์การแพทย์ทำได้เพียงชะลอความเสื่อม ไม่ใช่ย้อนกลับความเสียหาย ทางเลือกที่ใกล้เคียงการรักษาให้หายมากที่สุดยังคงเป็นการปลูกถ่ายหัวใจ ซึ่งจำนวนผู้บริจาคมีจำกัดอย่างมากในทุกประเทศ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทีมแพทย์จากโรงพยาบาล Nanjing Drum Tower Hospital ในสังกัดมหาวิทยาลัย Nanjing ประเทศจีน เผยแพร่ผลการทดลองทางคลินิกชื่อ HEAL-CHF ลงในวารสาร Nature Medicine เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2026 โดยเป็นการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (Randomized Controlled Trial) ครั้งแรกของโลกที่ฉีดเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiomyocytes) ซึ่งเพาะขึ้นจากเซลล์ต้นกำเนิดพลูริโพเทนต์ชักนำ (induced Pluripotent Stem Cells หรือ iPSC) เข้าไปในกล้ามเนื้อหัวใจของผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวขั้นรุนแรงโดยตรง ผลการติดตาม 12 เดือนพบว่าผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับเซลล์ 9 คนจาก 10 คนมีอาการดีขึ้นถึงระดับที่ทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ ควบคู่ไปกับเงื่อนไขในตัวงานวิจัยหลายข้อที่กำหนดว่าตัวเลขนี้อ่านได้ไกลเพียงใด&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;การทดลองออกแบบมาอย่างไร&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ทีมวิจัยคัดกรองผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวขั้นรุนแรงทั้งหมด 625 คน พบผู้ที่ผ่านเกณฑ์ 55 คน และคัดเลือกเข้าร่วมการทดลองจริงเพียง 20 คน แบ่งเป็นสองกลุ่มเท่ากันด้วยการสุ่ม ผู้เข้าร่วมมีอายุเฉลี่ยราว 54 ปี เป็นผู้ชาย 18 คนและผู้หญิง 2 คน ทุกคนมีอาการอยู่ในระดับ 3 หรือ 4 ตามเกณฑ์ New York Heart Association (NYHA) และมีสัดส่วนการบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้าย (Left Ventricular Ejection Fraction หรือ LVEF) ไม่เกิน 45% ช่วงรับผู้ป่วยเริ่มเดือนตุลาคม 2021 และปิดรับเดือนพฤษภาคม 2023&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;'ผู้ป่วยทั้ง 20 คนได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Bypass Grafting หรือ CABG) เหมือนกันหมด'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความต่างระหว่างสองกลุ่มอยู่ที่กลุ่มทดลอง 10 คนได้รับการฉีดเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจจำนวน 200 ล้านเซลล์เพิ่มเข้าไปในกล้ามเนื้อหัวใจ 10 จุดรอบบริเวณที่กล้ามเนื้อตาย หลังจากต่อเส้นเลือดในการผ่าตัดบายพาสเสร็จแล้ว ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการผ่าตัดบายพาสเพียงอย่างเดียว และไม่ได้รับการฉีดหลอก (Sham Injection) เพื่อใช้เทียบเคียง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การออกแบบเช่นนี้มีผลต่อการตีความอย่างมาก เพราะการผ่าตัดบายพาสเองก็ช่วยให้การทำงานของหัวใจดีขึ้นได้ ประโยชน์ส่วนใดมาจากเซลล์และส่วนใดมาจากการผ่าตัดจึงแยกออกจากกันได้ยาก&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เซลล์ที่ใช้ไม่ใช่เซลล์ของผู้ป่วยเอง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เซลล์ที่ฉีดเข้าไปเป็นเซลล์จากผู้บริจาค (Allogeneic) ไม่ใช่เซลล์ที่เพาะขึ้นจากร่างกายของผู้ป่วยรายนั้นเอง ความต่างข้อนี้กำหนดทั้งต้นทุน ความพร้อมใช้งาน และภาระที่ผู้ป่วยต้องแบกรับหลังการรักษา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เซลล์ต้นกำเนิดถูกสร้างจากเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดโมโนนิวเคลียร์ในเลือดของผู้บริจาค โดยใส่ปัจจัยควบคุมการถอดรหัสพันธุกรรม (Transcription Factors) สี่ตัวเข้าไปเพื่อย้อนเซลล์ให้กลับสู่สภาพเซลล์ต้นกำเนิดที่เปลี่ยนเป็นเซลล์ชนิดใดก็ได้ จากนั้นจึงเหนี่ยวนำให้เปลี่ยนเป็นเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ กระบวนการผลิตทั้งหมดทำในห้องปฏิบัติการมาตรฐาน Good Manufacturing Practice (GMP) ของบริษัท HELP Therapeutics ในเมือง Nanjing ภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ HiCM-188 แล้วแช่แข็งเก็บในถังไนโตรเจนเหลวที่ศูนย์เซลล์ต้นกำเนิดของโรงพยาบาล ก่อนละลายและเตรียมฉีดในวันผ่าตัด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โมเดลนี้คือแนวทางที่วงการเรียกว่าผลิตภัณฑ์พร้อมใช้จากคลัง (Off-the-Shelf) ซึ่งมีข้อดีชัดเจนเรื่องต้นทุนและความพร้อมใช้งาน ไม่ต้องรอเพาะเซลล์เฉพาะรายที่ใช้เวลาเป็นเดือนและมีค่าใช้จ่ายสูง แต่แลกมาด้วยความเสี่ยงที่ร่างกายผู้รับจะต่อต้านเซลล์แปลกปลอม ผู้ป่วยกลุ่มทดลองจึงต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกันหลายตัวร่วมกัน ทั้งอิมมูโนโกลบูลินทางหลอดเลือดดำ Methylprednisolone, Rituximab, Tacrolimus, Mycophenolate Mofetil และ Prednisone เป็นเวลา 28 วัน ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันเลย ทีมวิจัยระบุว่าเดิมพิจารณาให้ยากดภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต แต่คณะกรรมการจริยธรรมของโรงพยาบาลปรับลดลงเหลือหนึ่งเดือนหลังประเมินความเสี่ยง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ตัวชี้วัดหลักของการทดลองคือความปลอดภัย ไม่ใช่ประสิทธิผล&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;รายละเอียดที่สำคัญที่สุดและมักหายไปจากพาดหัวคือ ตัวชี้วัดหลัก (Primary Endpoint) ของ HEAL-CHF ไม่ได้ตั้งไว้ที่ความหายจากโรค แต่ตั้งไว้ที่ความปลอดภัยสองข้อ คือการเกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นเร็วชนิดต่อเนื่อง (Sustained Ventricular Tachycardia) ในช่วง 1 ถึง 6 เดือนหลังผ่าตัด และการก่อเนื้องอก (Tumorigenicity) ที่ประเมินด้วยการสแกน Positron Emission Tomography-Computed Tomography (PET-CT) ที่ 12 เดือน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผลคือตัวชี้วัดหลักทั้งสองข้อผ่าน ไม่พบภาวะหัวใจห้องล่างเต้นเร็วชนิดต่อเนื่องในกลุ่มใดเลย และไม่พบเนื้องอกที่เกิดขึ้นใหม่ในผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับเซลล์ ซึ่งสอดคล้องกับผลติดตาม 48 เดือนของผู้ป่วยสองรายแรกที่ทีมเดียวกันเคยรายงานไว้ในวารสาร JACC: Basic to Translational Science เมื่อปี 2025 ความกังวลใหญ่ที่สุดของการรักษาด้วยเซลล์ต้นกำเนิดคือเซลล์ที่ยังไม่แปรสภาพสมบูรณ์อาจแบ่งตัวไม่หยุดจนกลายเป็นเนื้องอก การไม่พบเนื้องอกในการติดตามระยะหนึ่งถึงสี่ปีจึงเป็นข้อมูลที่มีน้ำหนัก&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ผู้ป่วยเดินได้ไกลขึ้น แต่หัวใจไม่ได้บีบตัวแรงขึ้นกว่ากลุ่มควบคุม&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ตัวชี้วัดรองด้านประสิทธิผลให้ผลที่ผสมกัน ด้านที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติมีสามเรื่องหลัก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เรื่องแรกคือระยะทางเดิน 6 นาที (6-Minute Walk Distance หรือ 6MWD) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐ (Food and Drug Administration หรือ FDA) ยอมรับว่าสะท้อนสมรรถภาพผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวได้จริง ที่ 12 เดือน กลุ่มที่ได้รับเซลล์เดินได้ไกลขึ้นจากค่าเริ่มต้นเฉลี่ย 168.8 เมตร เทียบกับกลุ่มควบคุมที่เพิ่มขึ้น 97.25 เมตร ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ คิดเป็นระยะที่เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าของกลุ่มควบคุม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เรื่องที่สองคือการไหลเวียนเลือดในกล้ามเนื้อหัวใจ (Myocardial Perfusion) ที่วัดด้วยการตรวจภาพด้วยเทคนิค Single-Photon Emission Computed Tomography (SPECT) ซึ่งดีขึ้นในกลุ่มที่ได้รับเซลล์ แต่แทบไม่เปลี่ยนในกลุ่มควบคุม และเรื่องที่สามคือความหนาของผนังหัวใจขณะบีบตัวในบริเวณที่ฉีดเซลล์ ซึ่งเพิ่มขึ้นในกลุ่มทดลองแต่ลดลงในกลุ่มควบคุม ทีมวิจัยยังรายงานว่าปริมาณเลือดที่หัวใจบีบออกต่อการเต้นหนึ่งครั้ง (Stroke Volume) เพิ่มขึ้นในกลุ่มที่ได้รับเซลล์ ขณะที่ลดลงในกลุ่มควบคุม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่ไม่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญกลับเป็นตัวชี้วัดที่คนทั่วไปคุ้นเคยที่สุด บทคัดย่อในวารสาร Nature Medicine ระบุตรงไปตรงมาว่า&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;'ไม่พบความต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างสองกลุ่มในเรื่องสัดส่วนการบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้าย ปริมาตรหัวใจห้องล่างซ้าย ขนาดแผลเป็นในกล้ามเนื้อหัวใจ ระดับความรุนแรงของอาการตามเกณฑ์ NYHA และคะแนนคุณภาพชีวิตจากแบบสอบถาม Minnesota Living with Heart Failure Questionnaire (MLHFQ) ที่ 12 เดือน'&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ค่า LVEF ดีขึ้นในผู้ป่วยทุกคน แต่ดีขึ้นในระดับใกล้เคียงกันทั้งสองกลุ่ม คือราว 4.7% ในกลุ่มเซลล์และ 4.8% ในกลุ่มควบคุม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทีมวิจัยอธิบายว่าสาเหตุน่าจะมาจากการที่ผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มได้รับการผ่าตัดบายพาสเหมือนกัน ซึ่งช่วยยก LVEF ขึ้นไปแล้วในระดับหนึ่ง จึงเหลือช่องว่างน้อยมากสำหรับการวัดผลเพิ่มเติมที่มาจากเซลล์โดยเฉพาะ เมื่อกลุ่มตัวอย่างมีขนาดเพียง 10 คนต่อกลุ่ม&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ตัวเลข 9 ใน 10 หมายถึงอะไร&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ตัวเลข 9 ใน 10 ที่ปรากฏในพาดหัวข่าวมาจากการนับจำนวนผู้ป่วยที่อาการดีขึ้นถึงระดับ NYHA ระดับ 2 ที่การติดตาม 12 เดือน กลุ่มที่ได้รับเซลล์ทำได้ 9 คนจาก 10 คน เทียบกับกลุ่มควบคุมที่ทำได้ 6 คนจาก 10 คน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ระดับ NYHA ระดับ 2 หมายถึงผู้ป่วยมีอาการเพียงเล็กน้อยและทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายกับชีวิตผู้ป่วยจริง เพราะทุกคนเริ่มต้นจากระดับ 3 หรือ 4 ที่มีอาการเหนื่อยและแน่นหน้าอกรบกวนการใช้ชีวิต&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่สิ่งที่ต้องระบุให้ครบคือ ความต่างระหว่าง 9 คนกับ 6 คนนี้ 'ไม่ผ่านเกณฑ์นัยสำคัญทางสถิติในการวิเคราะห์ของทีมวิจัยเอง' ตัวเลข 90% จึงเป็นการบรรยายสิ่งที่สังเกตได้ในกลุ่มตัวอย่าง 10 คน ไม่ใช่ข้อสรุปว่าการรักษานี้ได้ผลกับผู้ป่วย 9 ใน 10 คนในวงกว้าง ในกลุ่มควบคุมมีผู้ป่วยหนึ่งรายที่จบชีวิตลงจากเหตุการณ์ทางหัวใจและหลอดเลือดที่บ้านเมื่อ 8 เดือนหลังผ่าตัด และไม่มีการชันสูตร ทำให้ไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;จังหวะหัวใจผิดปกติเกิดกับผู้ป่วยที่ได้รับเซลล์ทุกคน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ด้านที่ต้องอ่านคู่กับผลบวกคือเรื่องจังหวะการเต้นของหัวใจ ซึ่งเป็นความกังวลอันดับสองของการรักษาด้วยเซลล์ต้นกำเนิด รองจากเรื่องการก่อเนื้องอก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บทคัดย่อของ Nature Medicine ระบุว่าผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับเซลล์&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;'ทั้ง 10 คนเกิดภาวะจังหวะหัวใจห้องล่างเต้นเร็วผิดปกติชนิด Accelerated Idioventricular Rhythm (AIVR) ในช่วง 4 สัปดาห์แรก'&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โดยทั่วไปเริ่มปรากฏในวันที่ 5 ถึง 7 หลังการปลูกถ่ายเซลล์ และมีผู้ป่วย 2 รายที่เกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นเร็วในระดับที่มีนัยทางคลินิก คือเกิน 140 ครั้งต่อนาที ซึ่งรุนแรงที่สุดในช่วง 2 ถึง 3 สัปดาห์หลังผ่าตัด และต้องอยู่โรงพยาบาลนานกว่ากำหนด ทั้งสองรายกลับสู่จังหวะปกติได้หลังการช็อกไฟฟ้าปรับจังหวะหัวใจ (Cardioversion) ไม่ใช่หายไปเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่น่าสังเกตคือยาต้านการเต้นผิดจังหวะที่ใช้กันทั่วไปไม่สามารถควบคุมภาวะนี้ได้ ทีมวิจัยลองใช้ ivabradine ในผู้ป่วย 3 รายแล้วต้องหยุด เพราะไม่ช่วยลดความถี่ของการเต้นผิดจังหวะ สมมติฐานที่ทีมวิจัยเสนอคือในกลุ่มเซลล์ที่ปลูกถ่ายเข้าไปมีเซลล์บางส่วนที่ยังแปรสภาพไม่สมบูรณ์และมีคุณสมบัติคล้ายเซลล์กำเนิดจังหวะหัวใจ จึงปล่อยสัญญาณไฟฟ้าเองได้ และค่อยลดลงเมื่อเซลล์เจริญเต็มที่ในสัปดาห์ต่อมา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โดยรวมงานวิจัยรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์รุนแรง 7 เหตุการณ์ในผู้ป่วย 4 ราย ในกลุ่มที่ได้รับเซลล์มี 3 รายเกิด 6 เหตุการณ์ แต่ไม่มีรายใดที่ถึงขั้นเสียชีวิต ประกอบด้วยภาวะหัวใจห้องล่างเต้นเร็ว 2 เหตุการณ์ที่ทีมวิจัยประเมินว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเซลล์ ภาวะหัวใจห้องล่างเต้นพลิ้ว 1 เหตุการณ์ในวันที่ 2 หลังผ่าตัดซึ่งทีมวิจัยประเมินว่าเป็นภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด ภาวะหัวใจทำงานบกพร่อง 1 เหตุการณ์ และภาวะการทำงานของตับและไตบกพร่องอย่างมีนัยสำคัญ 2 เหตุการณ์ในวันที่ 18 และ 20 หลังผ่าตัด ซึ่งเกิดจากผลข้างเคียงของยากดภูมิคุ้มกันและกลับเป็นปกติหลังปรับยา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ด้วยเหตุนี้ บทสรุปในบทคัดย่อของ Nature Medicine จึงเขียนไว้ตรงว่า &lt;strong&gt;'เมื่อพิจารณาเหตุการณ์การเต้นผิดจังหวะที่พบ การศึกษาในอนาคตจำเป็นต้องหาอัตราส่วนระหว่างความเสี่ยงและประโยชน์ของการรักษาด้วยเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจที่เพาะจาก iPSC ให้ชัดเจน'&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ข้อจำกัดที่ทีมวิจัยยอมรับเอง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ทีมวิจัยระบุข้อจำกัดของงานตัวเองไว้หลายข้อ ข้อแรกคือจำนวนผู้ป่วยที่น้อยมาก เพียง 10 คนต่อกลุ่ม ซึ่งเป็นขนาดที่ตั้งไว้เพื่อประเมินความปลอดภัยเบื้องต้น ไม่ใช่เพื่อพิสูจน์ประสิทธิผล ข้อที่สองคือกลุ่มควบคุมไม่ได้รับการฉีดหลอก ทำให้ไม่สามารถตัดผลทางจิตใจของผู้ป่วยออกจากผลการวัดสมรรถภาพได้ ข้อที่สามคือสูตรยากดภูมิคุ้มกันอาจยังไม่เหมาะสมที่สุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทีมวิจัยยอมรับว่าค่าเริ่มต้นของปริมาณเลือดที่หัวใจบีบออกต่อการเต้นหนึ่งครั้งและการไหลเวียนเลือดในกล้ามเนื้อหัวใจในกลุ่มที่ได้รับเซลล์แย่กว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ก่อนเริ่มการทดลอง แม้จะสุ่มแบ่งกลุ่มแล้วก็ตาม การที่ตัวเลขสองตัวนี้ดีขึ้นมากกว่าจึงอาจเกิดจากปรากฏการณ์การถดถอยเข้าสู่ค่าเฉลี่ย (Regression to the Mean) ได้ นอกจากนี้การทดลองยังไม่ได้ฝังเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดฝังในตัว (Implantable Cardioverter-Defibrillator หรือ ICD) ให้ผู้ป่วย เพราะต้องการสังเกตพฤติกรรมการเต้นผิดจังหวะที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งทีมวิจัยระบุว่าในการใช้งานจริงผู้ป่วยกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเข้าเกณฑ์ได้รับ ICD อยู่แล้ว จึงมีตัวช่วยรองรับความปลอดภัยอีกชั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกประเด็นที่ควรระบุคือความเกี่ยวข้องทางผลประโยชน์ งานวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนส่วนหนึ่งจาก HELP Therapeutics ซึ่งเป็นผู้ผลิตเซลล์ที่ใช้ในการทดลอง ผู้เขียนที่รับผิดชอบงานคนหนึ่งคือ คุณ Jiaxian ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและผู้ถือหุ้นของบริษัท และผู้เขียนร่วมอีกหลายคนเป็นพนักงานของบริษัท ขณะที่ คุณ Philippe Menasch&amp;eacute; ศัลยแพทย์หัวใจจากโรงพยาบาล H&amp;ocirc;pital Europ&amp;eacute;en Georges Pompidou ในกรุงปารีส ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกการรักษาหัวใจด้วยเซลล์ต้นกำเนิดและร่วมเป็นผู้เขียนหลักของงานนี้ ระบุว่าเป็นที่ปรึกษาทางการแพทย์ให้บริษัท ทั้งหมดนี้เปิดเผยไว้ในส่วนการแจ้งผลประโยชน์ทับซ้อนของงานวิจัย งานชิ้นนี้ยังได้รับทุนจากโครงการวิจัยและพัฒนาหลักระดับชาติของจีนด้วย&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ก้าวต่อไปคือการทดลองที่ใหญ่ขึ้น&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ผลของ HEAL-CHF ทำให้ HELP Therapeutics เดินหน้าสู่การทดลองระยะที่ 3 ในจีนภายใต้ชื่อ REVIVE-HEART ตามข้อมูลที่ลงทะเบียนไว้ใน ClinicalTrials.gov การทดลองนี้เป็นแบบหลายศูนย์ สุ่ม และมีกลุ่มควบคุม ตั้งเป้าผู้เข้าร่วม 80 คน ใช้ปริมาณเซลล์ 150 ล้านเซลล์ต่อการรักษา และกำหนดตัวชี้วัดหลักไว้ที่ระยะทางเดิน 6 นาทีที่ 12 เดือนหลังผ่าตัด ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ให้ผลบวกใน HEAL-CHF โดยเริ่มรับผู้ป่วยตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน 2026 ที่โรงพยาบาล TEDA International Cardiovascular Hospital เมืองเทียนจิน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในสหรัฐ บริษัทได้รับการอนุมัติคำขออนุมัติยาใหม่เพื่อการวิจัย (Investigational New Drug หรือ IND) จาก FDA เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2024 สำหรับการทดลองระยะที่ 1 เพื่อประเมินความปลอดภัยและการทนต่อยาของ HiCM-188 ในผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดบายพาสหัวใจ โดยจะทดสอบหลายระดับปริมาณเซลล์ และมีสถาบัน Texas Heart Institute เป็นหนึ่งในศูนย์วิจัยที่เข้าร่วม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สถานะปัจจุบันของการรักษาแนวนี้จึงยังเป็นการวิจัยทางคลินิก ไม่ใช่การรักษาที่เปิดให้บริการทั่วไปในประเทศใด ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวยังต้องพึ่งยาตามแนวทางมาตรฐาน อุปกรณ์ช่วยการทำงานของหัวใจ และการปลูกถ่ายหัวใจเป็นทางเลือกหลักอยู่ เหตุผลที่ HEAL-CHF ยังคงเป็นงานที่ควรจับตาคือการที่มันเป็นการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมชิ้นแรกที่ตามผลครบ 12 เดือน และให้ข้อมูลที่หนักแน่นพอสมควรว่าการฉีดเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจจากผู้บริจาคเข้าไปในหัวใจมนุษย์ไม่ก่อเนื้องอกในระยะหนึ่งถึงสี่ปี ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ต้องผ่านก่อนที่การทดลองขนาดใหญ่พอจะตอบคำถามเรื่องประสิทธิผลได้จริงจะเกิดขึ้นได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา:&lt;/strong&gt; &lt;a href="https://www.nature.com/articles/s41591-026-04605-1"&gt;Nature Medicine&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.researchsquare.com/article/rs-7414031/v1"&gt;Research Square&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.jacc.org/doi/10.1016/j.jacbts.2025.01.007"&gt;JACC: Basic to Translational Science&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://clinicaltrials.gov/study/NCT07496372"&gt;ClinicalTrials.gov&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://en.helptherapeutics.com/article/help-therapeutics-announces-fda-clearance-of-ind-application-for-universal-ipsc-derived-hicm-188-cell-therapy-for-the-treatment-of-end-stage-heart-failure"&gt;HELP Therapeutics&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.scmp.com/news/china/science/article/3364718/chinese-stem-cell-therapy-reverses-heart-failure-90-patients-landmark-trial"&gt;South China Morning Post&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/healthtech/china-ipsc-cardiomyocyte-heart-failure-heal-chf-trial"/>
    <summary type="html">ทีมแพทย์จีนเผยผลทดลอง HEAL-CHF ในวารสาร Nature Medicine ฉีดเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจจาก iPSC เข้าหัวใจผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวขั้นรุนแรง ผู้ป่วย 9 ใน 10 อาการดีขึ้นที่ 12 เดือน เดินได้ไกลขึ้นเกือบเท่าตัว ไม่พบเนื้องอก แต่ทุกรายเกิดจังหวะหัวใจผิดปกติในเดือนแรก</summary>
    <published>2026-08-21T21:40:12+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/saucy-thoughts/hippo-effect-authority-bias</id>
    <title>รู้จัก HIPPO Effect ภาวะคล้อยตามคนมีอำนาจ จนเผลอมองข้ามข้อมูลและเหตุผล</title>
    <updated>2026-08-21T01:39:38+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1787304608_HIPPO_Effect_%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เคยสังเกตไหมว่าเวลาอยู่ในห้องประชุมเพื่อตัดสินใจเรื่องสำคัญ สุดท้ายแล้วสิ่งที่ชี้ขาดอาจไม่ใช่ชุดข้อมูลหรือตัวเลข แต่กลับเป็นคำพูดของคนที่มีตำแหน่งใหญ่สุดในห้อง แค่เขาเอ่ยปากว่า &amp;lsquo;คิดว่าควรทำแบบนี้ ต้องทำแบบนี้&amp;rsquo; วงประชุมก็มักจะจบลงทันที เพราะต่อให้คนทำงานจะมีข้อมูลที่เห็นต่างอยู่ในมือก็มักจะไม่มีใครกล้าแย้ง ปรากฏการณ์นี้มีชื่อเรียกว่า HiPPO Effect หรือ Highest Paid Person&amp;rsquo;s Opinion&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;HiPPO Effect คืออะไร ?&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ภาวะที่องค์กรเอนเอียงไปตามคนที่มีอำนาจมากที่สุดแทนที่จะยึดข้อมูลจริง ๆ เป็นหลัก ลึกๆ แล้วมาจากการที่เรามักจะคล้อยตามคนที่มีอำนาจ บารมี หรือผู้เชี่ยวชาญไปโดยอัตโนมัติ เพราะนึกไปเองว่าคนที่อยู่ในจุดนั้นน่าจะฉลาดกว่า ผ่านประสบการณ์มาเยอะกว่า และน่าจะตัดสินใจได้ถูกต้องเสมอ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัญหาคือพอทุกคนคิดแบบนี้ ความเห็นของคน ๆ เดียวก็อาจกลายเป็นคำตอบของทั้งองค์กรได้เลย ทั้งที่ยังไม่มีข้อมูลมารองรับด้วยซ้ำ และบางครั้งความเห็นนั้นก็ดันมีน้ำหนักมากกว่าตัวเลขและเหตุผล โดยที่ไม่ได้มีใครตั้งใจให้มันออกมาเป็นแบบนั้น เพราะฉะนั้น HiPPO Effect จึงไม่ได้แปลว่าผู้มีอำนาจสูงสุดเป็นคนผิด หรือความเห็นของคนที่มีประสบการณ์นั้นไม่มีค่า แต่มันคือการอธิบายถึงสถานการณ์ที่ความเห็นของคนมีอำนาจดันไปกลบเสียงของคนอื่น ๆ รวมถึงกลบข้อมูลสำคัญที่ควรจะถูกเอามาใช้ประกอบการตัดสินใจต่างหาก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เหตุผลข้อหนึ่งที่ทำให้เกิด HiPPO Effect ได้ง่าย มาจากสิ่งที่เรียกว่า Authority Bias หรือพฤติกรรมที่เรามักจะเชื่อและเอนเอียงไปตามคนที่มีอำนาจหรือมีความเชี่ยวชาญมากกว่า จริงๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ได้ผิดเสมอไป เพราะในหลาย ๆ สถานการณ์ ประสบการณ์และมุมมองจากคนที่ตำแหน่งสูงกว่าก็เป็นประโยชน์มาก แต่พอมันเป็นเรื่องของการทำธุรกิจมันจะเริ่มกลายเป็นปัญหาทันที ถ้าความเห็นของผู้บริหารถูกให้น้ำหนักมากเกินไปจนเสียงของคนอื่น ๆ หายไปหมด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ลองนึกภาพตามว่าคน ๆ นั้นมีประวัติการทำงานที่ดี ประสบความสำเร็จมาตลอด และเคยตัดสินใจถูกมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน มันก็ยิ่งง่ายมากที่คนรอบข้างจะเผลอเชื่อไปเองว่า &amp;lsquo;ครั้งนี้เขาก็น่าจะตัดสินใจถูกเหมือนเดิม&amp;rsquo; ในขณะเดียวกันคนในทีมเองก็มักจะไม่อยากเป็นตัวตั้งตัวตีในการขัดความเห็นเจ้านาย เพราะต่อให้เราจะมีเหตุผลซัพพอร์ตที่ฟังขึ้นแค่ไหน แต่การไปงัดกับคนที่มีตำแหน่งและอำนาจเหนือกว่าก็มีความเสี่ยงในตัวมันเองอยู่ดี สุดท้ายเลยเกิดเป็นวงจรวนลูปขึ้นมา คือพอไม่มีใครกล้าแย้ง เขาก็ยิ่งมั่นใจว่าความคิดของตัวเองถูกต้อง และพอยิ่งมั่นใจมากขึ้นเท่าไหร่ คนอื่นในทีมก็ยิ่งไม่กล้าแย้งหนักกว่าเดิม&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ยิ่งตำแหน่งสูง ยิ่งได้ฟังความจริงน้อย&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;มีงานศึกษาจาก Rotterdam School of Management พบว่างานที่นำทีมโดยผู้บริหารระดับสูงมักจะมีโอกาสล้มเหลวมากกว่างานที่ดูแลโดยผู้จัดการระดับรอง ๆ ลงมา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เหตุผลอย่างแรกเลยก็คือ ผู้จัดการระดับกลางมักจะได้รับฟีดแบ็กหรือคำวิจารณ์จากคนรอบข้างเยอะกว่า ทำให้สามารถเอาความเห็นพวกนั้นมาอุดรอยรั่วและปรับแผนให้รัดกุมขึ้นได้ ในมุมกลับกันพอเป็นแผนงานของผู้นำระดับสูง พนักงานส่วนใหญ่ก็มักจะรู้สึกว่าตัวเองไม่กล้าไปวิจารณ์ได้เต็มปาก เรื่องนี้เลยนำไปสู่ปัญหาที่น่าคิด เพราะมันแปลว่าพวกเขาอาจจะไม่ได้ตัดสินใจจากข้อมูลที่ดีที่สุดหรือรอบด้านที่สุด แต่ต้องตัดสินใจจากข้อมูลที่คนอื่น 'เลือก' มาให้ดูเท่านั้น กลายเป็นว่ายิ่งตำแหน่งสูงขึ้นเท่าไหร่ก็อาจจะยิ่งมีคนไม่กล้าบอกความจริงมากขึ้น&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;จะลด HiPPO Effect ได้อย่างไร ?&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ข้อแรกคือดึงการตัดสินใจให้กลับมายืนอยู่บนข้อมูล ไม่ใช่ความเห็นของคนคนเดียว ถ้าไม่มีข้อมูลที่ตรงกับเรื่องนั้นเป๊ะ ๆ ก็หาข้อมูลใกล้เคียงมาใช้แทนได้ ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัย ข้อมูลลูกค้า หรือข้อมูลคู่แข่ง พอมีหลักฐานมารองรับ คนในทีมก็อาจกล้าเห็นต่างมากขึ้น เพราะสิ่งที่ถกกันคือข้อมูล ไม่ใช่ใครมีตำแหน่งสูงกว่าใคร แต่การมีข้อมูลเยอะไม่ได้แปลว่าดีเสมอไป ข้อมูลที่หยิบมาใช้ต้องตอบคำถามสำคัญของธุรกิจ และเชื่อมกับสิ่งที่ผู้บริหารหรือหัวหน้าต้องรับผิดชอบและรู้จริง ๆ ทีมเองก็ควรเข้าใจข้อมูลชุดเดียวกันก่อนเข้าห้องประชุม เพื่อให้ความเห็นต่างที่เกิดขึ้นมีเหตุผลและหลักฐานรองรับ ไม่ใช่แค่เถียงกันไปมา&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ถ้าคุณเป็น HiPPO สิ่งที่ควรทำคือเปิดพื้นที่ให้คนอื่นพูด&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;อดีต CEO General Motors เคยฝากข้อคิดไว้น่าสนใจว่าถ้าคนในห้องประชุมพยักหน้าเห็นด้วยกันหมด &amp;lsquo;อย่าเพิ่งรีบเคาะ&amp;rsquo; จนกว่าจะมีใครสักคนลุกขึ้นมาแย้งหรือชี้ให้เห็นข้อเสียก่อน ไม่ใช่ว่าไอเดียนั้นไม่ดี แต่เราควรเปิดช่องให้ทีมช่วยกันอุดรอยรั่วที่อาจจะมองข้ามไปก่อนที่จะสรุปจบ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การใช้ข้อมูลก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องทิ้งประสบการณ์หรือสัญชาตญาณของผู้นำไปทั้งหมด ข้อมูลมีหน้าที่ช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น สุดท้ายเราก็ยังต้องพึ่งประสบการณ์ของผู้นำมาช่วยตีความและเลือกทางที่ดีที่สุดอยู่ดี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัญหาจริง ๆ ไม่ใช่การที่มีคนออกความเห็น แต่คือความเห็นนั้นดันมีน้ำหนักมากกว่าข้อมูลหรือหลักฐาน เพียงเพราะคนพูดมีตำแหน่งใหญ่ ทุกวันนี้บริษัทมีข้อมูลอยู่ในมือมหาศาล แต่ถ้าสุดท้ายยังตัดสินใจโดยดูว่า &amp;lsquo;ใครเป็นคนพูด&amp;rsquo; มากกว่าดูว่า Data ก็เท่ากับมีของดีอยู่ในมือ แต่ไม่ได้ใช้ให้คุ้ม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a class="fr-strong" href="https://www.forbes.com/sites/bernardmarr/2017/10/26/data-driven-decision-making-beware-of-the-hippo-effect/" target="_blank"&gt;forbes&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/saucy-thoughts/hippo-effect-authority-bias"/>
    <summary type="html">HiPPO Effect คืออะไร ภาวะที่องค์กรเอนเอียงไปตามคนที่มีอำนาจมากที่สุดแทนที่จะยึดข้อมูลจริง ๆ เป็นหลัก</summary>
    <published>2026-08-21T01:39:38+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/news/canva-ai-design-thailand-creative-economy</id>
    <title>นายกฯ หารือ Canva ดัน Creative Economy ไทยสู่ตลาดโลก พร้อมชวนตั้งสำนักงานภูมิภาคและศูนย์วิจัย  AI-Design</title>
    <updated>2026-08-20T23:37:46+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1787297844_%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%AF_%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD_Canva__800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;บัญชีผู้ใช้ Canva ในประเทศไทยสะสมแล้วกว่า 30 ล้านบัญชี และมีคนเปิดใช้งานจริงราว 7 ล้านคนต่อเดือน มากพอที่จะทำให้ไทยกลายเป็นตลาดใหญ่อันดับ 6 ของโลกสำหรับแพลตฟอร์มออกแบบดิจิทัลสัญชาติออสเตรเลียรายนี้ โจทย์ที่รัฐบาลหยิบขึ้นมาวางบนโต๊ะเจรจาจึงไม่ใช่การเพิ่มจำนวนผู้ใช้ แต่เป็นคำถามว่าฐานผู้ใช้ขนาดนี้จะเปลี่ยนกลับมาเป็นรายได้ของคนไทยได้มากแค่ไหน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยผลจากภารกิจของนายกรัฐมนตรีที่เครือรัฐออสเตรเลียว่า หนึ่งในความร่วมมือที่มีศักยภาพสูงที่สุดคือการต่อยอดความร่วมมือกับ Canva โดยรัฐบาลได้เชิญชวนให้บริษัทพิจารณาจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคและศูนย์วิจัยด้านการออกแบบด้วย AI (AI-Design) ในประเทศไทย พร้อมวางเป้าหมายเป็นตัวเลขไว้ครบทั้งฝั่งวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) นักออกแบบอาชีพ และภาคการศึกษา เพื่อเชื่อมคนกลุ่มนี้เข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและตลาดโลก&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ตัวเลขที่ทำให้ไทยได้นั่งโต๊ะเจรจา&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;Canva ปัจจุบันมีผู้ใช้งานต่อเดือนมากกว่า 265 ล้านคนในกว่า 190 ประเทศ และให้บริการบริษัทในกลุ่ม Fortune 500 ถึง 475 บริษัท ตัวเลขระดับองค์กรก็เติบโตในทิศทางเดียวกัน โดยบริษัทปิดปี 2568 ด้วยรายได้ประจำต่อปี (Annual Recurring Revenue) ราว 4,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.3 แสนล้านบาท จากผู้ใช้งานรายเดือนที่เพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และมีผู้ใช้แบบจ่ายเงินมากกว่า 31 ล้านคน สะท้อนว่าธุรกิจออกแบบดิจิทัลกำลังขยับจากเครื่องมือทำภาพ ไปเป็นแพลตฟอร์ม AI สำหรับการทำงานขององค์กร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อวางฐานผู้ใช้ของไทยลงไปในภาพนั้น ตัวเลข 7 ล้านคนต่อเดือนและ 30 ล้านบัญชีสะสมทำให้ไทยติดอันดับ 6 ของโลกในด้านจำนวนผู้ใช้งาน คุณเอกนิติระบุว่าตัวเลขชุดนี้สะท้อนว่าคนไทยมีฐานความพร้อมและศักยภาพสูงในอุตสาหกรรมการออกแบบและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) อยู่แล้ว&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1787297850_%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%AF_%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD_Canva__800_%282%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/h2&gt;&lt;h2&gt;เปลี่ยนสถานะจากผู้ใช้เทคโนโลยี มาเป็นฐานพัฒนาเทคโนโลยี&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ข้อเสนอที่รัฐบาลยื่นให้ Canva พิจารณาคือการจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคและศูนย์วิจัยด้าน AI-Design ในประเทศไทย เหตุผลสำคัญคือรัฐบาลต้องการให้ไทย 'ไม่ได้เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี แต่มีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นฐานของการพัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากรด้านการออกแบบในภูมิภาค'&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ข้อเสนอนี้ต่อเนื่องมาจากการหารือเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ที่นครซิดนีย์ ซึ่งคุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนไทยเข้าเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ของ Canva และหารือกับคุณ Cliff Obrecht ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) คุณ Willix Halim ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Canva ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และคุณภคพล ตั้งตงฉิน ผู้บริหารประจำภูมิภาคประเทศไทย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในการหารือครั้งนั้น คุณอนุทินเชิญชวนให้ Canva พิจารณาจดทะเบียนนิติบุคคลและขยายฐานธุรกิจในไทย รวมถึงนำบุคลากรความสามารถสูงจากต่างประเทศเข้ามาทำงานร่วมกับคนไทยให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ในประเทศ โดยเสนอให้ทำงานใกล้ชิดกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ทั้งด้านการลงทุนและโครงการพัฒนาทักษะเพื่อเชื่อมช่องว่างด้านบุคลากร (Skill Bridge) ซึ่ง BOI รับไปเป็นผู้ประสานงานหลักเพื่อผลักดันให้ข้อหารือเกิดผลจริง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;SME 40,000 ราย และนักออกแบบไทยที่ต้องเพิ่มอีกกว่า 5 เท่า&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ฝั่งผู้ประกอบการเป็นกลุ่มที่รัฐบาลระบุว่าจะได้ประโยชน์โดยตรงและเร็วที่สุด ผ่านความร่วมมือระหว่าง Canva กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ที่ตั้งเป้าช่วย SMEs ไทย 40,000 ราย พัฒนาภาพลักษณ์สินค้า บรรจุภัณฑ์ แคมเปญการตลาด และสื่อประชาสัมพันธ์ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและเข้าถึงผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกเป้าหมายที่ท้าทายกว่าคือฝั่งนักออกแบบอาชีพ โดยจะผลักดันจำนวนนักออกแบบไทยในโครงการ Canva Creators จากปัจจุบัน 190 คน ขึ้นไปเป็น 1,000 คนภายในปี 2571 พร้อมเสริมทักษะด้าน AI ให้คนกลุ่มนี้ หมายความว่าต้องเพิ่มจำนวนขึ้นมากกว่า 5 เท่าภายในราวสองปี ความสำคัญของกลไกนี้อยู่ที่การเปิดช่องให้นักออกแบบไทยส่งผลงานเข้าไปอยู่บนแพลตฟอร์มที่ผู้ใช้ทั่วโลกหยิบไปใช้งานได้ และรับค่าตอบแทนจากผลงานของตัวเองโดยตรง ซึ่งเป็นเส้นทางที่ทำให้รายได้จากตลาดโลกไหลกลับเข้าประเทศ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1787297863_%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%AF_%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD_Canva__800_%283%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/h2&gt;&lt;h2&gt;จากห้องเรียนถึงตลาดแรงงาน เป้าหมาย 6.6 ล้านคน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ภาคการศึกษาเป็นขาที่สามของความร่วมมือ ผ่านการทำงานกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เพื่อให้ครูและนักเรียนเข้าถึง Canva Education โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เป้าหมายที่วางไว้คือขยายผู้ใช้งานจาก 3.3 ล้านคน ขึ้นไปเป็น 6.6 ล้านคนภายในปี 2571 หรือเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เหตุผลที่ตัวเลขฝั่งการศึกษาถูกนับรวมเข้ามาในยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ คือทักษะการออกแบบ การสื่อสารด้วยภาพ และการใช้ AI กำลังกลายเป็นทักษะพื้นฐานที่ธุรกิจตั้งแต่ SMEs ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ต้องการ การเริ่มจากห้องเรียนจึงเป็นการเตรียมกำลังคนให้กับตลาดแรงงานดิจิทัลล่วงหน้า&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ทำไมออสเตรเลียถึงอยู่ในสมการเศรษฐกิจไทย&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;คุณเอกนิติอธิบายว่าความร่วมมือกับ Canva เป็นตัวอย่างของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่รัฐบาลต้องการเห็น คือการนำเทคโนโลยีจากพันธมิตรต่างประเทศมาต่อยอดกับศักยภาพของคนไทย เพื่อสร้างงาน ทักษะ และรายได้ใหม่ให้เกิดขึ้นจริงในประเทศ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;quot;&lt;strong&gt;วันนี้เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญทั้งการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศไทยจึงต้องขยายพันธมิตรทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกับประเทศที่มีจุดแข็งด้านเทคโนโลยีอย่างออสเตรเลีย เพื่อเพิ่มทางเลือกและสร้างความยืดหยุ่นให้เศรษฐกิจไทย&amp;quot;&lt;/strong&gt; คุณเอกนิติกล่าว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จุดแข็งของสองประเทศถูกมองว่าเกื้อหนุนกันได้ โดยไทยมีความสามารถด้านการผลิตและแปรรูปอาหาร ขณะที่ออสเตรเลียโดดเด่นด้านเทคโนโลยีการเกษตร (AgriTech) พลังงานหมุนเวียน ดิจิทัล และการผลิตขั้นสูง ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ AI จึงเป็นอีกสาขาที่เพิ่มมูลค่าให้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย นอกจากการหารือกับ Canva คณะของนายกรัฐมนตรียังเป็นประธานเปิดงาน Thailand-Australia Investment &amp;amp; Business Partnership Reception ที่จัดโดย BOI ซึ่งมีผู้บริหารบริษัทออสเตรเลียเข้าร่วมกว่า 70 ราย&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;สถานะปัจจุบันของดีลนี้&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ข้อเสนอเรื่องสำนักงานภูมิภาคและศูนย์วิจัย AI-Design ยังอยู่ในขั้นที่รัฐบาลเชิญชวนให้ Canva พิจารณา ยังไม่มีการประกาศเงินลงทุนหรือกรอบเวลาจัดตั้งจากฝั่งบริษัท ส่วนที่มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรมแล้วคือความร่วมมือกับ DBD, depa, สพฐ. และ สช. ซึ่งเดินหน้าอยู่แล้วและถูกตั้งเป้าตัวเลขใหม่ให้ชัดขึ้น โดย BOI จะเป็นหน่วยงานที่ทำงานกับ Canva อย่างใกล้ชิดทั้งด้านการลงทุน การพัฒนาบุคลากร และการสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในประเทศ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บริบทที่ทำให้ดีลนี้น่าติดตามคือขนาดของอุตสาหกรรมที่มันไปเกี่ยวข้อง ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ระบุว่าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ 15 สาขาของไทยมีมูลค่า 1.44 ล้านล้านบาท คิดเป็น 8.01% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และมีการจ้างงานเกือบ 1 ล้านคน ตัวเลขที่ต้องจับตาจากนี้จึงไม่ใช่จำนวนคนไทยที่เปิด Canva ในแต่ละเดือน แต่เป็นรายได้ที่นักออกแบบไทยทำได้จริงจากแพลตฟอร์ม และจำนวน SMEs ที่ขายของได้มากขึ้นจากงานออกแบบที่ดีกว่าเดิม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;quot;เป้าหมายไม่ใช่เพียงการดึงบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามา แต่คือการทำให้คนไทยและธุรกิจไทยเติบโตไปกับเทคโนโลยีโลก ตั้งแต่นักเรียน นักออกแบบ ไปจนถึง SMEs และทำให้ประเทศไทยมีบทบาทมากขึ้นในเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเศรษฐกิจดิจิทัลของโลก&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;คุณเอกนิติกล่าวปิดท้าย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา:&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;a href="https://www.thaigov.go.th/th/news/167769"&gt;ข่าวทำเนียบรัฐบาล&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.boi.go.th/th/boi_event_detail?module=activity&amp;amp;topic_id=139171" target="_blank"&gt;สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/news/canva-ai-design-thailand-creative-economy"/>
    <summary type="html">เอกนิติเผยผลภารกิจของนายกฯ ที่ออสเตรเลีย รัฐบาลชวน Canva ตั้งสำนักงานภูมิภาคและศูนย์วิจัย AI-Design ในไทย ตั้งเป้าช่วย SME 40,000 ราย เพิ่ม Canva Creators ไทยจาก 190 เป็น 1,000 คน และขยาย Canva Education เป็น 6.6 ล้านคนในปี 2571</summary>
    <published>2026-08-20T23:37:46+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/ai/alibaba-qwen3-8-max-open-weight-revenue-share</id>
    <title>Alibaba Moonshot AI เตรียมเก็บส่วนแบ่งรายได้จากบริษัทที่เอา AI ไปทำธุรกิจแล้วมีรายได้สูง</title>
    <updated>2026-08-20T21:37:28+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1787289516_%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%9A_AI_%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99_800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;Alibaba ปล่อยน้ำหนักโมเดล (Weights) ของ Qwen3.8-Max ซึ่งเป็นโมเดล AI ที่เก่งที่สุดของบริษัทขึ้น Hugging Face เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2026 ให้ใครก็ดาวน์โหลดไปติดตั้งในดาต้าเซ็นเตอร์ของตัวเองได้ แต่รอบนี้มาพร้อมเงื่อนไขที่ไม่เคยมีในโมเดลรุ่นก่อน ๆ ของค่าย Qwen นั่นคือธุรกิจที่หยิบโมเดลไปให้บริการต่อและทำรายได้ถึงเกณฑ์ที่กำหนด ต้องเข้ามาทำสัญญาเชิงพาณิชย์และแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งกลับให้ Alibaba&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แหล่งข่าวที่รู้แผนของบริษัทให้ข้อมูลว่า Alibaba ตั้งใจขอส่วนแบ่งรายได้จากผู้ใช้รายใหญ่ของ Qwen3.8-Max แต่อัตราที่จะเก็บจริงยังไม่นิ่ง เพราะการเจรจากับพาร์ตเนอร์แต่ละรายยังเดินอยู่ ที่ชัดแล้วคือทิศทาง ซึ่งแปลว่าโมเดลที่ดาวน์โหลดได้ฟรีกำลังกลายเป็นสินค้าที่มีใบเสร็จรออยู่ข้างหลัง&lt;/p&gt;&lt;h2 id="isPasted"&gt;2.4 ล้านล้านพารามิเตอร์ที่ใครก็ดาวน์โหลดได้ แต่รันได้ไม่กี่เจ้าในโลก&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ตัวที่ปล่อยออกมาใช้ชื่อบน Hugging Face ว่า Qwen3.8-2.4T-A95B ซึ่งบอกโครงสร้างมาในชื่อว่ามีพารามิเตอร์รวม 2.4 ล้านล้านตัว แต่ทำงานจริงต่อการประมวลผลหนึ่งครั้งเพียง 95 พันล้านตัว หรือราว 4% ของขนาดทั้งก้อน ด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Mixture-of-Experts (MoE) ที่เรียกใช้เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานตรงหน้า เวอร์ชันนี้ถูกตัดความสามารถด้านภาพออกเหลือเฉพาะข้อความ และยังเป็นโมเดลระดับดาต้าเซ็นเตอร์เต็มตัว เพราะไฟล์แบบ BF16 มีขนาดราว 4.89 เทระไบต์ ส่วนการติดตั้งตามคู่มืออ้างอิงใช้เครื่อง NVIDIA GB300 NVL72 ที่รวมชิปกราฟิก 72 ตัวไว้ในแร็กเดียว เท่ากับว่ากลุ่มที่ดาวน์โหลดไปรันเองได้จริงคือผู้ให้บริการคลาวด์และองค์กรใหญ่ ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับที่เงื่อนไขแบ่งรายได้เล็งไว้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;'ดาวน์โหลดได้ฟรี' กับ 'ใช้ทำธุรกิจได้ฟรี' &lt;/strong&gt;จึงเป็นสองเรื่องที่ Alibaba เริ่มแยกออกจากกันอย่างชัดเจน โดยรุ่นเล็กของตระกูลเดียวกันคือ Qwen3.8-27B ที่ออกแบบมาให้รันบนเครื่องเดี่ยวได้ ถูกวางไว้ใต้ไลเซนส์ Apache 2.0 ที่ไม่มีเงื่อนไขแบ่งรายได้ กลายเป็นกลยุทธ์แบ่งชั้นที่เปิดกว้างกับนักพัฒนารายเล็ก แล้วเก็บเงินกับรายใหญ่ที่ต้องใช้ตัวท็อป&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;Kimi K3 คือคนที่เขียนสูตรนี้ขึ้นมาก่อน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่ Alibaba กำลังทำไม่ใช่ของใหม่ในจีน เพราะ Moonshot AI สตาร์ทอัพจากปักกิ่ง ซุกเงื่อนไขทำนองนี้ไว้ในไลเซนส์ของ Kimi K3 ตั้งแต่ปล่อยโมเดลเมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2026 ใจกลางของเงื่อนไขคือใครที่ทำธุรกิจให้บริการโมเดล AI แบบ Model as a Service (MaaS) และมีรายได้รวมต่อปีเกิน 20 ล้านดอลลาร์ ต้องมาทำสัญญาเชิงพาณิชย์แยกกับ Moonshot ก่อน ส่วนสินค้าหรือบริการที่มีผู้ใช้งานต่อเดือน (Monthly Active Users หรือ MAU) เกิน 100 ล้านราย หรือทำรายได้เกิน 20 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน ต้องแสดงชื่อ Kimi K3 ให้เห็นชัดในหน้าจอผลิตภัณฑ์ด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แหล่งข่าวรายเดียวกันบอกว่าตัวเลขส่วนแบ่งที่ Moonshot เรียกเก็บไปได้สูงถึง 30% ของรายได้ และดีลแบบนี้เริ่มมีของจริงให้เห็นแล้ว Chinasoft International บริษัทบริการไอทีของจีน แจ้งข้อมูลต่อตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเมื่อเดือนกรกฎาคมว่าได้ทำข้อตกลงแบ่งรายได้จากโทเคน (Token) กับ Moonshot โดยไม่เปิดเผยสัดส่วน แผนนี้ใช้แพลตฟอร์ม AllMeta ของ Chinasoft ทำงานร่วมกับโมเดล Kimi เพื่อสร้างโซลูชัน AI Agent สำหรับองค์กรในกลุ่มพลังงาน ไฟฟ้า และการเงินเป็นกลุ่มแรก ข่าวนี้ดันราคาหุ้น Chinasoft ขึ้นกว่า 30% ในวันเดียว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เงื่อนไขไลเซนส์ที่ออกมาพร้อมน้ำหนักโมเดลของ Qwen3.8-Max เดินตามโครงเดียวกัน แต่ขยับเกณฑ์ขึ้น รายงานเกี่ยวกับตัวไลเซนส์ระบุว่าธุรกิจที่ให้บริการโมเดลหรือทำผู้ช่วย AI ซึ่งมีรายได้ย้อนหลัง 12 เดือนเกิน 50 ล้านดอลลาร์ ต้องขอไลเซนส์เชิงพาณิชย์แบบจ่ายเงินก่อนนำไปใช้งาน ส่วนการใช้ภายในองค์กรที่ไม่เปิดความสามารถของโมเดลให้บุคคลที่สามยังทำได้อิสระ และเงื่อนไขการแสดงชื่อโมเดลบนหน้าจอก็ผูกกับเกณฑ์ผู้ใช้ 100 ล้านรายต่อเดือนหรือรายได้ 20 ล้านดอลลาร์ต่อเดือนเช่นเดียวกัน จุดสำคัญคือไลเซนส์ตัวนี้เป็นไลเซนส์เฉพาะของ Qwen3.8-Max ไม่ใช่ Apache 2.0 อย่างที่ค่าย Qwen เคยใช้มา&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;จากเก็บเงินบนคลาวด์ตัวเอง สู่การเก็บส่วนแบ่งจากดาต้าเซ็นเตอร์คนอื่น&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;โมเดลรายได้เดิมของ Alibaba ตรงไปตรงมา ใครเรียกใช้โมเดลผ่าน Application Programming Interface (API) บนคลาวด์ของ Alibaba ก็จ่ายค่าใช้งาน แต่ถ้าดาวน์โหลดไปรันในเครื่องตัวเองก็ใช้ได้แทบไม่มีเงื่อนไข การขอส่วนแบ่งรายได้จึงเป็นการยื่นมือเข้าไปเก็บเงินในพื้นที่ที่ Alibaba เคยปล่อยฟรีมาตลอด และเป็นสัญญาณว่าแล็บ AI จีนที่เขย่าตลาดด้วยการปล่อยโมเดลคุณภาพใกล้เคียง OpenAI และ Anthropic แบบให้ดาวน์โหลดได้ กำลังขยับมาหาโมเดลธุรกิจแบบเดียวกันเพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาดจากคู่แข่งอเมริกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วิธีคิดที่ใช้ก็เป็นตำราเก่าของ Silicon Valley คือเปิดให้ใช้ฟรีหรือถูกมากในช่วงต้นเพื่อสร้างฐานผู้ใช้ แล้วค่อยเก็บเงินกับการใช้งานเชิงพาณิชย์หนัก ๆ และบริการเสริมรอบ ๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Paddy Srinivasan ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ DigitalOcean Holdings บริษัทคลาวด์อเมริกันที่ให้บริการ Kimi K3 และโมเดลจีนตัวอื่น เรียกสิ่งนี้ตรง ๆ ว่าเป็น &lt;strong&gt;'โมเดลธุรกิจแบบ Freemium ในโลกโอเพนซอร์สที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้ว' &lt;/strong&gt;และยืนยันว่าบริษัทมีข้อตกลงเชิงพาณิชย์กับ Moonshot จริง แต่ไม่ขอลงรายละเอียด&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ทำไมบริษัทอเมริกันยอมจ่ายให้แล็บจีน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;คำตอบไม่ใช่แค่เรื่องสิทธิ์การใช้งาน Paddy อธิบายว่าเงินที่จ่ายไปคือค่าเข้าถึงตัวจริงของทีมที่สร้างโมเดล &lt;strong&gt;'เราจ่ายเพื่อร่วมงานกับแล็บที่ทำโมเดล Open-weight เหล่านี้ ให้มั่นใจว่าการนำไปติดตั้งใช้งานถูกปรับให้ดีที่สุด และจ่ายเพื่อได้เข้าถึงโมเดลเวอร์ชันถัดไปก่อนคนอื่น'&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกด้านหนึ่งคือการทำเงินจากชั้นที่อยู่เหนือโมเดล Dan Fu รองประธานฝ่ายเคอร์เนลของ Together AI บอกว่าบริษัทที่ให้บริการซอฟต์แวร์ AI หาเงินจากการปรับแต่งบริการให้มีประสิทธิภาพ เช่น การใช้โทเคนซึ่งเป็นหน่วยย่อยของคำสั่งที่ป้อนเข้าโมเดลให้คุ้มค่าที่สุด &lt;strong&gt;'ในชั้นแอปพลิเคชัน มูลค่าอยู่ที่ว่าใช้มันอย่างไร ทำให้โมเดลกับโทเคนออกมาเป็นอะไรที่มีประโยชน์จริงได้อย่างไร'&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ตลาดยอมรับเงื่อนไขได้คือราคา Kimi K3 มีค่าใช้งานราวหนึ่งในสามของโมเดล Fable ของ Anthropic เมื่อเทียบราคาโทเคนขาเข้าและขาออกที่ประกาศไว้ ช่องว่างราคาระดับนี้ทำให้ส่วนแบ่งรายได้ที่ต้องจ่ายกลับ ยังเหลือกำไรให้ผู้ให้บริการรายกลางรายเล็กอยู่&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เงาการเมืองที่ลอยอยู่เหนือดีลแบ่งรายได้&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ดีลที่บริษัทอเมริกันแบ่งรายได้กลับให้แล็บจีนกำลังเป็นรูปเป็นร่าง ทั้งที่ฝั่งทำเนียบขาวเพิ่งกล่าวหา Moonshot ว่าขโมยเทคโนโลยีจาก Anthropic โดย Michael Kratsios ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำเนียบขาว อ้างว่า Moonshot ใช้เทคนิคกลั่นความรู้ (Distillation) จากโมเดล Fable ของ Anthropic มาพัฒนา Kimi K3 และบอกว่า Moonshot สร้างแพลตฟอร์มภายในสำหรับกลั่นความรู้จากโมเดลอเมริกันในระดับใหญ่ พร้อมสลับช่องทางเข้าถึงหลายทางเพื่อไม่ให้ถูกตรวจจับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ข้อกล่าวหานี้ยังไม่มีหลักฐานเปิดเผยว่าผลลัพธ์จาก Fable ถูกใส่เข้าไปใน Kimi K3 จริง และนักวิจัย AI เองก็เห็นไม่ตรงกันว่าไทม์ไลน์การปล่อยโมเดลทั้งสองตัวเปิดโอกาสให้ทำได้หรือไม่ ฝ่ายจีนปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดว่าไม่มีมูล ด้านกระทรวงการคลังสหรัฐก็ส่งสัญญาณว่ามาตรการคว่ำบาตรยังเป็นทางเลือกที่วางอยู่บนโต๊ะ ความไม่แน่นอนตรงนี้คือความเสี่ยงที่ผู้ให้บริการคลาวด์อเมริกันต้องแบกไว้ควบคู่กับสัญญาแบ่งรายได้&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ความเสี่ยงคือนักพัฒนาเดินไปหาโมเดลที่ยังฟรีอยู่&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เงื่อนไขใหม่ไม่ได้มาแบบไร้ต้นทุน เพราะสนาม Open-weight ตอนนี้แบ่งเป็นสามชั้นชัดเจน DeepSeek ยังใช้ไลเซนส์เฉพาะที่ปลอดค่าสิทธิ์ ให้สิทธิ์ถาวรและเพิกถอนไม่ได้ Llama ของ Meta เปิดให้ใช้เชิงพาณิชย์ฟรีสำหรับผู้เล่นที่ไม่ใหญ่เกินเกณฑ์ ส่วนค่าย Qwen และ Kimi กำลังขยับไปอยู่ชั้นที่มีเงื่อนไขรายได้กำกับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความเสี่ยงของ Alibaba คือถ้าตลาดมองว่าทางเลือกที่ยังฟรีอยู่&lt;strong&gt;&amp;nbsp;'ดีพอสำหรับงานที่ต้องทำ'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;แล้ว การเก็บส่วนแบ่งรายได้อาจทำให้บริษัทเสียนักพัฒนากลุ่มที่จำเป็นต่อการสร้างระบบนิเวศรอบ Qwen ไปเสียเอง ซึ่งเป็นฐานที่ Alibaba ใช้เวลาหลายรุ่นโมเดลกว่าจะสร้างขึ้นมาได้&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;สหรัฐเริ่มลงมาเล่นในสนามนี้เหมือนกัน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ระหว่างที่จีนหาทางทำเงินจากโมเดลแบบเปิด ฝั่งอเมริกาก็เริ่มมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามา นั่นคือ &amp;nbsp;Thinking Machines Lab สตาร์ทอัพจากซานฟรานซิสโกที่ Mira Murati อดีตประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ OpenAI ก่อตั้งเมื่อปี 2025 ปล่อยโมเดล Open-weight ตัวแรกชื่อ &lt;a href="https://techsauce.co/ai/thinking-machines-inkling-open-weight-model" target="_blank"&gt;Inkling&lt;/a&gt; เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2026 ด้วยขนาดพารามิเตอร์รวม 975 พันล้านตัวและพารามิเตอร์ที่ทำงานจริง 41 พันล้านตัว รองรับทั้งข้อความ ภาพ และเสียง และตลาดคาดว่าจะมีรุ่นที่แรงกว่าตามมา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Lin Qiao ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Fireworks AI จาก Silicon Valley ซึ่งไม่ขอเปิดเผยข้อตกลงเชิงพาณิชย์ที่บริษัทมีกับ Moonshot มองว่าไม่มีอะไรขวางไม่ให้สหรัฐมีโมเดลแบบเปิดที่ทรงพลัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;'&lt;strong&gt;ผมไม่เห็นกำแพงพื้นฐานอะไรเลย เรากำลังรอให้มันเกิดขึ้นจริง ๆ อยู่'&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เดิมพันที่ใหญ่กว่าคือการยกเครื่ององค์กรทั้งกลุ่ม&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;การเก็บส่วนแบ่งรายได้จาก Qwen3.8-Max ไม่ใช่การทดลองเล็ก ๆ ของทีมโมเดล แต่ต่อเนื่องกับการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ที่ Alibaba ประกาศพร้อมผลประกอบการไตรมาสสิ้นสุดเดือนมิถุนายนเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2026 โดยยุบรวมธุรกิจอีคอมเมิร์ซจีน ธุรกิจอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศ และ Hema เข้าเป็น Alibaba E-Commerce Group รวมกลุ่มคลาวด์กับทีมออกแบบชิป T-Head เป็น AI Cloud and Computing Services และรวมแล็บโมเดล AI ธุรกิจ Qwen ฝั่งผู้บริโภค กับ Qwen Office เข้าเป็นหน่วยใหม่ชื่อ AI Labs and Applications&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โครงสร้างใหม่นี้ยก Qwen ขึ้นมาเป็นหน่วยธุรกิจระดับกลุ่มที่มีเส้นทางทำเงินของตัวเอง ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไมเงื่อนไขไลเซนส์จึงเปลี่ยนในจังหวะนี้ ตัวเลขไตรมาสล่าสุดชี้ว่าแรงกดดันด้านต้นทุนสูงจริง รายได้รวมเพิ่มขึ้น 9% เป็น 268,953 ล้านหยวน หรือราว 40,000 ล้านดอลลาร์ แต่กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี และค่าตัดจำหน่ายที่ปรับปรุงแล้ว (Adjusted Earnings Before Interest, Taxes and Amortization หรือ Adjusted EBITA) ลดลงราว 30% เหลือ 27,330 ล้านหยวน จากการทุ่มลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ขนานใหญ่ และหน่วย AI Labs and Applications เองก็เป็นตัวถ่วงหลักที่ขาดทุนกว้างขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;น้ำหนักโมเดล Qwen3.8-Max เปิดให้ดาวน์โหลดบน &lt;a href="https://huggingface.co/moonshotai/Kimi-K3/blob/main/LICENSE" target="_blank"&gt;Hugging Face&lt;/a&gt; แล้วตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2026 พร้อมไลเซนส์เฉพาะที่มีเงื่อนไขรายได้กำกับ ส่วนอัตราส่วนแบ่งรายได้ที่ Alibaba จะเรียกเก็บจากพาร์ตเนอร์รายใหญ่แต่ละราย ยังอยู่ในขั้นเจรจาและไม่มีการประกาศต่อสาธารณะ สิ่งที่เปลี่ยนไปแล้วอย่างถาวรคือคำว่าโอเพนซอร์สในตลาดโมเดล AI จีนไม่ได้หมายถึงของฟรีอีกต่อไป และใครที่วางแผนสร้างธุรกิจบนโมเดลแบบเปิด ต้องอ่านไลเซนส์ให้ละเอียดก่อนลงมือ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา:&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;a href="https://www.reuters.com/business/retail-consumer/alibaba-plans-charge-big-users-its-next-open-source-ai-model-sources-say-2026-08-07/"&gt;Reuters&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.reuters.com/business/retail-consumer/alibaba-unveils-its-most-capable-ai-model-date-not-far-behind-moonshots-size-2026-08-03/"&gt;Reuters (เปิดตัว Qwen3.8-Max)&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.reuters.com/world/china/chinas-moonshot-unveils-worlds-largest-open-ai-model-closing-us-rivals-2026-07-17/"&gt;Reuters (Moonshot ปล่อย Kimi K3)&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.reuters.com/world/us/us-accuses-chinas-moonshot-stealing-anthropics-fable-latest-ai-model-2026-06-30/"&gt;Reuters (ข้อกล่าวหาเรื่อง Anthropic)&lt;/a&gt;,&lt;a href="https://huggingface.co/moonshotai/Kimi-K3/blob/main/LICENSE"&gt;&amp;nbsp;Hugging Face&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.machinebrief.com/news/qwen-38-max-open-weights-custom-license-revenue-share-alibaba" target="_blank"&gt;Machinebrief&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.explainx.ai/blog/qwen3-8-max-open-weights-live-hugging-face-august-2026"&gt;explainX&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.implicator.ai/moonshot-attaches-20-million-revenue-clause-to-kimi-k3-open-weights/"&gt;implicator.ai&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://finance.yahoo.com/technology/ai/articles/alibaba-pioneers-revenue-share-open-113214289.html"&gt;Yahoo Finance&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://finance.biggo.com/news/fd4674b5-cb04-4dce-be35-c2985869530b"&gt;BigGo Finance (ปรับโครงสร้าง Alibaba)&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://finance.biggo.com/news/02ccbde3-1df1-4d0b-a772-c946525e2797"&gt;BigGo Finance (ดีล Chinasoft)&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://cyberscoop.com/white-house-accuses-moonshot-ai-anthropic-model-distillation/"&gt;CyberScoop&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/ai/alibaba-qwen3-8-max-open-weight-revenue-share"/>
    <summary type="html">Alibaba ปล่อยน้ำหนักโมเดล Qwen3.8-Max แบบ Open-weight ให้ดาวน์โหลดฟรีบน Hugging Face แต่ธุรกิจที่นำไปให้บริการต่อและมีรายได้ถึงเกณฑ์ ต้องทำสัญญาเชิงพาณิชย์และแบ่งรายได้กลับ เดินตามสูตรที่ Moonshot เขียนไว้ใน Kimi K3</summary>
    <published>2026-08-20T21:37:28+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/news/google-search-gemini-ai-update-education</id>
    <title>สรุปฟีเจอร์ Google Search อัปเดตใหม่ สแกนการบ้าน - ปั้นโมเดล 3D ติวสอบครบในที่เดียว</title>
    <updated>2026-08-20T02:19:40+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;เมื่อฤดูกาลเปิดเทอมเวียนกลับมาอีกครั้ง Google เลยจัดใหญ่อัปเดตยกแผงทั้ง Google Search, AI Mode, Google Lens และแอป Gemini เปลี่ยนภาพจำเดิม ๆ ของการค้นหาข้อมูลเพื่อการเรียน จากเดิมที่เป็นเพียงแค่หน้าเว็บให้กลายเป็น Interactive Learning Space ที่โต้ตอบได้จริง ไม่ว่าจะเป็นโมเดล 3 มิติ โน้ตบุ๊กช่วยวิจัย ไปจนถึงระบบติวสอบแบบครบวงจร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1787222041_Google_Gemini_3.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ปรับ Search และ AI Mode ให้กลายเป็นติวเตอร์ส่วนตัว&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;การอัปเดตครั้งนี้เรียกว่าขนฟีเจอร์ระดับเปลี่ยนเกมมาไว้บน Search Bar ที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน เพื่อให้การศึกษาเข้าถึงง่ายและเข้าใจได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;Gemini Notebook ดึงบทเรียนมาไว้ใน Search:&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ไม่ต้องสลับแอปไปมาอีกต่อไป เพราะ Google ยก Gemini Notebook (หรือ NotebookLM) มาไว้ใน AI Mode โดยตรง ผู้ใช้สามารถโยนสไลด์เลกเชอร์ ไฟล์ PDF หรือกระทั่งข้อความสนทนาเก่า ๆ เข้าไปสรุปเป็นแหล่งอ้างอิงของแต่ละวิชาได้ทันที แถมยังซิงก์ข้อมูลข้ามอุปกรณ์ให้อัตโนมัติ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;Generative UI เปลี่ยนข้อความให้เห็นภาพ 3D:&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;เมื่อเสิร์ชศัพท์ยากๆ อย่าง pH scale ระบบจะขึ้นแถบเลื่อนให้ปรับค่ากรด-เบสเล่นได้ทันที หรือหากเป็นโจทย์ฟิสิกส์ กราฟคณิตศาสตร์ และโครงสร้างโมเลกุล AI ก็สามารถปั้นโมเดล 3 มิติขึ้นมาให้เราหมุนดูได้รอบทิศทาง&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;สรุปโน้ตที่กระจัดกระจายให้เป็นระเบียบ:&lt;/strong&gt; สายจดโน้ตมือบนกระดาษหรือมีไฟล์กระจัดกระจาย แค่ถ่ายรูป upload สไลด์หรือไฟล์ผสมกัน AI Mode จะช่วยประมวลผลออกมาเป็น Study Guide, Outline หรือสรุปสั้นหน้าเดียวให้อ่านเข้าใจง่าย&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;จับมือพาร์ตเนอร์แจกข้อสอบติวฟรี:&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;Google ดึงสถาบันติวระดับโลกอย่าง The Princeton Review และพาร์ตเนอร์ชั้นนำ มาใส่ชุดแบบฝึกหัดโต้ตอบสำหรับข้อสอบมาตรฐาน (เช่น SAT, ACT, GRE, MCAT) พร้อมระบบเฉลยอธิบายละเอียดและแปะลิงก์อ้างอิงให้ศึกษาต่อ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;Google Lens สแกนโจทย์ ตรวจการบ้านทีละบรรทัด:&lt;/strong&gt; ถ่ายรูปโจทย์เลขหรือชีตการบ้านผ่านแอป Google ระบบจะไม่เพียงแค่ให้คำตอบ แต่จะไล่อธิบายวิธีทำทีละ step พร้อมชี้จุดที่เราคิดเลขผิดบนกระดาษจริง และยังกดกดคุยถามต่อใน AI Mode ได้เรื่อย ๆ&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;h2&gt;อัปเกรดแอป Gemini รับบทนักวิจัยส่วนตัวและ Study Hub&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ในส่วนของแอปพลิเคชัน Gemini ได้รับการปรับปรุงเพื่อรองรับการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเพิ่มระบบ รายงานวิจัยเชิงลึก (Deep Research) ที่สามารถสั่งให้ AI ไปค้นคว้าหัวข้อยากๆ แล้วเปิดโหมดเสียงคุยอภิปรายผลลัพธ์ต่อได้ทันที&lt;/p&gt;&lt;h3&gt;Gemini for Students แจกโปรเรียนฟรี 12 เดือน&lt;/h3&gt;&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ Google ได้เปิดตัวแคมเปญ Gemini for Students มอบสิทธิ์ใช้งานแพ็กเกจพรีเมียมฟรีนาน 12 เดือน ให้แก่นักเรียนนักศึกษา ซึ่งจะได้ฟีเจอร์การเรียนรู้ครบเซ็ตเหมือนกัน ทั้ง Study Notebooks, Interactive Visualizations, ระบบแปลงโน้ตเป็นแบบทดสอบ, เครื่องมือติดตามผล, Gemini Live และฟีเจอร์สร้างภาพ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทว่าสิ่งที่น่าสนใจคือ Google มีการแบ่งระดับแพลนที่แจกตามสเปกและภูมิภาค ได้แก่&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;สหรัฐอเมริกา: ได้รับสิทธิ์ Google AI Pro ซึ่งเป็นแพลนสูงสุด&lt;/li&gt;&lt;li&gt;กว่า 140 ประเทศทั่วโลก (รวมถึงประเทศไทย): ได้รับสิทธิ์ Google AI Plus ซึ่งเป็นแพลนระดับกลาง&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;เปิดให้ลงทะเบียนรับสิทธิ์ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 ธันวาคม 2026 เท่านั้น โดยผู้รับสิทธิ์จะต้องผ่านการตรวจสอบและยืนยันสถานะนักศึกษาซ้ำเป็นระยะ ไม่ใช่การยืนยันเพียงครั้งเดียวแล้วใช้ยาว และระบบจะบังคับให้ระบุวิธีชำระเงินตั้งแต่วันแรกที่สมัคร แม้จะอยู่ในช่วงทดลองใช้งานฟรีก็ตาม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อครบกำหนดทดลองใช้ฟรี 12 เดือน ระบบจะเริ่มหักเงินอัตโนมัติตามอัตราปกติของแพลนนั้น ๆ (เช่น ประเทศไทยจะถูกตัด 189 บาท/เดือน) หากไม่ต้องการใช้งานต่อ ผู้ใช้จะต้องกด Cancel ด้วยตัวเองก่อนถึงวันตัดรอบ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a href="https://techcrunch.com/2026/08/19/google-launches-new-study-tools-for-students-across-search-and-gemini/"&gt;techcrunch&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://chromeunboxed.com/google-search-is-adding-gemini-notebook-and-3d-visual-tools-in-a-massive-ai-upgrade/"&gt;chromeunboxed&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://gemini.google/students/?utm_source=gemini&amp;amp;utm_medium=paid_social&amp;amp;utm_campaign=microsite_x_social-boosting-microsite-x_generic_boosted_video"&gt;gemini.google&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/news/google-search-gemini-ai-update-education"/>
    <summary type="html">Google อัปเดตใหญ่ Search, Lens และ Gemini ต้อนรับเปิดเทอม แปลงหน้าค้นหาเป็น Interactive Learning Space พร้อมแจกสิทธิ์ Google AI ฟรี 12 เดือนแก่นักศึกษา</summary>
    <published>2026-08-20T02:19:40+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/ai/dario-ai-backlash-trust-crisis</id>
    <title>Dario ชี้ คนไม่ได้กลัว AI แต่เริ่มไม่ไว้ใจ สะท้อน ‘วิกฤตความเชื่อมั่น’ ต่อเทคโนโลยี</title>
    <updated>2026-08-20T01:00:15+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img alt="Dario ชี้ คนไม่ได้กลัว AI แต่เริ่มไม่ไว้ใจ " class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1787215941_%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%99_800_%2830%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;กระแสต่อต้าน AI ในสหรัฐอเมริกากำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่บริษัทเทคโนโลยีหลีกเลี่ยงไม่ได้ มีตั้งแต่การออกมาประท้วงไม่ให้สร้าง Data Center ไปจนถึงการเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาคุมเข้มเทคโนโลยีนี้มากขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หลายคนจึงตั้งคำถามว่าหรือจริง ๆ แล้วบริษัท AI นั่นแหละที่มีส่วนทำให้คนรู้สึกกลัวเทคโนโลยีนี้ไปเอง ?&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับประเด็นนี้ Dario Amodei ซีอีโอของบริษัท Anthropic ออกมาให้มุมมองว่าที่คนกลัวเทคโนโลยี ไม่ได้เกิดจากการที่ผู้นำฝั่ง AI ออกมาย้ำเรื่องข้อเสียของมันบ่อย ๆ แต่มาจากรากฐานของ &amp;lsquo;ความเชื่อใจ&amp;rsquo; ที่คนมีต่อบริษัทเทคฯ รัฐบาลที่มันเริ่มลดลงและสะสมมานาน ซึ่ง AI เป็นเพียงจุดชนวนให้ปัญหานี้ปะทุขึ้น&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;AI กำลังถูกมองว่าเป็นภัยมากกว่าโอกาส ?&amp;nbsp;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เรื่องนี้เริ่มมาจาก Gavin Baker นักลงทุนและผู้จัดรายการ All-In Podcast ออกมาวิจารณ์ว่า Dario Amodei มีส่วนทำให้เกิดกระแสต่อต้าน AI ในอเมริกา เพราะเขาออกมาพูดย้ำเรื่องความเสี่ยงของเทคโนโลยีอยู่เรื่อย ๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Gavin Baker มองว่าในเมื่อ Anthropic เติบโตจนกลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีบทบาทสำคัญต่ออนาคตของ AI Dario เองก็ควรจะเป็นกระบอกเสียงช่วยสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้กับวงการนี้ให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะในช่วงที่สังคมเริ่มแอนตี้การสร้าง Data Center และกดดันให้รัฐบาลเข้ามาคุมเข้ม AI กันมากขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ทาง Dario ไม่เห็นด้วยกับมุมมองนี้ เขาชี้แจงว่าที่ผ่านมาเขาไม่ได้สื่อสารแค่เรื่องข้อเสียอย่างเดียว เนื้อหาที่เขาเขียนมีการบาลานซ์ระหว่าง &amp;lsquo;ความเสี่ยง&amp;rsquo; และ &amp;lsquo;ประโยชน์&amp;rsquo; ค่อนข้างสมดุลกัน นอกจากนี้เหตุผลหนึ่งที่เขาเขียนบทความเรื่อง Machines of Loving Grace ก็เพราะเขารู้สึกว่าวงการ AI ยังสื่อสารให้คนเห็นภาพว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วยเปลี่ยนโลกได้อย่างไรน้อยเกินไป สำหรับเขาปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าคนในวงการเอาแต่พูดถึง AI ในแง่ลบ แต่อยู่ที่คนทั่วไป &amp;lsquo;ไม่ไว้ใจ&amp;rsquo; อุตสาหกรรมนี้มาตั้งแต่แรกมากกว่า&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;&amp;lsquo;นี่คือวิกฤตความเชื่อมั่น&amp;rsquo;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;Amodei ยอมรับว่าตอนนี้คนทั่วไปมอง AI ในแง่ลบ ซึ่งเขาก็มองว่าเป็นปัญหาใหญ่จริง ๆ แต่เขาไม่เชื่อว่าต้นเหตุหลักจะมาจากตัวเขาหรือผู้บริหารคนอื่น ๆ ที่คอยออกมาเตือนเรื่องความเสี่ยง เขามองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมัน คือวิกฤตความเชื่อมั่นที่ฝังรากลึกมาจากความสัมพันธ์ระหว่างคน บริษัทเทคฯ และรัฐบาล ซึ่งปัญหานี้สะสมมานานหลายสิบปีแล้ว พอมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ โผล่เข้ามาคนจำนวนไม่น้อยเลยตั้งแง่ไว้ก่อนว่ามันจะมาเอาเปรียบเราหรือเปล่า แทนที่จะเชื่อใจว่ามันจะเข้ามาช่วยให้ชีวิตดีขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ดังนั้นสิ่งที่บริษัท AI ควรทำในตอนนี้ อาจไม่ใช่แค่การพยายามพูดจูงใจให้คนรู้สึกดีกับ AI มากขึ้น แต่คือการลงมือทำให้เห็นเลยว่า AI มันสร้างประโยชน์ได้จริงๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Amodei มองว่าคำวิจารณ์ที่ตรงประเด็นที่สุดสำหรับบริษัท AI (รวมถึงตัว Anthropic เองด้วย) คือการที่พวกเขายังทำตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับสังคมไม่ได้ ซึ่งเขาก็ยอมรับตรง ๆ ว่านี่เป็นความรับผิดชอบของบริษัทเต็ม ๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เพราะการบอกว่า AI จะมาช่วยรักษาโรคหรือเปลี่ยนโลกนั้นอาจจะฟังดูน่าทึ่ง แต่พอพูดซ้ำบ่อยเข้า คนก็เริ่มชินและมองว่าเป็นแค่คำโฆษณา สิ่งที่จะเปลี่ยนความรู้สึกคนได้จริง ๆ จึงไม่ใช่การพยายามพูดขายฝันให้ดูยิ่งใหญ่กว่าเดิม แต่คือการลงมือทำให้เห็นเลยว่า AI มันช่วยหรือเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นยังไง เพราะต่อให้บริษัท AI จะพยายามสร้างภาพเชิงบวกมากแค่ไหน แต่ถ้าคนทั่วไปยังไม่เห็นประโยชน์ที่จับต้องได้ ความเชื่อมั่นก็อาจไม่มีทางเกิดขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกประเด็นที่ Baker กังวลคือเรื่อง &amp;lsquo;การออกกฎหมายควบคุม AI&amp;rsquo; เขามองว่ายิ่งรัฐบาลตีกรอบคุมเข้มมากเท่าไหร่ มันอาจจะยิ่งเข้าทางบริษัทใหญ่ๆ ให้ได้เปรียบ และสุดท้ายอำนาจในวงการ AI ก็จะไปกระจุกตัวอยู่กับบริษัทแค่ไม่กี่เจ้า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ Amodei ไม่คิดแบบนั้น เขามองว่าเรื่องนี้ไม่ต้องบีบให้เลือกแค่ทางใดทางหนึ่ง เช่น ต้องเลือกระหว่างไม่มีกฎหมายเลย หรือมีกฎหมายแล้วบริษัทใหญ่ฮุบตลาด เขายอมรับว่าคนในวงการเทคโนโลยีกังวลกันจริง ๆ ว่ากฎระเบียบพวกนี้จะกลายเป็นเครื่องมือให้บริษัทใหญ่ผูกขาดอำนาจ แต่เขามองว่าเรื่องกฎหมายกับอำนาจของบริษัทมันไม่ได้สรุปง่ายๆ แบบนั้นเสมอไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เพราะถ้ามองในมุมของประชาชนทั่วไป การมีกฎหมายก็คือการเข้าไปตีกรอบไม่ให้บริษัทเทคโนโลยีมีอำนาจมากเกินและช่วยเป็นหลักประกันความปลอดภัยให้สังคมได้เหมือนกัน ด้วยเหตุนี้เวลาที่ Anthropic จะเสนอแนวทางควบคุม AI พวกเขาเลยต้องคิดกันให้รอบคอบมากๆ โดย Amodei ย้ำเลยว่าบริษัทเขาพร้อมสนับสนุนกฎระเบียบที่ออกมาแล้วทำให้บริษัทระดับท็อปต้องทำงานยากขึ้น หรือแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นด้วยซ้ำ ขอแค่กฎนั้นยังเปิดช่องให้บริษัทเล็กๆ มีที่ยืนและสามารถเข้ามาแข่งขันในตลาดได้ก็พอ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เหตุผลที่ Amodei สนับสนุนให้มีกฎหมายเข้ามาควบคุม ไม่ใช่แค่เพราะกลัว AI จะเป็นอันตราย แต่เป็นเพราะธรรมชาติของการสร้าง AI ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เขามองว่า AI เป็นสิ่งที่เอื้อให้บริษัทใหญ่รวบอำนาจได้ง่ายมาก เพราะการจะสร้าง AI เก่ง ๆ ออกมาสักตัวต้องใช้ทั้งเงินมหาศาลและต้องใช้ชิปคอมพิวเตอร์ที่สเปกแรงมาก ๆ ถึงแม้เดี๋ยวนี้จะมีการแจกระบบ AI แบบ Open-weight models ให้คนทั่วไปเอาไปพัฒนาต่อได้ฟรี ๆ ซึ่งช่วยลดการผูกขาดได้บ้าง แต่เขามองว่าแค่นั้นยังไม่พอ เพราะสุดท้ายคนที่ได้เปรียบที่สุดก็คือบริษัทที่มีเงินซื้อระบบคอมพิวเตอร์แรง ๆ อยู่ดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เขาเลยเชื่อว่าถ้าเราเขียนกฎหมายออกมาให้ดี มันจะช่วยแก้ปัญหาได้หลายอย่างพร้อมกันเลย ทั้งช่วยป้องกันอันตรายจาก AI เช่น การโดนแฮกหรือการสร้างอาวุธ ช่วยเบรกไม่ให้บริษัทใหญ่มีอำนาจล้นมือและยังเปิดทางให้คนที่พัฒนา AI แบบ Open-weight สามารถทำงานต่อไปได้ โดยมีมาตรการคุมความปลอดภัยควบคู่ไปด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่น่าสนใจจากมุมมองของ Amodei คือเขาไม่ได้พยายามปฏิเสธเลยว่าตอนนี้คนกำลังรู้สึกไม่ดีกับ AI เขายอมรับว่าความรู้สึกระแวงนี้มีอยู่จริง เพียงแต่เขาไม่เห็นด้วยที่จะไปสรุปว่าต้นเหตุมาจากการที่ผู้นำบริษัท AI ชอบออกมาพูดถึงความเสี่ยงกันบ่อย ๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับเขาสิ่งที่บริษัท AI ต้องพิสูจน์ตัวเองกับสังคมไม่ใช่การพยายามพูดโฆษณาว่าเทคโนโลยีนี้จะมาเปลี่ยนโลกยังไง แต่คือการสร้างผลลัพธ์ที่คนทั่วไปจับต้องได้ เพราะท้ายที่สุดแล้วความเชื่อมั่นคงไม่ได้เกิดจากการเอาแต่บอกประโยชน์ของ AI ว่า AI ดียังไง แต่มันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้คนได้เห็นด้วยตัวเองว่า AI เข้ามาทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นได้จริง ๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a class="fr-strong" href="https://techcrunch.com/2026/08/16/anthropic-ceo-says-ai-backlash-is-fundamentally-a-crisis-of-trust/" target="_blank"&gt;techcrunch&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/ai/dario-ai-backlash-trust-crisis"/>
    <summary type="html">กระแสต่อต้าน AI ในสหรัฐอเมริกากำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่บริษัทเทคโนโลยีหลีกเลี่ยงไม่ได้ มีตั้งแต่การออกมาประท้วงไม่ให้สร้าง Data Center ไปจนถึงการเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาคุมเข้มเทคโนโลยีนี้มากขึ้น</summary>
    <published>2026-08-20T01:00:15+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/news/muang-thai-life-iclaim-public-hospitals-health-claim</id>
    <title>เมืองไทยประกันชีวิต ยกระดับบริการ เคลมไม่ต้องสำรองจ่าย ผนึก iClaim เพิ่มทางเลือกรักษาในโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ</title>
    <updated>2026-08-19T23:42:08+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;เมืองไทยประกันชีวิต เดินหน้ายกระดับบริการด้านสุขภาพ ขยายการใช้สิทธิประกันสุขภาพ (Health Claim) ผ่านระบบ iClaim ในโรงพยาบาลภาครัฐที่เข้าร่วมโครงการ ช่วยให้ลูกค้าเข้ารับการรักษาได้โดยไม่ต้องสำรองจ่ายเงินสดล่วงหน้า &amp;nbsp;พร้อมเชื่อมการดูแลผ่านเครือข่ายโรงพยาบาลรัฐ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมและสะดวกยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า &amp;ldquo;เมืองไทยประกันชีวิต ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านความคุ้มครองด้านชีวิตและสุขภาพ รวมทั้งการบริการที่ครบวงจร &amp;nbsp;พร้อมมุ่งมั่นสู่การเป็นพันธมิตรที่ช่วยดูแลลูกค้าตลอดช่วงชีวิต ภายใต้แนวคิด Longevity Economy ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์และยกระดับการบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างตรงจุด และเราให้ความสำคัญกับการส่งเสริมคุณภาพการเข้าถึงบริการสุขภาพ ที่ทั้งสะดวก รวดเร็ว และลดภาระทางการเงิน อันเป็นหัวใจของการสร้างความอุ่นใจให้แก่ลูกค้าทุกคน ดังนั้นเมื่อเกิดการเจ็บป่วย สิ่งสำคัญที่สุดคือการได้เข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมอย่างทันท่วงที เราไม่อยากให้เรื่องค่าใช้จ่าย ขั้นตอนการใช้สิทธิ หรือการต้องเตรียมเงินก้อนล่วงหน้า กลายเป็นอุปสรรคในช่วงเวลาที่ลูกค้าและครอบครัวกำลังกังวลกับเรื่องสุขภาพ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1787212359_Website_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_%2817%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ล่าสุด เมืองไทยประกันชีวิต ได้เดินหน้ายกระดับบริการยื่นเคลมการรักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD) และการรักษาแบบผู้ป่วยใน (IPD) ผ่านระบบเครดิตคู่สัญญา (Cashless Claim) &amp;nbsp;โดยไม่ต้องสำรองจ่ายภายใต้วงเงินความคุ้มครองตามที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัย เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้สิทธิประกันสุขภาพกับโรงพยาบาลภาครัฐทั่วประเทศได้อย่างเต็มศักยภาพ &amp;nbsp; พร้อมผนึกกำลัง บริษัท ไวท์พลาย จำกัด &amp;nbsp;ผู้ให้บริการระบบเบิกจ่ายประกันสุขภาพในรูปแบบดิจิทัล (iClaim) เสริมความแข็งแกร่งบริการยื่นเคลมโดยไม่ต้องสำรองจ่ายในเครือข่ายโรงพยาบาลรัฐขึ้นไปอีกขั้น ควบคู่ไปกับบริการตรวจสอบสิทธิและอำนวยความสะดวกด้านการเคลมที่รวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อให้ลูกค้าอุ่นใจได้อย่างเต็มที่ในยามที่เจ็บป่วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ iClaim หรือ ระบบเบิกจ่ายประกันสุขภาพในรูปแบบดิจิทัล ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับกระบวนการเคลมประกันให้มีความสะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ป่วย เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของโรงพยาบาล และขยายสิทธิประโยชน์ในการรักษาอย่างครอบคลุม ส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับบริการที่ดีขึ้นและโรงพยาบาลสามารถจัดการเคลมประกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งการใช้สิทธิผ่านระบบ iClaim โรงพยาบาลจะประสานข้อมูลค่ารักษาพยาบาลและเอกสารทางการแพทย์กับบริษัทประกันโดยตรง เพื่อพิจารณาสิทธิตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ลูกค้าจึงไม่ต้องเตรียมเงินออม เงินสำรองฉุกเฉิน หรือวงเงินบัตรเครดิตมาชำระค่ารักษาล่วงหน้า รวมถึงไม่ต้องรวบรวมเอกสารเพื่อยื่นเบิกเงินคืนภายหลัง ช่วยลดขั้นตอนและความกังวลในช่วงเวลาที่ควรให้ความสำคัญกับการรักษาอย่างเต็มที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัจจุบันมีโรงพยาบาลรัฐที่เชื่อมต่อระบบ iClaim จำนวน 400 กว่าแห่ง อาทิ โรงพยาบาลลำปาง &amp;nbsp;โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ โรงพยาบาลสระบุรี โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช โรงพยาบาลสมุทรสาคร โรงพยาบาลราชบุรี โรงพยาบาลระยอง โรงพยาบาลพระปกเกล้า โรงพยาบาลสมุทรปราการ โรงพยาบาลชลบุรี โรงพยาบาลร้อยเอ็ด โรงพยาบาลขอนแก่น &amp;nbsp; โรงพยาบาลสกลนคร โรงพยาบาลอุดรธานี โรงพยาบาลชัยภูมิ โรงพยาบาลสุรินทร์ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โรงพยาบาลศรีสะเกษ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี โรงพยาบาลหาดใหญ่ เป็นต้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ด้าน นพ.โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการ บริษัท ไวท์พลาย จำกัด ในฐานะบริษัท Social Enterprise กล่าวถึงความร่วมมือว่า &amp;ldquo;White Plai มีความยินดีที่ได้ร่วมกับเมืองไทยประกันชีวิตในการเชื่อมต่อระบบ iClaim เพื่อให้การใช้สิทธิประกันสุขภาพสะดวกและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เชื่อมการทำงานระหว่างสถานพยาบาลกับบริษัทประกัน ตั้งแต่การตรวจสอบสิทธิไปจนถึงการเคลม พร้อมสนับสนุนบริการแบบไม่ต้องสำรองจ่ายตามเงื่อนไขกรมธรรม์&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความร่วมมือครั้งนี้ยังช่วยเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการของโรงพยาบาลภาครัฐ รวมถึง Premium Clinic ได้สะดวกขึ้น ลดขั้นตอนในการใช้สิทธิ และเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสม โดยมีเทคโนโลยีดิจิทัลช่วยให้การประสานงานเป็นไปอย่างรวดเร็วและคล่องตัวยิ่งขึ้น เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงทำให้การเคลมเร็วขึ้น แต่ทำให้ผู้เอาประกันรู้สึกว่าการใช้สิทธิประกันสุขภาพเป็นเรื่องง่ายในวันที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นายสาระ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันเมืองไทยประกันชีวิตยังมีการเชื่อมต่อระบบเครดิตคู่สัญญา (Cashless Claim) กับโรงพยาบาลรัฐและโรงเรียนแพทย์อื่น ๆ อย่างครอบคลุม อาทิ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย &amp;nbsp;โรงพยาบาลรามาธิบดี &amp;nbsp;โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ศูนย์บริการทางการแพทย์ชั้นเลิศ (SMC) คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในโครงการ MTL Smile Hospital Network &amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;รวมถึงสนับสนุน Premium Clinic ของภาครัฐ โดยมีโรงพยาบาลนำร่องเป็น โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ โรงพยาบาลแม่สอด โรงพยาบาลนครพิงค์ โรงพยาบาลนครปฐม โรงพยาบาลบุรีรัมย์ โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า โรงพยาบาลราชบุรี โรงพยาบาลราชวิถี และยังเตรียมขยายความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดี เพิ่มความสบายใจที่จับต้องได้ทั้งด้านคุณภาพ บริการ และการบริหารค่าใช้จ่าย เมื่อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยรายละเอียด โครงการ MTL Smile Hospital Network สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.muangthai.co.th/th/mtl-smile-hospital-network&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;ldquo;การขยายเครือข่ายโรงพยาบาลภาครัฐครั้งนี้ จะช่วยให้ลูกค้ามีทางเลือกในการเข้าถึงแพทย์เฉพาะทางและการรักษาที่เหมาะสมได้ใกล้บ้านมากขึ้น โดยเฉพาะลูกค้าในต่างจังหวัดที่สามารถใช้สิทธิประกันสุขภาพกับโรงพยาบาลในพื้นที่ ลดความจำเป็นในการเดินทางเข้ากรุงเทพฯ และช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลต่อเนื่องโดยมีครอบครัวอยู่ใกล้ตลอดช่วงการรักษา&amp;rdquo; นายสาระกล่าวสรุป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หมายเหตุ:&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;เงื่อนไขเป็นไปตามที่ บมจ.เมืองไทยประกันชีวิตกำหนด&lt;/li&gt;&lt;li&gt;เงื่อนไขการใช้สิทธิ์ผ่านระบบ iClaim และ โครงการ MTL Smile Hospital Network เป็นไปตามที่บริษัทฯ และโรงพยาบาลคู่สัญญากำหนด &amp;nbsp;สงวนสิทธิ์ในการไม่ให้สิทธิประโยชน์ที่ขยายหากผู้เอาประกันภัยเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลอื่น ที่ไม่ใช่สถานพยาบาลคู่สัญญาโครงการพิเศษของบริษัทฯ&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/news/muang-thai-life-iclaim-public-hospitals-health-claim"/>
    <summary type="html">เมืองไทยประกันชีวิตขยายบริการ Health Claim ผ่านระบบ iClaim เชื่อมโรงพยาบาลรัฐกว่า 400 แห่งทั่วประเทศ ให้ลูกค้าใช้สิทธิประกันสุขภาพแบบ Cashless Claim ลดภาระสำรองจ่ายและเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงการรักษา</summary>
    <published>2026-08-19T23:42:08+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/news/skyline-new-zealand-theme-park-investment-thailand</id>
    <title>นายกฯ นำทีมหารือ Skyline ยักษ์สวนสนุกนิวซีแลนด์ ลุยปักหมุดกรุงเทพฯ บีโอไอไฟเขียวแล้ว</title>
    <updated>2026-08-19T22:25:45+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;บีโอไอเผยนายกรัฐมนตรีหารือ Skyline Enterprises บริษัทสวนสนุกและผู้พัฒนาเครื่องเล่นชื่อดังจากนิวซีแลนด์ ที่มีธุรกิจครอบคลุมหลายประเทศทั่วโลก หารือแผนขยายการลงทุนในประเทศไทยและต่อยอดสู่การวิจัยและพัฒนาชิ้นส่วนและอุปกรณ์สำหรับเครื่องเล่นรุ่นใหม่ ตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยอดนิยมของโลก และกระตุ้นการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ในระยะยาว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1787208007_Skyline_3.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)&lt;/strong&gt; เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 นายกรัฐมนตรีและคณะได้พบหารือกับ Mr. Geoff McDonald ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Skyline Enterprises ณ เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ในโอกาสเดินทางเยือนนิวซีแลนด์ โดยได้หารือถึงแผนการลงทุนของบริษัทในประเทศไทย ซึ่งได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากบบีโอไอในกิจการสวนสนุกที่กรุงเทพมหานคร และนายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนให้ Skyline พิจารณาขยายการลงทุนในประเทศไทยเพิ่มเติมอีกในอนาคต เนื่องจากประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก มีพื้นที่ท่องเที่ยวหลากหลาย ทั้งพื้นที่ชายทะเล ภูเขา และเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ซึ่งสามารถรองรับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมนันทนาการรูปแบบใหม่ ตลอดจนช่วยเพิ่มความหลากหลายของกิจกรรมและประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวในประเทศไทย นอกจากนี้ รัฐบาลยังพร้อมสนับสนุนให้บริษัทศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&amp;amp;D) ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาชิ้นส่วนใหม่สำหรับอุปกรณ์เครื่องเล่น ซึ่งเป็นงานที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม และให้ความสำคัญอย่างสูงกับความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Skyline Enterprises เป็นบริษัทด้านการท่องเที่ยวชั้นนำของนิวซีแลนด์ ก่อตั้งขึ้นในปี 2509 มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนา ออกแบบ และบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวและเครื่องเล่น ซึ่งบริษัทเป็นผู้บุกเบิกและพัฒนาเครื่องเล่น และสวนสนุกจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่เป็นที่รู้จักในระดับสากล เช่น กระเช้าลอยฟ้า (Gondola/SkyRide) ที่เมืองควีนส์ทาวน์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นกระเช้าลอยฟ้าที่มีความชันที่สุดในซีกโลกใต้ และเป็นต้นกำเนิดของเครื่องเล่น Luge (รถเลื่อนตามแรงโน้มถ่วง) ที่โด่งดังไปทั่วโลก ปัจจุบัน Skyline มีฐานการดำเนินธุรกิจในหลายประเทศ ทั้งนิวซีแลนด์ แคนาดา เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และมาเลเซีย และอยู่ระหว่างการขยายธุรกิจใน สหราชอาณาจักร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับประเทศไทย Skyline เพิ่งได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในกิจการสวนสนุกตั้งที่กรุงเทพมหานครเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยบริษัทมองว่าไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับการขยายธุรกิจในเอเชีย จากความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและฐานนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ และยังมีศักยภาพในการพัฒนาและขยายกิจการอีกมากในพื้นที่ต่าง ๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;em&gt;&amp;ldquo;การลงทุนของ Skyline ไม่เพียงเพิ่มกิจกรรมที่มีสีสันและประสบการณ์รูปแบบใหม่ให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย แต่บริษัทยังสนใจและมีโอกาสต่อยอดไปสู่กิจกรรมที่ใช้ความรู้และเทคโนโลยีมากขึ้น โดยเฉพาะการวิจัยและพัฒนาด้านเครื่องเล่นใหม่ ๆ ที่เหมาะกับสภาพพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งหากเกิดขึ้นในประเทศไทย จะช่วยพัฒนาบุคลากรและสร้างองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ควบคู่ไปกับการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการของไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/em&gt;นายนฤตม์กล่าว&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/news/skyline-new-zealand-theme-park-investment-thailand"/>
    <summary type="html">นายกฯ หารือ Skyline ยักษ์ใหญ่สวนสนุกนิวซีแลนด์ ลุยลงทุนสวนสนุกแห่งใหม่ในกรุงเทพฯ พร้อมหนุนตั้งศูนย์ R&amp;amp;D พัฒนาเครื่องเล่น ยกระดับไทยสู่ฮับท่องเที่ยวโลก</summary>
    <published>2026-08-19T22:25:45+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/healthtech/harvard-brain-organoids-five-year-longevity</id>
    <title>Harvard เพาะสมองจิ๋วในจานทดลอง อยู่ได้เกิน 5 ปี และเซลล์โตตามนาฬิกาเดียวกับสมองจริง</title>
    <updated>2026-08-19T20:44:38+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;ทีมนักประสาทวิทยาจาก Harvard เพาะเลี้ยงก้อนเนื้อเยื่อสมองมนุษย์ขนาดเท่าเมล็ดพริกไทยเอาไว้ในจานเพาะเลี้ยงได้นานกว่า 5 ปี ทุบสถิติโลกเดิมที่ทำไว้ 694 วันไปกว่า 3 เท่า และที่สำคัญกว่าตัวเลขคือ ก้อนเนื้อเยื่อเหล่านั้นไม่ได้แค่รอดชีวิต แต่ยังพัฒนาและเติบโตต่อไปตามตารางเวลาเดียวกับสมองของคนจริงที่อยู่ในกะโหลก งานวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร Nature เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2026&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่ทีมวิจัยเพาะขึ้นมาเรียกว่าออร์แกนอยด์ (Organoid) ซึ่งเป็นก้อนเนื้อเยื่อสามมิติขนาดจิ๋วที่สร้างจากเซลล์ต้นกำเนิดของมนุษย์ให้พัฒนาตัวเองไปเป็นโครงสร้างคล้ายอวัยวะจริง ในกรณีนี้คือสมอง แต่ละก้อนบรรจุเซลล์เปลือกสมองส่วนนอก (Cerebral Cortex) มากกว่า 1 ล้านเซลล์ ที่มีสารพันธุกรรมชุดเดียวกับผู้บริจาคตัวอย่างเลือด พูดให้เห็นภาพคือมันทำหน้าที่เป็นตัวแทนหรือ Avatar ของสมองคนคนนั้นในจานเพาะเลี้ยง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เหตุผลที่วงการประสาทวิทยาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้คือสมองมนุษย์เป็นอวัยวะที่เข้าถึงยากที่สุด นักวิจัยไม่สามารถผ่าเปิดกะโหลกเพื่อดูว่าเซลล์ประสาทกำลังทำอะไรอยู่ในแต่ละช่วงวัย ออร์แกนอยด์จึงเป็นทางเลือกที่ใกล้เคียงที่สุด แต่ปัญหาเดิมคือเซลล์เหล่านี้เปราะบางมาก คุณภาพมักทรุดลงหลัง 3 ถึง 4 เดือน และงานวิจัยส่วนใหญ่จำลองได้แค่พัฒนาการช่วงต้นของสมองในครรภ์เท่านั้น ในขณะที่สมองคนจริงใช้เวลาพัฒนาต่อเนื่องยาวนานถึงราว 2 ทศวรรษ ซึ่งนานผิดปกติเมื่อเทียบกับสัตว์ชนิดอื่น&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;จากเลือดหนึ่งหลอดสู่สมองจิ๋วหนึ่งก้อน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;กระบวนการเริ่มจากการเก็บตัวอย่างเลือดจากผู้บริจาคที่มีชีวิต จากนั้นใช้ชุดสัญญาณทางชีวเคมีรีโปรแกรมเซลล์เลือดให้ย้อนกลับไปเป็นเซลล์ต้นกำเนิดพลูริโพเทนต์ (Pluripotent Stem Cell) ซึ่งเป็นเซลล์ที่ยังไม่ถูกกำหนดหน้าที่และเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ชนิดอื่นได้อีกหลายแบบ แล้วป้อนสัญญาณอีกชุดเพื่อกำกับทิศทางให้เซลล์เหล่านั้นแปรสภาพไปเป็นเซลล์สมองที่ถือสารพันธุกรรมของผู้บริจาคคนเดิม เพียงแต่เติบโตอยู่นอกร่างกาย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1787200978_Harvard_%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B9%8B%E0%B8%A7_800_%283%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ห้องปฏิบัติการของ Paola Arlotta ศาสตราจารย์ด้าน Stem Cell and Regenerative Biology แห่ง Harvard ผู้เป็นผู้เขียนอาวุโสของงานวิจัยนี้ ทำงานกับออร์แกนอยด์มานานกว่าทศวรรษ โดยเน้นศึกษากลไกระดับโมเลกุลของการพัฒนาเปลือกสมอง การกำเนิดเซลล์หลากชนิด การประกอบวงจรประสาท และความผิดปกติที่เกิดขึ้นเมื่อกระบวนการเหล่านั้นเดินผิดทาง ชุดเซลล์เพาะเลี้ยงที่กลายมาเป็นสถิติโลกในครั้งนี้เริ่มต้นเพาะไว้ตั้งแต่ปี 2018&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;quot;เราไม่รู้เลยว่าเนื้อเยื่อสมองมนุษย์จะพัฒนาและเติบโตไปได้ไกลแค่ไหนเมื่ออยู่นอกบริบทของสมองจริงในกะโหลก&amp;quot;&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;quot;งานนี้แสดงให้เห็นว่ามันเป็นไปได้จริงที่ออร์แกนอยด์จะไม่ใช่แค่รอดชีวิตในจานเพาะเลี้ยง แต่ยังเปลี่ยนแปลง พัฒนา และเติบโตต่อไปได้ในช่วงเวลาที่ไม่มีใครเคยทำถึง&amp;quot;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;- Paola อธิบาย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;นาฬิกาอายุที่โกหกไม่ได้&amp;nbsp;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ในงานวิจัยชิ้นใหม่ ทีมของ Paola ติดตามออร์แกนอยด์ 34 ก้อน ด้วยเทคนิคการถอดรหัสพันธุกรรมระดับเซลล์เดี่ยว (Single-cell RNA Sequencing) ที่ 8 ช่วงเวลา ตั้งแต่อายุ 6 เดือนไปจนถึง 5 ปี เมื่อรวมกับข้อมูลจากงานวิจัยก่อนหน้า ได้ชุดข้อมูลรวมจากออร์แกนอยด์ 110 ก้อน และเซลล์เดี่ยวเกือบ 425,000 เซลล์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผลที่ออกมาคือเซลล์ในออร์แกนอยด์เดินตามลำดับพัฒนาการระดับโมเลกุลของสมองมนุษย์ทั้งช่วงในครรภ์และช่วงปีแรก ๆ ของชีวิตได้อย่างซื่อตรง ตัวชี้วัดที่ชัดที่สุดคือการเติมหมู่เมทิลบนสารพันธุกรรม (DNA Methylation) ซึ่งเป็นกลไกเปิดปิดการทำงานของยีนในระหว่างพัฒนาการ กระบวนการนี้มีลำดับเวลาที่นักวิทยาศาสตร์รู้จักดีและใช้เป็นนาฬิกาอายุ (Epigenetic Clock) ที่เชื่อถือได้ ปรากฏว่าออร์แกนอยด์ในจานเพาะเลี้ยงเดินตามขั้นตอนเดียวกับที่บันทึกไว้ในสมองมนุษย์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;quot;นาฬิกาเมทิลเลชันบอกเราว่าออร์แกนอยด์เหล่านี้ทำสิ่งเดียวกับที่สมองจริงในร่างกายทำ&amp;quot;&lt;/strong&gt; Paola ซึ่งเป็นคณาจารย์หลักของ Harvard Stem Cell Institute และสมาชิกของ Broad Institute of Harvard and Massachusetts Institute of Technology (MIT) กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โปรไฟล์การถอดรหัสพันธุกรรมและรูปแบบเมทิลเลชันที่วัดได้ตรงกับเนื้อเยื่อสมองหลังคลอด และอายุที่นาฬิกาทำนายก็ตรงกับอายุจริงในจานเพาะเลี้ยง หมายความว่าอัตราการพัฒนาไม่ได้ผิดเพี้ยนไปจากธรรมชาติ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;'Time Warp' ของพัฒนาการ เมื่อเซลล์แก่จำได้ว่าตัวเองผ่านอะไรมาแล้ว&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;การทดลองที่ทำให้ทีมวิจัยประหลาดใจที่สุดคือคำถามว่า ถ้านำเซลล์ที่อายุต่างกันมาอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน มันจะทำตัวต่างกันไหม ทีมวิจัยจึงผสมเซลล์จากผู้บริจาคหลายรายและหลายช่วงอายุเข้าไว้ในก้อนเดียว ซึ่งเป็นเทคนิคที่เรียกว่าไคเมอรอยด์ (Chimeroid) ที่ทีมเดียวกันเคยเผยแพร่ไว้เมื่อ 2 ปีก่อน โดยมาจากการรวมคำว่า Chimera กับ Organoid&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อป้อนสัญญาณทางเคมีเพื่อสั่งให้สร้างเซลล์ประสาทชุดใหม่ เซลล์ต้นกำเนิดตั้งต้น (Progenitor) ที่อายุน้อยกว่าสร้างเซลล์แบบที่ควรเกิดในช่วงเริ่มต้นของกระบวนการตามปกติ แต่เซลล์อายุ 9 เดือนกระโดดข้ามขั้นไปข้างหน้าทันที แล้วผลิตเซลล์ประสาทระยะท้ายที่ตามธรรมชาติจะเกิดขึ้นอีก 2 ถึง 3 เดือนถัดไป ทีมวิจัยจึงสรุปว่าเซลล์สมองในออร์แกนอยด์ 'บันทึกการผ่านไปของเวลา และเก็บความจำของขั้นตอนพัฒนาการที่ทำสำเร็จไปแล้ว' เอาไว้ในตัวเอง ซึ่งชี้ว่าพัฒนาการถูกขับด้วยนาฬิกาภายในเซลล์เอง ไม่ใช่สภาพแวดล้อมรอบตัวเพียงอย่างเดียว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;quot;เราค่อนข้างช็อกกับผลที่ได้&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;quot;เราชอบเรียกสิ่งนี้ว่า Time Warp ของพัฒนาการ เพราะพวกมันข้ามขั้นไปเลย&amp;quot;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;- Paola&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;อธิบาย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความสามารถข้อนี้คือสิ่งที่ทีมวิจัยมองว่ามีค่าที่สุดในระยะยาว เพราะถ้าควบคุมได้ก็เท่ากับย่นเวลารอเซลล์โตจากหลายปีให้เหลือไม่กี่สัปดาห์ และเปิดทางไปถึงการสร้างเซลล์ทดแทนเซลล์ที่เป็นโรค หรือการวิศวกรรมอวัยวะเพาะเลี้ยงในอนาคต&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1787201005_Harvard_%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B9%8B%E0%B8%A7_800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/h2&gt;&lt;h2&gt;น้ำเลี้ยงสูตรใหม่ที่ทำให้เซลล์ประสาทไม่ตายกลางทาง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;งานวิจัยชิ้นนี้ขับเคลื่อนโดยนักวิจัยหลังปริญญาเอก 2 คนในห้องแล็บของ Paola คือ Irene Faravelli และ Noelia Ant&amp;oacute;n-Bola&amp;ntilde;os ในฐานะผู้เขียนหลักร่วม ปัจจุบัน Irene เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่ University of Milan และ Noelia เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่ University Medical Center Utrecht&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;quot;เราพัฒนาออร์แกนอยด์เหล่านี้ได้เป็นเวลานานมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่รู้มาก่อน&amp;quot; &amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;quot;พวกมันบันทึกเวลาต่อไปได้ เติบโตต่อไปได้ และได้คุณสมบัติใหม่ที่เราไม่เคยรู้จักเลยจนกระทั่งเพาะเลี้ยงมันเกิน 5 ปี&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;- Noelia กล่าว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ส่วน Irene เสริมว่างานนี้แสดงให้เห็นว่าออร์แกนอยด์ในจานเพาะเลี้ยงมีความสามารถในการก่อรูปด้วยตัวเอง (Self-emergence) ในระยะยาวได้เหมือนเซลล์เปลือกสมองปกติ &lt;strong&gt;&amp;quot;สมองมนุษย์เข้าถึงยากมาก เราเริ่มจากการมองกระบวนการช่วงแรกสุด และตอนนี้เราขยับเข้าใกล้กระบวนการที่เกิดขึ้นในช่วงหลังของพัฒนาการมากขึ้นเรื่อย ๆ&amp;quot;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกครึ่งหนึ่งของความสำเร็จมาจากการปรับเทคนิคเพื่อยืดอายุเซลล์ในก้อนเนื้อเยื่อ เซลล์ประสาท (Neuron) ซึ่งเป็นเซลล์ที่นักวิทยาศาสตร์สมองสนใจที่สุดนั้นเปราะบางเป็นพิเศษ และจำนวนของมันจะร่วงลงเรื่อย ๆ ในจานเพาะเลี้ยง ต่างจากเซลล์ค้ำจุนรูปดาว (Astrocyte) ที่ทนทานกว่ามาก ปัญหานี้โผล่ชัดราวปีแรกของการเพาะเลี้ยง ตามที่ Paola อธิบายว่าออร์แกนอยด์เติบโตดีทุกอย่าง แต่เซลล์ประสาทกำลังทรมาน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;งานวิจัยก่อนหน้าชี้ว่าการที่เซลล์ประสาทส่งสัญญาณไฟฟ้าเองโดยธรรมชาติ (Spontaneous Firing) ช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิต ทีมวิจัยจึงเปลี่ยนไปใช้น้ำเลี้ยงเซลล์สูตรที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการส่งสัญญาณไฟฟ้าโดยเฉพาะ พร้อมเติมกรดอะมิโนเป็นแหล่งพลังงานเสริม ผลคือภายใน 9 เดือน เซลล์ประสาทในออร์แกนอยด์มีจำนวนเพิ่มขึ้น แตกแขนงมากขึ้น และสร้างจุดเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาท (Synapse) ได้หนาแน่นขึ้น เมื่อครบ 1 ปี ออร์แกนอยด์ทุกก้อนในน้ำเลี้ยงสูตรใหม่แสดงการปะทุของสัญญาณไฟฟ้าอย่างคึกคัก ขณะที่ก้อนในน้ำเลี้ยงสูตรเดิมไม่มีก้อนไหนทำได้เลย และทีมวิจัยบันทึกกิจกรรมทางไฟฟ้านี้ต่อเนื่องได้นานถึง 2 ปี&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เสียงจากนักวิจัยนอกทีม และข้อจำกัดที่ยังต้องแก้&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;In-Hyun Park นักวิจัยจาก Yale ให้ความเห็นว่าตามปกติออร์แกนอยด์จำลองได้แค่สมองช่วงก่อนคลอดและช่วงรอบคลอด และเป็นที่รู้กันว่ามันขาดกิจกรรมทางไฟฟ้าที่แข็งแรง ซึ่งเป็นสองข้อจำกัดที่งานวิจัยชิ้นนี้เข้าไปแก้โดยตรง ด้าน Alysson Muotri จาก University of California, San Diego สะท้อนอีกมุมว่าแทบไม่มีใครตื่นเต้นกับการเก็บออร์แกนอยด์ไว้นานขนาดนั้น ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ไม่มีใครค้นพบพฤติกรรมเหล่านี้มาก่อน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ข้อจำกัดที่ยังค้างอยู่มีหลายข้อ การรอเซลล์โต 5 ปีเป็นเรื่องที่ทำเป็นงานประจำในห้องแล็บไม่ได้จริง ทั้งยากและแพง นอกจากนี้ข้อมูลระดับ Ribonucleic Acid (RNA) ก็ไม่ได้สะท้อนระดับการแสดงออกของโปรตีนได้ทุกกรณี และยังไม่มีใครยืนยันได้ว่าการเร่งพัฒนาการด้วยเทคนิค Time Warp จะเลียนแบบการเติบโตตามธรรมชาติได้แม่นยำเพียงใด สำหรับสถิติเดิมที่ 694 วันนั้นเป็นผลงานที่ทีมวิจัยจาก University of California, Los Angeles (UCLA) และ Stanford รายงานไว้ในปี 2021&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1787201012_Harvard_%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B9%8B%E0%B8%A7_800_%282%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/h2&gt;&lt;h2&gt;เป้าหมายต่อไปไม่ใช่การทำสถิติ แต่คือการย่นเวลา&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ปัจจุบันห้องแล็บของ Paola มีออร์แกนอยด์บางก้อนที่อายุถึง 7 ปีแล้ว แต่การดูแลเซลล์เพาะเลี้ยงที่เปราะบางเช่นนี้ต่อเนื่องหลายปีเป็นงานที่ยากและมีต้นทุนสูง ทีมวิจัยจึงไม่มีแผนเพาะต่อเพียงเพื่อทำสถิติใหม่ และหันไปเจาะช่วงพัฒนาการสำคัญด้วยความสามารถแบบ Time Warp แทน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;quot;เป้าหมายไม่ใช่การดูว่าเราไปได้ไกลที่สุดแค่ไหน&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;quot;ตอนนี้เรารู้แล้วว่าไปได้ไกลพอตัว และคิดว่าทำอะไรได้อีกมากกับสิ่งที่เราทำสำเร็จไปแล้ว สิ่งที่ต้องคิดต่อคือทำอย่างไรให้มันเกิดเร็วขึ้น&amp;quot;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Paola มองว่างานวิจัยชิ้นนี้ตอกย้ำศักยภาพของออร์แกนอยด์ในการวิจัยสมอง เพราะนักวิจัยสามารถผลิตตัวแทนสมองเหล่านี้ในจำนวนมหาศาลเพื่อศึกษาพัฒนาการและโรคทางสมอง หรือทดสอบประสิทธิภาพของยา รวมถึงเปิดทางไปสู่การศึกษาโรคทางพัฒนาการระบบประสาทอย่างออทิซึม และเหตุการณ์การเติบโตของสมองหลังคลอดที่แทบไม่เคยมีใครศึกษาได้มาก่อน ที่สำคัญคือมันสร้างข้อมูลปริมาณมหาศาลที่นำไปใช้กับเครื่องมือ AI ได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;quot;เราปลดล็อกชีววิทยาสมองมนุษย์ได้ทั้งสเปกตรัมที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เราแสดงให้เห็นแล้วว่ามันเป็นไปได้ แต่ชัดเจนว่าเราต้องหาวิธีใช้ความรู้ใหม่นี้เพื่อทำความเข้าใจพัฒนาการช่วงหลังโดยไม่ต้องรอออร์แกนอยด์โตเป็นปี ๆ&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;quot;นี่เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ความก้าวหน้าของโมเดล AI สำหรับชีววิทยาและชีวเวชศาสตร์ ผนวกกับความสามารถในการสร้างตัวแทนเนื้อเยื่อของอวัยวะมนุษย์ เปิดประตูไปสู่การสร้างโมเดลสมองมนุษย์ที่ใช้ทำนายชีววิทยาของสมองในวัยที่สูงขึ้น การดำเนินไปของโรค และการตอบสนองต่อการรักษาได้อย่างมีพลัง วิทยาศาสตร์กำลังถูกพลิกโฉม และเชื่อว่าสิ่งนี้จะทำให้เราปลดล็อกชีววิทยาของสมองมนุษย์ที่ทั้งนักวิทยาศาสตร์และแพทย์เข้าถึงไม่ได้มาตลอด&amp;quot;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;- Paola กล่าวสรุป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;งานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Nature เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2026 และได้รับทุนสนับสนุนจาก National Institutes of Health (NIH) ของสหรัฐอเมริกา ขั้นถัดไปที่ทีมวิจัยวางไว้คือการเพิ่มความซับซ้อนทางกายวิภาคให้ออร์แกนอยด์ และทดสอบการเข้าแทรกแซงเพื่อดูผลต่อพัฒนาการของเซลล์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา:&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;a href="https://current.fas.harvard.edu/stories/lab-grown-brain-organoids-set-longevity-record"&gt;Harvard&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.nature.com/articles/s41586-026-10877-x"&gt;Nature&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.thetransmitter.org/organoids/five-year-old-human-brain-organoids-aged-on-schedule/"&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="https://www.thetransmitter.org/organoids/five-year-old-human-brain-organoids-aged-on-schedule/"&gt;The Transmitter&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.statnews.com/2026/08/19/brain-organoids-alive-5-years-neuroscience-research-harvard/"&gt;STAT&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://medicalxpress.com/news/2026-08-brain-organoids-survive-years-mirroring.html"&gt;Medical Xpress&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/healthtech/harvard-brain-organoids-five-year-longevity"/>
    <summary type="html">ทีมวิจัย Harvard เพาะเลี้ยงออร์แกนอยด์สมองมนุษย์ได้นานกว่า 5 ปี ทุบสถิติเดิม 694 วันไป 3 เท่า พบเซลล์โตตามนาฬิกาเดียวกับสมองจริง และเก็บความจำขั้นพัฒนาการของตัวเองได้จนกระโดดข้ามเวลาไปข้างหน้า เปิดทางศึกษาโรคสมองและทดสอบยาแบบใหม่</summary>
    <published>2026-08-19T20:44:38+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/sustainable-focus/mit-living-bacteria-transistors-circuit-board</id>
    <title>MIT ดัดแปลงพันธุกรรมแบคทีเรีย ทำหน้าที่สวิตช์รับส่งข้อมูล ปูทางสู่การสร้างเซนเซอร์อัจฉริยะ ที่ช่วยเคลือบใบพืชหน้าแล้ง และ สู้ศัตรูพืช</title>
    <updated>2026-08-19T08:01:09+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1787154289_MIT_%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2_800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;แผงวงจรที่ถูกพิมพ์ลงบนจานเพาะเชื้อ (Petri Dish) แล้วค่อย ๆ เติบโตขึ้นเองภายในหนึ่งสัปดาห์ ฟังดูเหมือนการทดลองที่หลงมาผิดสาขา แต่ทีมวิศวกรจาก MIT ทำได้สำเร็จแล้ว ด้วยการดัดแปลงเซลล์แบคทีเรียให้ทำหน้าที่แทนทรานซิสเตอร์ (Transistor) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนพื้นฐานที่สุดในคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องบนโลก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทีมวิจัยจากภาควิชาวิศวกรรมชีวภาพ MIT เผยแพร่ผลงานชิ้นนี้ในวารสาร Nature Chemical Biology โดยออกแบบแบคทีเรียขึ้นมา 5 สายพันธุ์ แบ่งเป็นทรานซิสเตอร์ 2 แบบ และตัวส่งต่อสัญญาณ (Relay) อีก 3 แบบ เมื่อนำมาเรียงต่อกันบนวุ้นเลี้ยงเชื้อ กลุ่มเซลล์เหล่านี้จะกลายเป็น &lt;strong&gt;'แผงวงจรมีชีวิต' &lt;/strong&gt;ที่คำนวณงานตรรกะได้ ตั้งแต่การบวกเลขสองตัว ไปจนถึงการส่งสัญญาณหนึ่งชุดไปยังจุดหมายที่เจาะจงในวงจร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในวงจรไฟฟ้า ทรานซิสเตอร์ทำหน้าที่เป็นสวิตช์ที่เปิดหรือปิดกระแสไฟ ส่วนในวงจรชีวภาพที่ทีมนี้สร้างขึ้น สวิตช์ของแบคทีเรียจะควบคุมการไหลของโมเลกุลขนาดเล็กแทน โดยโมเลกุลเหล่านั้นทำหน้าที่ส่งสัญญาณต่อไปยังส่วนอื่นของวงจรที่อยู่ถัดไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;quot;เราสร้างชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์พื้นฐานที่ใช้กันทั่วไปขึ้นมาได้แล้วบางส่วน แต่ทุกการทำงานสามารถสร้างขึ้นได้จาก 5 สายพันธุ์นี้&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Hamid Doosthosseini นักวิจัยหลังปริญญาเอกของ MIT และผู้เขียนหลักของงานวิจัยชิ้นนี้อธิบาย&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ทำไมต้องกระจายวงจรออกไปหลายเซลล์ แทนที่จะยัดทุกอย่างลงเซลล์เดียว?&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;แนวทางเดิมของงานวงจรชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology) คือการดัดแปลงเซลล์ให้ผลิตโปรตีนและโปรตีนควบคุมการถอดรหัสพันธุกรรม (Transcription Factor) ที่ทำงานร่วมกันเพื่อทำภารกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ตรวจจับโมเลกุลเป้าหมายแล้วสั่งให้เซลล์ผลิตผลลัพธ์ที่ต้องการออกมา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วิธีนี้ทำงานตรรกะได้หลายรูปแบบ แต่ติดข้อจำกัดสำคัญสองข้อ ข้อแรกคือแต่ละวงจรต้องใช้โปรตีนควบคุมการถอดรหัสที่ไม่ซ้ำกัน เพื่อไม่ให้เกิดสัญญาณรบกวนข้ามกัน (Crosstalk) ภายในวงจรเดียวกัน และโปรตีนกลุ่มนี้ที่ใช้งานได้จริงมีจำนวนจำกัด ข้อที่สองคือการอัดวงจรจำนวนมากลงในเซลล์เดียวจะทำให้ระบบผลิตโปรตีนของเซลล์ทำงานหนักเกินไป ความซับซ้อนของวงจรจึงตันอยู่ที่ระดับหนึ่ง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทีม MIT จึงเปลี่ยนโจทย์ใหม่ แทนที่จะสร้างวงจรทั้งชุดลงในเซลล์เดียว พวกเขาออกแบบให้แต่ละเซลล์เป็นเพียงทรานซิสเตอร์ตัวหนึ่ง แล้วนำทรานซิสเตอร์เหล่านั้นมาประกอบกันในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อสร้างวงจรที่หลากหลาย ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับที่วิศวกรอิเล็กทรอนิกส์ทำกับชิ้นส่วนบนแผงวงจร (Circuit Board)&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;สองสวิตช์ สามตัวส่งต่อ และโมเลกุลที่ทำหน้าที่แทนกระแสไฟ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;แบคทีเรียที่ทีมเลือกใช้คือ Pantoea agglomerans ซึ่งเติบโตบนพื้นผิวได้ดี รวมถึงพื้นผิวของพืช จากเซลล์ชนิดนี้ พวกเขาสร้างทรานซิสเตอร์ขึ้นมา 2 แบบ ที่เปิดหรือปิดได้ด้วยโมเลกุลชื่อ OC-6 แบบหนึ่งจะถูกเปิดเมื่อได้รับสัญญาณนี้ ส่วนอีกแบบจะถูกปิดลง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากสวิตช์แล้ว ทรานซิสเตอร์ทั้งสองแบบยังตรวจจับโมเลกุลเป้าหมายอีกตัวคือ OC-12 ได้ด้วย ผลลัพธ์จึงขึ้นอยู่กับสองเงื่อนไขประกอบกัน คือ &lt;strong&gt;'มีโมเลกุลเป้าหมายอยู่หรือไม่' และ 'สวิตช์กำลังทำงานอยู่หรือไม่' &lt;/strong&gt;ถ้าเงื่อนไขครบ เซลล์จะปล่อยโมเลกุลผลลัพธ์ชื่อ OHC-14 ออกมา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัญหาถัดไปคือการเดินสาย ทีมวิจัยแก้ด้วยแบคทีเรียอีก 3 สายพันธุ์ที่ทำหน้าที่เป็นตัวส่งต่อสัญญาณ คอยแปลงสัญญาณ OHC-14 ให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่ป้อนเข้าทรานซิสเตอร์ตัวถัดไปได้ เมื่อมีตัวส่งต่อครบชุด การ 'เดินสาย' ระหว่างทรานซิสเตอร์จึงทำได้เหมือนแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์จริง ๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตัวอย่างที่ทีมสาธิตให้เห็นคือสวิตช์สองทาง ที่ใช้ทรานซิสเตอร์สองตัวคอยตรวจจับ OC-12 แล้วส่งข้อมูลไปยังตัวส่งต่อสัญญาณที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าสวิตช์ได้รับสัญญาณอะไร ก่อนป้อนเข้าทรานซิสเตอร์ชุดถัดไปเพื่อประมวลผลต่อ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ระยะห่าง 5 มิลลิเมตร คือกติกาที่บังคับให้สัญญาณเดินทางทางเดียว&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;วิธีสร้างวงจรของทีมนี้คือการพิมพ์โคโลนีแบคทีเรียลงบนจานที่มีวุ้นเลี้ยงเชื้อ โดยใช้เครื่องหยอดของเหลวด้วยคลื่นเสียง (Acoustic Liquid Handler) จัดตำแหน่งแต่ละโคโลนีให้ห่างกันราว 5 มิลลิเมตร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ระยะห่างนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะมันทำให้สัญญาณโมเลกุลแพร่ไปถึงเฉพาะโคโลนีที่อยู่ใกล้ที่สุด แล้วโคโลนีนั้นจะส่งต่อไปยังตัวถัดไปอีกทอด ผลคือข้อมูลไหลไปในทิศทางเดียวตามที่ออกแบบไว้ ไม่ย้อนกลับหรือกระจายมั่ว จุดที่น่าสนใจอีกอย่างคือการเปลี่ยนการทำงานของวงจรทำได้ด้วยการเปลี่ยนรูปแบบการวางโคโลนีเท่านั้น ไม่ต้องแก้ไขพันธุกรรมของแบคทีเรียใหม่&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;วงจรใหญ่สุด 24 โคโลนี ใช้เวลาคำนวณ 8 ชั่วโมงต่อครั้ง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;จากชิ้นส่วนทั้ง 5 สายพันธุ์ ทีมวิจัยประกอบวงจรได้หลายรูปแบบ ทั้งเกตตรรกะ (Logic Gate) แบบ OR และ IMPLY วงจรบวกเลขสองตัว ระบบประมวลผลหลายสัญญาณ และวงจรกระจายสัญญาณ (Demultiplexer) ที่รับสัญญาณเข้ามาหนึ่งชุด แล้วส่งไปยังจุดหมายปลายทางที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับสัญญาณควบคุม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วงจรที่ใหญ่ที่สุดในงานวิจัยชิ้นนี้ทำหน้าที่บวกค่าอินพุตสองตัวเข้าด้วยกัน ประกอบด้วยโคโลนีแบคทีเรีย 24 กลุ่มที่เชื่อมต่อกันผ่านการสื่อสารด้วยสารเคมี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ข้อแลกเปลี่ยนคือความเร็ว วงจรชนิดนี้ใช้เวลาราว 8 ชั่วโมงต่อการคำนวณหนึ่งครั้ง ซึ่งช้ากว่าวงจรอิเล็กทรอนิกส์มหาศาล แต่ทีมวิจัยมองว่าเหมาะสมแล้วสำหรับงานทางชีววิทยา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;quot;งานชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่าเราขยับไปสู่ฟังก์ชันที่ซับซ้อนขึ้นได้ ด้วยการเชื่อมฟังก์ชันง่าย ๆ ในเซลล์แต่ละตัวเข้าด้วยกัน ในแง่การคำนวณแล้ว ไม่มีอะไรที่ iPhone ของคุณทำได้แต่วงจรเหล่านี้ทำไม่ได้&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Christopher Voigt หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมชีวภาพ MIT และผู้เขียนอาวุโสของงานวิจัยระบุ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ปลายทางที่ทีมวิจัยเล็งไว้คือรากพืช ไม่ใช่โต๊ะทำงาน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เป้าหมายระยะยาวของทีมไม่ใช่การแข่งกับซิลิคอน แต่คือการนำความสามารถในการคำนวณไปฝังไว้ในสิ่งมีชีวิต โดยหวังพัฒนาวงจรที่เคลือบอยู่บนใบหรือรากของพืช เพื่อตรวจจับและตอบสนองต่อสภาพแวดล้อม เช่น ภาวะแล้งหรือการเข้าทำลายของแมลงศัตรูพืช&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ถ้าพัฒนาไปถึงการใช้งานจริงในภาคเกษตร วงจรแบบนี้จะถูกนำไปใช้กับรากพืชเพื่อตรวจจับความเครียดหลายรูปแบบ และเมื่อตรวจพบสัญญาณที่กำหนดไว้ ก็จะสั่งให้เกิดการตอบสนอง เช่น การสังเคราะห์สารกำจัดเชื้อรา ขึ้นมาในจุดนั้นเลย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;quot;เราไม่ได้พยายามจะแทนที่คอมพิวเตอร์ แต่ต้องการใส่การควบคุมเชิงการคำนวณเข้าไปในชีววิทยา ถ้ามีแบคทีเรียอยู่ที่รากของพืช หรือตัวพืชเองเป็นผู้คำนวณ การรันการคำนวณง่าย ๆ ข้ามคืนก็เร็วพอแล้วเมื่อเทียบกับหนึ่งฤดูเพาะปลูก&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Christopher อธิบายถึงเหตุผลที่ความเร็วระดับ 8 ชั่วโมงไม่ใช่ปัญหา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;งานวิจัยชิ้นนี้ยังอยู่ในระดับห้องปฏิบัติการ ยังไม่มีการนำไปใช้ในแปลงเกษตรจริง โดยเผยแพร่ในวารสาร Nature Chemical Biology และได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานวิจัยของสหรัฐอเมริกาสองแห่ง คือ Defense Advanced Research Projects Agency (DARPA) และ Intelligence Advanced Research Projects Activity (IARPA) ผู้เขียนอีกคนของงานวิจัยคือ คุณ Haorong Chen อดีตนักวิจัยหลังปริญญาเอกของ MIT&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา:&lt;/strong&gt; &lt;a href="https://news.mit.edu/2026/mit-engineers-connect-bacteria-to-create-living-transistors-0817"&gt;MIT News&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.nature.com/articles/s41589-026-02300-3"&gt;Nature Chemical Biology&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/sustainable-focus/mit-living-bacteria-transistors-circuit-board"/>
    <summary type="html">ทีมวิจัย MIT ดัดแปลงแบคทีเรีย Pantoea agglomerans 5 สายพันธุ์ให้ทำหน้าที่เป็นทรานซิสเตอร์และตัวส่งต่อสัญญาณ พิมพ์ลงบนวุ้นเลี้ยงเชื้อเป็นแผงวงจรมีชีวิตที่คำนวณตรรกะและบวกเลขได้ วงจรใหญ่สุด 24 โคโลนี เป้าหมายคือเคลือบใบและรากพืชให้ตรวจจับภาวะแล้งและศัต</summary>
    <published>2026-08-19T08:01:09+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/news/spear-h-demo-day-healthtech-ecosystem</id>
    <title>SPEAR-H เปิด Demo Day เชื่อม Startup โรงพยาบาล และทุน เพื่อพา HealthTech ไทยสู่สนามจริง</title>
    <updated>2026-08-19T03:46:14+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1787139965_demo-day2.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;การพัฒนา HealthTech ไปถึงผลิตภัณฑ์เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ขั้นต่อไปคือการพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีนั้นใช้ได้ในบริบทการดูแลสุขภาพจริง ปลอดภัยพอสำหรับผู้ใช้ และมีโมเดลธุรกิจที่ทำให้ขยายผลได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นี่คือโจทย์ที่เวที &lt;strong&gt;Demo Day: SPEAR H HealthTech Acceleration&lt;/strong&gt; เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ณ VIE Hotel Bangkok หยิบขึ้นมาพูดคุยกัน ทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ หน่วยงานภาครัฐ นักลงทุน ผู้ประกอบการ และ HealthTech Startups 12 ทีม เพื่อทำให้เส้นทางจากห้องวิจัยหรือผลิตภัณฑ์ต้นแบบไปสู่โรงพยาบาล คลินิก และผู้ใช้ปลายทางสั้นลง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;SPEAR-H Accelerator &lt;/strong&gt;โครงการเร่งการเติบโตด้านนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพ ที่เป็นความร่วมมือระหว่าง สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) มหาวิทยาลัยมหิดล โดย สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) โรงพยาบาลในเครือมหาวิทยาลัยมหิดล และโรงพยาบาลพระราม 9&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;จากไอเดียสู่การนำไปใช้&lt;/h2&gt;&lt;p dir="ltr" style="line-height: 1.38; margin-top: 12pt; margin-bottom: 12pt;"&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1787139516_Keng_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในภาพของ HealthTech คำว่า 'ตลาด' ไม่ได้มีความหมายแค่จำนวนผู้ใช้หรือยอดขาย การจะนำผลิตภัณฑ์หนึ่งเข้าสู่ระบบสุขภาพต้องผ่านคำถามเรื่องประสิทธิผล เวิร์กโฟลว์ของบุคลากร มาตรฐานและกฎระเบียบ ตลอดจนความเชื่อมั่นของโรงพยาบาลและผู้ป่วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA วางภาพของโครงการในฐานะกลไกที่ต้องเชื่อมผู้เล่นหลายฝ่ายเข้าด้วยกัน เพื่อให้นวัตกรรมสุขภาพของไทยไปถึงการใช้งานเชิงพาณิชย์ได้จริง บทบาทของ NIA จึงไม่ได้อยู่เพียงการสนับสนุนผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง แต่เป็นการช่วยสร้างเงื่อนไขให้เทคโนโลยี แหล่งทุน หน่วยงานวิชาการ และผู้ใช้ในระบบสุขภาพเดินไปในทิศทางเดียวกัน&lt;/p&gt;&lt;p dir="ltr" style="line-height: 1.38; margin-top: 12pt; margin-bottom: 12pt;"&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dii" height="416" id="isPasted" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1787139499_1787139498609.webp" style="border-width: medium; border-style: none; border-color: currentcolor; border-image: none;" width="624" /&gt;&lt;strong&gt;ศ. ดร.วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์&lt;/strong&gt; &lt;strong&gt;ผู้อำนวยการ INT มหาวิทยาลัยมหิดล&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;นำเสนอภาพของ SPEAR-H ในฐานะแพลตฟอร์มที่นำองค์ความรู้และเครือข่ายของมหาวิทยาลัยมาทำงานกับผู้ประกอบการโดยตรง ความร่วมมือนี้สะท้อนผ่านการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ การตลาด เทคโนโลยี และการเงิน การเชื่อมต่อแหล่งทุน ตลอดจนการเปิดโอกาสให้ทดสอบตลาดจริงในเครือโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดลและโรงพยาบาลพระรามเก้า เพื่อให้สตาร์ตอัปได้ข้อมูลและพันธมิตรที่จำเป็นต่อการปรับผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์การใช้งานจริง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;โรงพยาบาลในฐานะผู้ร่วมสร้าง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;หนึ่งในประเด็นสำคัญของงานคือการย้ายบทสนทนาจากคำถามว่าโรงพยาบาลจะซื้อเทคโนโลยีใด ไปสู่คำถามว่าโรงพยาบาลจะร่วมออกแบบเทคโนโลยีกับผู้พัฒนาได้อย่างไร&lt;/p&gt;&lt;p dir="ltr" style="line-height: 1.38; margin-top: 12pt; margin-bottom: 12pt;"&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1787139400_Keng_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_%281%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ใน Keynote &lt;strong&gt;&amp;quot;Beyond Hospital Walls: How Hospital and Startups Co-Create the Future of Smart Healthcare&amp;quot;&lt;/strong&gt; &lt;strong&gt;นพ.วิทยา วันเพ็ญ รองกรรมการผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระรามเก้า&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;สะท้อนบทบาทของโรงพยาบาลในฐานะพื้นที่ร่วมสร้างนวัตกรรม แนวคิด Smart Healthcare จึงไม่ได้หมายถึงการเพิ่มเทคโนโลยีเข้าไปในระบบเดิมเท่านั้น แต่ต้องเริ่มจากปัญหาหน้างาน เช่น การเข้าถึงการวินิจฉัย ภาระงานเอกสาร การจัดการทรัพยากร และการดูแลผู้ป่วยต่อเนื่อง&lt;/p&gt;&lt;p dir="ltr" style="line-height: 1.38; margin-top: 12pt; margin-bottom: 12pt;"&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1787139374_Keng_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_%282%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกด้านหนึ่ง &lt;strong&gt;ดร.วาริน รัชนานุสรณ์&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็ม ยู โฮลดิ้ง จำกัด&lt;/strong&gt; นำเสนอในหัวข้อ &lt;strong&gt;&amp;quot;Building the Next Generation of HealthTech Ventures&amp;quot;&lt;/strong&gt; ถึงโจทย์การสร้างธุรกิจ HealthTech ให้เติบโตได้จริง สตาร์ทอัปจึงต้องมองพร้อมกันทั้งคุณค่าทางคลินิก ความพร้อมของผลิตภัณฑ์ ช่องทางตลาด และพันธมิตรที่จะพาเทคโนโลยีไปสู่การใช้งานในระดับที่กว้างขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สองมุมมองนี้ทำให้เห็นว่า HealthTech Venture ไม่อาจเติบโตจากการมีเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว ต้องมีพื้นที่ให้ทดสอบ รับฟังผู้ใช้จริง และปรับโมเดลการทำงานร่วมกับผู้ให้บริการสุขภาพ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;12 ทีมกับ 4 โจทย์สุขภาพ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;จากผู้สมัครกว่า 70 ทีม SPEAR H คัดเลือก HealthTech Startup 12 ทีมเข้าสู่กระบวนการเร่งการเติบโต แต่ละทีมมีเทคโนโลยีและตลาดเป้าหมายต่างกัน ทว่าเมื่อมองรวมกันจะเห็นสี่โจทย์ใหญ่ของระบบสุขภาพไทย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กลุ่มแรกคือการตรวจวินิจฉัยและความมั่นคงด้านเทคโนโลยีการแพทย์ &lt;strong&gt;K.&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;Biosciences&lt;/strong&gt; พัฒนาชุดตรวจโรคติดเชื้อที่วิจัยและผลิตในไทย &lt;strong&gt;Zenostic&lt;/strong&gt; &amp;nbsp;พัฒนาชุดตรวจหมู่เลือดชนิดพิเศษสำหรับ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;RhD-negative&lt;/strong&gt; และ &lt;strong&gt;Asian-type DEL&lt;/strong&gt; ขณะที่ &lt;strong&gt;BI Craft &lt;/strong&gt;ใช้ชีวสารสนเทศและ AI ในชุดตรวจ &lt;strong&gt;cnsKRAFT&lt;/strong&gt; เพื่อวิเคราะห์มะเร็งสมองระดับโมเลกุล และ &lt;strong&gt;RAMAAI&lt;/strong&gt; พัฒนา AI ช่วยอ่านภาพเอกซเรย์ทรวงอก ทั้งสี่ทีมสะท้อนโอกาสของการทำให้การวินิจฉัยแม่นยำและเข้าถึงได้มากขึ้น พร้อมลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอกในบางจุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กลุ่มที่สองคือการทำให้ระบบปฏิบัติการของโรงพยาบาลคล่องตัวขึ้น &lt;strong&gt;Sati&lt;/strong&gt; พัฒนา &lt;strong&gt;ChartSum &lt;/strong&gt;และ &lt;strong&gt;Pre-Audit AI&lt;/strong&gt; เพื่อช่วยสรุปเวชระเบียนและตรวจสอบข้อมูลก่อนการเบิกจ่าย &lt;strong&gt;MOE&lt;/strong&gt; &lt;strong&gt;Research&lt;/strong&gt; พัฒนา AI สำหรับสรุปข้อมูลผู้ป่วยในก่อนจำหน่าย ส่วน &lt;strong&gt;HealthTech Solution&lt;/strong&gt; ทำระบบ &lt;strong&gt;Daywork Smart&lt;/strong&gt; &lt;strong&gt;Escort&lt;/strong&gt; เพื่อจัดการทีมเวรเปลและการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย เทคโนโลยีในกลุ่มนี้อาจอยู่เบื้องหลังบริการ แต่มีผลต่อเวลาของบุคลากร ต้นทุน และประสบการณ์ของผู้ป่วยโดยตรง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กลุ่มที่สามขยับการดูแลจากการรักษาหลังป่วย ไปสู่การประเมินความเสี่ยงและการแพทย์แม่นยำ &lt;strong&gt;Precisionize&lt;/strong&gt; พัฒนา &lt;strong&gt;CancerAware Plus &lt;/strong&gt;เพื่อคัดกรองความเสี่ยงมะเร็งเฉพาะบุคคล &lt;strong&gt;AThenaAI&lt;/strong&gt; พัฒนาซอฟต์แวร์ช่วยแปลผลข้อมูลพันธุกรรม และ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;AquaTrek Solution &lt;/strong&gt;พัฒนา Power Cube ลู่วิ่งใต้น้ำเพื่อการออกกำลังกายและฟื้นฟูสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้มีปัญหาข้อ การใช้งานของแต่ละทีมต่างกัน แต่ล้วนตั้งอยู่บนแนวคิดเดียวกัน คือออกแบบการดูแลให้เหมาะกับความเสี่ยงและข้อจำกัดของแต่ละคนมากขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กลุ่มสุดท้ายทำให้การดูแลสุขภาพเกิดขึ้นนอกโรงพยาบาล &lt;strong&gt;FitSloth&lt;/strong&gt; ใช้แนวทาง&lt;strong&gt;&amp;nbsp;Digital Therapeutics &lt;/strong&gt;หรือการรักษาด้วยซอฟต์แวร์ เพื่อดูแลผู้มีภาวะโรคอ้วนผ่านทีมโค้ชและ AI ส่วน &lt;strong&gt;Kalguroo&lt;/strong&gt; เป็นแอปโค้ชสุขภาพที่ใช้ AI ช่วยวิเคราะห์อาหารและให้คำแนะนำด้านโภชนาการ ทั้งสองทีมชี้ให้เห็นว่าการจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและการสร้างพฤติกรรมสุขภาพ อาจต้องอาศัยบริการที่อยู่กับผู้ใช้ในชีวิตประจำวันมากกว่าการพบแพทย์เป็นครั้งคราว&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เวทีที่ทำให้การเชื่อมต่อมีความหมาย&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;การนำ 12 ทีมมาอยู่บนเวทีเดียวกับโรงพยาบาล นักลงทุน หน่วยงานรัฐ และผู้เชี่ยวชาญ ไม่ได้ทำให้ทุกผลิตภัณฑ์พร้อมขยายตลาดในทันที แต่ช่วยให้แต่ละฝ่ายเห็นโจทย์ร่วมกันชัดขึ้น ว่าเทคโนโลยีใดต้องพิสูจน์ผลลัพธ์เพิ่มเติม เทคโนโลยีใดต้องหาพันธมิตรนำร่อง และโมเดลใดมีโอกาสต่อยอดสู่บริการเชิงพาณิชย์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;SPEAR H Demo Day จึงเป็นภาพของระบบนิเวศ HealthTech ที่ต้องการมากกว่าเวทีพิชชิง หากประเทศไทยต้องการให้เทคโนโลยีสุขภาพเติบโตเป็นธุรกิจและยกระดับบริการไปพร้อมกัน การเชื่อมต่อระหว่างนักวิจัย ผู้ประกอบการ โรงพยาบาล นักลงทุน และภาครัฐต้องต่อเนื่องหลังจบงานด้วย เพราะจุดสำคัญที่สุดอยู่ที่วันที่นวัตกรรมถูกนำไปใช้และสร้างผลลัพธ์ให้ผู้ป่วยกับระบบสุขภาพได้จริง&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/news/spear-h-demo-day-healthtech-ecosystem"/>
    <summary type="html">การพัฒนา HealthTech ไปถึงผลิตภัณฑ์เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ขั้นต่อไปคือการพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีนั้นใช้ได้ในบริบทการดูแลสุขภาพจริง ปลอดภัยพอสำหรับผู้ใช้ และมีโมเดลธุรกิจที่ทำให้ขยายผลได้</summary>
    <published>2026-08-19T03:46:14+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/healthtech/claude-protein-design-analytical-chemistry-anthropic</id>
    <title>Anthropic เผยผล Claude ออกแบบโปรตีนสำเร็จ 14 จาก 15 เป้าหมาย งานที่นักวิจัยใช้เวลาเป็นเดือน Claude ทำจบใน 48 ชั่วโมง</title>
    <updated>2026-08-19T00:40:46+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1787128541_AI_%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B2_800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;Anthropic ส่งงานออกแบบโปรตีนที่ Claude คิดขึ้นเองไปให้ห้องแล็บภายนอกสองแห่งผลิตและทดสอบจริง ผลที่ได้กลับมาคือ จาก 15 โปรตีนเป้าหมาย Claude ออกแบบตัวจับได้สำเร็จถึง 14 เป้าหมาย และอัตราความสำเร็จของแบบแต่ละชิ้นอยู่ที่ 22% ถึง 35% เทียบกับค่ามาตรฐานของวงการที่อยู่ราว 10% ถึง 15% เท่านั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นี่คือหนึ่งในสองการทดลองที่ Anthropic เพิ่งเผยแพร่ เพื่อวัดว่า AI ช่วยเร่งงานวิจัยด้านชีววิทยาศาสตร์ได้มากแค่ไหน อีกการทดลองหนึ่งคือการโยนไฟล์ดิบจากเครื่องมือวิเคราะห์ทางเคมีให้ Claude Opus 5 อ่านเอง พร้อมคำสั่งสั้น ๆ แค่สองประโยค แล้วพบว่าโมเดลส่งผลวิเคราะห์ที่ตรงกับห้องแล็บมืออาชีพกลับมาภายใน 23 นาทีและ 19 นาที&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;งานที่เคยกินเวลาหลายเดือน จบในเซสชันเดียว&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่ Claude ถูกสั่งให้ออกแบบเรียกว่า Minibinder ซึ่งเป็นโปรตีนขนาดเล็กที่ทำหน้าที่เกาะติดโปรตีนเป้าหมายให้แน่นที่สุด กลไกการเกาะติดแบบนี้คือหัวใจของยาสมัยใหม่จำนวนมาก เพราะเมื่อโมเลกุลยาไปเกาะกับเป้าหมายได้ มันจึงยับยั้ง กระตุ้น หรือส่งสารบางอย่างเข้าไปที่เป้าหมายนั้นได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การออกแบบตัวจับขึ้นใหม่ทั้งหมดโดยไม่ลอกแบบจากธรรมชาติ หรือที่วงการเรียกว่า De Novo Design เคยเป็นงานที่วิศวกรโปรตีนต้องใช้เวลาหลายเดือนต่อหนึ่งเป้าหมาย ทั้งการคำนวณ การปรับแต่ง และการคัดกรอง แม้ช่วงหลังจะมีโมเดล Machine Learning เข้ามาช่วยออกแบบและจัดอันดับว่าแบบไหนน่าจะเกาะได้ แต่การจะเดินเครื่องมือเหล่านั้นยังต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์คอยประสานงานเป็นวันหรือเป็นสัปดาห์อยู่ดี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;รอบนี้ Anthropic ให้ Claude ลงมือเองทั้งกระบวนการผ่าน Claude Science ซึ่งเป็นพื้นที่ทำงานสำหรับงานวิจัย โมเดลเป็นคนเลือกเองว่าจะออกแบบให้เกาะตรงจุดไหนของโปรตีนเป้าหมาย สร้างโครงสร้างและลำดับกรดอะมิโนที่เป็นตัวเลือก สั่งงานโมเดลเฉพาะทางหลายตัวทั้งฝั่งออกแบบโครงสร้าง ออกแบบลำดับ และโมเดล Co-folding ที่ทำนายโครงสร้างของโปรตีนพร้อมสิ่งที่มันไปเกาะในครั้งเดียว จากนั้นวนปรับแต่งบนคอมพิวเตอร์หลายรอบ แล้วคัดกรองเหลือเฉพาะตัวเลือกที่แปลกใหม่ ผลิตออกมาได้จริง ละลายน้ำได้ และน่าจะเกาะเป้าหมายได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่มนุษย์ทำมีแค่การกดอนุมัติคำขอบางอย่างของ Claude เช่น การขอเข้าถึงเครือข่าย การดูแลโครงสร้างพื้นฐานให้เซสชันทำงานต่อเนื่อง และการสั่งผลิตแบบที่ได้ไปทดสอบ นอกเหนือจากคำสั่งตั้งต้นความยาวราว 30,000 Token ที่ให้ไปตอนเริ่ม ทีมงานไม่ได้ให้คำแนะนำเชิงวิทยาศาสตร์หรือเทคนิคเพิ่มอีกเลย ทรัพยากรที่เตรียมไว้ให้มีทั้งอินเทอร์เน็ต คลังเอกสารงานวิจัยด้านการออกแบบโปรตีน ตัวเชื่อมต่อกับ Google Drive, Slack, Gmail และ BioRxiv ชิปประมวลผลกราฟิก (GPU) สำหรับรันโมเดลเฉพาะทาง รวมถึงการเปิดโหมด Fast Mode และไม่จำกัดจำนวน Token กับ Sub-agent ภายในเวลาที่กำหนด&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ยิ่งโฟกัสทีละเป้าหมาย ยิ่งได้ผลดี&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;การทดลองแบ่งเป็นสองโหมด โหมดแรกคือให้ออกแบบทุกเป้าหมายพร้อมกันในเซสชันเดียวภายใน 48 ชั่วโมง โดยใช้เวลาประมวลผลบนชิป NVIDIA H100 ได้สูงสุด 12,500 ชั่วโมง ผลคือ Mythos Preview ทำอัตราความสำเร็จได้ 26.7% ส่วน Opus 4.8 อยู่ที่ 22.6%&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โหมดที่สองคือให้โฟกัสทีละเป้าหมาย โดยแยกเป็นเซสชันละ 24 ชั่วโมง ใช้เวลาประมวลผลได้เป้าหมายละ 2,500 ชั่วโมง แล้วรันทุกเป้าหมายไปพร้อมกัน วิธีนี้ใกล้เคียงกับที่วิศวกรโปรตีนตัวจริงทำงานมากกว่า และผลลัพธ์ก็ดีขึ้นชัดเจน Mythos Preview ทำอัตราความสำเร็จรวมได้ถึง 35.1%&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อรวมทุกโหมด Claude ผลิตตัวจับที่ยืนยันแล้วได้ 354 ชิ้น จากแบบทั้งหมด 1,320 ชิ้น ครอบคลุม 14 จาก 15 เป้าหมาย ตัวเลขนี้ถือว่าใหญ่มากเมื่อเทียบกับคลังข้อมูลสาธารณะที่มีอยู่ เพราะสองคลังที่ใหญ่ที่สุดของวงการรวมกันมีตัวจับราว 770 ชิ้นจากแบบ 5,700 ชิ้น ครอบคลุม 40 เป้าหมาย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในจำนวนนี้มีตัวจับที่จัดว่าเกาะแน่นระดับสูง หรือมีค่าคงที่การแยกตัวที่สมดุล (Equilibrium Dissociation Constant หรือ KD) ต่ำกว่า 10 นาโนโมลาร์ อย่างน้อย 6 เป้าหมาย และมีอย่างน้อย 4 เป้าหมายที่ทำได้เท่าหรือดีกว่าสถิติที่เคยตีพิมพ์มา ความแน่นในการเกาะเป็นเรื่องสำคัญ เพราะยาที่เกาะเป้าหมายได้แน่นจะออกฤทธิ์ได้ที่ปริมาณต่ำกว่า ซึ่งแปลว่าความเสี่ยงเรื่องผลข้างเคียงและต้นทุนการผลิตลดลงตามไปด้วย&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;สนามแข่งจริง 40% เทียบกับ 3.7%&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เป้าหมายที่ Anthropic เลือกมาส่วนใหญ่เป็นเป้าหมายมาตรฐานที่วงการใช้วัดผลกันอยู่แล้ว รวมถึงชุด BenchBB ของ Adaptyv Bio ทั้งชุด เพื่อให้เทียบตัวเลขกับผลงานที่เคยตีพิมพ์ได้ และยังเติมเป้าหมายใหม่อีกสองตัวคือ 15-PGDH กับ GDF-8 จากการแข่งขันล่าสุดของ Adaptyv Bio เพื่อกันไม่ให้ Claude ไปหยิบคำตอบสำเร็จรูปจากข้อมูลฝึกหรือจากการค้นหาบนอินเทอร์เน็ต โดยทุกเป้าหมายมีเงื่อนไขบังคับว่า Claude ต้องตรวจสอบเองว่าแบบที่ออกมาไม่ซ้ำกับของเดิม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผลที่น่าสนใจที่สุดอยู่ที่ RBX1 ซึ่งเป็นโปรตีนขนาดเล็กที่ทำหน้าที่สั่งทำลายโปรตีนควบคุมบางชนิด Mythos Preview ในโหมดโฟกัสทีละเป้าหมายทำอัตราความสำเร็จได้ 40% ขณะที่ผู้เข้าแข่งขันในรายการของ Adaptyv Bio ทำได้เฉลี่ยเพียง 3.7% และแบบที่ได้อันดับหนึ่งของ Claude ยังเกาะแน่นกว่าแบบที่ชนะการแข่งขันซึ่งคัดมาจากผลงานที่ส่งเข้าประกวด 245 ชิ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การผลิตและทดสอบทั้งหมดไม่ได้ทำโดย Anthropic เอง แต่ส่งให้ Adaptyv Bio และ Twist Bioscience เป็นผู้ผลิตและทดสอบในห้องแล็บอย่างอิสระ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ปกติกินเวลาเป็นสัปดาห์และเป็นเหตุผลที่ผลลัพธ์ชุดนี้เพิ่งถูกเปิดเผยตอนนี้&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;โจทย์หินที่หลายทีมผู้เชี่ยวชาญยังทำไม่สำเร็จ แต่ Opus 4.8 ทำได้&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;TNF&amp;alpha; คือโปรตีนส่งสัญญาณที่ระบบภูมิคุ้มกันปล่อยออกมาเพื่อกระตุ้นการอักเสบ และการยับยั้งมันคือหลักการทำงานของยาที่สร้างผลกระทบมากที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลกอย่าง Humira ปัญหาคือมันออกแบบยาก เพราะโครงสร้างของมันประกอบจากหลายหน่วยย่อย ทำให้ต้องเล็งไปที่ร่องที่เกิดจากโปรตีนสองตัวประกบกัน หลายทีมผู้เชี่ยวชาญยังทำไม่สำเร็จ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่พลิกความคาดหมายคือ Opus 4.8 ทำได้ ส่วน Mythos Preview ซึ่งเป็นโมเดลที่เก่งกว่าในภาพรวมกลับทำไม่ได้ Opus 4.8 ออกแบบตัวจับได้หลายชิ้น และบางชิ้นยังเกาะข้ามสายพันธุ์ได้ทั้งกับ TNF&amp;alpha; ของมนุษย์ ลิงแสม และหนู ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับการทดลองในสัตว์ Anthropic ยอมรับตรง ๆ ว่ายังไม่รู้สาเหตุ และอธิบายว่าเมื่อประเมินความสามารถของโมเดล ทีมงานมองในภาพรวม การที่โมเดลที่เก่งน้อยกว่าจะทำได้ดีกว่าในบางจุดจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกสำหรับงานที่ซับซ้อนขนาดนี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกความสามารถที่สะท้อนว่าโมเดลเข้าใจโครงสร้างโปรตีนจริง คือการออกแบบตัวจับที่มีโครงสร้างแบบ &amp;beta;-sheet ตัวจับที่ออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่มักเป็นมัดของเกลียว &amp;alpha;-helix เพราะออกแบบง่ายกว่า ขณะที่ &amp;beta;-sheet ต้องให้สายกรดอะมิโนที่ยืดออกมาเรียงประกบกันพอดี ซึ่งพลาดง่ายทั้งเรื่องการพับผิดรูปและการจับตัวเป็นก้อน Claude ออกแบบตัวจับที่ยืนยันแล้วได้ 15 ชิ้นจาก 10 โครงร่างที่ต่างกัน ครอบคลุม 6 เป้าหมาย โดยแต่ละชิ้นมีสัดส่วนโครงสร้างแบบ &amp;beta; อย่างน้อย 20%&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เป้าหมายที่ Claude ยังเอาไม่ลง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;Anthropic ไม่ได้เล่าแต่ด้านที่สำเร็จ เป้าหมายอย่าง BBF-14 และ Maltose Binding Protein (MBP) ยังเป็นโจทย์ที่ยาก BBF-14 เป็นโปรตีนทรงถังที่ไม่มีอยู่ในธรรมชาติ เพราะมันถูกออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมด และถูกใช้เป็นโจทย์วัดผลก็เพราะความใหม่นี่เอง Claude ยังพอทำตัวจับออกมาได้ 3 ชิ้นจากคนละสายการทดลองและคนละโครงร่าง แต่เกาะได้แค่ระดับปานกลาง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ส่วน MBP หนักกว่านั้น มันเป็นโปรตีนแบคทีเรียขนาดใหญ่ที่ยืดหยุ่นและมีผิวเรียบชอบน้ำ คุณสมบัติที่ทำให้มันเป็นสารทดสอบชั้นดีในห้องแล็บ กลับทำให้แทบไม่มีจุดให้ตัวจับเกาะเลย ผลคือจากแบบทั้งหมด 90 ชิ้น ไม่มีชิ้นไหนยืนยันได้ว่าเกาะเป้าหมายได้จริง มีเพียงชิ้นเดียวที่ให้สัญญาณการเกาะอ่อน ๆ แบบที่ทำซ้ำได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายที่ 16 คือ GDF-8 แบบ Mature ที่ไม่ได้ถูกนำมารายงานผล เพราะข้อมูลจากการทดลองสรุปไม่ได้ จากปัญหาการจับตัวเป็นก้อนของโปรตีนเป้าหมายเอง Anthropic ระบุว่าจะทำการตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อยืนยันอัตราความสำเร็จและค่าความแน่นในการเกาะอีกครั้ง พร้อมเปิดเผยคำสั่งที่ใช้ โมเดลโครงสร้างของสารประกอบที่ออกแบบ และข้อมูลการทดลองทั้งหมดออกสู่สาธารณะ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ความสามารถแบบนี้มีสองด้านเสมอ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;Anthropic พูดถึงประเด็นนี้ตรง ๆ ว่าความสามารถในการวิจัยแบบอัตโนมัติที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ได้เร่งแค่การพัฒนายาและการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังเป็นความสามารถแบบสองทาง (Dual-use) ที่ถ้าไม่มีมาตรการความปลอดภัยที่รัดกุมพอ ก็เปิดช่องให้ผู้ไม่หวังดีนำไปทำวิจัยที่เป็นอันตรายได้ เช่น การพัฒนาอาวุธชีวภาพ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ด้วยเหตุนี้ ความสามารถด้านการออกแบบโปรตีนและงานชีววิทยาที่เข้าข่ายสองทางจึงยังถูกปิดไว้ในโมเดลที่เก่งที่สุดอย่าง Claude Fable 5 สำหรับผู้ใช้ทั่วไป โดยบริษัทระบุว่าหนึ่งในเรื่องที่ให้ความสำคัญสูงสุดคือการเปิดโครงการให้นักวิทยาศาสตร์เข้าถึงความสามารถกลุ่มนี้ผ่านช่องทางที่ตรวจสอบแล้ว และจะมีรายละเอียดออกมาเร็ว ๆ นี้ ระหว่างนี้ Opus 5 ยังเป็นโมเดลที่เก่งที่สุดที่เปิดให้ใช้ทั่วไป&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;จากออกแบบโมเลกุล สู่การอ่านผลจากเครื่องมือจริง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;การทดลองที่สองสลับโจทย์จากการสร้างโมเลกุลใหม่ มาเป็นการอ่านผลวัดของโมเลกุลที่ผลิตเสร็จแล้ว ซึ่งเป็นงานที่นักเคมีต้องทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกครั้งที่สังเคราะห์โมเลกุลขึ้นมาหนึ่งตัว ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามันคือสิ่งที่ตั้งใจจะสร้างจริงหรือไม่ และบริสุทธิ์แค่ไหน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เครื่องมือหลักคือ Nuclear Magnetic Resonance (NMR) Spectroscopy ซึ่งให้ผลออกมาเป็นชุดยอดสัญญาณ แต่ละยอดแทนอะตอมไฮโดรเจนหรือกลุ่มไฮโดรเจนที่เทียบเท่ากันในโมเลกุล ตำแหน่งของยอดบอกว่าไฮโดรเจนตัวนั้นเกาะอยู่กับอะไร ส่วนขนาดของยอดบอกว่ามันแทนไฮโดรเจนกี่ตัว งานที่กินเวลามากที่สุดคือการที่นักเคมีต้องนั่งจับคู่ทีละยอดกับอะตอมในโครงสร้างที่เสนอไว้ด้วยมือตัวเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกเครื่องมือคือ Liquid Chromatography-Mass Spectrometry (LC-MS) ที่ใช้วัดความบริสุทธิ์เป็นหลัก โดยแยกตัวอย่างออกเป็นองค์ประกอบย่อยขณะไหลผ่านคอลัมน์ วัดปริมาณแต่ละตัวจากการดูดกลืนแสงอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet หรือ UV) แล้วจึงวัดมวลโมเลกุล จุดที่ทรมานไม่ใช่การรันเครื่อง เพราะ NMR ใช้เวลาเพียงสองถึงสามนาที และ LC-MS ราว 10 นาที แต่คือการแกะไฟล์ผลลัพธ์ที่ออกมาในรูปแบบเฉพาะของผู้ผลิตเครื่องแต่ละราย ซึ่งตั้งใจให้เปิดได้แค่ในซอฟต์แวร์ของผู้ผลิตรายนั้นเท่านั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Anthropic จึงส่งไฟล์ดิบจากห้องแล็บรับจ้างวิเคราะห์ตัวอย่างควบคุมคุณภาพตามปกติให้ Claude Opus 5 พร้อมคำสั่งภาษาชาวบ้านสั้น ๆ ไม่มีซอฟต์แวร์ของผู้ผลิต ไม่มีคนคุมเครื่อง คำสั่งฝั่ง NMR เขียนสั้นแค่ว่าให้แปลงสัญญาณดิบ ปรับเฟส แก้เส้นฐาน แสดงสเปกตรัม แล้วเลือกยอดสัญญาณพร้อมทำตารางค่าออกมา ส่วนฝั่ง LC-MS สั้นยิ่งกว่า คือให้ประมวลผลไฟล์ดิบ ดึงกราฟและสเปกตรัมมวลออกมา แล้วสรุปพร้อมภาพประกอบ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;25 นาที เทียบกับรายงานที่มาถึงในสี่วัน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;Claude ทำงานสองไฟล์ขนานกันใน Claude Science และส่งผลกลับมาที่ 23 นาทีสำหรับ NMR และ 19 นาทีสำหรับ LC-MS ผลที่ได้ตรงกับที่ห้องแล็บประมวลผลเอง จำนวนไฮโดรเจนต่อยอดสัญญาณต่างกันไม่เกิน 0.08 และค่าความบริสุทธิ์อยู่ที่ 96.4% เทียบกับ 96.33% ของห้องแล็บ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ฝั่ง NMR โมเดลแปลงข้อมูลดิบจากเครื่องเป็นสเปกตรัมที่ปรับเทียบแล้วพร้อมตารางยอดสัญญาณ 18 ยอด ระบุจำนวนไฮโดรเจนของแต่ละยอด จากนั้นทำสิ่งที่นักเคมีมืออาชีพจะทำ คือชี้ว่ามียอดสัญญาณกว้าง 4 ยอดที่น่าจะเป็นไฮโดรเจนที่เกาะอยู่กับไนโตรเจนหรือออกซิเจน แล้วเสนอวิธีตรวจสอบมาตรฐานคือให้เติมน้ำมวลหนัก (Heavy Water) ลงในตัวอย่างเพื่อสลับไฮโดรเจนกลุ่มนั้นออก ซึ่งจะทำให้ยอดสัญญาณหดหรือหายไป ที่น่าสนใจคือห้องแล็บก็รันการตรวจสอบแบบเดียวกันนี้ด้วยตัวเองหลังการวัดครั้งแรกสามวัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อได้รับไฟล์ดิบจากรอบเติมน้ำมวลหนัก Claude วัดออกมาว่าอะไรเปลี่ยนไปบ้าง และจับได้เองว่าการอ่านผลรอบแรกของตัวเองพูดเกินจริง เพราะรายงานว่ายอดสัญญาณทั้ง 4 หายไปหมด ทั้งที่การตรวจซ้ำของตัวเองชี้ว่าหายไปเพียง 2 ยอด แล้วแก้ให้ถูกต้องจนได้ข้อสรุปตรงกับผู้ปฏิบัติงานของห้องแล็บ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ฝั่ง LC-MS ท้าทายกว่านั้น เพราะไฟล์จากเครื่องใช้รูปแบบเฉพาะของผู้ผลิตที่ไม่มีเอกสารกำกับ Claude ต้องแกะเองว่าข้อมูลถูกเข้ารหัสไว้อย่างไร แล้วยืนยันว่าอ่านไฟล์ถูกต้องด้วยการสร้างตัวเลขรวมที่เครื่องบันทึกไว้ขึ้นมาใหม่ให้ตรงกันครบทั้ง 2,664 รอบการสแกน ก่อนจะเริ่มวิเคราะห์อะไรก็ตาม ผลที่ส่งกลับมาครบทุกอย่างที่นักเคมีคาดหวัง ทั้งกราฟการแยกสาร สเปกตรัมมวลและ UV ตารางความบริสุทธิ์ มวลโมเลกุล ไปจนถึงโค้ดสำหรับอ่านไฟล์รูปแบบนี้ที่นำกลับไปใช้ซ้ำได้ พร้อมข้อควรระวังที่โมเดลเขียนกำกับไว้เอง เช่น การเตือนว่าเครื่องระดับนี้ให้ค่ามวลได้แค่หน่วยเต็มที่ใกล้ที่สุดเท่านั้น ผลสุดท้ายชี้ว่าสารตัวอย่างมีองค์ประกอบเดียวที่นาทีที่ 4.34 กินสัญญาณ UV ไป 96.4% และมีมวลโมเลกุล 504 ดาลตัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เทียบกับการทำมือ นักเคมีต้องใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงต่อหนึ่งตัวอย่างสำหรับโมเลกุลขนาดเล็กที่เกี่ยวข้องกับการรักษา ขณะที่บันทึกของห้องแล็บเองระบุว่าใช้เวลาลงมือประมวลผล NMR ราวสองนาทีต่อสเปกตรัม และรายงาน LC-MS ตามมาหลังใส่ตัวอย่างเข้าเครื่องประมาณสองชั่วโมง ส่วนรายงานฉบับสมบูรณ์ของตัวอย่างชิ้นนี้มาถึงหลังการวัดสเปกตรัมครั้งแรกสี่วัน ซึ่งถือว่าปกติสำหรับห้องแล็บที่วิเคราะห์ทีละโมเลกุลและมีงานอื่นแทรกระหว่างทาง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ทำไมสองการทดลองนี้ถึงสำคัญ?&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่ Anthropic พยายามชี้ให้เห็นจากทั้งสองกรณี คือ AI กำลังลดทั้งความเชี่ยวชาญ ต้นทุน และเวลาที่ต้องใช้ในการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ ฝั่งเคมีคือการทำงานที่นักเคมีเคยต้องนั่งทำด้วยมือให้เป็นอัตโนมัติ ส่วนฝั่งโปรตีนคือการที่โมเดลเดินแคมเปญออกแบบตัวจับได้ครบวงจรโดยแทบไม่ต้องมีคนป้อนอะไรเพิ่ม และได้ผลลัพธ์ที่เทียบเท่าหรือดีกว่าแบบที่เคยตีพิมพ์มา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บริษัทก็ยอมรับข้อจำกัดว่า Minibinder ไม่ใช่รูปแบบยามาตรฐาน และแม้แต่กับรูปแบบยาที่ใช้กันทั่วไปอย่างแอนติบอดีชนิดโมโนโคลนอลหรือโมเลกุลขนาดเล็ก การออกแบบตัวจับที่เกาะแน่นก็เป็นเพียงก้าวแรกของการสร้างโมเลกุลให้กลายเป็นยาได้จริง แต่ Anthropic มองงานชุดนี้เป็นรากฐาน และกำลังต่อยอดให้ Claude รันกระบวนการพัฒนายาได้ตั้งแต่ต้นจนจบในทุกรูปแบบยา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เวลานี้ Anthropic เปิดเผยคำสั่งที่ใช้ในแคมเปญออกแบบโปรตีน รวมถึงข้อมูลการทดลองทั้งในหลอดทดลองและบนคอมพิวเตอร์ทั้งหมดแล้วบน Hugging Face พร้อมรายงานทางเทคนิคฉบับเต็ม ส่วนงานวิเคราะห์ทางเคมีนั้นผู้ใช้ทั่วไปทดลองเองได้แล้วผ่าน Claude Science ด้วยการอัปโหลดไฟล์ดิบจาก NMR หรือ LC-MS แล้วสั่งให้โมเดลยืนยันชนิดและความบริสุทธิ์ของสารประกอบ ขณะที่ความสามารถด้านการออกแบบโปรตีนยังปิดอยู่สำหรับผู้ใช้ทั่วไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา:&lt;/strong&gt; &lt;a href="https://www.anthropic.com/research/Claude-accelerates-protein-design"&gt;Anthropic&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www-cdn.anthropic.com/30bf50e22a01388bb29bf077ee3f244531594b7a.pdf"&gt;Anthropic Technical Report&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://huggingface.co/datasets/Anthropic/claude-protein-binder-design/tree/main"&gt;Hugging Face Dataset&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.adaptyvbio.com/blog/benchbb"&gt;Adaptyv Bio&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.twistbioscience.com/"&gt;Twist Bioscience&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/healthtech/claude-protein-design-analytical-chemistry-anthropic"/>
    <summary type="html">Anthropic เปิดผลทดลอง Claude ออกแบบโปรตีนสำเร็จ 14 จาก 15 เป้าหมาย อัตราสำเร็จ 22-35% สูงกว่ามาตรฐานวงการที่ 10-15% พร้อมผลอีกชุดที่ Claude Opus 5 อ่านไฟล์ดิบจากเครื่องมือวิเคราะห์เคมีได้เองใน 23 นาที ตรงกับผลของห้องแล็บมืออาชีพ</summary>
    <published>2026-08-19T00:40:46+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/ai/andrew-ng-ai-engineering-skills-map</id>
    <title>4 ทักษะ AI Engineering ที่คนสายเทคต้องมี สรุปจาก Andrew Ng</title>
    <updated>2026-08-18T23:37:48+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;วงการพัฒนาระบบกำลังเข้าสู่ยุคใหม่อย่างเต็มตัว เมื่อ Andrew Ng ตัวพ่อแห่งวงการ AI และผู้ก่อตั้ง DeepLearning.AI ได้ออกมาสรุปแนวคิด The AI Engineering Skills Map เพื่อช่วยชี้ทางให้คนทำงานสายเทคและองค์กรต่างๆ ได้รู้ว่า ในยุคที่ AI ถูกพูดถึงเต็มไปหมดแบบนี้ ทักษะไหนกันแน่ที่มีคุณค่าและคุ้มค่าที่จะลงทุนเวลาเรียนรู้จริง ๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1787125125_Andrew_Ng_Info_2.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ข้อมูลนี้มาจากการวิเคราะห์ประกาศรับสมัครงานกว่า 10,000 ตำแหน่ง และการสัมภาษณ์คนในวงการ AI ตัวจริงจำนวนมาก จนสรุปออกมาเป็น 4 ทักษะหลัก ที่ Andrew Ng ย้ำว่า ไม่ใช่แค่คนที่มีชื่อตำแหน่งว่า AI Engineer เท่านั้นที่ต้องรู้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ไม่ว่าคุณจะเป็น Full-stack, Data, DevOps หรือนักพัฒนาสายไหนก็ตาม ก็จำเป็นต้องมีทักษะเหล่านี้ติดตัวไว้ ไม่ต่างจากการที่คนทำงานสายเทคทุกคนต้องใช้ระบบ Cloud เป็นในปัจจุบัน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;1. การสร้างและการนำ AI Application ไปใช้งานจริง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;จุดต่างสำคัญระหว่างแอปพลิเคชันทั่วไปกับระบบ AI คือ ความไม่แน่นอนของผลลัพธ์ โปรแกรมแบบเดิมเราเขียนเงื่อนไขไว้อย่างไร ผลลัพธ์ก็ออกตามนั้น แต่กับ AI เราไม่สามารถเดาคำตอบได้แบบ 100% ทักษะสำคัญในข้อนี้จึงไม่ใช่แค่การพิมพ์คำสั่งสั่ง AI แต่คือการเข้าใจโครงสร้างเบื้องหลัง เช่น RAG หรือ Agentic Workflows เพื่อเอามาประกอบร่างเป็นระบบที่ใช้งานได้จริง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คนที่มีทักษะนี้จะสามารถใช้เทคนิคทางสถิติมาวัดผล คอยคุมทิศทาง และปรับแต่งให้ AI ทำงานได้อย่างแม่นยำ ไม่ตอบคำถามมั่วซั่ว มีกระบวนการทดสอบและวิเคราะห์ข้อผิดพลาดอย่างเป็นระบบ เพื่อเปลี่ยนโมเดล AI ที่คาดเดายาก ให้กลายเป็นระบบที่ทำงานได้เสถียรและปลอดภัยสำหรับผู้ใช้งานจริง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;2. รากฐานทางวิศวกรรมซอฟต์แวร์ที่แข็งแกร่ง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ต่อให้ AI จะเก่งแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีพื้นฐานการเขียนระบบที่ดี งานก็ไปต่อได้ยาก การทำระบบซอฟต์แวร์ให้ดีต้องอาศัยการชั่งน้ำหนักอยู่ตลอดเวลา ทั้งเรื่องต้นทุน ความเร็ว ความเสถียร การรองรับผู้ใช้งานจำนวนมาก ไปจนถึงเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คนที่ขาดพื้นฐานข้อนี้ แล้วหันไปพึ่งพาการให้ AI เขียนโค้ดให้ทั้งหมดโดยไม่เข้าใจกลไก มักจะเจอปัญหาโค้ดพัง หรือได้ระบบที่ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ เพราะไม่รู้ว่าจะต้องสั่ง AI อย่างไร แต่คนที่มีพื้นฐานแน่น จะสามารถคุยและสั่งงาน AI ด้วยภาษาเทคนิคที่ถูกต้อง รู้ว่าควรเลือกใช้เครื่องมือแบบไหน ออกแบบระบบอย่างไร และคุมทิศทางให้ AI เขียนโค้ดออกมาได้ตรงจุดที่สุด&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;3. ศิลปะในการบริหารจัดการ Coding Agents&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ยุคนี้การใช้ AI ช่วยเขียนโค้ด ไม่ใช่ตัวเลือกอีกต่อไป แต่เป็นทักษะบังคับ ทักษะนี้ไม่ได้แปลว่าแค่นั่งกดให้ AI ทำงานแทน แต่คือการเข้าใจว่า AI มีจุดอ่อนจุดแข็งตรงไหน รู้ว่าช่วงไหนควรเข้าไปช่วยแก้ และช่วงไหนควรปล่อยให้ AI จัดการเอง เพื่อให้ได้งานที่สมบูรณ์โดยไม่เสียเวลาหรือเปลืองค่าบริการโดยไม่จำเป็น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คนที่มีทักษะนี้จะจัดการข้อมูลบริบทที่ส่งให้ AI ได้อย่างเหมาะสม ตั้งระบบให้ AI ช่วยตรวจสอบงานตัวเองได้ และระวังไม่ให้ AI ทำงานผิดพลาดจนไปทำลายฐานข้อมูลจริงที่ใช้งานอยู่ ที่สำคัญคือต้องเป็นคนที่ชอบทดลองเครื่องมือใหม่ๆ อยู่เสมอ เพราะเครื่องมือสายนี้พัฒนาไวมาก ใครหยุดนิ่งก็อาจจะตกขบวนได้ง่าย ๆ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;4. มองภาพใหญ่ ออกแบบสิ่งที่จะสร้าง ไม่ใช่แค่ทำตามสั่ง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เมื่อ AI สามารถเขียนโค้ดตามคำสั่งได้ดีและเร็วขึ้นเรื่อย ๆ หน้าที่ของคนทำงานจึงเปลี่ยนจากการ &lt;strong&gt;&lt;em&gt;&amp;quot;นั่งเขียนโค้ดตามสั่ง&amp;quot;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt; ไปสู่การ &lt;strong&gt;&lt;em&gt;&amp;quot;คิดว่าควรจะสร้างอะไรขึ้นมา&amp;quot;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt; นักพัฒนายุคนี้จึงต้องเข้าใจมุมมองของฝั่งผลิตภัณฑ์ และเข้าใจโจทย์ทางธุรกิจของลูกค้าด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งความท้าทายและความสนุกของคนทำงานยุคนี้ เพราะ AI ทำให้เราได้รับอิสระในการแก้ปัญหามากขึ้น สามารถมองหาโอกาสใหม่ ๆ และลงมือสร้างผลงานได้เอง รู้ว่าเมื่อไหร่ควรทำตัวต้นแบบ (MVP) ออกไปทดสอบกับผู้ใช้ให้ไวที่สุด และเมื่อไหร่ควรชะลอความเร็วเพื่อวางระบบให้พิถีพิถันและปลอดภัย&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ทักษะที่สำคัญที่สุดคือ การไม่หยุดเรียนรู้&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;หัวใจสำคัญที่ซ่อนอยู่ใต้ทักษะทั้ง 4 ข้อนี้ คือกรอบคิดแบบ Continuous Learning หรือการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพราะเทคโนโลยี AI หมุนไวมาก วิธีที่ดีที่สุดในวันนี้ อาจกลายเป็นวิธีที่ล้าสมัยในเดือนหน้า คนที่รอดและเติบโตในสายงานนี้จึงไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดในอดีต แต่คือคนที่พร้อมปรับตัว เปิดรับสิ่งใหม่ และพัฒนากระบวนการทำงานของตัวเองอยู่ตลอดเวลา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a href="https://x.com/AndrewYNg/article/2088302050706686198/media/2088300689667629057"&gt;https://x.com/AndrewYNg&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/ai/andrew-ng-ai-engineering-skills-map"/>
    <summary type="html">สรุป 4 ทักษะสำคัญในแผนที่ AI Engineering Skills Map จาก Andrew Ng วิเคราะห์จากประกาศงาน 10,000+ ตำแหน่ง โปรแกรมเมอร์และนักพัฒนาสายเทคยุคใหม่ต้องมี</summary>
    <published>2026-08-18T23:37:48+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/news/thai-passport-aipass-registration-guide</id>
    <title>วิธีลงทะเบียน TH-AI Passport รวม AI ชั้นนำ 14+ ค่าย สำหรับคนไทย</title>
    <updated>2026-08-18T21:01:15+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;สำหรับความคืบหน้าของโครงการ TH-AI Passport โครงการระดับชาติที่จะปลดล็อกให้คนไทยสามารถเข้าถึงโมเดล AI ระดับพรีเมียมมากกว่า 14 ค่ายชั้นนำได้ฟรี โดยวันนี้เปิดให้ลงทะเบียนล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;สิทธิ์มีจำนวนจำกัด:&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;เพียง 5,000,000 สิทธิ์ สำหรับผู้มีสัญชาติไทย อายุ 15 ปีขึ้นไป&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;โปรโมชั่นพิเศษ:&lt;/strong&gt; ผู้ลงทะเบียนล่วงหน้าภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 รับสิทธิ์ อัปเกรด AI Pro (ระดับผู้สร้างสรรค์) ฟรี 30 วันแรก&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;เริ่มใช้งานจริง:&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;31 สิงหาคม 2569 ผ่านการยืนยันตัวตนด้วยแอปฯ ทางรัฐ หรือ ThaID&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1787113851_TH-AI_Passport_3.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เงื่อนไข &amp;amp; สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมก่อนลงทะเบียน&lt;/h2&gt;&lt;h3&gt;คุณสมบัติผู้รับสิทธิ์&lt;/h3&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ต้องเป็นผู้มี สัญชาติไทย&lt;/li&gt;&lt;li&gt;มีอายุตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันลงทะเบียน&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;h3&gt;สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อม&lt;/h3&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;แอปพลิเคชัน &lt;strong&gt;&amp;lsquo;ทางรัฐ&amp;rsquo;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;หรือ &lt;strong&gt;&amp;lsquo;ThaID&amp;rsquo;&lt;/strong&gt; (ติดตั้งและยืนยันตัวตนแล้ว)&lt;/li&gt;&lt;li&gt;บัญชี Google, Microsoft หรือ Apple&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;h3&gt;Timeline สำคัญของโครงการ&lt;/h3&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;19 สิงหาคม 2569 &amp;nbsp;เปิดลงทะเบียนรับสิทธิ์ล่วงหน้าผ่าน de.aipass.net&lt;/li&gt;&lt;li&gt;30 พฤศจิกายน 2569 วันสุดท้ายสำหรับการรับสิทธิ์โปรโมชั่นอัปเกรด Pro ฟรี 30 วันแรก&lt;/li&gt;&lt;li&gt;31 สิงหาคม 2569 ระบบเปิดใช้งานจริง ผู้ลงทะเบียนสามารถเข้าใช้งาน AI Pro 14+ ค่ายได้ทันที&lt;/li&gt;&lt;li&gt;31 สิงหาคม 2570 สิ้นสุดระยะเวลาโครงการปีแรก (รวมระยะเวลา 1 ปีเต็ม)&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;h2&gt;4 ขั้นตอนการลงทะเบียน TH-AI Passport&lt;/h2&gt;&lt;h3&gt;1 สร้างบัญชี&lt;/h3&gt;&lt;p&gt;เข้าไปที่เว็บไซต์ทางการ de.aipass.net จากนั้นเลือกสมัครสมาชิกโดยล็อกอินผ่านบริการอีเมลที่คุณใช้อยู่ประจำ ได้แก่ Google, Microsoft หรือ Apple&lt;/p&gt;&lt;h3&gt;2 กดยอมรับเงื่อนไขและ PDPA&lt;/h3&gt;&lt;p&gt;อ่านรายละเอียดข้อตกลงการใช้งานโครงการยกระดับทักษะดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ พร้อมทั้งนโยบายความเป็นส่วนตัว (Privacy Notice) แล้วเลื่อนลงมากดปุ่ม &amp;quot;ยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไข&amp;quot;&lt;/p&gt;&lt;h3&gt;3 ยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชันภาครัฐ&lt;/h3&gt;&lt;p&gt;เลือกช่องทางการยืนยันตัวตนตามแอปพลิเคชันที่คุณมีอยู่ในเครื่อง&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;แอปพลิเคชันทางรัฐ สแกนยืนยันตัวตนรวดเร็วใน 1 นาที&lt;/li&gt;&lt;li&gt;แอปพลิเคชัน ThaID ยืนยันตัวตนผ่านระบบกรมการปกครองใน 2 นาที&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;h3&gt;4 กรอกข้อมูล Profile เพื่อรับการตั้งค่า AI ที่เหมาะสม&lt;/h3&gt;&lt;p&gt;กรอกข้อมูลพื้นฐาน เช่น ระดับการศึกษา, อาชีพ, สายงานอุตสาหกรรม, ประสบการณ์ใช้ AI และระดับรายได้เฉลี่ย เพื่อให้ระบบสามารถแนะนำ AI Tool และ Prompt ที่เหมาะสมกับโปรไฟล์ของคุณที่สุด จากนั้นกด&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ถัดไป&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;เพื่อเสร็จสิ้นขั้นตอน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ใครที่มีแอปฯ ทางรัฐ หรือ ThaID อยู่แล้ว แนะนำให้รีบเข้าไปลงทะเบียนที่ de.aipass.net เพื่อรักษาสิทธิ์ Pro 30 วันแรก ก่อนสิทธิ์ 5 ล้านสิทธิ์จะเต็ม&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/news/thai-passport-aipass-registration-guide"/>
    <summary type="html">สรุปวิธีลงทะเบียน TH-AI Passport รับสิทธิ์ใช้ AI Pro ฟรี 14+ ค่าย สำหรับคนไทย 5 ล้านสิทธิ์ พร้อมขั้นตอนยืนยันตัวตนผ่านแอปฯ ทางรัฐ และ ThaID</summary>
    <published>2026-08-18T21:01:15+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/ai/cursor-origin-code-hosting</id>
    <title>Cursor เปิดตัว ‘Origin’ แพลตฟอร์มโฮสต์โค้ดยุค AI Agent เก็บโค้ด รีวิว รวมงาน ครบในที่เดียว</title>
    <updated>2026-08-18T20:51:36+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1787114180_Cursor_%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7_%E2%80%98Origin%E2%80%99_800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;Cursor เริ่มทยอยปล่อยบริการโฮสต์โค้ดตัวใหม่ชื่อ &lt;strong&gt;Origin&lt;/strong&gt; ให้ผู้ใช้แบบเสียเงินทุกแพ็กเกจ ผ่านไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง GitHub ซึ่งเป็นบ้านของโค้ดนักพัฒนาทั่วโลกก็เข้าสู่ภาวะให้บริการติดขัดครั้งใหญ่ ทั้งสองเหตุการณ์เกิดขึ้นในวันเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย และกลายเป็นภาพสะท้อนจังหวะที่ผู้ท้าชิงรายใหม่กำลังรออยู่พอดี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Origin คือแพลตฟอร์มโฮสต์โค้ดที่ออกแบบมาให้ทำทุกอย่างที่นักพัฒนาใช้ GitHub ทำอยู่ทุกวัน ตั้งแต่การทำงานร่วมกันบนฐานโค้ด (Codebase) การเปิดดูและแก้ไขโค้ด การจัดการคำขอรวมโค้ด (Pull Request) ไปจนถึงการเก็บโค้ดไว้ในคลังเก็บโค้ด (Repository) ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นเพียงสามวันหลัง SpaceX ปิดดีลซื้อกิจการ Anysphere บริษัทแม่ของ Cursor มูลค่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;&lt;a href="https://www.notebookcheck.net/Cursor-launches-Origin-a-built-in-GitHub-alternative-on-the-same-day-GitHub-suffers-a-major-outage.1371041.0.html" target="_blank"&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1787114617_Cursor_%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7_%E2%80%98Origin%E2%80%99_800_%281%29.webp" style="width: 680px;" /&gt;&lt;/a&gt;เวอร์ชันแรกมีอะไรให้ใช้บ้าง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;Cursor ระบุในประกาศเปิดตัวว่า Origin เริ่มต้นด้วยของจำเป็นพื้นฐานสี่อย่าง ได้แก่ คลังเก็บโค้ด คำขอรวมโค้ด การเปิดอ่านโค้ด และการซิงก์กับ GitHub โดยผู้ใช้เข้าถึงได้ผ่านแท็บ Codebase ที่เพิ่มเข้ามาในหน้าจอของ Cursor กดปุ่ม New ตั้งชื่อฐานโค้ด แล้วผลักโค้ดจากเครื่องขึ้นไปเก็บบนเซิร์ฟเวอร์ของ Cursor ได้ทันที&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกช่องทางหนึ่งคือเครื่องมือบรรทัดคำสั่ง Command Line Interface (CLI) ตัวใหม่ที่ชื่อ origin ซึ่งแยกออกจาก CLI ของ Cursor Agent ที่มีอยู่เดิม ใช้สำหรับสั่งโคลนคลังเก็บโค้ดหรือผลักโปรเจกต์ในเครื่องขึ้นไปได้โดยไม่ต้องเปิดหน้าจอโปรแกรม นอกจากนี้เอกสารการใช้งานยังระบุถึงการค้นหาโค้ดผ่านหน้าเว็บและ Application Programming Interface (API) สำหรับเชื่อมต่อกับระบบอื่น&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ไม่ต้องเลิกใช้ GitHub ก็ทดลอง Origin ได้&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;จุดที่น่าสนใจที่สุดคือ Origin ไม่ได้บังคับให้ใครย้ายบ้าน Cursor เขียนไว้ในประกาศว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;'คลังเก็บโค้ดบน GitHub ของคุณวางอยู่ข้าง ๆ คลังที่ Cursor โฮสต์ได้'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เพียงเชื่อมต่อบัญชี GitHub เข้ากับ Cursor เลือกองค์กร แล้วเลือกคลังเก็บโค้ดที่ต้องการซิงก์ ระบบจะดึงเข้ามาให้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กลไกนี้เรียกว่าการทำสำเนา (Mirror) ซึ่งคัดลอกคลังเก็บโค้ดจาก GitHub เข้ามาไว้ใน Origin และคอยอัปเดตตามเมื่อต้นทางเปลี่ยนแปลง โดย GitHub ยังคงสถานะเป็นแหล่งข้อมูลหลักที่ถือว่าถูกต้องที่สุด (Source of Truth) สำหรับทุกอย่างที่เริ่มต้นจากที่นั่น การผลักโค้ดยังคงส่งไปที่ GitHub ตามเดิม และสิทธิ์การเข้าถึงก็ยังยึดตามสิทธิ์อ่านเขียนที่ตั้งไว้บน GitHub ส่วนบทสนทนาในคำขอรวมโค้ดจะซิงก์สองทาง คอมเมนต์ที่เขียนบน GitHub จะปรากฏใน Cursor ภายในไม่กี่วินาที ทำให้ทีมสามารถรีวิวส่วนต่าง (Diff) แสดงความเห็น และรวมโค้ดจากหน้าจอ Cursor ได้เลย&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เดิมพันอยู่ที่คำว่า Agent Scale&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;Cursor ไม่ได้นิยาม Origin ว่าเป็น GitHub เวอร์ชันโคลน แต่ใช้คำว่า Git Forge ซึ่งหมายถึงระบบจัดการโค้ดแบบครบวงจร ที่สร้างมาเพื่อรองรับ &lt;strong&gt;'ขนาดของงานที่ AI Agent สร้างขึ้น'&lt;/strong&gt; (Agent Scale) เหตุผลสำคัญคือรูปแบบการทำงานเปลี่ยนไป แพลตฟอร์มนี้ถูกออกแบบมารองรับ AI Agent ที่รับงานก้อนใหญ่ขึ้น ทั้งการแตกกิ่งงาน (Branch) แก้ไฟล์หลายไฟล์พร้อมกัน เปิดคำขอรวมโค้ด ตอบกลับความเห็นของทีม แล้ววนกลับไปแก้ต่อเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในเวอร์ชันปัจจุบัน Agent ทำงานอยู่ในคลังเก็บโค้ดได้โดยตรง ผู้ใช้ถามคำถามเกี่ยวกับโค้ดที่กำลังอ่านอยู่ได้ และสั่งให้ Agent แก้ไข อัปเดตคำขอรวมโค้ด หรือผลักกิ่งงานใหม่ได้โดยไม่ต้องออกจากหน้าจอ ส่วนฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อ Agent โดยเฉพาะ บริษัทระบุเพียงว่าจะตามมาเร็ว ๆ นี้ แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกส่วนที่ Cursor กำลังสร้างคือระบบนิเวศแอปพลิเคชันรอบ Origin โดยเวลานี้เชื่อมต่อกับ Vercel สำหรับการปล่อยเวอร์ชันทดสอบ และเชื่อมกับ Depot กับ Buildkite สำหรับรันเวิร์กโฟลว์ GitHub Actions ซึ่งเป็นระบบทดสอบและส่งมอบซอฟต์แวร์อัตโนมัติ การเชื่อมต่อกลุ่มนี้ช่วยให้นักพัฒนาสั่ง Agent บนคลาวด์ทำงานยาว ๆ ต่อได้แม้ปิดเครื่องตัวเองไปแล้ว&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;หนึ่งปี 257 เหตุขัดข้อง จังหวะที่ผู้ท้าชิงรอมานาน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่ทำให้การเปิดตัวครั้งนี้มีน้ำหนักเป็นพิเศษคือสถิติของฝั่ง GitHub เอง ข้อมูลจากบริการติดตามเหตุขัดข้อง IncidentHub พบว่าระหว่างเดือนพฤษภาคม 2025 ถึงเมษายน 2026 GitHub มีเหตุขัดข้องรวม 257 ครั้ง ในจำนวนนี้ 48 ครั้งจัดเป็นเหตุขัดข้องใหญ่ เฉลี่ยแล้วเท่ากับมีปัญหาใหญ่ราวสัปดาห์ละครั้ง โดยเดือนกุมภาพันธ์ที่มี 37 เหตุการณ์ถือเป็นเดือนที่หนักที่สุดเท่าที่มีการบันทึกไว้ และบริการที่โดนหนักที่สุดคือ GitHub Actions ซึ่งมีปัญหา 57 ครั้งในช่วงเวลาเดียวกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Charles Humble อดีตผู้บริหารสายเทคโนโลยีที่วิเคราะห์สถิติชุดนี้ระบุว่าปัญหาความน่าเชื่อถือที่สะสมมานานได้ทำให้เกิดการย้ายออกของผู้ใช้ระดับแนวหน้าที่มองเห็นได้ชัด ตัวอย่างที่ถูกพูดถึงมากคือโปรเจกต์ภาษาโปรแกรม Zig ที่ย้ายไปอยู่กับ Codeberg ซึ่งเป็นทางเลือกแบบไม่แสวงหากำไรเมื่อเดือนธันวาคม 2025 ขณะที่คุณ Mitchell Hashimoto ผู้ร่วมก่อตั้ง HashiCorp และเป็นผู้ใช้ GitHub รุ่นแรก ๆ เขียนเล่าว่าได้ทดลองจดบันทึกทุกวันที่เหตุขัดข้องของ GitHub กระทบการทำงานของตัวเอง แล้วพบว่าเกือบทุกวันมีเครื่องหมายกำกับไว้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เหตุขัดข้องล่าสุดเริ่มขึ้นเวลา 13:40 UTC ของวันที่ 17 สิงหาคม กระทบทั้ง API, Actions, Webhooks, Issues และคำขอรวมโค้ด โดยอัตราความผิดพลาดของการดาวน์โหลดไฟล์จากคลังเก็บโค้ดพุ่งถึง 50% ส่วนฝั่งเว็บและ API อยู่ที่ราว 20% และการให้บริการติดขัดยาวนานกว่าหกชั่วโมง ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมิถุนายน คุณ Jakub Oleksy ผู้บริหารระดับ Senior Vice President ของ GitHub เคยออกมายอมรับกับผู้ใช้ว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;'เรารู้ว่ายังมีงานที่ต้องทำอีกมาก แต่เรามุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จ และทำให้ GitHub เชื่อถือได้ในเวลาและสถานที่ที่คุณต้องการใช้งาน'&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เงื่อนไขการใช้ข้อมูลที่ยังไม่ถูกเผยแพร่&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ประเด็นที่นักพัฒนาหลายคนตั้งคำถามคือเรื่องข้อมูล เพราะ Origin เปิดให้ผู้ใช้แบบเสียเงินทุกรายโดยอัตโนมัติในลักษณะที่ต้องกดปฏิเสธเอง (Opt-out) ขณะที่บริษัทยังไม่เผยแพร่เงื่อนไขเฉพาะของ Origin ว่าโค้ดที่เก็บอยู่บนเซิร์ฟเวอร์จะถูกเก็บไว้นานแค่ไหน อยู่ในเขตพื้นที่ใด และจะถูกนำไปใช้ฝึกโมเดลหรือไม่ ต่างจากกรณีการส่งโค้ดผ่านตัวแก้ไขโค้ดเพื่อประมวลผลซึ่งมีเอกสารกำกับอยู่แล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เอกสารของ Cursor ระบุว่า Origin จะทำงานตามการตั้งค่า Privacy Mode ของเจ้าของ Namespace นั้น ๆ และมีข้อจำกัดในช่วงทดสอบว่าเมื่อจองชื่อพื้นที่ไปแล้วจะเปลี่ยนหรืออัปเดตไม่ได้ ปัจจัยที่ทำให้คำถามเรื่องข้อมูลมีน้ำหนักขึ้นคือ Cursor เวลานี้อยู่ภายใต้ SpaceX ในหน่วยธุรกิจใหม่ชื่อ SpaceXAI ซึ่งหมายความว่าโค้ดที่นักพัฒนาฝากไว้บน Origin กำลังอยู่ในมือของกลุ่มบริษัทที่ทำโมเดล AI ของตัวเองด้วย คำแนะนำที่หลายฝ่ายเสนอในเวลานี้คือทีมที่ถือโค้ดสำคัญหรือมีข้อผูกพันด้านกฎระเบียบ ควรใช้ Origin ในโหมดทำสำเนาไปก่อน โดยให้ GitHub ยังเป็นบ้านหลัก&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ระยะห่างที่ยังกว้างมาก&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;แม้จังหวะจะเข้าทาง แต่งานของ Cursor ยังหนัก ข้อมูลจาก GitHub เองระบุว่ามีนักพัฒนาใช้งานแพลตฟอร์มราว 180 ล้านคน ณ เดือนตุลาคม 2025 แพลตฟอร์มนี้เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2008 และถูก Microsoft ซื้อกิจการในปี 2018 ด้วยมูลค่า 7.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบันยังคงเป็นผู้ให้บริการโฮสต์ซอร์สโค้ดรายใหญ่ที่สุดในโลกแบบทิ้งห่างคู่แข่ง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกด้านหนึ่ง Origin เวอร์ชันนี้ยังไม่มีของหลายอย่างที่ทีมพัฒนาผูกติดกับ GitHub อยู่ ทั้งระบบติดตามงาน (Issues) และระบบทดสอบส่งมอบซอฟต์แวร์อัตโนมัติในตัวแบบ GitHub Actions ซึ่งเวลานี้ต้องพึ่งการเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการภายนอกแทน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เวลานี้ Origin เปิดใช้งานแล้วในสถานะทดสอบช่วงต้น (Early Beta) สำหรับผู้ใช้แพ็กเกจ Pro, Teams และ Enterprise ทุกราย ยกเว้นองค์กรที่ผู้ดูแลระบบเลือกปิดการใช้งานไว้ และยังไม่เปิดให้ผู้ใช้แพ็กเกจฟรี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา:&lt;/strong&gt;&lt;a href="https://techcrunch.com/2026/08/18/cursor-capitalizes-on-github-frustration-launches-rival-hosting-platform/?utm_medium=organic_social&amp;amp;utm_source=TWITTER"&gt;&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;TechCrunch&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://cursor.com/changelog/origin-code-hosting" target="_blank"&gt;Cursor Changelog&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://cursor.com/docs/origin"&gt;Cursor Docs&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://siliconangle.com/2026/08/17/cursor-launches-origin-code-hosting-service-to-compete-with-github/"&gt;SiliconANGLE&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://leaddev.com/software-quality/whats-gone-wrong-at-github"&gt;LeadDev&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.theregister.com/ai-and-ml/2026/08/17/github-has-issues-as-repo-downloads-hit-50-error-rate/5288543"&gt;The Register&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://thenextweb.com/news/cursor-origin-opt-out-data-terms-spacex-github-outage"&gt;The Next Web&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://techstartups.com/2026/08/17/cursor-launches-origin-a-github-rival-built-for-ai-coding-agents/"&gt;Tech Startups&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://seekingalpha.com/news/4633335-spacex-completes-60b-acquisition-of-cursor-as-musk-led-firm-tries-to-gain-edge-in-ai-coding"&gt;Seeking Alpha&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/ai/cursor-origin-code-hosting"/>
    <summary type="html">Cursor เปิดตัว Origin แพลตฟอร์มโฮสต์โค้ดที่สร้างมาเพื่อยุค AI Agent หลังปิดดีล SpaceX 6 หมื่นล้านดอลลาร์เพียง 3 วัน รองรับคลังโค้ด คำขอรวมโค้ด และซิงก์สองทางกับ GitHub เปิดให้ใช้แล้วบนแพ็กเกจ Pro, Teams และ Enterprise</summary>
    <published>2026-08-18T20:51:36+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/tech-and-biz/startup-business-pitfalls-product-customer</id>
    <title>กับดักคนเริ่มทำธุรกิจ ตั้งแต่ปั้น Product ถึงหาลูกค้า  รู้ว่าอะไรควรทำก่อน เพื่อวางรากฐานธุรกิจให้ถูกทาง</title>
    <updated>2026-08-18T02:50:33+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;h2 id="isPasted"&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1786950463_%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%99_800_%2818%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;กับดักความสมบูรณ์แบบที่มือใหม่มักพลาด&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ผู้เริ่มทำธุรกิจจำนวนไม่น้อยมักจะติด&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;lsquo;กับดัก&amp;rsquo;&lt;/strong&gt; เดียวกัน นั่นคือความเชื่อที่ว่า &lt;strong&gt;Product ต้องเสร็จสมบูรณ์แบบ 100% ก่อน ถึงจะปล่อยออกไปให้คนอื่นใช้งานได้&lt;/strong&gt; บางคนยอมขังตัวเองอยู่ในห้องเป็นปี ๆ เพื่อเขียนโปรแกรม ปรับแก้ดีไซน์ หรือเพิ่มลูกเล่นต่าง ๆ เข้าไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะรู้สึกว่าทุกอย่างพร้อม แต่เชื่อไหมว่าตลอดระยะเวลานั้นกลับยังไม่เคยมี &amp;lsquo;ลูกค้าตัวจริง&amp;rsquo; ได้ลองใช้สินค้านั้นเลยแม้แต่คนเดียว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Y Combinator หรือองค์กรระดับโลกที่ให้คำปรึกษาและปั้นธุรกิจสตาร์ทอัพ มีมุมมองที่ต่างออกไป เขาแนะนำว่าสิ่งแรกที่คนทำธุรกิจควรทำคือ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;lsquo;รีบปล่อยสินค้าออกไปให้ลูกค้าใช้ให้เร็วที่สุดแม้ว่าจะยังไม่สมบูรณ์ก็ตาม&amp;rsquo;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เหตุผลก็เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าสิ่งที่เราสร้างขึ้นมานั้นตอบโจทย์ลูกค้าจริงหรือเปล่า จนกว่าลูกค้าจะได้ลองใช้มัน พอเราปล่อยสินค้าออกไป เราจะเห็นภาพทันทีว่าลูกค้าติดขัดตรงไหน ฟังก์ชันไหนที่เขาใช้จริง ฟังก์ชันไหนที่เขาไม่สนใจ และปัญหาที่เราเคยคิดว่ามันใหญ่โตจริง ๆ แล้วลูกค้าแคร์มันหรือเปล่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ดังนั้นการปล่อยสินค้าที่ยังไม่สมบูรณ์ออกไปก่อน แล้วค่อย ๆ นำคำติชมจากลูกค้ามาปรับปรุงแก้ไขไปเรื่อย ๆ จึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการนั่งเสียเวลาหลายเดือนเพื่อทำให้ทุกอย่างเพอร์เฟกต์ แต่ขออย่างเดียวคือสินค้านั้น &lt;strong&gt;&amp;lsquo;ต้องแก้ปัญหาหลัก&amp;rsquo; ให้ลูกค้าได้จริง&lt;/strong&gt; ต่อให้มันจะยังมีบั๊กเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ไม่ได้แปลว่าลูกค้าจะเมินหน้าหนี&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ลองลงมือทำทุกอย่างด้วยตัวเองดูก่อน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1786950341_%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%99_800_%2817%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในช่วงเริ่มต้นสร้างธุรกิจมีอีกหนึ่งอย่างที่ต้องยอมรับให้ได้คือ &lt;strong&gt;เรายังไม่รู้แน่ชัดหรอกว่าควรจะสร้างอะไรให้ลูกค้า&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ด้วยเหตุนี้หลังจากที่เราปล่อยสินค้าออกไปแล้ว อย่าเพิ่งรีบลงทุนสร้างระบบขนาดใหญ่เพื่อเตรียมรับมือกับลูกค้าเป็นหมื่นเป็นแสนคน แต่ให้เริ่มต้นจากการ &lt;strong&gt;&amp;lsquo;ลงมือทำงานด้วยตัวเอง&amp;rsquo;&lt;/strong&gt; ไปก่อนเท่าที่จะทำได้ จริงอยู่ที่การทำงานแบบ Manual อาจไม่ใช่วิธีที่ยั่งยืนเวลาที่มีลูกค้าเยอะ ๆ แต่สำหรับช่วงเริ่มต้น มันคือโอกาสทองที่ทำให้เราได้เห็นปัญหาหน้างานจริง ๆ และได้พูดคุยกับลูกค้าโดยตรง ก่อนที่เราจะเอาข้อมูลนั้นไปลงทุนลงแรงสร้างระบบหลังบ้านขึ้นมาในภายหลัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Airbnb หรือแพลตฟอร์มสำหรับซื้อขายและจองที่พักระดับโลก ในช่วงแรกที่เพิ่งตั้งบริษัท ผู้ก่อตั้งลงทุนหิ้วกล้องไปถ่ายรูปบ้านและห้องพักด้วยตัวเอง เพื่อให้รูปภาพบนเว็บไซต์ดูสวยงามและเพิ่มโอกาสที่คนจะกดจอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แน่นอนว่าวิธีนี้ไม่สามารถทำได้ตลอดไปเมื่อแพลตฟอร์มมีบ้านเป็นพัน ๆ หลัง แต่ในช่วงที่ลูกค้ายังน้อย การลงมือทำด้วยตัวเองทำให้ผู้ก่อตั้งได้คลุกคลีและเห็นว่าทั้งเจ้าของบ้านและผู้เข้าพักต้องเจอกับปัญหาอะไรบ้าง และอะไรคือจุดที่ทำให้คนตัดสินใจจ่ายเงินจอง ข้อมูลที่ได้จากการลงพื้นที่ตรงนั้นมีมูลค่ามหาศาลกว่าการคิดไปเองแล้วรีบสร้างระบบขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าระบบนั้นมีใครต้องการไหม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ดังนั้นในวันแรกของการทำธุรกิจ เรายังไม่ต้องคิดเผื่อไปไกลถึงวันที่บริษัทมีลูกค้าเป็นล้านคนหรอก เริ่มจากการแก้ปัญหาตรงหน้าด้วยสองมือของเราเองให้เข้าใจลูกค้าอย่างถ่องแท้ แล้วค่อยนำสิ่งที่เรียนรู้ไปสร้างเป็นระบบที่เติบโตได้ในอนาคต&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ทำสินค้าเวอร์ชันทดลอง (MVP) ให้ตอบโจทย์ลูกค้า ควรเริ่มจากอะไร&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1786950579_%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%99_800_%2819%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อเราเริ่มพูดคุยกับลูกค้าอย่างจริงจัง ปัญหาคลาสสิกที่มักจะตามมาก็คือลูกค้าแต่ละคนจะมีความต้องการหรือ &amp;lsquo;อยากได้นั่น อยากได้นี่&amp;rsquo; เต็มไปหมด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องบ้าจี้สร้างทุกอย่างตามที่ลูกค้าขอ เพราะถ้าขืนทำแบบนั้นกว่าสินค้าจะเสร็จสมบูรณ์พร้อมใช้ก็คงกินเวลาจนตลาดวายไปก่อนแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Paul Buchheit ผู้สร้างและพัฒนา Gmail เคยเสนอแนวคิดที่น่าสนใจชื่อว่า&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;lsquo;กฎ 90/10&amp;rsquo;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ซึ่งหมายถึงการพยายามหาวิธีแก้ปัญหาที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้สัก 90% โดยใช้เวลาและทรัพยากรของเราเพียงแค่ 10% เหตุผลก็คือสินค้าที่แก้ปัญหาได้ 90% แล้วพร้อมให้ลูกค้าใช้เลยวันนี้ยังไงก็มีประโยชน์กว่าสินค้าที่เพอร์เฟกต์ 100% แต่ต้องรอทำอีกตั้ง 3 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นี่คือหัวใจของการทำ &lt;strong&gt;MVP (Minimum Viable Product)&lt;/strong&gt; หรือการทำ Product เวอร์ชันแรกที่มีแค่สิ่งจำเป็น แต่เอาไปใช้งานจริงได้เลย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การทำ MVP ไม่ใช่การตัดฟังก์ชันการใช้งานออกไปแบบมั่ว ๆ แต่คือการ &amp;lsquo;เลือก&amp;rsquo; ทำเฉพาะสิ่งที่จำเป็นที่สุดในการแก้ปัญหาหลักของลูกค้า โดยไม่ผลาญเวลาและทรัพยากรเกินความจำเป็น &lt;strong&gt;เพราะในช่วงแรกของการทำธุรกิจ สิ่งที่เรา &amp;lsquo;ไม่รู้&amp;rsquo; ยังมีมากกว่าสิ่งที่เรา &amp;lsquo;รู้&amp;rsquo;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;การทุ่มเวลาสร้างของชิ้นใหญ่จึงเสี่ยงมากที่จะกลายเป็นการสร้างสิ่งที่ไม่มีใครต้องการ เป้าหมายในจุดนี้จึงไม่ใช่การทำสินค้าให้สวยงามไร้ที่ติ แต่คือการเอาไอเดียที่เราคิดว่าใช่ไปทดสอบกับลูกค้าตัวจริงให้เร็วที่สุด เพื่อดูว่าเรามาถูกทางหรือเปล่า&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ฟังลูกค้าให้เป็นก่อนลงมือสร้าง Product&amp;nbsp;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1786950809_%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%99_800_%2821%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การพูดคุยกับลูกค้าไม่ควรเริ่มทำตอนที่สินค้าสร้างเสร็จแล้วเท่านั้น ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าเราควรเริ่มคุยกับลูกค้า &lt;strong&gt;&amp;lsquo;ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่มีสินค้าเลยด้วยซ้ำ&amp;rsquo;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าการไปคุยกับลูกค้าเราไม่ได้ต้องการไปถามเขาว่า คุณชอบไอเดียนี้ไหม? หรือ ถ้าทำออกมาคุณจะซื้อหรือเปล่า? แต่เป้าหมายจริง ๆ คือเราต้องการรู้ว่า &lt;strong&gt;เขากำลังเผชิญปัญหาอะไรอยู่ ตอนนี้เขาใช้วิธีไหนแก้ปัญหา และปัญหานั้นกวนใจเขาบ่อยแค่ไหน&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;มีหลักคิดหนึ่งจากหนังสือธุรกิจชื่อ The Mom Test ระบุไว้ว่า&lt;strong&gt;&amp;nbsp;อย่าตั้งคำถามที่จูงใจให้อีกฝ่ายตอบเพื่อเอาใจเรา แต่ให้ถามถึงพฤติกรรมที่เขาเคยทำจริง ๆ ในอดีต&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เพราะคนเรามักจะเกรงใจและตอบว่า &amp;lsquo;ถ้ามีสินค้าแบบนี้ก็น่าใช้ดีนะ&amp;rsquo; เพื่อรักษาน้ำใจ แต่พฤติกรรมจริงของเขาอาจจะไม่ยอมควักเงินจ่ายเลยก็ได้ การถามถึงสิ่งที่เขาทำอยู่ในปัจจุบันจึงให้ข้อมูลที่ซื่อตรงมากกว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ซีอีโอของ Airbnb เคยทำเรื่องนี้ในปี 2010 โดยเขาตระเวนไปพักตาม ที่พักบนแพลตฟอร์มตัวเอง ถึง 50 แห่งติดต่อกันหลายเดือน เพื่อพูดคุยและเก็บข้อมูลจากเจ้าของบ้านแบบตัวต่อตัว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;แล้ว Founder อย่างเราล่ะ ควรเริ่มคุยกับใครดี?&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คนใกล้ตัวหรือเพื่อนฝูงอาจจะคุยง่ายก็จริง แต่ข้อเสียคือพวกเขามักจะเกรงใจและไม่กล้าวิจารณ์เราตรง ๆ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;แนะนำให้ลองหา &amp;lsquo;คนนอก&amp;rsquo;&lt;/strong&gt; ผ่านกลุ่มในโซเชียลมีเดีย งานสัมมนา หรือ LinkedIn ส่วนวิธีเข้าหาก็แค่แนะนำตัวสั้น ๆ ว่าเรากำลังศึกษาหรือกำลังทำเรื่องอะไรอยู่ และขอเวลาคุยสัก 20 นาทีก็พอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กฎเหล็กของการพูดคุยคือ &lt;strong&gt;อย่าเพิ่งรีบเล่าไอเดียหรือขายของตัวเองเด็ดขาด&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;เพราะทันทีที่ลูกค้ารู้ว่าเราต้องการจะทำอะไร เขาจะเริ่มปรับคำตอบให้เป็นไปในทิศทางที่คิดว่าเราอยากได้ยิน แทนที่จะเล่าปัญหาจริงๆ ของเขา ให้ลองใช้คำถามเหล่านี้แทน&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ตอนนี้คุณจัดการกับปัญหานี้อย่างไร&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ขั้นตอนไหนที่รู้สึกว่ายุ่งยากหรือน่าเบื่อที่สุด&lt;/li&gt;&lt;li&gt;เจอปัญหานี้บ่อยแค่ไหน&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ปัจจุบันใช้เครื่องมือหรือวิธีไหนในการแก้ปัญหานี้อยู่&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ถ้าเป็นไปได้ลองให้เขาเปิดคอมพิวเตอร์หรือสาธิตวิธีที่เขาทำงานให้ดูด้วยเลย เพราะบางครั้งสิ่งที่คนพูด กับสิ่งที่เขาทำจริง ๆ ก็ไม่เหมือนกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ทำไม Founder ถึงไม่ควรทำตามที่ลูกค้าขอแบบเป๊ะ ๆ ?&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การไปถามตรง ๆ ว่า &amp;lsquo;อยากให้เราเพิ่มฟังก์ชันอะไร&amp;rsquo; มักจะไม่ค่อยได้ประโยชน์เท่าไร เพราะคนที่ควรตัดสินใจว่าจะสร้างอะไรต่อไป คือตัวเราที่เป็นผู้สร้างไม่ใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของลูกค้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ลูกค้ามักจะรู้ตัวว่าตัวเองกำลังเจอกับปัญหาอะไร แต่ไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะรู้วิธีแก้ปัญหา ซึ่งเมื่อเราเก็บข้อมูลปัญหามาได้แล้ว ให้นำมาจัดกลุ่มว่าปัญหาไหนเกิดบ่อยสุด ปัญหาไหนกวนใจที่สุด และเราควรเอาเรื่องไหนมาสร้างเป็น MVP เพื่อทดสอบ อย่าลืมดูด้วยว่าลูกค้าแก้ปัญหานี้อย่างไร และยอมจ่ายเงินเพื่อแก้ปัญหานี้หรือเปล่า เพราะคู่แข่งของเราอาจไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัทที่ทำสินค้าคล้ายกันเสมอไป แต่อาจเป็นแค่วิธีการเดิม ๆ ที่ลูกค้าใช้อยู่หรือคุ้นเคยอยู่แล้วก็ได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และเมื่อเรามี Prototype สินค้าแล้ว แม้จะยังไม่สมบูรณ์ 100% ก็เอาไปให้ลูกค้าลองเล่นก่อนได้เลย ปล่อยให้เขาลองใช้งานดู แล้วคอยสังเกตว่าเขาเข้าใจไหม หรือมีจุดไหนที่ทำให้เขางง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;จะรู้ได้อย่างไรว่าสินค้า Fit in กับตลาดแล้ว&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1786951918_%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%99_800_%2822%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อสินค้าเริ่มมีคนใช้งาน คำถามที่ท้าทายมาก ๆ อีกอย่างคือ &lt;strong&gt;แล้วเมื่อไรที่ธุรกิจพร้อมจะ&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;ขยายสเกลให้ใหญ่ขึ้น ?&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การรีบทุ่มเงินโฆษณาเพื่อหาลูกค้าใหม่ ทั้ง ๆ ที่สินค้ายังไม่โดนใจตลาด หรือที่ภาษาธุรกิจเรียกว่ายังไม่เจอ &lt;strong&gt;Product-Market Fit&lt;/strong&gt; ก็เหมือนกับการตักน้ำใส่ถังที่รั่ว แต่ถ้าสินค้าเจ๋งแล้วแต่ไม่ยอมขยับขยายก็อาจโดนคู่แข่งแย่งตลาดไปได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Sean Ellis ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำธุรกิจ มีวิธีตรวจสอบเรื่องนี้ โดยให้ไปถามลูกค้าที่ใช้งานสินค้าเราจริง ๆ ด้วยคำถามแค่ข้อเดียวว่า &lt;strong&gt;'คุณจะรู้สึกยังไงถ้าพรุ่งนี้ไม่สามารถใช้สินค้าตัวนี้ได้อีกแล้ว?'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คำตอบที่เราต้องการได้ยินคือคำว่า &amp;lsquo;คงจะรู้สึกเสียดายมาก&amp;rsquo; เกณฑ์วัดผลคือ &lt;strong&gt;หากมีลูกค้าที่ตอบว่า &amp;lsquo;เสียดายมาก&amp;rsquo; 40% ขึ้นไป ก็ถือเป็นสัญญาณบวกว่าสินค้าของเราเริ่มเป็น 'ของจำเป็น'&lt;/strong&gt; สำหรับตลาดแล้ว โดยตัวเลขนี้จะน่าเชื่อถือมากขึ้นเมื่อมีคนตอบแบบสอบถามประมาณ 30-100 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ถ้าเป็นธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นและยังมีลูกค้าไม่ถึง 30 คน ก็ไม่จำเป็นต้องรอ เพราะคำตอบจากลูกค้าเพียงไม่กี่คนก็มีประโยชน์มาก โดยเฉพาะการลองดูต่อว่า คนที่บอกว่า &amp;lsquo;เสียดายมาก&amp;rsquo; ชอบอะไรใน Product และอะไรทำให้พวกเขารู้สึกว่าไม่อยากเสีย Product นี้ไป ข้อมูลตรงนี้จะช่วยให้เราปรับวิธีสื่อสารกับลูกค้ากลุ่มนี้ได้ตรงขึ้น แต่อย่างไรก็ตามการเจอ Product ที่ตลาดต้องการไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะโตขึ้นทันที แต่มันคือ &amp;lsquo;รากฐานสำคัญ&amp;rsquo; ที่ทำให้ธุรกิจมีโอกาสเติบโตต่อไปได้ในระยะยาว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หลายบริษัทมักเร่งหายอดผู้ใช้งานให้ได้เยอะที่สุด แต่ถ้าสินค้ายังแก้ปัญหาไม่ได้ ต่อให้ดึงคนมาได้แค่ไหน สุดท้ายเขาก็เลิกใช้อยู่ดีดังนั้นในช่วงแรกเรายังไม่ต้องบ้าคลั่งหาลูกค้าให้เยอะที่สุด แต่ควรโฟกัสไปที่การหา &lt;strong&gt;&amp;lsquo;คนที่ต้องการของสิ่งนี้จริง ๆ&amp;rsquo;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ให้เจอ ต่อให้มีแค่หลักสิบหลักร้อยคน แต่ถ้าพวกเขาใช้ต่อเนื่องและเห็นประโยชน์ มันก็คือจุดเริ่มต้นของฐานลูกค้าชั้นดีที่จะช่วยบอกต่อให้เราเอง&amp;quot;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และเมื่อเราได้ฐานลูกค้ากลุ่มนี้มาแล้ว อีกสิ่งที่เราต้อง &lt;strong&gt;เช็กก็คือความคุ้มค่าของการได้ลูกค้าหนึ่งคน หรือที่เรียกว่า Unit Economics&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;เราต้องคำนวณด้วยว่าต้นทุนที่เราจ่ายไปเพื่อให้ได้ลูกค้ามา 1 คนนั้นมันคุ้มค่ากับรายได้ที่ลูกค้าคนนั้นจะจ่ายให้เราไหม พูดง่าย ๆ คือธุรกิจไม่สามารถอยู่รอดได้ หากเราต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าโฆษณา 100 บาท เพื่อแลกกับลูกค้าที่สร้างรายได้ให้เราแค่ 80 บาท ยิ่งขยายธุรกิจแบบนี้ก็มีแต่จะยิ่งขาดทุนและอาจเจ๊ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;สรุป&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;การสร้างธุรกิจตั้งแต่วันแรกจึงไม่ใช่การพยายามทำสินค้าให้สมบูรณ์แบบที่สุด แต่คือการค่อย ๆ หาคำตอบให้ได้ว่าลูกค้ามีปัญหาอะไร พวกเขาต้องการอะไร และสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาแก้ปัญหาให้เขาได้ดีพอหรือยัง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เริ่มจากกานรีบปล่อยสินค้าออกไปให้เร็ว ลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเองก่อน คุยกับลูกค้าให้มากขึ้น ดูว่าเขาใช้งานและแก้ปัญหากันจริง ๆ อย่างไร แล้วเอาคำติชมที่ได้มาปรับปรุง จากนั้นค่อยหากลุ่มลูกค้าที่มองว่าสินค้าของคุณคือสิ่งขาดไม่ได้ เมื่อเจอลูกค้ากลุ่มนั้นแล้วและตัวเลขรายรับรายจ่ายเริ่มไปด้วยกันได้ดี เมื่อนั้นค่อยคิดเรื่องการขยายธุรกิจ เพราะ&amp;nbsp;&lt;strong&gt;การเติบโตที่ดีไม่ใช่แค่โตให้เร็ว แต่ต้องโตจากกลุ่มลูกค้าที่ต้องการและรักสินค้าของคุณจริง ๆ&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;และเป็นการเติบโตที่สร้างรายได้และทำให้ธุรกิจอยู่ต่อได้ในระยะยาว&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/tech-and-biz/startup-business-pitfalls-product-customer"/>
    <summary type="html">ผู้เริ่มทำธุรกิจจำนวนไม่น้อยมักจะติด ‘กับดัก’ เดียวกัน นั่นคือความเชื่อที่ว่า Product ต้องเสร็จสมบูรณ์แบบ 100% ก่อน ถึงจะปล่อยออกไปให้คนอื่นใช้งานได้</summary>
    <published>2026-08-18T02:50:33+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/ai/beacon-vc-agentic-economy-ai-future</id>
    <title>เข้าสู่ Agentic Economy ยุคที่ซอฟต์แวร์ทำแทนคน 100% คุยกับคุณวรพจน์ Beacon VC ถึงเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ผู้เล่นในตลาดคือ AI</title>
    <updated>2026-08-18T02:30:33+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;ในโลกการเงิน หนึ่งในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยอย่างไม่คาดคิดคือการโดนทุจริตผ่านบัตรเครดิต บัตรเครดิตถูกขโมยไปรูดซื้อของตอนตีสองในอีกฝั่งหนึ่งของโลก โดยปกติแล้ว กว่าที่คุณจะรู้ตัว โทรอายัดบัตรกับคอลเซ็นเตอร์ และได้คุยกับเจ้าหน้าที่ ความเสียหายก็อาจบานปลายไปไกลแล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ในโลกยุคปัจจุบัน AI สามารถประเมินความเสี่ยง ตรวจจับความผิดปกติ ระงับบัตร โทรยืนยันตัวตน และอนุมัติออกบัตรใหม่ส่งตรงเข้าสมาร์ทโฟนให้คุณพร้อมใช้งานต่อได้ทันทีภายในไม่กี่วินาที โดยไม่ต้องรอมนุษย์กดปุ่มหรือมีเจ้าหน้าที่มารับสายแม้แต่คนเดียว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ภาพตัวอย่างนี้คือสะพานเชื่อมไปสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ในโลกการเงินที่เกิดขึ้นจริงแล้ว เพราะเรากำลังก้าวเข้าสู่ Agentic Economy อย่างเต็มตัว ยุคที่ AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือช่วยคิดหรือ Generative AI ที่คอยร่างข้อความอีกต่อไป แต่ขยับบทบาทขึ้นมาเป็นผู้ลงมือทำหรือ Agent ที่พร้อมตัดสินใจ ประเมินความเสี่ยง และจัดการธุรกรรมได้แบบครบวงจรโดยไม่ต้องรอการอนุมัติจากมนุษย์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1787024696_Agentic_Economy_%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A_2.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บทความนี้ Techsauce มีโอกาสได้ร่วมพูดคุยเจาะลึกกับ &lt;strong&gt;คุณวรพจน์ กิ่งแก้วก้านทอง Partner จาก Beacon Venture Capital&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;บริษัทเงินร่วมลงทุนภายใต้ธนาคารกสิกรไทย ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพทั้งในและต่างประเทศ ถึงคำถามสำคัญที่หลายองค์กรยังหาคำตอบไม่ได้อย่าง&amp;hellip;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;&amp;ldquo;หาก AI กำลังจะกลายเป็นแรงงานหลักที่ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง แล้วอะไรคือสิ่งจำเป็นที่ต้องมีก่อน และโลกพร้อมจริงหรือยังที่จะให้ AI ตัดสินใจแทนคน&amp;rdquo;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;Agentic Economy คืออะไร&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ก่อนจะไปเริ่ม เราต้องเข้าใจก่อนว่า Agentic Economy คืออะไร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คำว่า &lt;a href="https://agentichistory.org/terminology.html"&gt;Agentic&lt;/a&gt; มีพื้นฐานมาจากคำว่า Agent ที่แปลว่าผู้กระทำ แต่ Agentic ไม่ได้แปลว่าแค่ทำงานได้ มันหมายถึงการมีเจตจำนงในการกระทำ สามารถคิด ตัดสินใจ และวางแผนเองได้โดยไม่ต้องรอสั่งทีละขั้นตอน คุณแค่บอกเป้าหมาย ส่วนที่เหลือมันจะไปวางแผน เลือกร้าน จ่ายเงิน แล้วกลับมารายงานผลตอนจบ และหากเรียงลำดับชั้นให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ขั้นแรก = AI Agent ทำงานเฉพาะทางให้จบในกรอบแคบๆ เช่น จองตั๋ว หรือตอบแชท&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ขั้นต่อมา = Agentic AI คุมหลาย Agent พร้อมกัน วางแผนและปรับตัวตามสถานการณ์เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายใหญ่&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ขั้นสุดท้าย = Autonomous AI ขั้นสุดที่ตั้งเป้าหมายเองได้โดยแทบไม่ต้องมีมนุษย์คอยกำกับ&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1787024776_Agentic_Economy_1.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และคำว่า Agentic Economy ก็คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ Agentic AI หลุดออกจากการเป็นเพียงเครื่องมือช่วยงานภายในองค์กรเดียว แล้วกลายเป็นผู้เล่นอิสระที่มีตัวตนของตัวเองในตลาด สามารถตัดสินใจ เจรจา และทำธุรกรรมข้ามพรมแดนองค์กรได้โดยไม่ต้องมีมนุษย์คอยกำกับทุกขั้นตอน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ซึ่งสิ่งที่ทำให้ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่า&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;lsquo;เศรษฐกิจ&amp;rsquo;&lt;/strong&gt; ก็เพราะ Agent ไม่ได้ทำงานอยู่ในลูปเดียวอีกต่อไป แต่เริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับ Agent อีกฝ่ายโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นฝั่งผู้บริโภคที่ Agent ตัดสินใจแทนคนในชีวิตประจำวัน หรือฝั่งธุรกิจที่ Agent ขององค์กรหนึ่งคุยงานกับ Agent ขององค์กรอื่นได้เองในระดับ B2B&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;พูดให้ง่ายที่สุด ทุกครั้งที่ Agent สองตัวเจอกันแล้วเกิดการแลกเปลี่ยนคุณค่าบางอย่างขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นสินค้า บริการ หรือข้อมูล นั่นคือหน่วยที่เล็กที่สุดของ Agentic Economy และเมื่อการแลกเปลี่ยนเล็ก ๆ แบบนี้เกิดขึ้นพร้อมกันนับล้านครั้งทั่วโลกทั้งฝั่งผู้บริโภคและฝั่งธุรกิจ มันจึงกลายเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ผู้เล่นหลักไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;แล้วต่างจาก Automation อย่างไร?&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่ทำให้ Agentic Economy ต่างจากการทำ Automation แบบเดิมคือมิติเรื่องความเร็วและขนาด ตลาดที่มนุษย์เป็นผู้ตัดสินใจต้องอาศัยเวลา การนัดหมาย และหลายขั้นตอนกว่าจะปิดดีลแต่ละครั้ง แต่เมื่อ Agent กลายเป็นผู้เล่นหลัก การเจรจาและปิดดีลเกิดขึ้นได้ตลอด 24 ชั่วโมงในหลักวินาที และเกิดขึ้นพร้อมกันได้นับล้านคู่สนทนาโดยไม่ถูกจำกัดด้วยเวลาแรงงานมนุษย์อีกต่อไป Automation แบบเดิมแค่ทำให้งานเดิมเร็วขึ้นแต่ยังต้องรอคนกดปุ่มอยู่ดี ส่วน Agentic Economy คือจุดที่ปุ่มนั้นถูกส่งต่อให้ Agent กดแทนคนอย่างสมบูรณ์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นี่คือเหตุผลที่คำว่า Agentic Economy ไม่ใช่เรื่องเกินจริง เพราะ Agent กำลังกลายเป็น Entity ใหม่ที่มีกระเป๋าเงินเป็นของตัวเอง เจรจาเองได้ และทำให้สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการ Data Center หรือแม้แต่ภาครัฐ ต้องเร่งเตรียมโครงสร้างพื้นฐานไว้รองรับ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;อะไรคือพื้นฐานจำเป็นที่ต้องมี สำหรับ Agentic Economy และโลกพร้อมหรือยัง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;อะไรคือพื้นฐานจำเป็นที่ต้องมี สำหรับ Agentic Economy และโลกพร้อมหรือยัง คุณวรพจน์มองว่าก่อนจะไปถึงจุดที่ Agentic Economy เกิดขึ้นได้เต็มรูปแบบ ต้องมีรากฐานที่พร้อมอย่างน้อย 3 อย่าง คือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;em&gt;พลังงานที่เพียงพอให้ AI ประมวลผลได้จริง&amp;nbsp;&lt;br /&gt;อุตสาหกรรมที่มี use case ที่พิสูจน์แล้วว่าใช้งานได้จริงและคุ้มค่าลงทุน&lt;br /&gt;และโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะสำหรับ Agentic AI ที่วันนี้ยังต้องสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมด&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;h3&gt;เจาะลึกสนามแรก: พลังงานคือสิ่งที่ AI ต้องมีก่อนจะฉลาด&lt;/h3&gt;&lt;p&gt;ก่อนจะไปถึงเรื่องความฉลาดของ AI คุณวรพจน์ ชวนย้อนกลับมามองคำถามเชิงโครงสร้างพื้นฐานที่เรียบง่ายแต่สำคัญมาก นั่นคือ &lt;strong&gt;&lt;em&gt;&amp;quot;แล้วเรามีไฟฟ้าพอให้มันทำงานจริงหรือเปล่า&amp;quot;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณวรพจน์ เปิดเผยว่า ในความเป็นจริง ความต้องการพลังงานของ Data Center ทั่วโลกกำลังจะพุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัวภายในปี 2030 และสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตัวเลขนี้อาจพุ่งสูงถึง 4 เท่า &lt;strong&gt;เหตุผลสำคัญมาจากการที่ต้นทุนการสร้างและรัน Data Center ในบ้านเราถูกกว่าฝั่งประเทศพัฒนาแล้วถึง 20%&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นั่นทำให้ไทยและมาเลเซียกลายเป็นเป้าหมายหลักของภูมิภาค สะท้อนจากยอดอนุมัติลงทุน Data Center ของ &lt;a href="https://www.boi.go.th/index.php?page=press_releases_detail&amp;amp;topic_id=139122&amp;amp;_module=news&amp;amp;from_page=press_releases2"&gt;BOI&lt;/a&gt; ในปี 2025 ที่สูงเกิน 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และดึงดูดบิ๊กเทคอย่าง Google, Microsoft, TikTok รวมถึง AWS เข้ามาตั้งฐานอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ยิ่งขยายตัวเร็ว โครงสร้างพื้นฐานเดิมยิ่งรับไม่ไหว Data Center ยุคใหม่ที่รองรับ AI ดึงกำลังไฟมากกว่ารุ่นเดิมถึง 4 เท่า และสามารถเกิดแรงแกว่งของกำลังไฟจาก 50 MW พุ่งไปสู่ 100 MW ได้ภายในไม่กี่วินาที ซึ่งเกินกว่าที่สายส่งไฟฟ้าปกติจะรับมือได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณวรพจน์ ชี้ว่านี่ไม่ใช่ปัญหาระดับองค์กร แต่กระทบถึงเสถียรภาพไฟฟ้าของประชาชนทุกคน ยิ่งผนวกกับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ อย่างเหตุการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซที่กระทบการนำเข้า LNG (Liquefied Natural Gas หรือก๊าซธรรมชาติเหลว ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับโรงไฟฟ้า) ของไทยจนดันค่าไฟพุ่งสูง การหาแหล่งพลังงานสำรองที่ไม่ผูกติดกับความผันผวนของโลกจึงกลายเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในมุมของนักลงทุน คุณวรพจน์ บอกว่า Beacon VC กำลังจับตา 3 กลุ่มเทคโนโลยีที่จะเข้ามาแก้ปัญหานี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;เริ่มตั้งแต่ Next-Gen Chip Efficiency&lt;/strong&gt; ที่พัฒนาฮาร์ดแวร์และอัลกอริทึมให้กินไฟน้อยลงต่อการประมวลผล&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;ถัดมาคือ Advanced Cooling&lt;/strong&gt; หรือเทคโนโลยีทำความเย็นขั้นสูงอย่าง Direct-to-Chip Cooling ซึ่งลดพลังงานในระบบทำความเย็นได้ถึง 40% จากเดิมที่ระบบทำความเย็นกินต้นทุนดำเนินงานไปมากถึง 30-40%&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;สุดท้ายคือ Integration and Optimization Software&lt;/strong&gt; ซอฟต์แวร์กลุ่ม Digital Twin หรือ AI Agent ที่เข้ามาช่วยปรับระบบทำความเย็นให้อัตโนมัติแบบเรียลไทม์ ดังเช่นที่สตาร์ทอัพอย่าง Phaidra และ NexDCCool กำลังเร่งทำอยู่ในปัจจุบัน หรือระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะ ที่ช่วยให้ผู้ผลิตไฟฟ้าและ Data Center สามารถเข้าถึงพลังงานที่เหลือในระบบได้ (Access to Idle Capacity)&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;h3&gt;เจาะลึกสนามที่สอง: Use Case การใช้ประโยชน์ Agentic AI และสร้างผลกำไรได้จริง&lt;/h3&gt;&lt;p&gt;หากธุรกิจพลังงานคือการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลัง สถาบันการเงิน ก็คือสนามที่คุณวรพจน์มองว่าจะเห็นผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ชัดเจนและคุ้มค่าที่สุดในตอนนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สาเหตุที่ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมนี้ เพราะ Agentic AI สามารถเข้ามาแก้โจทย์ใหญ่พร้อมกันใน 3 มิติหลัก ได้แก่ &lt;strong&gt;&lt;em&gt;การเพิ่ม Productivity ในระบบปฏิบัติการ, การลดความเสี่ยงและการทุจริต และการขยายสเกลเพื่อสร้าง Revenue Growth&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt; โดยก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมที่ต้องรอประมวลผลทีละขั้นตอนตามลำดับ เปลี่ยนมาเป็นการประมวลผล อนุมัติ และตัดสินใจแบบขนานกันได้ทันที&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เพราะแต่เดิม กระบวนการทำงานของสถาบันการเงินมักเป็นแบบส่งต่อตามลำดับ เช่น ตรวจเอกสาร ประเมินความเสี่ยง อนุมัติ แล้วค่อยดำเนินการ ทำให้การขยายฐานลูกค้า การอนุมัติสินเชื่อ หรือการเฝ้าระวังทุจริตทำได้ไม่รวดเร็วทันใจ แต่การมาของ Agentic AI คือการปลดล็อกข้อจำกัดนี้ด้วยการประมวลผล ตัดสินใจ และดำเนินงานหลายขั้นตอนขนานกันได้แบบอัตโนมัติภายในหลักวินาที ช่วยลดภาระงานรูทีน ป้องกันความผิดพลาด และเร่งความเร็วในการให้บริการอย่างเห็นได้ชัด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัจจุบัน Agentic AI เข้ามาสร้างผลกระทบเชิงบวกในสถาบันการเงินผ่าน 3 ด้านหลัก&lt;/p&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;ด้านการป้องกันทุจริตและการชำระเงิน:&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ช่วยสแกนและตัดสินใจตรวจจับความผิดปกติในระดับมหาศาลเพื่อลดความเสียหายทางการเงิน ตัวอย่างเช่น Commonwealth Bank of Australia ใช้ Agentic AI ตรวจสอบธุรกรรมสูงถึง 80 ล้านรายการต่อวัน ช่วยลดมูลค่าความสูญเสียจากการทุจริตได้มากกว่า 20% ในครึ่งแรกของปี 2026&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการสินเชื่อ:&lt;/strong&gt; ร่นระยะเวลาการพิจารณาและอนุมัติลงหลายเท่าตัว โดย TD Bank นำ AI มาช่วยสรุปและรวบรวมข้อมูลประกอบการอนุมัติสินเชื่อบ้าน ทำให้ระยะเวลาการทำงานลดลงจากเดิม 15 ชั่วโมง เหลือไม่ถึง 3 นาที ช่วยเพิ่มปริมาณการอนุมัติสินเชื่อต่อวันได้มากขึ้น&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;ด้านการสร้าง Revenue Growth และการบริหารความมั่งคั่ง:&lt;/strong&gt; ปรับพอร์ตการลงทุนและแนะนำบริการให้ตรงใจลูกค้ารายบุคคลในสเกลใหญ่ ตัวอย่างเช่น Morgan Stanley เปิดแพลตฟอร์มบริหารความมั่งคั่งที่ให้ AI Agent เข้าถึงข้อมูลบัญชีลูกค้าผ่าน Model Context Protocol ส่งผลให้ธุรกิจ Wealth Management ทำรายได้ทุบสถิติ 8.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในไตรมาสแรกของปี 2026&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;p&gt;คุณวรพจน์ เผยว่า &lt;strong&gt;นี่คือมาตรฐานบริการใหม่ที่ลูกค้ายุคปัจจุบันเริ่มคาดหวังจากสถาบันการเงินไปแล้ว&lt;/strong&gt; และตัวอย่างที่ยกมาทั้งหมดนี้ คือหลักฐานว่าภาคการเงินเริ่มมี use case ของ Agentic AI ที่ใช้งานได้จริงและคุ้มค่าลงทุนแล้ว ไม่ใช่แค่แนวคิดในทางทฤษฎีอีกต่อไป แต่สิ่งที่ยังขาดอยู่คือรากฐานอีกด้านหนึ่ง นั่นคือโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะสำหรับ Agentic AI ที่จะทำให้ตัวอย่างเหล่านี้ขยายสเกลได้อย่างปลอดภัยและกว้างขึ้นไปกว่านี้&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เจาะลึกสนามสุดท้าย: โครงสร้างพื้นฐานที่ยังขาดหายไป&lt;/h2&gt;&lt;p dir="ltr" style="line-height: 1.3800000000000001; margin-top: 0pt; margin-bottom: 0pt;"&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1787025127_Agentic_Economy_3.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ถึงอย่างนั้น คุณวรพจน์ ก็ได้ให้มุมมองเตือนสติไว้อย่างน่าสนใจว่า ก่อนที่องค์กรจะปล่อยให้ AI Agent เหล่านี้ออกไปทำธุรกรรมทางการเงินได้อย่างอิสระจริง ๆ สถาบันการเงินยังจำเป็นต้องปิด 4 ช่องว่างสำคัญเชิงระบบให้ได้เสียก่อน ได้แก่&lt;/p&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;Agent Identity &amp;amp; Authorization (Know Your Agent):&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ต้องมีระบบยืนยันตัวตนและขอบเขตอำนาจของ AI Agent ให้ชัดเจน ไม่ต่างจากระบบตรวจสอบตัวตนของมนุษย์ เพื่อให้ธนาคารแยกแยะได้ว่า Agent ที่กำลังสั่งทำธุรกรรมนั้นเป็นตัวจริงที่ได้รับอนุญาต หรือเป็น Agent ปลอมที่ถูกแฮ็กมา&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;Policy Orchestration &amp;amp; Asset Control:&lt;/strong&gt; ต้องมีระบบเบรกความเสียหายที่ทำงานได้แบบเรียลไทม์ เพราะเมื่อ AI สามารถเข้าถึงเงินและสั่งโอนเงินได้เอง องค์กรต้องมีกลไกกดหยุดธุรกรรมที่ผิดปกติได้ทันที ก่อนที่ความเสียหายจะเกิดขึ้น ไม่ใช่การตามไปตรวจสอบย้อนหลังแบบเดิม&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;Interoperable, Machine-Speed Infrastructure:&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินต้องปรับความเร็วให้ทัน AI เนื่องจากระบบชำระเงินเดิมอย่าง ACH หรือ SWIFT ทำงานเป็นรอบเวลา (Batch Processing) ซึ่งช้าเกินไปสำหรับ AI ที่ตัดสินใจและสั่งการในระดับมิลลิวินาที&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;Liability &amp;amp; Audit Trail:&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ต้องมีความชัดเจนเรื่องผู้รับผิดชอบเมื่อ AI ทำงานผิดพลาด เพราะหากอุตสาหกรรมการเงินยังหาคำตอบไม่ได้ว่าใครต้องรับผิดชอบ ความเสี่ยงนี้ก็จะเป็นปราการสำคัญที่ทำให้สถาบันการเงินไม่กล้าปล่อยให้ AI ทำธุรกรรมที่มีมูลค่าสูง&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1787027616_Agentic_Economy_%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A_6.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในมุมของนักลงทุน คุณวรพจน์ มองว่าช่องว่างเหล่านี้แหละคือโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ในภาคการเงิน ที่ Beacon VC กำลังจับตามอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เรื่องแรกคือ &lt;strong&gt;Real-Time Liquidity &amp;amp; Programmable Rails&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;หรือการเชื่อมธนาคารดั้งเดิมเข้ากับสภาพคล่องแบบ Tokenized และ Stablecoin ระดับองค์กร ทำให้่การซื้อขายสินทรัพย์ในรูปแบบต่างๆเกิดขึ้นได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น ผ่านการวางแผนโดยมนุษย์และลงมือทำโดย Agent ซึ่งคาดกันว่าสินทรัพย์ Tokenized โดยรวมอาจแตะ 16 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2030&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ถัดมาคือ &lt;strong&gt;Agentic Security &amp;amp; Verification&lt;/strong&gt; ซึ่งคือเทคโนโลยีตรวจสอบความปลอดภัยของการตัดสินใจของ Agent ก่อนจะกระทบบัญชีจริงของธนาคาร เพื่อรับมือกับมูลค่าความสูญเสียจากการทุจริตทั่วโลกที่สูงถึง 579,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2025&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เรื่องที่สามคือ &lt;strong&gt;Agentic RegTech Stack&lt;/strong&gt; ระบบยืนยันตัวตนและการตรวจสอบการทำงานของ Agent โดยคาดว่าตลาด AI ด้าน RegTech จะเติบโตจาก 2,570 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2025 พุ่งสูงถึง 12,330 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2030&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และพื้นที่สุดท้ายคือ &lt;strong&gt;Autonomous FinOps Middleware&lt;/strong&gt; ตัวกลางที่เชื่อมโยง LLM สมัยใหม่เข้ากับระบบ Core Banking เดิม ช่วยให้สถาบันการเงินยกระดับระบบได้โดยไม่ต้องรื้อโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดใหม่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นวัตกรรมเหล่านี้กำลังขับเคลื่อนภาคการเงินมุ่งสู่แนวคิดที่คุณวรพจน์เรียกว่า Glass-Box Finance หรือระบบการเงินที่โปร่งใส ตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์ และอธิบายเหตุผลเบื้องหลังทุกการตัดสินใจของ AI ได้อย่างชัดเจน แทนที่ระบบ Black-Box แบบเดิม และ แรงกดดันในสนามแข่งจะยิ่งบีบให้ทุกองค์กรต้องเร่งปรับตัวไปสู่ระบบอัตโนมัติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่ง &lt;strong&gt;Beacon VC เชื่อมั่นว่าฟินเทคที่จะเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมในทศวรรษหน้า กำลังถูกสร้างขึ้นอยู่ใน ณ ขณะนี้&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;แล้วองค์กรจะอยู่ตรงไหนใน Agentic Economy?&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;คุณวรพจน์ ปิดท้ายบทสนทนากับ Techsauce ด้วยการชวนให้ทุกองค์กรกลับมาตั้งคำถามกับตัวเอง เพราะคลื่นความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้บีบให้เราแค่เปลี่ยนวิธีทำงาน แต่กำลังบังคับให้ทุกองค์กรย้อนกลับมาทบทวนว่า เป้าหมายที่แท้จริงคืออะไร บริบทการแข่งขันเปลี่ยนไปอย่างไร และเรามีโครงสร้างข้อมูล บุคลากร ตลอดจนระบบควบคุมภายในที่พร้อมสำหรับก้าวต่อไปแล้วหรือยัง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1787025375_Agentic_Economy_%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A_4.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;em&gt;&amp;quot;การมาถึงของ AI ไม่ได้เพียงทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวแค่ในรูปแบบการทำงาน แต่เป็นแรงกดดันที่บังคับให้ภาคธุรกิจกลับมาย้อนสำรวจเป้าหมายธุรกิจและสภาพตลาดที่ตนแข่งขันอยู่ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล ศักยภาพของทรัพยากรบุคคล และความสามารถการควบคุมภายในที่ดี บริษัทที่จะสำเร็จในยุคเปลี่ยนผ่านไปยัง Agentic Economy ไม่ใช่บริษัทที่มีงบประมาณการลงทุนด้าน AI ที่สูงที่สุด แต่เป็นบริษัทที่มองเห็นชัดว่าองค์กรตนจะไปมีบทบาทอะไรใน Agentic Economy นี้ และเตรียมพร้อมทรัพยากรทั้งภายในและพันธมิตรธุรกิจให้ขับเคลื่อนองค์กรเพื่อบรรลุบทบาทนั้นก่อนคู่แข่งอย่างถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี&amp;quot;&lt;/em&gt; คุณวรพจน์ กล่าว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณวรพจน์ เน้นย้ำว่า ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน หรือการปรับโครงสร้างเทคโนโลยีเฉพาะอุตสาหกรรมอย่างภาคการเงิน ทั้งหมดเป็นเพียงตัวอย่างของรากฐานสำคัญที่ Beacon VC มองว่าเป็นเงื่อนไขจำเป็นก่อนที่ Agentic Economy จะเติบโตได้อย่างเต็มรูปแบบ แม้แต่ละด้านจะมีบทบาทแตกต่างกัน แต่ล้วนมีแก่นเดียวกันคือการสร้างระบบที่ AI Agent สามารถทำงานและตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และยั่งยืน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ คุณวรพจน์ และทีม Beacon VC พร้อมเดินหน้าติดตามและสนับสนุนการลงทุนในสตาร์ทอัพที่กำลังวางรากฐานเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบ Agentic Economy ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนทั้งในประเทศไทยและระดับภูมิภาค&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คำถามสำคัญที่คุณวรพจน์ทิ้งไว้ให้คิดต่อจึงไม่ใช่เรื่อง AI ทำอะไรได้บ้าง แต่คือ &lt;strong&gt;องค์กรของคุณพร้อมที่จะเข้ามาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมวางรากฐาน และคว้าโอกาสใหม่ ๆ ใน Agentic Economy นี้แล้วหรือยัง&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;em&gt;หากคุณกำลังมองหาโอกาสร่วมสร้างรากฐานในยุค Agentic Economy หรืออยากแลกเปลี่ยนมุมมองกับนักลงทุนโดยตรง สามารถมาพบและพูดคุยกับทีมงาน Beacon VC ได้ที่ Meet the VC ในงาน Techsauce Global Summit 2026&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;บทความนี้เป็น Advertorial&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/ai/beacon-vc-agentic-economy-ai-future"/>
    <summary type="html">เมื่อ AI ขยับจากผู้ช่วยสู่ผู้ลงมือทำ Techsauce คุยกับ Beacon VC ถอดรหัส Agentic Economy และรากฐานสำคัญที่ทุกองค์กรต้องมี</summary>
    <published>2026-08-18T02:30:33+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/news/chantanon-wannakhechorn-new-energy-permanent-secretary</id>
    <title>ครม. ไฟเขียว ตั้ง ‘ฉันทานนท์ วรรณเขจร’ ขึ้นเป็นปลัดพลังงานคนใหม่</title>
    <updated>2026-08-18T00:10:11+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1787040512_%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%99_800_%2824%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแต่งตั้ง นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การแต่งตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม อาจถูกโยกมารับตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงาน แต่การแต่งตั้งยังไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากติดขั้นตอนบางประการ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ล่าสุดจึงมีการเสนอชื่อฉันทานนท์เข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานแทน ขณะที่ตำแหน่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมยังไม่มีการแต่งตั้ง โดยจะรอให้นายกรัฐมนตรีเดินทางกลับจากต่างประเทศก่อน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เปิดประวัติ &amp;lsquo;ฉันทานนท์ วรรณเขจร&amp;rsquo;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ฉันทานนท์ วรรณเขจร ปัจจุบันอายุ 55 ปี และมีประสบการณ์ทำงานในหน่วยงานภาครัฐหลายตำแหน่ง โดยเส้นทางการทำงานครอบคลุมทั้งด้านการเกษตร การบริหารราชการ และรัฐวิสาหกิจ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตำแหน่งสำคัญที่ผ่านมา ได้แก่&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการเกษตร) ประจำกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น&lt;/li&gt;&lt;li&gt;รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ประธานกรรมการการประปานครหลวง (กปน.)&lt;/li&gt;&lt;li&gt;เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;จากเส้นทางการทำงานดังกล่าว ฉันทานนท์จะเข้ามารับตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในตำแหน่งสำคัญในการกำหนดและขับเคลื่อนนโยบายด้านพลังงานของประเทศ&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/news/chantanon-wannakhechorn-new-energy-permanent-secretary"/>
    <summary type="html">ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแต่งตั้ง นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569</summary>
    <published>2026-08-18T00:10:11+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/ai/amazon-old-books-ai-training-human-writing-style</id>
    <title>เบื้องหลัง Amazon กว้านซื้อ ‘หนังสือเก่า’ ป้อนข้อมูลเทรน AI เรียนรู้สไตล์งานเขียนมนุษย์</title>
    <updated>2026-08-17T23:44:32+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img alt=" Amazon กว้านซื้อ ‘หนังสือเก่า’ ป้อนข้อมูลเทรน AI เ" class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1787038388_%E0%B8%9A%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87_Amazon_%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD_%E2%80%98%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%B2%E2%80%99__%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%99_AI.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;Amazon บริษัทที่แจ้งเกิดจากการเป็นร้านขายหนังสือ วันนี้กำลังกลับมากว้านซื้อหนังสืออีกครั้ง แต่คราวนี้หนังสือบางเล่มไม่ได้ถูกซื้อมาเพื่อให้คนอ่าน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;รายงานจากสำนักข่าว 404 Media ระบุว่า Amazon กำลังตระเวนกว้านซื้อหนังสือเก่าจำนวนมาก เพื่อนำเนื้อหาไปใช้เทรน AI โดยทีมข่าวได้ทดลองซ่อนอุปกรณ์ติดตามไว้ในหนังสือเล่มหนึ่ง และพบว่าปลายทางของมันถูกส่งไปยังโรงงานของ Amazon ในลาสเวกัสที่ใช้ชื่อว่า VGT3 โดยทาง Amazon ออกมาชี้แจงว่าบริษัทซื้อหนังสือผ่านช่องทางปกติทั่วไป เพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือหนังสือที่ถูกซื้อไปไม่ได้มีแค่หนังสือธรรมดาทั่วไป แต่ยังรวมถึงหนังสือเก่า ๆ ที่หายาก หนังสือที่ไม่มีการตีพิมพ์แล้ว หรือแทบจะหาอ่านบนอินเทอร์เน็ตไม่ได้ สิ่งที่พวกเขาดึงไปใช้ไม่ได้มีแค่ก้อนความรู้หรือข้อเท็จจริงต่าง ๆ แต่รวมถึง 'สไตล์การใช้ภาษา' เพื่อเอาไปสอนให้ AI รู้จักวิธีร้อยเรียงประโยคและสื่อสารออกมาให้มีความเป็นมนุษย์มากที่สุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การเทรนโมเดลภาษาอย่าง LLM ต้องใช้ข้อมูลมหาศาล ซึ่งที่ผ่านมาบริษัท AI ก็ดึงข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตไปใช้กันเยอะมาก ๆ จนปัญหาที่ตามมาคือพอคนเริ่มใช้ AI สร้างคอนเทนต์ ข้อมูลบนเน็ตก็เต็มไปด้วยสิ่งที่ AI เขียนขึ้นมาเอง บริษัทเทคฯ จึงต้องเร่งหาแหล่งข้อมูลใหม่ที่มีคุณภาพและการันตีได้ว่าเป็นผลงานจากปลายปากกามนุษย์จริง ๆ จุดนี้จึงทำให้หนังสือเก่า ๆ กลายเป็นขุมทรัพย์ชิ้นใหม่ที่บริษัท AI กำลังต้องการอย่างหนัก&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ทำไมหนังสือเก่า ๆ ถึงมีค่ากับ AI&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เหตุผลคือพวกเขาต้องการ &amp;lsquo;ข้อมูลบริสุทธิ์&amp;rsquo; ที่มนุษย์เขียนขึ้นมา โดยเฉพาะงานเขียนที่ตีพิมพ์ก่อนปี 2022 ซึ่งมันสามารถการันตีได้เลยว่าไม่ได้ถูกเขียนขึ้นด้วย AI แน่นอน หนังสือพวกนี้จึงกลายเป็นแหล่งข้อมูลชั้นดี เพราะมันเกิดขึ้นก่อนยุคที่ AI จะเข้ามาสร้างคอนเทนต์กันเกลื่อนแบบทุกวันนี้ การให้ AI ได้ซึมซับภาษาจากงานเขียนยุคก่อนจึงเป็นทางออกที่จะช่วยให้มันเรียนรู้วิธีการใช้คำที่มีมิติและเป็นธรรมชาติมากกว่าการไปจำแพทเทิร์นภาษาหุ่นยนต์ของ AI ด้วยกันเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หากบริษัทนำข้อความที่ AI เขียนไปป้อนให้ระบบเรียนรู้ซ้ำ ๆ จะทำให้เกิดปัญหาที่เรียกว่า 'Model Collapse' หรือภาวะที่คุณภาพของโมเดลถดถอยลง ถ้าให้สรุปแบบเข้าใจง่ายคือตอนนี้บริษัท AI ไม่ได้ต้องการแค่ข้อมูลปริมาณเยอะ ๆ แต่ต้องการข้อมูลที่เป็นฝีมือมนุษย์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์และต้องไม่ใช่งานที่ถูก AI เขียนซ้ำขึ้นมา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;พอมองแบบนี้ก็แอบย้อนแย้งอยู่เหมือนกัน เพราะ Amazon เริ่มต้นจากการเป็นร้านขายหนังสือ ก่อนเติบโตจนกลายเป็นยักษ์ใหญ่ระดับโลก แต่วันนี้ Amazon กลับมากว้านซื้อหนังสืออีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้ไม่ได้ซื้อมาเพื่อขายหรืออ่าน แต่เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำหรับพัฒนา AI&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หนังสือที่เคยมีค่าในฐานะของสะสม ตอนนี้มันกลับมีมูลค่าอีกรูปแบบในยุค AI เพราะเนื้อหาที่อยู่ข้างในคือคลังข้อมูลที่บริษัทเหล่านี้กำลังตามหา และเรื่องนี้ทำให้เห็นอีกด้านของการแข่งขันในวงการ AI เพราะเมื่อข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตถูกนำไปใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ บริษัท AI ก็ต้องหาข้อมูลจากแหล่งอื่นเพิ่มและหนึ่งในนั้นก็คือหนังสือเก่า ๆ ที่เริ่มหายากแล้วในปัจจุบัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a class="fr-strong" href="https://techcrunch.com/2026/08/17/amazon-once-an-online-bookseller-is-destroying-rare-books-to-train-ai-models/?utm_medium=organic_social&amp;amp;utm_source=TWITTER" target="_blank"&gt;techcrunch&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/ai/amazon-old-books-ai-training-human-writing-style"/>
    <summary type="html">Amazon บริษัทที่แจ้งเกิดจากการเป็นร้านขายหนังสือ วันนี้กำลังกลับมากว้านซื้อหนังสืออีกครั้ง แต่คราวนี้หนังสือบางเล่มไม่ได้ถูกซื้อมาเพื่อให้คนอ่าน</summary>
    <published>2026-08-17T23:44:32+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/news/reddit-tests-tiktok-style-audio-video-features</id>
    <title>Reddit เตรียมตามรอย TikTok เปลี่ยนกระทู้เป็น ‘คลิปสั้น-เสียงบรรยาย’ ซุ่มทดสอบฟีเจอร์นี้แล้ว</title>
    <updated>2026-08-17T19:01:33+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;สายเสพคอนเทนต์เตรียมตัวให้พร้อม เมื่อแพลตฟอร์มเว็บบอร์ดระดับโลกอย่าง Reddit กำลังซุ่มทดสอบฟีเจอร์ใหม่ที่อาจเปลี่ยนโฉมหน้าตัวเองจากเว็บบอร์ดเน้นอ่าน ไปสู่การเป็นแพลตฟอร์มวิดีโอและเสียง สไตล์เดียวกับ TikTok เพื่อดึงดูดผู้ใช้งานยุคใหม่ที่ชอบเสพคอนเทนต์แบบไม่ต้องอ่านเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Reddit ได้เริ่มทดสอบฟีเจอร์ใหม่ที่เรียกว่า &lt;strong&gt;&lt;em&gt;&amp;ldquo;Video Reddit&amp;rdquo;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt; กับผู้ใช้งานบางกลุ่มบนระบบ iOS และ Android โดยมีจุดเด่นหลัก ๆ ดังนี้&lt;/p&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;เปลี่ยนกระทู้ยอดฮิตให้กลายเป็นเนื้อหาเสียง (Audio) ให้ผู้ใช้เปิดฟังระหว่างออกกำลังกาย เดินเล่น หรือทำธุระ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;แปลงกระทู้ข้อความยาว ๆ ให้กลายเป็นวิดีโอพร้อมเสียงบรรยาย (Text-to-Speech) หรือภาพประกอบ&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1787022001_Reddit_tiktok_3.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;Steve Huffman ซีอีโอของ Reddit&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ได้เปิดเผยทิศทางนี้ตั้งแต่ช่วงแถลงผลประกอบการว่า ปัจจุบันเกิดพฤติกรรมฟัง Reddit บนแพลตฟอร์มคู่แข่งอย่าง TikTok และ Meta Reels ที่ครีเอเตอร์มักจะแคปข้อความจาก Reddit ไปใส่วิดีโอเล่นเกมหรือคลิปทำอาหาร แล้วใช้ AI อ่านให้ฟังจนกลายเป็นไวรัล Reddit จึงเห็นโอกาสที่จะดึง Traffic และพฤติกรรมเหล่านี้กลับมาทำเองบนแพลตฟอร์มของตัวเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โดยทาง Reddit ยืนยันกับ TechCrunch ว่า ฟีเจอร์นี้เป็นเพียงทางเลือกเสริม (มีปุ่มให้เลือกระหว่าง Read หรือ Play) โดยโพสต์แบบข้อความเดิมและคอมเมนต์จะยังคงอยู่ ไม่ได้ถูกตัดออกแต่อย่างใด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในช่วงแรกจะทดสอบเฉพาะคอนเทนต์ภาษาอังกฤษ เพื่อศึกษาพฤติกรรมและเก็บ Feedback ก่อนพัฒนาต่อยอด ซึ่งก่อนหน้านี้ Reddit เคยทดลองทำฟีดวิดีโอแนวตั้ง และล่าสุดได้เปิดให้ลงวิดีโอในช่องคอมเมนต์ ซึ่งปัจจุบันสร้างตัวเลขคอนเทนต์วิดีโอไปแล้วกว่า 10% ของแพลตฟอร์ม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การเคลื่อนไหวของ Reddit ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าในยุคที่ TikTok ครองเมืองและเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคให้ชอบการเสพคอนเทนต์แบบ Visual &amp;amp; Audio การที่ Reddit พยายามสร้าง Ecosystem ของตัวเองขึ้นมาท้าชน ก็เพื่อป้องกันไม่ให้แพลตฟอร์มอื่นนำ Asset ที่มีค่าที่สุดอย่างข้อความและเรื่องเล่าจากผู้ใช้ไปสร้างรายได้และยอดวิวบนแพลตฟอร์มภายนอกนั่นเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a href="https://techcrunch.com/2026/08/17/reddit-begins-testing-a-new-audio-and-video-experience-similar-to-popular-tiktok-videos/?utm_medium=organic_social&amp;amp;utm_source=TWITTER"&gt;techcrunch&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/news/reddit-tests-tiktok-style-audio-video-features"/>
    <summary type="html">Reddit ซุ่มทดสอบฟีเจอร์ใหม่ Video Reddit เปลี่ยนกระทู้ข้อความยอดฮิตเป็นวิดีโอและเสียงบรรยายสไตล์ TikTok ตอบโจทย์สายฟัง ไม่ต้องนั่งอ่านเอง</summary>
    <published>2026-08-17T19:01:33+00:00</published>
  </entry>
</feed>
