<?xml version='1.0' encoding='utf-8'?>
<?xml-stylesheet type="text/xsl" href="/static/rss.xsl"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="th">
  <id>69</id>
  <title>techsauce</title>
  <updated>2026-10-26T22:49:13+00:00</updated>
  <author>
    <name>Unknown</name>
  </author>
  <link href="https://techsauce.co" rel="alternate"/>
  <generator uri="https://lkiesow.github.io/python-feedgen" version="1.0.0">python-feedgen</generator>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/sustainable-focus/eco-expo-asia-2026-hong-kong-green-tech</id>
    <title>ส่องเทรนด์นวัตกรรมรักษ์โลกในงาน Eco Expo Asia 2026 งานที่ฮ่องกงเป็นสะพานเชื่อมพาบริษัทด้านสิ่งแวดล้อมออกสู่ตลาดโลก</title>
    <updated>2026-10-26T22:49:13+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;Eco Expo Asia งานแสดงเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมที่จัดขึ้นในฮ่องกงต่อเนื่องมาถึงครั้งที่ 21 ปีนี้มีความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ เพราะไทยเป็นหนึ่งในห้าประเทศอาเซียนที่เข้าร่วมงานเป็นครั้งแรก พร้อมกับอินโดนีเซีย ลาว ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ซึ่งสะท้อนว่างานนี้กำลังขยายวงจากเวทีของจีนและฮ่องกงไปสู่ตลาดเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างจริงจัง การขยายวงครั้งนี้ยังเกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับที่จีนเริ่มต้นแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 และฮ่องกงมีแผนพัฒนา 5 ปีฉบับแรกของตัวเอง โดยทั้งสองแผนต่างชูการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวเป็นทิศทางหลัก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;งาน Eco Expo Asia 2026 เพิ่งเปิดฉากที่ศูนย์แสดงสินค้า AsiaWorld-Expo ฮ่องกง โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 ถึง 29 ตุลาคม 2026 ภายใต้แนวคิด Connecting the World for a Sustainable Future งานนี้จัดร่วมกันโดยสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (Hong Kong Trade Development Council: HKTDC) กับ Messe Frankfurt (HK) และมีสำนักสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยาของรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกงเป็นผู้ร่วมจัด ปีนี้มีผู้แสดงสินค้ากว่า 340 รายจาก 15 ประเทศและภูมิภาค อีกทั้งยังมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงและตัวแทนองค์กรกึ่งรัฐราว 200 คน จากจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง ประเทศในข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative) และอาเซียน เดินทางมาร่วมงานด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/10/1793082141_eco_expo_2026_800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;แผนพัฒนา 5 ปีฉบับแรกของฮ่องกง คือแรงส่งให้งานปีนี้ใหญ่ขึ้น&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;การขยายตัวของงานปีนี้มีนโยบายรัฐเป็นแรงหนุนอยู่เบื้องหลัง Sophia Chong กรรมการบริหาร HKTDC อธิบายว่า ทั้งแผนพัฒนา 5 ปีฉบับแรกของฮ่องกงและนโยบายประจำปี (Policy Address) ฉบับล่าสุด ต่างตั้งเป้าสร้างเมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและน่าอยู่ ซึ่งช่วยเติมแรงส่งให้อุตสาหกรรมสีเขียว โดย Eco Expo Asia ทำหน้าที่เป็นเวทีการค้าสีเขียวสำคัญของภูมิภาค ที่รวบรวมเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ และโซลูชันจากทั่วโลก ให้รัฐบาล ภาคธุรกิจ นักลงทุน และสถาบันวิจัยได้มาพบกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Sophia ยังหวังว่างานนี้จะช่วยใช้จุดแข็งของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ และศูนย์กลางเทคโนโลยีสีเขียวอัจฉริยะ เพื่อผลักดันความร่วมมือข้ามภูมิภาค และพาบริษัทเข้าสู่ตลาดใหม่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในมุมของภาครัฐ Tse Chin-wan เลขาธิการสำนักสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยาของฮ่องกง มองว่าแผนพัฒนา 5 ปีฉบับแรกของฮ่องกงเดินไปในทิศทางเดียวกับแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 ของจีน โดยมีการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวเป็นแกนหลัก ฮ่องกงจึงจะใช้บทบาท 'ผู้เชื่อมโยงชั้นยอด' (Super Connector) และ 'ผู้สร้างมูลค่าเพิ่มชั้นยอด' (Super Value-Adder) ต่อไป เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในภูมิภาคและระดับโลก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกความเคลื่อนไหวที่ Tse Chin-wan ชี้ให้เห็นคือ ปีนี้สำนักสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยาของฮ่องกงจับมือกับกระทรวงนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมของจีน จัดการประชุม Belt and Road Green Innovation Conference ที่ฮ่องกงเป็นครั้งแรก ควบคู่ไปกับงาน Eco Expo Asia เพื่อให้สองงานเสริมแรงกัน ส่วนพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการจัดขึ้นในวันที่ 27 ตุลาคม โดยมี Tse Chin-wan, Sophia Chong และ Jack Wong รองผู้จัดการทั่วไปของ Messe Frankfurt (HK) ร่วมงาน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/10/1793082967_eco_expo_2026_800_%282%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;18 พาวิลเลียนจากทั่วโลก และพาวิลเลียนอาเซียนที่เพิ่งเปิดตัวครั้งแรก&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เมื่อผู้เข้าร่วมจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น จำนวนพาวิลเลียนปีนี้จึงขยับขึ้นเป็น 18 แห่ง ไฮไลต์ใหม่คือพาวิลเลียนอาเซียน (ASEAN Pavilion) ที่รวม 7 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไทย และเวียดนาม โดยมีบริษัทเทคโนโลยีสีเขียว 12 รายนำโซลูชันมาจัดแสดง ครอบคลุมการบำบัดน้ำ เศรษฐกิจหมุนเวียน การเงินสีเขียว บริการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) อาคารสีเขียว และผลิตภัณฑ์รักษ์สิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากอาเซียนแล้ว พาวิลเลียนจากแคนาดา อิตาลี เกาหลีใต้ และเนเธอร์แลนด์ก็กลับมาร่วมงานอีกครั้ง ขณะที่ฝั่งจีนแผ่นดินใหญ่ มณฑลชิงไห่มาร่วมงานเป็นครั้งแรก พร้อมด้วย 9 เมืองในเขตอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area) รวมถึงมาเก๊า กวางสี หูหนาน เซี่ยงไฮ้ และหนานจิงของมณฑลเจียงซู&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับเจ้าบ้านอย่างฮ่องกงก็ส่งทัพใหญ่ไม่แพ้กัน บริษัทอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง (Hong Kong Science and Technology Parks Corporation) พาสตาร์ทอัพท้องถิ่น 11 รายมาโชว์โซลูชันด้านพลังงาน พาวิลเลียนฮ่องกงซึ่งมีสหพันธ์อุตสาหกรรมฮ่องกงเป็นผู้ประสานงาน รวบรวมบริษัทท้องถิ่นไว้ 19 ราย และคณะกรรมการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Campaign Committee) ก็พาสตาร์ทอัพอีก 22 รายมาแสดงนวัตกรรมสีเขียวที่พัฒนาในฮ่องกง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ส่วนบูธของรัฐบาลฮ่องกงซึ่งรวมหน่วยงานรัฐไว้ 11 แห่ง ปีนี้เปิดโซนประสบการณ์เทคโนโลยีสีเขียวแบบครบวงจรขึ้นใหม่ โดยแบ่งเป็น 4 ธีม ธีมแรกคือ Green Flat ห้องพักจำลองที่สร้างจากเทคโนโลยีและวัสดุก่อสร้างแบบยั่งยืน เพื่อให้ผู้ชมเห็นว่าการใช้ชีวิตแบบยั่งยืนเป็นอย่างไร ส่วนอีก 3 ธีม ได้แก่ Green Match, Green Cooperation และ Green Innovation มุ่งจับคู่ความร่วมมือระหว่างบริษัทสีเขียว และเปิดโอกาสในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/10/1793082985_eco_expo_2026_800_%283%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ฮ่องกงวางตัวเป็นสะพาน ส่งบริษัทสีเขียวจีนบุกตลาดอาเซียน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;การที่พาวิลเลียนอาเซียนเปิดตัวในปีเดียวกับที่ฮ่องกงเร่งพาบริษัทจีนออกต่างประเทศไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะ HKTDC ในฐานะสมาชิกคณะทำงาน GoGlobal Task Force ได้เปิดโซน GoGlobal Connect เป็นครั้งแรกในงานนี้ เพื่อช่วยให้บริษัทด้านสิ่งแวดล้อมจากจีนแผ่นดินใหญ่ใช้บริการวิชาชีพของฮ่องกงเป็นทางผ่านสู่ตลาดโลก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในวันแรกของงานยังมีเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์การขยายธุรกิจสิ่งแวดล้อมสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งมี Lihe Technology ผู้แสดงสินค้าจากมณฑลหูหนาน มาเล่าประสบการณ์หลังลงนามบันทึกความเข้าใจกับคณะผู้แทนจากคาซัคสถานในงานปีที่แล้ว โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐจากประเทศในข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ตัวแทนสำนักงานส่งเสริมการลงทุนฮ่องกง (InvestHK) และบริษัทสิ่งแวดล้อมจากจีนอีกหลายรายร่วมแลกเปลี่ยนด้วย ก่อนปิดท้ายด้วยงานเลี้ยงสร้างเครือข่ายที่เชื่อมบริษัทสีเขียวกับภูมิภาคอาเซียน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ประเด็นนี้ต่อเนื่องไปถึงวันที่ 27 ตุลาคม ซึ่งผู้จัดเตรียมสัมมนา GoGlobal Seminar โดยดึงตัวแทนนิคมอุตสาหกรรมจากมาเลเซียและไทย ธนาคาร Bank of China (Hong Kong) และหน่วยงานรับรองมาตรฐานฮ่องกง (Hong Kong Accreditation Service) มาร่วมหารือว่าฮ่องกงจะผสานการเงินสีเขียวระดับสากล ความเชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐานข้ามพรมแดน มาตรฐานการรับรองระดับโลก และความร่วมมือกับนิคมอุตสาหกรรม ให้เป็นระบบนิเวศที่ช่วยเร่งให้บริษัทสีเขียวจีนขยายเข้าสู่ตลาดอาเซียนได้เร็วขึ้นอย่างไร&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/10/1793082998_eco_expo_2026_800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/h2&gt;&lt;h2&gt;จากน้ำมันเครื่องบินที่ผลิตจากของเสีย ถึงฟิล์มชีวภาพจากกากชา&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;นอกจากเวทีเจรจาธุรกิจแล้ว ตัวเทคโนโลยีที่จัดแสดงก็เดินตามทิศทางนโยบายเช่นกัน เพราะเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีจีนเพิ่งออกแผนปฏิบัติการเพื่อให้การปล่อยคาร์บอนถึงจุดสูงสุดในช่วงแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 ขณะที่นโยบายประจำปี 2026 ของฮ่องกงก็มีมาตรการรูปธรรมตั้งแต่พลังงานไร้คาร์บอน พลังงานไฮโดรเจน การขนส่งสีเขียว ไปจนถึงการลดขยะและรีไซเคิล งานปีนี้จึงจัดโซนตาม 4 ธีมให้สอดรับกับนโยบายเหล่านี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ธีมแรกคือ Green Energy in Motion&lt;/strong&gt; ซึ่งรวมโซลูชันพลังงานสีเขียวสำหรับการเดินเรือ การขนส่งทางบก และการบิน ไฮไลต์อยู่ที่ EcoCeres ซึ่งระบุว่าเป็นผู้ผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) รายใหญ่อันดับ 2 ของโลก โดยมาร่วมงานครั้งแรกพร้อมนำ SAF และน้ำมันพืชผ่านกระบวนการไฮโดรทรีต (Hydrotreated Vegetable Oil: HVO) ที่ผลิตจากวัตถุดิบเหลือใช้มาจัดแสดง เพื่อตอบรับเป้าหมายของรัฐบาลฮ่องกงที่ต้องการสร้างห่วงโซ่คุณค่าของ SAF ขณะที่ TriTerra Technology นำเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบเร็วชนิดติดผนัง ที่บริษัทระบุว่าบางที่สุดในตลาดขณะนี้ มาโชว์ในพาวิลเลียนของอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ธีมที่สองคือ Frontier Green Tech&lt;/strong&gt; ซึ่งรวมสตาร์ทอัพและบริษัทที่แยกตัวออกมาจากงานวิจัยในมหาวิทยาลัยราว 30 ราย ตัวอย่างที่น่าสนใจคือฟิล์มเซลลูโลสจากแบคทีเรียที่ผลิตจากกากชา ผลงานของมหาวิทยาลัยจีนฮ่องกง (The Chinese University of Hong Kong) ซึ่งทั้งแข็งแรง ยืดหยุ่น และกันน้ำ จึงใช้เป็นบรรจุภัณฑ์แบบยั่งยืน หรือแม้แต่หนังชีวภาพรุ่นใหม่ได้ ส่วนมหาวิทยาลัยหลิงหนาน (Lingnan University) นำระบบบริหารกองยานพาหนะที่ผสาน AI กับอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (Artificial Intelligence of Things: AIoT) และ AI เชิงภูมิศาสตร์ (GeoAI) มาช่วยลดความล่าช้าในการเดินทาง และเพิ่มประสิทธิภาพของกองยานขนส่งสาธารณะและเชิงพาณิชย์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ธีมที่สามคือ Building for a Greener City&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ซึ่ง Hyper-Tech Environmental นำ Oizom ระบบตรวจวัดสิ่งแวดล้อมที่ขับเคลื่อนด้วย Internet of Things (IoT) มาจัดแสดง ระบบนี้ใช้เทคโนโลยีเก็บตัวอย่างอากาศแบบแอ็กทีฟที่จดสิทธิบัตรไว้ เพื่อติดตามระดับมลพิษและเสียงรบกวนสำหรับเมืองอัจฉริยะ ขณะที่ Umwelt Consulting นำหน้าต่างและระเบียงกันเสียง InvisQuiet ที่ใช้กระจกหน้าต่างเองเป็นแผงกั้นเสียง จึงลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้ โดยกินพื้นที่ในห้องน้อยลงและใช้วัสดุน้อยลงด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ธีมสุดท้ายคือ From Waste to Worth&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ซึ่ง Chongqing Sanfeng Environment Group นำโครงการแปลงขยะเป็นพลังงานมาจัดแสดง โดยเทคโนโลยีและอุปกรณ์ของบริษัทถูกนำไปใช้แล้วในจีนและอีก 10 ประเทศ ส่วน Baguio Green Technology นำระบบจัดการขยะอัจฉริยะที่รวมเครื่องรีไซเคิลอัจฉริยะ เทคโนโลยี IoT และแพลตฟอร์มข้อมูลขนาดใหญ่ไว้ด้วยกัน เพื่อติดตามข้อมูลการรีไซเคิลและช่วยให้ธุรกิจทำรายงาน ESG ได้ง่ายขึ้น&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ผู้นำกว่า 80 คนร่วมถก ตั้งแต่กล้องวัดคาร์บอนบนสถานีอวกาศถึงพลังงานไฮโดรเจน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ในส่วนของเวทีความรู้ งานปีนี้แบ่งกิจกรรมออกเป็น 4 วันตามธีมหลัก โดยมีเวทีเสวนาและหัวข้อเฉพาะทางกว่า 30 เวที รวมเจ้าหน้าที่รัฐและผู้นำอุตสาหกรรมกว่า 80 คน จากจีนแผ่นดินใหญ่ ออสเตรเลีย มาเลเซีย ไทย และประเทศอื่นในข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง เวทีหลักคือ Eco Asia Conference ซึ่งพูดถึงการพัฒนาสีเขียวในหลายมิติ ตั้งแต่นโยบาย เทคโนโลยี การเงินสีเขียว อาคารสีเขียว ไปจนถึงการใช้งานในอุตสาหกรรม ผู้ร่วมเวทีมีทั้ง Clarence Leung ประธานคณะกรรมการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของสภาอุตสาหกรรมก่อสร้างฮ่องกง Kenny Wong ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและโครงการในฮ่องกงของ ALBA Group Asia และ Henry Ho หัวหน้าฝ่ายความยั่งยืนของ China State Construction Engineering (HK)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หนึ่งในเซสชันที่น่าสนใจของวันแรกคือการบรรยายของศาสตราจารย์ Su Hui จากภาควิชาวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง (HKUST) ผู้นำทีมพัฒนาหอสังเกตการณ์คาร์บอนด้วยภาพหลายสเปกตรัม (Multi-Spectral Imaging Carbon Observatory: MUSICO) ซึ่งเพิ่งติดตั้งบนสถานีอวกาศเทียนกงของจีนในปีนี้ ศาสตราจารย์ Su เล่าถึงการใช้งานจริงของ MUSICO และร่วมแลกเปลี่ยนกับศาสตราจารย์ Kenneth Leung ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการหลักแห่งชาติด้านสุขภาพสิ่งแวดล้อมทางทะเล มหาวิทยาลัยซิตี้แห่งฮ่องกง (City University of Hong Kong) ในประเด็นเทคโนโลยีติดตามสภาพอากาศสุดขั้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วันที่ 27 ตุลาคมก็มีเวทีให้ติดตามอีกหลายเวที ทั้งเซสชันภาครัฐของ Eco Asia Conference ที่เจ้าหน้าที่จากจีนแผ่นดินใหญ่และตัวแทนโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme: UNEP) จะมาอัปเดตนโยบายสิ่งแวดล้อม และวงเสวนาเรื่องนวัตกรรมเพื่อสร้างเส้นทางสายไหมสีเขียว (Green Silk Road) นอกจากนี้ยังมีเวทีที่หน่วยงานรัฐฮ่องกง 5 แห่ง ได้แก่ กรมคุ้มครองสิ่งแวดล้อม กรมการบินพลเรือน กรมวิศวกรรมโยธาและการพัฒนา กรมบริการไฟฟ้าและเครื่องกล และกรมการประปา จะมาเล่าความต้องการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐให้ภาคอุตสาหกรรมฟัง เพื่อเปิดทางให้โซลูชันด้านสิ่งแวดล้อมถูกนำไปใช้จริง ส่วนเวที Startup Edge Exhibitor Forum จะชวนสตาร์ทอัพสายสิ่งแวดล้อมมาแบ่งปันประสบการณ์ และตัวแทนมหาวิทยาลัยท้องถิ่นจะเล่าว่าเทคโนโลยีสีเขียวเดินทางจากห้องแล็บสู่ตลาดได้อย่างไร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ถัดมาในวันที่ 28 ตุลาคม จะเป็นคิวของเวที Hydrogen Economy Forum ครั้งที่ 7 ซึ่ง Eddie Cheung ปลัดสำนักสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยา (ด้านสิ่งแวดล้อม) จะขึ้นกล่าวปาฐกถา ก่อนที่ผู้เชี่ยวชาญอย่าง Sammy Kong ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาดและการขายภาคพาณิชย์และอุตสาหกรรมของ The Hong Kong and China Gas Company และ Thomas Lui ผู้อำนวยการฝ่ายลดคาร์บอนและวางแผนระบบแบบบูรณาการของ CLP Power Hong Kong จะร่วมกันพูดถึงการใช้เชื้อเพลิงสีเขียวและเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานในฮ่องกง&lt;/p&gt;&lt;h3&gt;วันสุดท้ายเปิดให้คนทั่วไปเข้าชมฟรี&lt;/h3&gt;&lt;p&gt;หลังจากสามวันแรกที่เน้นการเจรจาธุรกิจ วันที่ 29 ตุลาคมซึ่งเป็นวันสุดท้ายของงาน จะเป็นวันเปิดให้ประชาชนทั่วไป (Public Day) เข้าชมฟรี เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องความยั่งยืนและชวนให้คนหันมาใช้ชีวิตแบบรักษ์โลก ภายในงานจะมีเวิร์กช็อปและทอล์กด้านสิ่งแวดล้อมหลายรายการ โดยตัวแทนจากหอสังเกตการณ์ฮ่องกง (Hong Kong Observatory) สมาคมเศรษฐกิจหมุนเวียนแห่งเอเชีย (Asia Circular Economy Association) และ Leung Wing Mo อดีตผู้ช่วยผู้อำนวยการหอสังเกตการณ์ฮ่องกง จะมาคุยเรื่องความร้อนสุดขั้วและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับคนที่สนใจเส้นทางอาชีพ ศาสตราจารย์ Karen Cheung นายกสมาคม UNESCO ฮ่องกง จะร่วมกับตัวแทนจากมหาวิทยาลัยหลิงหนานและอีกหลายองค์กร จัดเวทีเสวนาด้านอาชีพ (Career Forum) เพื่อเล่าแนวโน้มตลาดงานสีเขียว และชวนคนรุ่นใหม่คว้าโอกาสในอุตสาหกรรมนี้ ส่วนช่วงท้าย Ways Out Hong Kong กิจการเพื่อสังคมท้องถิ่น จะมาเล่าเรื่องการนำเศษอาหารมาอัปไซเคิลเป็นเครื่องประดับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;งาน Eco Expo Asia 2026 จัดขึ้นโดยสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (HKTDC) ร่วมกับ Messe Frankfurt (HK) Ltd และมีสำนักสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยาของรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกงเป็นผู้ร่วมจัด โดยเปิดให้เข้าชมถึงวันที่ 29 ตุลาคม ที่ AsiaWorld-Expo ฮ่องกง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางอีเมล ecoexpo@hongkong.messefrankfurt.com หรือ exhibitions@hktdc.org หรือเข้าไปที่ &lt;a href="http://www.ecoexpoasia.com" target="_blank"&gt;www.ecoexpoasia.com&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/sustainable-focus/eco-expo-asia-2026-hong-kong-green-tech"/>
    <summary type="html">Eco Expo Asia 2026 เปิดฉากที่ฮ่องกง ผู้แสดงสินค้ากว่า 340 รายจาก 15 ประเทศและภูมิภาค เปิดพาวิลเลียนอาเซียนครั้งแรกโดยมีไทยร่วมด้วย พร้อมโซน GoGlobal ที่ช่วยพาบริษัทสีเขียวสู่ตลาดโลก</summary>
    <published>2026-10-26T22:49:13+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/news/instagram-tests-90-minute-videos-reels-smart-tv</id>
    <title>หมดยุคสมาธิสั้น Instagram จะทดสอบ ‘คลิปยาว 90 นาที’ ชี้ต้องการกันให้คนไม่หลุดไป Youtube</title>
    <updated>2026-10-26T21:30:41+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;หมดยุคสมาธิสั้น เมื่อ Reels ไม่ตอบโจทย์ครีเอเตอร์ Meta ตัดสินใจทดสอบฟีเจอร์ใหม่ ให้ลงคลิปยาวจุใจ 90 นาทีเต็ม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตลอดทศวรรษ 2020s ทุกแพลตฟอร์มต่างวิ่งไล่ตาม TikTok แบบหัวปักหัวปำ ทุ่มทุกอย่างไปที่วิดีโอสั้นแนวตั้ง แต่ล่าสุด Instagram กำลังเลี้ยวหักศอกครั้งใหญ่ ประกาศเริ่มทดสอบฟีเจอร์ลับอย่าง Features เปิดทางให้อัปโหลดวิดีโอยาวเหยียดถึง 1:30 ชม. สวนทางทุกตำรา และเดินหน้าเปิดศึกท้าชนเจ้าตลาดวิดีโอยาวอย่าง YouTube โดยตรง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/10/1793078857_%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%8D%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_-_2026-10-27T122314.558.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;โมเดลใหม่ Reels 90 นาที&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;การเดิมพันครั้งนี้ Meta ไม่ได้มาเล่น ๆ แต่เล่นท่ายากด้วยการผูกคลิปสั้นกับคลิปยาวเข้าด้วยกันแบบไร้รอยต่อ ผ่านระบบที่เตรียมเปิดตัว&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;Features:&lt;/strong&gt; อัปโหลดคอนเทนต์ยาวสูงสุดถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง เทียบเท่าภาพยนตร์ 1 เรื่อง&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;Clips as Reels:&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ครีเอเตอร์สามารถตัดไฮไลต์เด็ดมาลงเป็น Reels เพื่อเป็นตัวล่อ และจะมีปุ่มคลิกพาคนดูเข้าสู่คลิปตัวเต็มได้ทันที&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;Save to TV:&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;รู้ว่าคงไม่มีใครนั่งจ้องมือถือ 90 นาที ระบบจึงเปิดให้กดบันทึกคลิป แล้วไปเปิดนอนดูชิล ๆ บนแอป Instagram ในสมาร์ตทีวีได้&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;พูดง่ายๆ คือ Instagram กำลังเปลี่ยน Reels ให้ดูดคนดูให้อยู่ในจักรวาล Meta นานที่สุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จุดพีคของเรื่องนี้อยู่ที่ Adam Mosseri หัวหน้าใหญ่ของ Instagram ออกมายอมรับตรงๆ ว่า เขาเคยคัดค้านเรื่องวิดีโอยาวมาตลอดชีวิต เพราะมองว่าวิดีโอสั้นแบบ Reels ทำให้คนแชร์คลิปและส่ง DM คุยกันมากกว่า ซึ่งเป็น Core Value หลักของแพลตฟอร์ม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่คนที่ทุบโต๊ะสั่งเปลี่ยนเกมคือ Tessa Lyons รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ ที่มองทะลุเกมว่า &amp;ldquo;จะปล่อยให้คนดูถูกดูดออกไปแอปอื่นทำไม?&amp;rdquo; หากผู้ใช้รักครีเอเตอร์คนไหนจริง พวกเขาควรเสพคอนเทนต์ระดับ Deep Dive ได้จนจบ โดยไม่ต้องสลับหน้าจอหนีไป YouTube&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เบื้องหลังการกลับลำครั้งประวัติศาสตร์นี้ มีคำว่า &amp;ldquo;เม็ดเงิน&amp;rdquo; เป็นเดิมพัน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;วิดีโอสั้นอาจสร้างตัวเลขยอดวิวระดับล้านได้ในชั่วข้ามคืน แต่สิ่งที่ครีเอเตอร์รู้กันดีคือ &amp;ldquo;มันแทบทำเงินให้ไม่ได้เลย&amp;rdquo; เพราะด้วยความยาวแค่ไม่กี่วินาที ทำให้ไม่มีจังหวะแทรกโฆษณา (Ad Breaks) รายได้ส่วนใหญ่จึงตกอยู่ที่สปอนเซอร์และดีลแบรนด์เท่านั้น&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;ฝั่ง YouTube เจ้าพ่อวิดีโอยาว:&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;แบ่งเค้กรายได้โฆษณาให้นักสร้างคอนเทนต์สูงถึง 55% ผ่าน YouTube Partner Program ชนิดที่เปิดเผยตัวเลขว่าเปย์เงินเข้ากระเป๋าครีเอเตอร์ ศิลปิน และสื่อไปแล้วมากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 3.5 ล้านล้านบาท!) ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;ฝั่ง Instagram ผู้ท้าชิง:&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;วิดีโอสั้นแทบไม่มีส่วนแบ่งยอดวิว มีเพียงโปรแกรมยิบย่อยที่ผู้บริหารยอมรับเองว่าจ่ายไปก็ขาดทุน รายได้หลักของครีเอเตอร์จึงยังต้องวิ่งหาดีลสปอนเซอร์และพึ่งระบบสมาชิกรายเดือนเอาเอง&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ทุกวันนี้ ครีเอเตอร์แทบทุกคนใช้ Instagram และ TikTok เป็นแค่ป้ายโฆษณา แล้วแปะลิงก์เรียกแฟนคลับให้ตามไปดูตัวเต็มบน YouTube ซึ่งเป็นสิ่งที่ Meta ทนดูมานานจนยอมไม่ได้อีกต่อไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a href="https://techcrunch.com/2026/10/26/watch-out-youtube-instagram-goes-from-short-form-to-90-minute-videos/?utm_medium=organic_social&amp;amp;utm_source=TWITTER"&gt;techcrunch&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/news/instagram-tests-90-minute-videos-reels-smart-tv"/>
    <summary type="html">Instagram แก้เกมคลิปสั้น ซุ่มทดสอบอัปโหลดวิดีโอยาว 90 นาที ผูก Reels เป็นเหยื่อล่อคลิกเดียวดูคลิปเต็ม พร้อมฟังก์ชันเซฟไปเปิดดูบน Smart TV ท้าชน YouTube เต็มตัว</summary>
    <published>2026-10-26T21:30:41+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/news/asocio-digital-ai-awards-2026-thai-winners</id>
    <title>12 องค์กรไทยคว้ารางวัล ASOCIO Digital &amp; AI Awards 2026 จากสมาพันธ์ ASOCIO (Asian-Oceanian Computing Industry Organization)</title>
    <updated>2026-10-26T18:33:14+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img alt="ภาพหมู่ผู้รับรางวัลบนเวทีพิธีมอบรางวัล ASOCIO Digital &amp;amp; AI Summit 2026 ที่กรุงจาการ์ตา" class="fr-fic fr-dii" id="isPasted" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/10/1793067635_asocio-digital-ai-awards-2026-thai-winners-body-1-2400x1600.webp" style="width: 720px;" /&gt;สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (ATCI) ร่วมแสดงความยินดีกับ 12 องค์กรไทยที่ได้รับรางวัล &lt;strong&gt;ASOCIO Digital &amp;amp; AI Awards 2026&lt;/strong&gt; จากสมาพันธ์ ASOCIO (Asian-Oceanian Computing Industry Organization) ซึ่งเป็นเครือข่ายสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและบริการจาก 24 ประเทศในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย โดยพิธีมอบรางวัลจัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรม Swiss&amp;ocirc;tel Jakarta PIK Avenue กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ภายในการประชุม ASOCIO Digital &amp;amp; AI Summit 2026 ระหว่างวันที่ 5&amp;ndash;7 ตุลาคม 2569&lt;/p&gt;&lt;p&gt;รางวัลดังกล่าวมอบให้แก่องค์กรที่มีผลงานโดดเด่นในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน สร้างนวัตกรรม และก่อให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมต่อภาคธุรกิจ เศรษฐกิจ และสังคม โดยในปีนี้องค์กรไทยได้รับการยกย่องทั้งหมด 12 สาขารางวัล แบ่งเป็นด้าน Digital Transformation 4 สาขา และด้าน Artificial Intelligence 8 สาขา&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;องค์กรไทยที่ได้รับรางวัลทั้ง 12 สาขา ประกอบด้วย&lt;/h2&gt;&lt;h2&gt;กลุ่มรางวัลด้าน Digital Transformation&lt;/h2&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;กระทรวงการคลัง (สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง)&lt;/strong&gt; &amp;mdash; ASOCIO Digital Government Award จากการบูรณาการข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการภาครัฐและการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;บริษัท โกซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด (Gosoft)&lt;/strong&gt; &amp;mdash; ASOCIO Talent Development Award จากการพัฒนาระบบนิเวศกำลังคนดิจิทัล เชื่อมโยงการเรียนรู้ภายในองค์กร สถาบันการศึกษา และสังคม&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) (HomePro)&lt;/strong&gt; &amp;mdash; ASOCIO ESG Award จากโครงการ Trade-in for a Better Life ที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนและการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;บริษัท ฮิวแมนิก้า จำกัด (มหาชน) (Humanica)&lt;/strong&gt; &amp;mdash; ASOCIO Global Business Service Award จากการพัฒนาโซลูชันบริหารทรัพยากรบุคคลและบริการบริหารจัดการเงินเดือนแบบครบวงจร รองรับองค์กรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;h2&gt;กลุ่มรางวัลด้าน Artificial Intelligence (AI)&lt;/h2&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;บริษัท เอไอ เน็กซ์ จำกัด (AI Nex)&lt;/strong&gt; &amp;mdash; ASOCIO AI in Cybersecurity Award จากการพัฒนา AI SIEM เพื่อยกระดับการตรวจจับและวิเคราะห์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ พร้อมส่งเสริมแนวคิด Sovereign AI&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) (BDI)&lt;/strong&gt; &amp;mdash; ASOCIO AI for Public Good Award จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและระบบนิเวศ AI เพื่อสร้างประโยชน์สาธารณะและขับเคลื่อนประเทศด้วยข้อมูล&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย&lt;/strong&gt; &amp;mdash; ASOCIO AI in Education Award จากการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้และพัฒนานวัตกรรม AI โดยนักเรียน เพื่อตอบโจทย์ปัญหาด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว&lt;/strong&gt; &amp;mdash; ASOCIO AI in Healthcare Award จากการประยุกต์ใช้ AI ในการคัดกรองโรคและพัฒนาบริการทางการแพทย์ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ชนบทและชายแดน&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;EASYRICE (อีซีไรซ์)&lt;/strong&gt; &amp;mdash; ASOCIO AI in Smart Agriculture Award จากการใช้ AI ยกระดับอุตสาหกรรมข้าว ตั้งแต่การปรับปรุงพันธุ์ไปจนถึงการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานการผลิต&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;KASIKORN Business-Technology Group (KBTG)&lt;/strong&gt; &amp;mdash; ASOCIO AI in Financial Services Award จากการนำ AI มาพัฒนาบริการทางการเงินและระบบธนาคาร ควบคู่กับการกำกับดูแล AI อย่างรับผิดชอบ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT)&lt;/strong&gt; &amp;mdash; ASOCIO AI in Workforce &amp;amp; Future Skills Award จากการพัฒนากำลังคนและทักษะ AI ผ่านโครงการ Super AI Engineer และความร่วมมือด้านการเรียนรู้ในระดับภูมิภาค&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;กลุ่มบริษัท อะมิตี้ (Amity)&lt;/strong&gt; &amp;mdash; ASOCIO AI in Manufacturing / Supply Chain Award จากการพัฒนาแพลตฟอร์ม Agentic AI เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลการดำเนินงานและสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;img alt="ผู้รับรางวัลถือโล่และกรอบเกียรติบนเวที ASOCIO Digital &amp;amp; AI Summit 2026" class="fr-fic fr-dii" id="isPasted" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/10/1793067637_asocio-digital-ai-awards-2026-thai-winners-body-2-2400x1600.webp" style="width: 720px;" /&gt;ความสำเร็จของทั้ง 12 องค์กรสะท้อนถึงความก้าวหน้าของประเทศไทยในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาสร้างคุณค่าในหลายภาคส่วน ตั้งแต่ภาครัฐ การศึกษา สาธารณสุข การเกษตร การเงิน ไปจนถึงภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ตอกย้ำศักยภาพของบุคลากรและองค์กรไทยในการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้จริง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ATCI ขอร่วมแสดงความยินดีกับทุกองค์กรที่ได้รับรางวัล&lt;/strong&gt; และเชื่อมั่นว่าความสำเร็จครั้งนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการต่อยอดนวัตกรรม เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับบทบาทของประเทศไทยในเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI บนเวทีนานาชาติอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/news/asocio-digital-ai-awards-2026-thai-winners"/>
    <summary type="html">สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (ATCI) ร่วมแสดงความยินดีกับ 12 องค์กรไทยที่ได้รับรางวัล ASOCIO Digital &amp; AI Awards 2026 จากสมาพันธ์ ASOCIO ในพิธีที่กรุงจาการ์ตา เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569</summary>
    <published>2026-10-26T18:33:14+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/tech-and-biz/poseidon-egret-unmanned-cargo-aircraft</id>
    <title>เปิดตัว Egret เครื่องบินขนส่งที่ไม่มีนักบินอยู่บนเครื่อง บรรทุกได้ 1.8 ตัน ตั้งเป้าทดสอบบินไร้คนขับภายในสิ้นปี 2026</title>
    <updated>2026-10-26T18:07:43+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/10/1793066837_egret-1.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;Poseidon Aerospace&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;สตาร์ทอัพด้านอากาศยานจากสหรัฐฯ กำลังพัฒนา Egret เครื่องบินขนส่งสินค้าไร้คนขับที่ออกแบบให้ไม่มีนักบินอยู่บนเครื่อง โดยตัวเครื่องมีความกว้างปีกประมาณ 50 ฟุต หรือราว 15 เมตร และบริษัทระบุว่าสามารถบรรทุกสินค้าได้สูงสุด 4,000 ปอนด์ หรือประมาณ 1.8 ตัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แนวคิดของ Egret คือออกแบบเครื่องบินจากโจทย์การขนส่งสินค้าโดยตรง แทนการนำเครื่องบินที่มีนักบินมาปรับใช้ พื้นที่ภายในจึงถูกจัดไว้สำหรับสินค้า ไม่ต้องแบ่งให้ห้องนักบินหรืออุปกรณ์ควบคุมบนเครื่อง ขณะที่ผู้ควบคุมสามารถสั่งการจากภาคพื้นดินผ่านกล้องและระบบควบคุมการบินได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;David Zagaynov ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Poseidon Aerospace เปรียบแนวคิดนี้กับ '&lt;strong&gt;'รถบรรทุกบนท้องฟ้า'' &lt;/strong&gt;ที่ต้องการขนส่งของจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งด้วยต้นทุนที่ต่ำลง แต่ความสามารถด้านต้นทุนและการใช้งานจริงยังต้องรอผลทดสอบการบินของเครื่องบินขนาดเต็ม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Egret เป็นเครื่องบินปีกตรึงสำหรับงานขนส่งระดับภูมิภาค และรองรับการขึ้นลงบนรันเวย์ทั้งแบบลาดยางและไม่ลาดยาง ตามข้อมูลของบริษัท เครื่องบินรุ่นนี้มีระยะบินมากกว่า 1,650 ไมล์ทะเล ความเร็วเดินทางสูงสุด 160 นอต และออกแบบให้ใช้ทั้งระบบอัตโนมัติและการควบคุมระยะไกล อย่างไรก็ตาม ตัวเลขทั้งหมดเป็นสเปกที่บริษัทประกาศ ยังไม่ใช่ผลปฏิบัติการจากเที่ยวบินเชิงพาณิชย์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ Poseidon ได้พัฒนาและบิน Seagull ซึ่งเป็นเครื่องสาธิตขนาดหนึ่งในสี่ เพื่อทดสอบองค์ประกอบของการออกแบบและสถาปัตยกรรมการควบคุม ขณะที่ Egret ลำขนาดเต็มอยู่ระหว่างเตรียมทดสอบการบิน โดย Poseidon เคยระบุว่าเป้าหมายคือการบินไร้คนขับครั้งแรกภายในสิ้นปี 2026&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เดือนกันยายน 2026 บริษัทประกาศระดมทุน Series A มูลค่า 60 ล้านดอลลาร์ นำโดย TQ Ventures เงินทุนก้อนนี้มีเป้าหมายเพื่อผลักดันการทดสอบการบินของ Egret สร้างสายการผลิตแรก และขยายงานด้านวิศวกรรมกับปฏิบัติการ บริษัทวางแผนดำเนินบริการขนส่งสินค้าทางอากาศระดับภูมิภาคด้วยตัวเอง แทนการขายอากาศยานให้ผู้ให้บริการรายเดิม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่ยังต้องติดตามคือ Egret จะผ่านการทดสอบด้านการควบคุม การสื่อสาร และความน่าเชื่อถือของอากาศยานได้ตามแผนหรือไม่ รวมถึงเส้นทางสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ของอากาศยานไร้คนขับขนาดนี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง : &lt;a href="https://www.techradar.com/pro/worlds-largest-cargo-drone-packs-a-50-foot-wingspan-and-4-000lb-payload-but-youll-never-find-a-human-pilot-inside" target="_blank"&gt;Techradar&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/tech-and-biz/poseidon-egret-unmanned-cargo-aircraft"/>
    <summary type="html">Poseidon Aerospace สตาร์ทอัพด้านอากาศยานจากสหรัฐฯ กำลังพัฒนา Egret เครื่องบินขนส่งสินค้าไร้คนขับที่ออกแบบให้ไม่มีนักบินอยู่บนเครื่อง โดยตัวเครื่องมีความกว้างปีกประมาณ 50 ฟุต หรือราว 15 เมตร และบริษัทระบุว่าสามารถบรรทุกสินค้าได้สูงสุด 4,000 ปอนด์ หรือ</summary>
    <published>2026-10-26T18:07:43+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/news/muang-thai-life-social-power-brand-2026</id>
    <title>เมืองไทยประกันชีวิต ครองอันดับ 1 Social Power Brand กลุ่มประกันชีวิต 3 ปีติด จาก BrandAge</title>
    <updated>2026-10-26T05:10:01+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;strong&gt;บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)&lt;/strong&gt; ได้รับรางวัลอันดับ 1 &amp;ldquo;2026 Thailand&amp;rsquo;s Social Power Brand&amp;rdquo; กลุ่มประกันชีวิต จาก BrandAge ครองอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 (2024&amp;ndash;2026) โดยมี &lt;strong&gt;คุณสาริศา ล่ำซำ ผู้บริหารเมืองไทยประกันชีวิต&lt;/strong&gt; เป็นตัวแทนบริษัทฯ เข้ารับรางวัล ครั้งนี้บริษัทฯ ได้รับคะแนนรวม &lt;strong&gt;70.75 คะแนน&lt;/strong&gt; ประกอบด้วยคะแนนด้านแบรนด์ &lt;strong&gt;58.59 คะแนน&lt;/strong&gt; และคะแนนเสียงจากผู้บริโภค &lt;strong&gt;88.99 คะแนน ซึ่งสูงที่สุดในกลุ่มประกันชีวิต&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/10/1793020225_MuangThai-SocialPowerBrand-2.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การจัดอันดับครั้งนี้จัดทำโดย นิตยสาร BrandAge ร่วมกับบริษัท โอเชี่ยน สกาย เน็ตเวิร์ค จำกัด ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม Mandala AI โดยคะแนนด้านแบรนด์วัดการมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย เช่น การกดไลก์ แสดงความคิดเห็น แชร์ และรับชมวิดีโอ ส่วนคะแนนเสียงจากผู้บริโภควิเคราะห์ปริมาณการพูดถึงแบรนด์ ควบคู่กับความรู้สึกเชิงบวก เป็นกลาง และเชิงลบ เพื่อให้เข้าใจทั้งสิ่งที่แบรนด์สื่อสารและเสียงตอบรับจากผู้บริโภค&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img alt="ผู้แทนเมืองไทยประกันชีวิตกล่าวบนเวทีงาน Thailand’s Social Power Brand 2026" class="fr-fic fr-dii" id="isPasted" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/10/1793019776_muang-thai-life-social-power-brand-body-2-2400x1600.webp" style="width: 720px;" /&gt;ในวันที่โซเชียลมีเดียเป็นส่วนหนึ่งของการค้นหาข้อมูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และตัดสินใจในชีวิตประจำวัน เมืองไทยประกันชีวิตให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของลูกค้า เพื่อนำมาพัฒนาคอนเทนต์ที่เข้าใจง่ายและใช้ประโยชน์ได้จริง พร้อมถ่ายทอดแนวคิด &lt;strong&gt;Longevity &amp;ndash; การมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ซึ่งเป็นนโยบายหลักของบริษัทฯ&lt;/strong&gt; ให้ประชาชนรับรู้และตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพควบคู่กับการเตรียมความพร้อมทางการเงิน เพื่อเริ่มวางแผนชีวิตตั้งแต่วันนี้ และต่อยอดการมีส่วนร่วมบนโลกออนไลน์สู่ประสบการณ์ที่สร้างความผูกพันกับลูกค้าในทุกช่วงวัย&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/news/muang-thai-life-social-power-brand-2026"/>
    <summary type="html">เมืองไทยประกันชีวิต ได้รับรางวัลอันดับ 1 2026 Thailand’s Social Power Brand กลุ่มประกันชีวิต จาก BrandAge ครองอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 (2024–2026)</summary>
    <published>2026-10-26T05:10:01+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/news/scb-10x-invests-in-tasklet-ai-agent</id>
    <title>SCB 10X ลงทุนใน Tasklet แพลตฟอร์ม AI Agent สำหรับระบบงานธุรกิจ ในรอบการระดมทุนล่าสุด</title>
    <updated>2026-10-26T04:56:28+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;strong&gt;บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด (SCB 10X)&lt;/strong&gt; บริษัทด้านการลงทุนในเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก (Disruptive Technology) ภายใต้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ (SCBX Group) &lt;strong&gt;ประกาศลงทุนใน Tasklet&lt;/strong&gt; แพลตฟอร์ม AI Agent ที่ช่วยให้องค์กรสามารถทำระบบงานที่มีความซับซ้อนให้เป็นอัตโนมัติ และมอบหมายงานให้ AI Agent รับผิดชอบได้ โดย Tasklet ระดมทุนเพิ่มเติม &lt;strong&gt;12.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ&lt;/strong&gt; ในรอบล่าสุด มีนักลงทุนเข้าร่วม อาทิ Union Square Ventures, 359 Capital, Uncorrelated, Robinhood Ventures, Rakesh Agrawal, Patrick และ John Collison รวมถึงนักลงทุนรายย่อย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img alt="ภาพประกอบข่าว SCB 10X ลงทุนใน Tasklet พร้อมโลโก้ของทั้งสองบริษัท" class="fr-fic fr-dii" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/10/1793012040_scb10x-tasklet-c800.webp" style="width: 720px;" /&gt;Tasklet พัฒนาแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อช่วยให้องค์กรก้าวจากการใช้ AI ในฐานะผู้ช่วย ไปสู่ AI ในฐานะตัวแทน ที่สามารถลงมือทำงานและดำเนินงานจริงได้ โดยผู้ใช้งานสามารถอธิบายกระบวนการทำงานด้วยภาษาธรรมชาติ จากนั้น AI Agent จะเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน ข้อมูล และเครื่องมือต่างๆ ขององค์กร เพื่อดำเนินงานตามกระบวนการที่กำหนดได้โดยอัตโนมัติ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Tasklet ก่อตั้งโดย &lt;strong&gt;Andrew Lee และ Jonny Dimond&lt;/strong&gt; โดยต่อยอดจากประสบการณ์ของทีมในการพัฒนา Shortwave แพลตฟอร์มอีเมลที่ขับเคลื่อนด้วย AI ขณะที่ Andrew เคยเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Firebase ซึ่ง Google เข้าซื้อกิจการในปี 2557 Tasklet ถูกพัฒนาขึ้นจากวิสัยทัศน์ที่มองว่า AI Agent ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการช่วยทำงานเป็นครั้งๆ แต่ควรสามารถรับผิดชอบงานที่ต้องดำเนินอย่างต่อเนื่องในระบบธุรกิจได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Tasklet ออกแบบให้ AI Agent สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องและรับผิดชอบงานในระยะยาว โดยแต่ละ Agent สามารถเชื่อมต่อกับเครื่องมือและข้อมูลขององค์กร ทำงานตามเหตุการณ์หรือกำหนดเวลา จดจำบริบทที่เกี่ยวข้องผ่านระบบ Memory รวมถึงทำงานข้ามแอปพลิเคชันและผ่านเบราว์เซอร์ได้ สำหรับการใช้งานในระดับองค์กร Tasklet ยังมีระบบควบคุมภายในองค์กร การกำหนดสิทธิ์การเข้าถึง กรอบควบคุมการทำงาน และระบบรักษาความปลอดภัย เพื่อรองรับการนำ AI Agent ไปใช้งานจริงในกระบวนการธุรกิจ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นางสาวไพลิน วิชากูล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน (CIO) บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด (SCB 10X) กล่าว &amp;ldquo;SCB 10X มองเห็นโอกาสการเติบโตในระยะยาวของ AI Agent ที่จะพัฒนาจากการทำงานเฉพาะอย่าง ไปสู่การช่วยขับเคลื่อนกระบวนการทำงานขององค์กรได้อย่างต่อเนื่อง จากประสบการณ์ของ Andrew ในการสร้าง Firebase รวมถึงประสบการณ์ของทีมในการพัฒนา Shortwave ช่วยเสริมมุมมองและความเข้าใจในการพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับตลาดที่กำลังเติบโตนี้ SCB 10X ยินดีที่ได้สนับสนุน Tasklet ในการพัฒนาระบบการเชื่อมต่อ การทำงานร่วมกัน และระบบควบคุมที่องค์กรจำเป็นต้องมี เพื่อให้สามารถนำ AI Agent มาใช้งานในวงกว้างได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;Mr. Andrew Lee ผู้ร่วมก่อตั้ง และ CEO จาก Tasklet&lt;/strong&gt; กล่าว &amp;ldquo;เราเชื่อว่า AI สำหรับภาคธุรกิจในก้าวต่อไป ไม่ใช่เพียงการช่วยให้คนทำงานได้เร็วขึ้น แต่คือการทำให้องค์กรสามารถมอบหมายงานและความรับผิดชอบจริงให้กับ AI Agent ได้ ซึ่งการจะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ ไม่ได้อาศัยเพียงความฉลาดของ AI เท่านั้น แต่ Agent จำเป็นต้องเข้าใจบริบท สามารถเชื่อมต่อและทำงานร่วมกับระบบต่างๆ พร้อมมีระบบรักษาความปลอดภัยและการควบคุมที่ทำให้สามารถทำงานได้อย่างน่าเชื่อถือในกระบวนการธุรกิจจริง เรารู้สึกยินดีที่มี SCB 10X เข้ามาเป็นหนึ่งในนักลงทุน ซึ่งมีมุมมองและความเชื่อร่วมกันต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ และมองเห็นศักยภาพของ AI Agent ที่จะกลายเป็นส่วนสำคัญของการดำเนินงานในองค์กร&amp;rdquo;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับองค์กรที่ต้องการเริ่มนำ AI Agent มาใช้งาน Tasklet ช่วยให้องค์กรสามารถเริ่มต้นจากกระบวนการทำงานจริง โดยเลือกงานที่ต้องการ เชื่อม Agent เข้ากับเครื่องมือ ข้อมูล และบริบทที่จำเป็น ก่อนขยายไปสู่การใช้งานในส่วนอื่นๆ ต่อไป AI Agent สามารถรับผิดชอบงานที่เกิดขึ้นเป็นประจำ หรืองานที่ทำงานตามเหตุการณ์ที่กำหนด ขณะที่องค์กรยังสามารถติดตาม กำหนดสิทธิ์ และควบคุมการทำงานได้ ทำให้ทีมสามารถต่อยอดจากการทดลองใช้ AI ในงานเฉพาะจุด ไปสู่การใช้ AI Agent ร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานในแต่ละวัน องค์กรที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและทดลองใช้งาน Tasklet ได้ที่ tasklet.ai&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/news/scb-10x-invests-in-tasklet-ai-agent"/>
    <summary type="html">SCB 10X ลงทุนใน Tasklet แพลตฟอร์ม AI Agent ที่ช่วยให้องค์กรมอบหมายงานให้ AI Agent รับผิดชอบได้ โดย Tasklet ระดมทุนเพิ่มเติม 12.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐในรอบล่าสุด</summary>
    <published>2026-10-26T04:56:28+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/news/boi-investment-applications-nine-months-2026</id>
    <title>บีโอไอเผยคำขอลงทุน 9 เดือน ทะลุ 1.7 ล้านล้านบาท อุตสาหกรรมดิจิทัลนำโด่ง</title>
    <updated>2026-10-26T02:04:01+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/10/1793008985_Test_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7_1200x800_%285%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;บีโอไอเผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน 9 เดือนแรกปี 2569 รวม 1,954 โครงการ มูลค่ากว่า 1.7 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 28 นำโดยอุตสาหกรรมดิจิทัล มูลค่ากว่า 1.1 ล้านล้านบาท ตามด้วยอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูปอาหาร ตอกย้ำการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานดิจิทัลและ AI ไปพร้อมกับความแข็งแกร่งของภาคเกษตรและอาหาร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ท่ามกลางกระแสการโยกย้ายการลงทุนทั่วโลก จากแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์และการพัฒนาเทคโนโลยี มูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากอุตสาหกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ เกษตรและอาหาร ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม&amp;ndash;กันยายน) มีคำขอรับการส่งเสริม การลงทุนจำนวน 1,954 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 1,707,430 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 28 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนโมเมนตัมของการลงทุนสู่ประเทศไทย และความเชื่อมั่นต่อการปรับปรุงกฎระเบียบและโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนกลไกเร่งรัดการลงทุน (Thailand FastPass) และการพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตผ่านมาตรการ Skill Bridge ของรัฐบาล&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ดิจิทัล&amp;ndash;เซมิคอนดักเตอร์&amp;ndash;อิเล็กทรอนิกส์ เชื่อม AI Supply Chain&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;อุตสาหกรรมดิจิทัลมีมูลค่าการขอรับการส่งเสริมสูงสุดกว่า 1.17 ล้านล้านบาท จาก 139 โครงการ เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน รองลงมา ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 189,370 ล้านบาท จาก 262 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 สะท้อนการขยายตัวของธุรกิจดิจิทัลและฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกตามการเติบโตของเทคโนโลยี AI และผลิตภัณฑ์สมัยใหม่ที่ล้วนต้องมีเซมิคอนดักเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เป็นองค์ประกอบสำคัญ ซึ่งกระตุ้นการลงทุนและการขยายฐานการผลิตในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หากพิจารณาเฉพาะกลุ่มกิจการที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน AI พบว่ามีคำขอรับการส่งเสริมรวม 111 โครงการ มูลค่ากว่า 1.2 ล้านล้านบาท ครอบคลุมกิจการ Data Center, Data Hosting บริการคลาวด์ การออกแบบชิป การผลิตหรือทดสอบเซมิคอนดักเตอร์และวงจรรวม ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ผลิตภัณฑ์ โฟโตนิกส์ (Photonics) เช่น สายใยแก้วนำแสง ชิ้นส่วนและโมดูลทางแสง ระบบจ่ายและแปลงไฟฟ้า AI Server ตลอดจนฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) และชิ้นส่วน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตัวอย่างบริษัทชั้นนำที่ขอรับการส่งเสริมในกลุ่มนี้ เช่น บจ. อนาล็อก ดิไวเซส (ADI) ในกิจการทดสอบเซมิคอนดักเตอร์และวงจรวม บมจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ ในกิจการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์และระบบไฟฟ้าต่าง ๆ เช่น Power Supply, Power Conversion, Power Control บจ. เวสเทิร์น ดิจิตอล สตอเรจ เทคโนโลยีส์ ขยายการลงทุนผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง บจ. อีออปโตลิงค์ เทคโนโลยี ในกิจการผลิตอุปกรณ์โฟโตนิกส์ เช่น อุปกรณ์ที่ใช้รับส่งสัญญาณด้วยแสงความเร็วสูง (Optical Transceiver) และ บจ. ซิเลซติกา ในกิจการผลิต Network Switch, Mainboard และ AI Server&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การเติบโตของอุตสาหกรรม AI และดาต้าเซ็นเตอร์ สร้างความต้องการอุปกรณ์และระบบสนับสนุน ทั้งเซิร์ฟเวอร์ ระบบจัดเก็บข้อมูล อุปกรณ์รับส่งข้อมูลความเร็วสูง ระบบจ่ายไฟ และระบบระบายความร้อน ความต้องการเหล่านี้ช่วยดึงดูดผู้ผลิตอุปกรณ์ให้เข้ามาลงทุนในไทย และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในประเทศ มีส่วนร่วมในการผลิตชิ้นส่วน ติดตั้ง และบำรุงรักษาระบบ ช่วยเชื่อมโยงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์กับฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทย และสร้างรายได้ให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เกษตรและอาหาร ลงทุนเพิ่ม 59% ต่อยอดจุดแข็งฐานการผลิตไทย&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร มีมูลค่าการขอรับการส่งเสริม 80,190 ล้านบาท จาก 218 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 59 ครอบคลุมการผลิตอาหารและเครื่องดื่มที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย อาหารสัตว์ แป้งแปรรูป สารสกัดจากวัตถุดิบธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์ยาง ตลอดจนผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์จากผลผลิตหรือเศษวัสดุ ทางการเกษตร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตัวอย่างบริษัทที่ยื่นขอรับการส่งเสริมในกลุ่มนี้ ได้แก่ บจ. เนสท์เล่ ในกิจการผลิตกาแฟและอาหารสัตว์เลี้ยง บจ. ไทย อินาบะ ฟูดส์ ในกิจการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง บจ. สยาม ควอลิตี้ สตาร์ช และ บจ. สยาม มอดิฟายด์ สตาร์ช ในกิจการผลิตแป้งแปรรูปที่มีคุณสมบัติพิเศษ บมจ. ยูโรเปี้ยนฟู้ด ในกิจการผลิตขนมขบเคี้ยว การลงทุนเหล่านี้ ช่วยเปิดโอกาสต่อยอดอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหารของไทย รวมถึงเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทิศทางการลงทุนดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของธนาคารโลกที่ระบุว่า &amp;ldquo;บริการดิจิทัล การผลิตขั้นสูง เกษตรและอาหาร&amp;rdquo; เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และช่วยสร้างงานคุณภาพ อีกทั้งสะท้อนการขยายตัวอย่างสมดุลระหว่างฐานอุตสาหกรรมเดิม โดยเฉพาะเกษตรและอาหาร และการสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ดิจิทัล AI เซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอากาศยาน ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ เป็นต้น&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;พลังงานและสาธารณูปโภค เสริมความพร้อมรองรับฐานอุตสาหกรรม&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;อีกสาขาหนึ่งที่สำคัญ คือ อุตสาหกรรมพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีจำนวนโครงการขอรับการส่งเสริมสูงสุด รวม 313 โครงการ มูลค่า 59,870 ล้านบาท ครอบคลุมการลงทุนด้านพลังงาน โดยเฉพาะกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล และก๊าซชีวภาพ ตลอดจนระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อภาคอุตสาหกรรม เช่น นิคมอุตสาหกรรม และการผลิตน้ำเพื่ออุตสาหกรรม เป็นต้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การลงทุนในกลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญต่อการเสริมความพร้อมของฐานการผลิตไทย โดยเฉพาะการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ซึ่งต้องอาศัยความพร้อมและความมั่นคงของพลังงานและระบบสาธารณูปโภค รวมถึงการเข้าถึงพลังงานสะอาดที่จะเป็นมาตรฐานใหม่ของการค้าระหว่างประเทศในอนาคต&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีการขอรับการส่งเสริมในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้แก่ ธุรกิจโลจิสติกส์และบริการ 51,820 ล้านบาท จาก 236 โครงการ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน 36,340 ล้านบาท จาก 191 โครงการ อุตสาหกรรม แร่ โลหะและวัสดุ 28,460 ล้านบาท จาก 183 โครงการ อุตสาหกรรมเคมีและปิโตรเคมี 22,160 ล้านบาท จาก 178 โครงการ และอุตสาหกรรมเครื่องจักร ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ 18,880 ล้านบาท จาก 122 โครงการ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ภาคกลาง-ตะวันออกลงทุนสูงสุด ภาคใต้ลงทุนโต 40% ต่อยอดโอกาสเศรษฐกิจในพื้นที่&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ในด้านพื้นที่ ภาคกลางมีมูลค่าขอรับการส่งเสริมสูงสุด 955,260 ล้านบาท จาก 778 โครงการ รองลงมา ได้แก่ ภาคตะวันออก 632,320 ล้านบาท จาก 856 โครงการ โดยทั้งสองภูมิภาคเป็นพื้นที่ฐานอุตสาหกรรมหลักของประเทศ มีมูลค่ารวมกันถึงร้อยละ 93 ของคำขอทั้งหมดขณะที่ภาคใต้มีมูลค่า 34,140 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 40 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกิจการเด่น ได้แก่ โรงแรม เกษตรและอาหาร เช่น การผลิตน้ำมันปาล์ม การแปรรูปยางและผลิตภัณฑ์ยาง รวมถึงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยจังหวัดที่มีมูลค่าการลงทุนสูง ได้แก่ ภูเก็ต พังงา สงขลา และสุราษฎร์ธานี สะท้อนโอกาสต่อยอดจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวและฐานวัตถุดิบเกษตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและการจ้างงานในพื้นที่ ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีมูลค่าคำขอ 23,930 ล้านบาท ภาคเหนือ 12,680 ล้านบาท และภาคตะวันตก 8,960 ล้านบาท ตามลำดับ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;FDI โต 62% ทะลุ 1.55 ล้านล้านบาท&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมจำนวน 1,309 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 1,550,784 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 62 สะท้อนการเข้ามาของโครงการลงทุนขนาดใหญ่จากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างซัพพลายเชนระดับโลก และความเชื่อมั่นต่อศักยภาพและความพร้อม ของประเทศไทย โดยผู้ลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ 1,164,595 ล้านบาท จาก 214 โครงการ จีน 63,390 ล้านบาท จาก 493 โครงการ สหราชอาณาจักร 48,311 ล้านบาท จาก 15 โครงการ ญี่ปุ่น 45,478 ล้านบาท จาก 192 โครงการ และไต้หวัน 43,243 ล้านบาท จาก 70 โครงการการลงทุนจากต่างประเทศส่วนใหญ่ อยู่ในกิจการโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังมี การลงทุนขนาดใหญ่ในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม อาหารสัตว์ ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักรและชิ้นส่วน ความแม่นยำสูง ผลิตภัณฑ์โลหะ และเคมีภัณฑ์&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ต่อยอดการลงทุนคุณภาพ สร้างงานและโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สำหรับตัวเลขในขั้นอนุมัติการส่งเสริม ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 มีจำนวน 1,951 โครงการ เงินลงทุนรวม 1,512,600 ล้านบาท โครงการเหล่านี้คาดว่าจะจ้างงานบุคลากรไทยเพิ่มเติมกว่า 116,000 ตำแหน่ง ใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศมูลค่ากว่า 693,000 ล้านบาทต่อปี และสร้างมูลค่าส่งออกกว่า 1.96 ล้านล้านบาทต่อปี การใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเชื่อมโยงกับโครงการลงทุนเหล่านี้ ทั้งในด้านการผลิตชิ้นส่วน การจัดหาวัตถุดิบ และการให้บริการที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับการออกบัตรส่งเสริม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใกล้เคียงกับการลงทุนจริงมากที่สุด มีจำนวน 1,961 โครงการ เงินลงทุนรวม 1,047,710 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เป็นสัญญาณว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในอนาคตอันใกล้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากการดึงดูดการลงทุนใหม่ บีโอไอยังให้ความสำคัญกับการยกระดับฐานอุตสาหกรรมเดิม ผ่านมาตรการ Smart and Sustainable Industry ซึ่งในช่วง 9 เดือนแรก มีผู้ขอรับการส่งเสริม 196 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 20,431 ล้านบาท โดยเป็นการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรให้ผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประหยัดพลังงานและใช้พลังงานทดแทน นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ รวมถึงนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ มาใช้ในการผลิตและบริการ ซึ่งช่วยเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และทำให้ฐานอุตสาหกรรมเดิมแข่งขันได้ในระยะยาว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;quot;ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน 9 เดือนกว่า 1.7 ล้านล้านบาท สะท้อนทิศทางการลงทุนที่ให้น้ำหนักกับอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น เปิดโอกาสให้ไทยขยายบทบาทในห่วงโซ่อุปทาน AI ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและการผลิตอุปกรณ์ รวมทั้งบริการที่เกี่ยวข้อง บีโอไอเดินหน้าดึงดูดการลงทุนใหม่ควบคู่กับการยกระดับฐานอุตสาหกรรมเดิม โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากร พร้อมส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศและเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว&amp;quot; นายนฤตม์ กล่าว&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/news/boi-investment-applications-nine-months-2026"/>
    <summary type="html">บีโอไอเผยคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน 9 เดือนแรกปี 2569 มูลค่า 1.7 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% โดยดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์เป็นกลุ่มหลัก</summary>
    <published>2026-10-26T02:04:01+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/saucy-thoughts/hyper-independence</id>
    <title>Hyper-independence ภาวะพึ่งตัวเองจนเกินพอดี งานล้นมือแค่ไหนก็บอกว่า ‘ไหว’</title>
    <updated>2026-10-26T01:36:39+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img alt="Hyper-independence" class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/10/1793006731_Hyper-independence_%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B6%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9B.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;Hyper-independence หรือภาวะพึ่งตัวเองมากเกินไป คืออาการของคนที่รู้สึกว่าต้องจัดการทุกเรื่องด้วยตัวเอง ไม่ยอมขอให้ใครช่วยถึงจะลำบากแค่ไหนก็ตาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นิสัยแบบนี้มักมีที่มา หลายคนเคยฝากความหวังไว้กับคนอื่น แต่สุดท้ายกลับต้องแก้ปัญหาเองคนเดียว หรือต้องตามแก้งานที่คนอื่นทำไว้ไม่เรียบร้อย พอเจอแบบนี้บ่อย ๆ เข้าก็เลยสรุปกับตัวเองว่าทำเองน่าจะง่ายกว่า บางคนก็โตมาแบบที่ต้องพึ่งตัวเองตั้งแต่เด็ก เพราะไม่เคยมีใครให้พึ่ง พอเริ่มทำงานก็ยังมาเจอที่ทำงานที่ไม่ค่อยมีใครสอน ไม่มีขั้นตอนชัด ๆ ทุกคนต้องลองผิดลองถูกกันเอง นิสัยพึ่งตัวเองเลยยิ่งหนักขึ้นไปอีก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นานไปก็กลายเป็นคนที่ทำงานได้เองโดยไม่ต้องมีใครคอยดู และไม่อยากเป็นภาระใคร เวลามีคนถามว่าไหวไหม คำตอบก็มักจะเป็น &amp;lsquo;ไหว&amp;rsquo; ทั้งที่ข้างในอาจจะเหนื่อยจนแทบรับไม่ไหวแล้ว ซึ่งถ้าปล่อยไว้นาน ๆ นิสัยนี้ก็จะส่งผลเสียกับตัวเองมากกว่าที่คิด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หลายบริษัทอาจชอบพนักงานแบบนี้ เพราะไม่ต้องดูแลมาก ส่วนคนทำเองก็ได้ฝึกทักษะหลายอย่าง บางคนได้รับงานใหญ่ ๆ ด้วย แต่ข้อเสียก็ตามมาเรื่อย ๆ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ยิ่งดูเก่ง ยิ่งไม่มีใครถามว่าโอเคไหม&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;พอเราดูเหมือนจัดการทุกอย่างได้เอง คนรอบตัวก็คิดว่าเราไหว เลยไม่มีใครมาถามว่าอยากให้ช่วยอะไรไหม ส่วนเราเองก็ไม่ได้บอกใคร เพราะชินกับการทำเองมานานแล้ว ทุกคนก็เลยเข้าใจไปว่าเราสบายดี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สุดท้ายเราก็ต้องแบกทุกอย่างไว้คนเดียว ทั้งงานของตัวเอง งานที่ต้องไปช่วยคนอื่นและความคาดหวังว่าเราต้องทำได้ทุกอย่าง ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่มีใครเห็นและก็ไม่มีใครมาช่วยแบ่ง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;พอแบกแบบนี้ไปนาน ๆ ก็เริ่มหมดไฟกับงาน อาจไม่ได้หนักถึงขั้นอยากลาออกทันที แต่ความสุขในการทำงานจะค่อย ๆ หายไปทีละนิด เริ่มไม่อยากเรียนรู้อะไรใหม่ เหนื่อยง่ายกว่าเดิม เพราะมัวแต่ประคองทุกอย่างไว้จนลืมดูแลตัวเอง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;แบกงานอยู่คนเดียว ทำให้สมองเริ่มตื้อ&amp;nbsp;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;คนที่แบกงานคนเดียวนาน ๆ มักมีอาการ &amp;lsquo;สมองตื้อ&amp;rsquo; คิดอะไรช้า จับประเด็นไม่ได้ หัวมึน ๆ ตลอดเวลา ในภาษาอังกฤษเรียกสิ่งนี้ว่า Brain Fog เปรียบเทียบเหมือนคอมพิวเตอร์ที่เปิดหน้าเว็บไว้หลายสิบหน้าพร้อมกัน เครื่องเลยอืดและค้าง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หนังสือ Thinking, Fast and Slow ของ Daniel Kahneman นักจิตวิทยาชื่อดัง อธิบายไว้ว่าสมองเราคิดได้ 2 แบบ&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;แบบเร็ว&lt;/strong&gt; ใช้กับเรื่องที่ทำจนชิน ไม่ต้องคิดเยอะ เช่น แปรงฟัน หรือเดินทางไปทำงานเส้นทางเดิม&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;แบบช้า&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ใช้กับเรื่องใหม่หรือเรื่องสำคัญที่ต้องคิดให้รอบคอบ เช่น ตัดสินใจเรื่องงานหรือวางแผนงบ แบบนี้จะใช้พลังงานสมองเยอะมาก&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ซึ่งถ้างานไม่มีขั้นตอนชัด ไม่มีใครช่วยคิด แล้วเราต้องตัดสินใจทุกเรื่องเอง สมองก็ต้องคิดแบบช้าทั้งวัน สุดท้ายสมองก็ล้า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อาการนี้ไม่ได้แปลว่าเราไม่เก่ง มันเป็นสัญญาณว่าเรากำลังคิดคนเดียวมากเกินไป ควรแบ่งให้คนอื่นช่วยบ้าง เช่น การชวนเพื่อนร่วมทีมมาช่วยกันคิด หรือแค่คุยกับหัวหน้าสั้น ๆ ให้เข้าใจตรงกันว่าต้องทำอะไร&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;4 เรื่องที่คนพึ่งตัวเองเกินไปควรรู้&lt;/h2&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;เก่งแค่ไหนก็ขอให้คนอื่นช่วยได้ ไม่มีใครทำงานคนเดียวได้ตลอด การขอให้ช่วยเป็นเรื่องปกติ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ยิ่งแอบแก้ปัญหาเงียบ ๆ ทีมยิ่งไม่รู้ว่ามีปัญหา ถ้าเราคอยเก็บงานให้ตลอด ทีมจะไม่มีวันรู้ว่าระบบงานมีจุดที่ต้องแก้ ปัญหาเดิมก็จะเกิดซ้ำไปเรื่อย ๆ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ทีมที่ดีควรให้คนพึ่งกันได้ ถามได้โดยไม่โดนมองว่าโง่ คนใหม่เข้ามามีคนสอนงาน และทุกคนต้องคอยช่วยกันปรับงานไปเรื่อย ๆ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;เราบอกคนอื่นได้ว่าต้องการอะไร ถ้าข้อมูลไม่พอ อยากได้เวลาเพิ่ม หรืออยากทำงานในแบบที่ถนัด พูดออกมาได้เลย คนอื่นไม่รู้หรอกว่าเราต้องการอะไรถ้าเราไม่พูด&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;h2&gt;ต้องเริ่มเปลี่ยนจากตรงไหน&lt;/h2&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;มีปัญหาให้รีบบอก ไม่ต้องรอให้แก้เองจนเสร็จแล้วค่อยเล่า&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ไม่เข้าใจตรงไหนให้ถาม ถามให้ตรงจุด ดีกว่าเดาแล้วทำผิดต้องแก้ใหม่&lt;/li&gt;&lt;li&gt;บอกให้ชัดว่ารับงานไหวแค่ไหน งานไหนรับไหว งานไหนรับไม่ไหว พูดออกมาตรง ๆ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ไม่ต้องรอให้ที่ทำงานเปลี่ยนก่อน เริ่มจากตัวเราเองได้เลย ต้องหัดบอกว่าต้องการอะไร และกล้าบอกคนอื่นแบบสุภาพเวลามีเรื่องที่ควรปรับ&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;การพึ่งพาตัวเองช่วยให้เราเอาตัวรอดได้ในสถานการณ์ที่ไม่มีใคร แต่หากต้องการเติบโตในการทำงาน การทำงานร่วมกับผู้อื่นคือสิ่งจำเป็น การขอความช่วยเหลืออาจทำให้รู้สึกกังวลหรือเกรงใจในตอนแรก แต่การกระจายงานและทำร่วมกันเป็นทีม ย่อมให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการแบกรับทุกอย่างไว้เพียงคนเดียว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/saucy-thoughts/hyper-independence"/>
    <summary type="html">Hyper-independence หรือภาวะพึ่งตัวเองมากเกินไป คืออาการของคนที่รู้สึกว่าต้องจัดการทุกเรื่องด้วยตัวเอง ไม่ยอมขอให้ใครช่วยถึงจะลำบากแค่ไหนก็ตาม</summary>
    <published>2026-10-26T01:36:39+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/ai/airbnb-ceo-future-manager-role</id>
    <title>คนที่โลกยุคใหม่กำลังจะ ‘คัดทิ้ง’ จากความเห็นของ Brian Chesky</title>
    <updated>2026-10-26T01:34:43+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;หลายปีที่ผ่านมา คนทำงานแทบทุกสายได้ยินคำเตือนแบบเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่า AI กำลังจะเข้ามากินงาน โปรแกรมเมอร์ก็โดน ฝ่ายบริการลูกค้าก็โดน ไปจนถึงงานที่เคยคิดว่าปลอดภัยอย่างนักกฎหมายและคนทำงานการเงิน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เสียงเตือนเหล่านี้ไม่ได้มาจากใครก็ไม่รู้ แต่มาจากคนที่สร้างเทคโนโลยีนี้เอง Dario Amodei CEO ของ Anthropic เคยเตือนว่า AI อาจกระทบงานออฟฟิศระดับเริ่มต้นได้ถึงครึ่งหนึ่ง แม้ปีนี้ท่าทีของเขาจะเปลี่ยนไปบ้างแล้ว ส่วน Mustafa Suleyman หัวหน้าฝ่าย AI ของ Microsoft ประเมินเร็วกว่านั้นอีก เขามองว่างานของคนทำงานมืออาชีพส่วนใหญ่อาจถูกแทนที่ได้ภายใน 12 ถึง 18 เดือน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่เชื่อไหมว่า มีผู้นำเทคอีกคนที่มองเรื่องนี้ต่างออกไป และคำตอบของเขาอาจทำให้หลายคนสบายใจขึ้น ขณะเดียวกันก็อาจทำให้อีกหลายคนนั่งไม่ติด โดยเฉพาะคนที่มีคำว่า Manager อยู่ในตำแหน่ง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/10/1793006992_%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%8D%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_-_2026-10-26T161906.567.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Brian Chesky ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ Airbnb มองว่า ความเสี่ยงใหญ่ที่สุดของคนทำงานไม่ใช่ตัวเทคโนโลยี แต่คือการไม่ยอมพัฒนาตัวเองไปพร้อมกับมัน ในรายการพอดแคสต์ Invest Like The Best Chesky พูดไว้ชัดว่ามีคนอยู่ 2 แบบที่จะข้ามไปยุค AI ไม่ได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;แบบแรก&lt;/strong&gt; ผู้จัดการที่ดูแลคนอย่างเดียว (Pure People Manager): คนที่หน้าที่หลักคือคุมทีม จัดประชุม และคุย One-on-One โดยแทบไม่ได้แตะเนื้องานเอง&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;แบบที่สอง&lt;/strong&gt; คนที่ยึดติด (Rigid People): คนที่ไม่อยากเปลี่ยน ไม่อยากพัฒนา และเชื่อว่าตัวเองหลบเทคโนโลยีนี้ได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่น่าสนใจคือ Chesky ไม่ได้แบ่งคนตามสายงานหรือทักษะ อย่างที่คำเตือนเรื่อง AI ส่วนใหญ่ทำ เขาไม่ได้บอกว่านักบัญชีอันตราย หรือโปรแกรมเมอร์ปลอดภัย แต่แบ่งตามบทบาทและทัศนคติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนเลือกได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;พูดอีกแบบคือ ในสายตาของ Chesky ชะตากรรมของคนทำงานในยุค AI ไม่ได้ถูกกำหนดไว้แล้ว แต่ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะเลือกทำอะไรต่อจากนี้&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ผู้จัดการที่มีแต่ประชุม กำลังหมดความหมาย&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ใน 2 กลุ่มนี้ กลุ่มที่ Chesky พูดถึงหนักที่สุดคือผู้จัดการ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เขาอธิบายว่าเมื่อ AI เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรและวิธีทำงานของพนักงาน คนที่ต้องปรับตัวก่อนใครคือหัวหน้า และเขาพูดตรง ๆ ว่าไม่คิดว่าผู้จัดการที่ดูแลคนอย่างเดียวจะมีคุณค่าอะไรในอนาคต&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Chesky ขยายความว่า หัวหน้าจะทำตัวเป็นนักบำบัดของลูกทีม เข้าประชุม แล้วนั่งคุย One-on-One ไปวัน ๆ แบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว งานของ Manager แบบเดิม ๆ เช่น ติดตามความคืบหน้า สรุปรายงาน ส่งต่อข้อมูลระหว่างทีม หรือแจกงาน เป็นงานที่ AI เริ่มทำแทนได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อข้อมูลไหลถึงทุกคนได้เองโดยไม่ต้องผ่านคนกลาง ชั้นของผู้จัดการที่ทำหน้าที่ส่งต่อข้อมูลก็เริ่มไม่จำเป็น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่ยังเหลือและมีค่ามากขึ้น คือความเข้าใจเนื้องานอย่างลึกซึ้ง และการตัดสินใจว่าอะไรดีหรือไม่ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้จัดการแบบดูแลคนอย่างเดียวไม่มี&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ผู้จัดการแบบใหม่ ครึ่งหัวหน้า ครึ่งคนลงมือทำ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;แล้วผู้จัดการแบบไหนที่จะอยู่รอด Chesky เรียกว่า Hybrid People Manager หรือ Manager IC โดย IC ย่อมาจาก Individual Contributor หมายถึงคนที่ลงมือทำงานเอง ไม่ได้แค่คุมทีม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผู้จัดการแบบนี้ต้องมีลักษณะสำคัญ 3 อย่าง&lt;/p&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;เข้าใจงานเชิงเทคนิค&lt;/strong&gt;: ไม่ใช่แค่รู้ว่าทีมกำลังทำอะไร แต่ต้องเข้าใจว่างานนั้นทำอย่างไร ดีหรือไม่ดีเพราะอะไร&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;ใกล้ชิดกับตัวผลิตภัณฑ์&lt;/strong&gt;: ยังต้องผูกตัวเองกับสิ่งที่ทีมกำลังสร้าง ไม่ลอยตัวอยู่แค่ระดับบริหาร&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;อยู่ในบริบทของงาน&lt;/strong&gt;: Chesky ใช้คำว่าต้องอยู่ใน Context ของงานจริง ถึงจะรักษาตำแหน่งของตัวเองไว้ได้&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;p&gt;ตัวอย่างที่เขายกขึ้นมาคือ Jony Ive อดีต Chief Design Officer ของ Apple ผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบ iMac, iPod และ iPhone Chesky มองว่า Ive บาลานซ์ระหว่างการออกแบบผลิตภัณฑ์กับการนำทีมได้ลงตัว เขาเป็นหัวหน้าทีมออกแบบขนาดใหญ่ แต่ก็ยังลงไปคลุกกับรายละเอียดของงานดีไซน์ด้วยตัวเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทั้งนี้ Chesky ไม่ได้บอกว่าความสัมพันธ์กับทีมไม่สำคัญ เขายังมองว่าการเช็กอินกันเป็นประจำ หรือชวนลูกทีมไปกินข้าวเย็นเป็นเรื่องดี แต่การคุมคนอย่างเดียวไม่พออีกต่อไป หัวหน้ายุคนี้ต้องบริหารคนผ่านเนื้องาน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;คนที่คิดว่าหลบ AI ได้ ก็ไปต่อยาก&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;กลุ่มที่สองที่ Chesky เตือนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้จัดการ แต่รวมถึงพนักงานทั่วไปทุกระดับที่คิดว่าจะเลี่ยงเทคโนโลยีนี้ไปได้ เขามองว่าคนกลุ่มนี้จะเจองานหนักขึ้นเรื่อย ๆ ในยุค AI&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ Chesky ก็มีข่าวดีมาด้วย เขาบอกว่าเครื่องมือ AI เรียนรู้ได้ง่ายมาก ขอแค่มี Growth Mindset ก็ตามทันโลกได้ไม่ยาก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Growth Mindset เป็นแนวคิดที่ Carol Dweck นักจิตวิทยาจาก Stanford University นำเสนอ หมายถึงทัศนคติที่เชื่อว่าความสามารถของคนพัฒนาได้ด้วยการเรียนรู้และฝึกฝน ตรงข้ามกับ Fixed Mindset ที่เชื่อว่าความสามารถเป็นของติดตัวมาแต่เกิดและเปลี่ยนไม่ได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ประเด็นนี้สำคัญ เพราะสิ่งที่ขวางคนจำนวนมากไม่ให้ใช้ AI มักไม่ใช่ความยากของเครื่องมือ แต่เป็นความรู้สึกบางอย่าง เช่น&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;กลัวว่าตัวเองจะดูไม่เก่ง:&lt;/strong&gt; โดยเฉพาะคนที่มีประสบการณ์สูงและคุ้นกับการเป็นผู้เชี่ยวชาญ การกลับไปเป็นมือใหม่จึงไม่สบายใจ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;เชื่อว่างานของตัวเองพิเศษเกินกว่าที่ AI จะช่วยได้:&lt;/strong&gt; ซึ่งบางครั้งก็จริง แต่หลายครั้งเป็นแค่ข้ออ้างที่ไม่เคยลองพิสูจน์&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;รอให้องค์กรสั่ง:&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;แทนที่จะเริ่มทดลองเอง สุดท้ายเลยตามคนอื่นไม่ทัน&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;มุมมองของ Chesky ตรงกับสิ่งที่ผู้นำเทคหลายคนพยายามบอกคนทำงานที่กังวลอยู่ตอนนี้ ว่าแชตบอตและ AI Agent จะไม่ได้แย่งงานเราไปโดยตรง แต่คนที่ใช้ AI เป็นต่างหากที่จะแย่ง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในฐานะผู้นำองค์กร Chesky ไม่ได้มอง AI เป็นภัยคุกคาม เขาเคยบอกว่า AI มีส่วนสำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จของ Airbnb และพยายามบอกผู้นำธุรกิจคนอื่นว่า AI ไม่ใช่แค่ของเสริม แต่เป็นสิ่งจำเป็น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในการให้สัมภาษณ์กับ CNBC Chesky บอกว่าในมุมธุรกิจ AI คือสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับ Airbnb&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เขาอธิบายต่อว่า บริษัทที่ผู้ก่อตั้งยังนำทัพเอง และบริษัทที่พร้อมเปลี่ยนแปลง คือกลุ่มที่จะได้ประโยชน์จาก AI เพราะ AI หมายความว่าทุกคนต้องเปลี่ยน และถ้าไม่เปลี่ยน ก็จะโดน Disrupt&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าตรรกะที่ Chesky ใช้กับองค์กร กับตรรกะที่เขาใช้กับคนทำงานเป็นเรื่องเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทหรือคน ตัวแปรที่ตัดสินว่าใครรอดไม่ใช่ขนาดหรือประสบการณ์ แต่คือความพร้อมที่จะเปลี่ยน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;แล้วคนทำงานควรเริ่มจากตรงไหน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;จากสิ่งที่ Chesky และผู้นำเทคคนอื่นพูด พอจะสรุปเป็นสิ่งที่ทำได้จริงดังนี้&lt;/p&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;ถ้าเป็นหัวหน้า ลองนับดูว่าเวลาส่วนไหนของสัปดาห์ที่ได้แตะเนื้องานจริง ถ้าคำตอบคือแทบไม่มี นี่คือสัญญาณที่ควรเริ่มดึงตัวเองกลับมาใกล้งาน&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ฝึกเป็นผู้ตัดสินคุณภาพ ไม่ใช่แค่ผู้ส่งต่องาน ในยุคที่ AI ผลิตงานได้มหาศาล คนที่บอกได้ว่างานไหนดีและเพราะอะไร จะมีค่ามากขึ้น&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ลองใช้เครื่องมือ AI กับงานจริงทุกวัน Chesky ย้ำว่ามันเรียนรู้ง่ายกว่าที่คิด สิ่งที่ยากที่สุดคือการเริ่ม&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ยอมเป็นมือใหม่อีกครั้ง ประสบการณ์เดิมยังมีค่า แต่จะมีค่ามากขึ้นเมื่อจับคู่กับเครื่องมือใหม่&lt;/li&gt;&lt;li&gt;เปลี่ยนคำถามในหัว จาก AI จะแย่งงานเราไหม เป็นเราจะใช้ AI ทำงานให้ดีขึ้นได้อย่างไร&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a href="https://fortune.com/article/airbnb-ceo-brian-chesky-warns-two-types-of-people-wont-survive-the-ai-era-pure-people-managers-and-workers-who-resist-change/"&gt;fortune&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/ai/airbnb-ceo-future-manager-role"/>
    <summary type="html">หมดยุคหัวหน้านั่งประชุมทั้งวัน ซีอีโอ Airbnb ชี้ชัด ผู้จัดการที่คุมคนอย่างเดียวอาจไม่รอดในโลกใหม่ ถึงเวลาปรับตัวสู่บทบาทผู้นำที่เข้าใจเนื้องานจริง</summary>
    <published>2026-10-26T01:34:43+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/saucy-thoughts/k-shaped</id>
    <title>สำรวจตลาดแรงงานยุค K-Shaped Economy อาชีพไหนรอด อาชีพไหนเสี่ยงตกงาน</title>
    <updated>2026-10-26T00:32:52+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/10/1793003470_%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%99_800_-_2026-10-26T153125.633.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ประธานาธิบดีสิงคโปร์ มองว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่เศรษฐกิจโตอย่างเดียวอาจไม่พอจะสร้างงานดี ๆ ได้อีกแล้ว เขายกตัวอย่างจีน อินเดีย และประเทศกำลังพัฒนาในอาเซียน ที่เศรษฐกิจยังโตได้ค่อนข้างดี แต่การจ้างงานไม่ได้โตตาม สองเรื่องนี้เคยไปด้วยกัน ตอนนี้เริ่มแยกกันเดิน และถ้ารัฐบาลกับภาคธุรกิจไม่รีบปรับตัว AI อาจทำให้ช่องว่างนี้กว้างขึ้นไปอีก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกเรื่องที่เขากังวลคือเศรษฐกิจและตลาดแรงงานแบบ 'K-shaped' ซึ่งคนบางกลุ่มได้ประโยชน์และโตต่อเนื่อง ขณะที่อีกกลุ่มถูกทิ้งไว้ข้างหลัง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;K-shaped หมายถึงอะไร&lt;/h2&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;หลังเศรษฐกิจเจอวิกฤต คนกลุ่มหนึ่งฟื้นตัวได้และชีวิตดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่อีกกลุ่มกลับแย่ลงเรื่อย ๆ ฝั่งหนึ่งขึ้น อีกฝั่งลง เหมือนขาสองข้างของตัว K ที่แยกออกจากจุดเดียวกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตัว K ไม่ได้แปลว่าบางคนฟื้นเร็ว บางคนฟื้นช้า แต่แปลว่าคนสองกลุ่มไปคนละทางเลย และยิ่งนานไป ทั้งสองกลุ่มก็ยิ่งห่างกันมากขึ้น เพราะแบบนี้ตัวเลขเศรษฐกิจที่เห็นในข่าวจึงหลอกตาได้ ข่าวอาจบอกว่าเศรษฐกิจโต หุ้นขึ้น ทุกอย่างกลับมาดีแล้ว แต่คนทำงานจำนวนมากยังรู้สึกว่าชีวิตไม่ได้ดีขึ้นเลย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คำว่า K-shaped เริ่มดังช่วงโควิด แต่ความเหลื่อมล้ำมีมาตั้งแต่ก่อนหน้านั้น ในปี 2019 ที่อเมริกา คนที่รวยที่สุด 10% มีทรัพย์สินรวมกันราว 71% ของทั้งประเทศ ส่วนคนอีกครึ่งประเทศมีทรัพย์สินรวมกันแค่ประมาณ 2%&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เรื่องนี้สำคัญกับคนทำงาน เพราะเงินเก็บเป็นเหมือนเบาะรองรับตอนล้ม คนที่มีเงินเก็บ แม้รายได้จะหายไปช่วงหนึ่งก็ยังพอประคองตัวเองไปต่อได้ ส่วนคนที่ไม่มีเงินเก็บ แค่ตกงานครั้งเดียวก็ลำบากทันที พอของแพงขึ้นก็ไม่มีเงินสำรองไว้รับมือ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โควิดจึงไม่ได้ทำร้ายทุกคนเท่ากัน คนที่ลำบากอยู่แล้วยิ่งลำบากขึ้น และช่องว่างระหว่างคนสองกลุ่มก็ยิ่งกว้างขึ้น&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ช่วงโควิด คนทำงานออฟฟิศรอด คนทำงานบริการตกงาน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ช่วงโควิดทำให้เห็นความต่างของคนทำงานสองกลุ่มอย่างชัดเจน คือกลุ่มที่ทำงานหน้าคอมหรือออนไลน์ได้ ซึ่งยังมีรายได้ปกติและมีเงินเก็บเพิ่มขึ้นจากการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ในทางกลับกันกลุ่มพนักงานบริการ ร้านค้า และขนส่ง กลับต้องเผชิญการเลิกจ้างและถูกลดชั่วโมงงานอย่างหนัก ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่การขาดรายได้ชั่วคราว แต่ได้สร้างช่องว่างความเหลื่อมล้ำระยะยาว ทั้งด้านความมั่นคงของชีวิตและโอกาสในการลืมตาอ้าปากของคนทั้งสองกลุ่ม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;งานทักษะระดับกลางโดนบีบ&lt;/h2&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;ช่วงวิกฤตโควิด ธุรกิจและผู้คนหันมาใช้เทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติกันเร็วขึ้น ส่งผลให้งานที่ต้องทำซ้ำๆ หรืองานที่ใช้ทักษะระดับกลางได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากคนทำงานกลุ่มนี้มักมีเงินออมน้อยอยู่แล้ว จึงเดือดร้อนเป็นสองเท่าเพราะเสี่ยงตกงานและไม่มีเงินสำรองฉุกเฉิน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตลาดแรงงานจึงถูกแบ่งเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน คืองานทักษะสูงที่ยังไปต่อได้ กับงานระดับกลางที่กำลังหดตัวลง นี่จึงเป็นเหตุผลที่คำเตือนของประธานาธิบดีสิงคโปร์เรื่อง AI เป็นเรื่องที่ต้องจับตา เพราะหากระบบอัตโนมัติในช่วงโควิดยังบีบให้งานระดับกลางหายไปได้ขนาดนี้ เทคโนโลยี AI ที่ฉลาดและพัฒนาอย่างรวดเร็วก็มีแนวโน้มที่จะยิ่งขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำให้กว้างขึ้นไปอีก&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;กลุ่มไหนรอด กลุ่มไหนฟื้นตัวช้า&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ขาบนคือคนทำงานในสายเทคโนโลยี อย่างดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ ชิป และแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงสายการเงินที่ได้อานิสงส์จากราคาสินทรัพย์ที่พุ่งขึ้น แต่แม้ในฝั่งนี้ประโยชน์ก็ยังกระจุกอยู่กับบริษัทยักษ์ใหญ่ไม่กี่เจ้า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขาล่างคือคนทำงานท่องเที่ยว โรงแรม และธุรกิจบันเทิง ซึ่งโดนหนักที่สุดและฟื้นช้า แม้ธุรกิจจะกลับมาเปิด ก็ยังเจอทั้งของแพงและลูกค้าที่ใช้จ่ายน้อยลง คนทำงานใน SME ก็อยู่ฝั่งนี้ เพราะธุรกิจเล็กหาเงินกู้ยาก เงินสำรองน้อย และต้องแข่งกับบริษัทใหญ่ที่ทั้งเงินหนาและเก่งดิจิทัลกว่า กลุ่มที่เปราะบางที่สุดคือคนเพิ่งเริ่มทำงานและคนทำงานอิสระหรือ Gig Worker รายได้ของพวกเขาขึ้นลงไม่แน่นอนและไม่มีความมั่นคง หลายคนการเงินแย่ลงยาว ๆ ไม่ได้แค่สะดุดชั่วคราว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทั้งข้อมูลช่วงโควิดและคำเตือนของเขาชี้ไปทางเดียวกัน คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่าเศรษฐกิจโตไหม แต่ต้องถามว่าใครได้ประโยชน์จากการเติบโตนั้น และใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วิกฤตหรือเทคโนโลยีใหม่ไม่ได้สร้างรอยแยกขึ้นมาเอง แค่ทำให้รอยเดิมกว้างขึ้น ถ้าอยากรู้ว่าตัวเองจะอยู่ขาไหนของตัว K ให้ลองถามตัวเองตั้งแต่ตอนนี้&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;งานของคุณต้องผูกกับสถานที่ไหม&lt;/li&gt;&lt;li&gt;งานของคุณเป็นงานที่ทำซ้ำ ๆ จนระบบอัตโนมัติหรือ AI ทำแทนได้ไหม&lt;/li&gt;&lt;li&gt;คุณมีเงินเก็บไว้รองรับตอนรายได้สะดุดหรือเปล่า&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a class="fr-strong" href="https://www.fe.training/free-resources/investment-banking/k-shaped-economy/" target="_blank"&gt;fe.training&lt;/a&gt;, &lt;a class="fr-strong" href="https://www.youtube.com/watch?v=8KExBHADcD0" target="_blank"&gt;youtube&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/saucy-thoughts/k-shaped"/>
    <summary type="html">ตลาดแรงงานแบบ K-shaped คือภาวะที่คนทำงานบางกลุ่มโตต่อ ขณะที่อีกกลุ่มแย่ลงหลังวิกฤต ชวนดูว่าอาชีพไหนได้ไปต่อ อาชีพไหนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และทำไมตัวเลขเศรษฐกิจถึงหลอกตา</summary>
    <published>2026-10-26T00:32:52+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/video/empower-the-future-economy-kbank-techsauce-highlight-imf-world-bank-2026</id>
    <title>EMPOWER THE FUTURE ECONOMY | Highlight งาน KBank x Techsauce เวทีคู่ขนาน IMF–World Bank 2026</title>
    <updated>2026-10-26T00:23:04+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;ประมวลภาพไฮไลต์งาน EMPOWER THE FUTURE ECONOMY โดย KBank x Techsauce กิจกรรมคู่ขนานในช่วงการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF&amp;ndash;World Bank Annual Meetings 2026) ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span class="fr-video fr-deletable fr-fvc fr-dvb fr-draggable" contenteditable="false" draggable="true"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผู้นำจากภาครัฐ สถาบันการเงิน และองค์กรเทคโนโลยีระดับโลก ร่วมเปิดมุมมองว่าไทยและอาเซียนจะคว้าโอกาสการเติบโตครั้งใหม่ได้อย่างไร ท่ามกลางการค้าโลกที่กำลังถูกจัดระเบียบใหม่ AI ที่เปลี่ยนวิธีทำธุรกิจ และความยั่งยืนที่กลายเป็นหัวใจของการลงทุน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;🎤 Speakers&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;bull; คุณขัตติยา อินทรวิชัย &amp;ndash; Chief Executive Officer, KASIKORNBANK&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;bull; คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ &amp;ndash; รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;bull; Mr. Sarvesh Suri &amp;ndash; Regional Vice President for Asia and the Pacific, IFC, World Bank Group&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;bull; Mr. Jan Metzger &amp;ndash; Global Head of Coverage Banking, Standard Chartered Bank&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;bull; Mr. Azar Koulibaly &amp;ndash; Regional Vice President and Associate General Counsel, Corporate, External and Legal Affairs, Microsoft Asia&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;bull; Mr. Anoop Sagoo &amp;ndash; CEO, Southeast Asia, Accenture&lt;/p&gt;&lt;p&gt;📌 ประเด็นสำคัญ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;bull; Reimagining Trade for the Future: ทิศทางการค้าและโอกาสของประเทศไทย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;bull; การระดมทุนภาคเอกชนเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;bull; การเชื่อมธุรกิจไทยเข้ากับเงินทุนและตลาดโลก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;bull; AI การพัฒนาทักษะคน และการปรับองค์กรให้พร้อมแข่งขัน&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/video/empower-the-future-economy-kbank-techsauce-highlight-imf-world-bank-2026"/>
    <summary type="html">ประมวลภาพไฮไลต์งาน EMPOWER THE FUTURE ECONOMY โดย KBank x Techsauce กิจกรรมคู่ขนานในช่วงการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF–World Bank Annual Meetings 2026) ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ</summary>
    <published>2026-10-26T00:23:04+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/ai/forward-deployed-engineer-fde-ai-job-trend</id>
    <title>รู้จัก ‘FDE’ อาชีพร้อนแรงที่สุดในยุค AI เมื่อยักษ์เทคจีนยอมทุ่มเฉียด 5 ล้าน แย่งตัววิศวกรที่ไม่ได้นั่งเขียนโค้ดในออฟฟิศตัวเอง</title>
    <updated>2026-10-25T22:34:23+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;ทุกวันนี้โมเดล AI ฉลาดขึ้นแทบทุกไตรมาส เขียนโค้ดได้ สรุปเอกสารยาวเหยียดได้ หรือโต้ตอบกับลูกค้าได้แนบเนียน แต่หากถามผู้บริหารองค์กรหลายแห่งว่า &lt;strong&gt;&amp;ldquo;AI ช่วยสร้างผลกระทบต่อผลกำไรและประสิทธิภาพธุรกิจจริงแค่ไหน?&amp;rdquo;&lt;/strong&gt; คำตอบที่ได้รับส่วนใหญ่มักเป็นความเงียบ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวโมเดลไม่ฉลาด แต่อยู่ที่ Last Mile Problem หรือช่องว่างระยะทางช่วงสุดท้าย ระหว่างโมเดลระดับท็อปที่ฉลาดล้ำ กับหน้างานจริงในองค์กรที่โครงสร้างข้อมูลกระจัดกระจาย เวิร์กโฟลว์จริงไม่ตรงกับคู่มือ และไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าควรเริ่มหยิบเครื่องมือตัวไหนมาเสียบตรงไหน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/10/1792996141_%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%8D%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_-_2026-10-26T115844.244.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ช่องว่างขนาดมหึมานี้กำลังจุดกระแสอาชีพใหม่ที่ทรงคุณค่าที่สุดในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี นั่นคือ Forward Deployed Engineer (FDE) ตำแหน่งที่บริษัทระดับโลกและบิ๊กเทคจีนอย่าง ByteDance, Tencent และ Alibaba กำลังเปิดศึกแย่งตัวด้วยค่าตอบแทนสูงลิบเกือบ 1 ล้านหยวนต่อปี (ราว 5 ล้านบาท)&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;FDE คืออะไร: ทหารแนวหน้าที่ถูกส่งไป &amp;lsquo;ฝังตัว&amp;rsquo; ในองค์กรลูกค้า&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;คำว่า Forward Deployed หยิบยืมมาจากยุทธวิธีทางการทหาร หมายถึงกองกำลังที่ถูกส่งไปประจำการแนวหน้า ใกล้พื้นที่ปะทะจริงที่สุด ไม่ได้นั่งสั่งการอยู่ในฐานทัพใหญ่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อนำมานิยามในบริบทเทคโนโลยี FDE คือวิศวกรที่ไม่ได้นั่งทำงานในบริษัทของตัวเอง แต่ถูกส่งไปฝังตัวนั่งทำงานข้าง ๆ ลูกค้า ทำหน้าที่สังเกตกระบวนการทำงานจริง เจาะหา Pain Point ที่ซ่อนอยู่ และเลือกหยิบเทคโนโลยี AI มาประกอบเป็นโซลูชันที่ใช้งานได้จริง ตั้งแต่การทดสอบระบบต้นแบบไปจนถึงการขึ้นระบบ Production&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงระหว่าง FDE กับวิศวกรซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิม อยู่ที่ขอบเขตและวิธีคิด โดยวิศวกรซอฟต์แวร์ทั่วไปจะเน้นการพัฒนาฟีเจอร์ชิ้นเดียวเพื่อรองรับผู้ใช้ทั่วไปจำนวนมาก นั่งประจำการอยู่ในสำนักงานใหญ่ และวัดผลงานจากจำนวนฟีเจอร์หรือความเสถียรของระบบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่สำหรับ FDE พวกเขาต้องเดินทางไปฝังตัวหน้างาน ร้อยเรียงระบบหลายส่วนเข้าด้วยกันเพื่อแก้โจทย์เฉพาะเจาะจงให้องค์กรเดียวจนสำเร็จ และวัดผลงานจากเป้าหมายทางธุรกิจของลูกค้าเป็นหลัก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ต้นกำเนิดของแนวคิดนี้มาจาก Palantir บริษัทซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูลยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ในยุคแรกที่ทำงานร่วมกับหน่วยข่าวกรองและกลาโหม ซึ่งโจทย์หน้างานเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ข้อมูลมีความละเอียดอ่อนสูง และลูกค้าไม่สามารถสรุปความต้องการออกมาเป็นเอกสารได้ชัดเจน Palantir จึงส่งวิศวกรที่เรียกกันภายในว่า Delta เข้าไปคลุกคลีหน้างานจริง และเมื่อคลื่น Generative AI พัดถล่มภาคธุรกิจ โมเดลการทำงานแบบนี้จึงถูกนำกลับมาปัดฝุ่นและกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญของวงการ AI ทั่วโลกอีกครั้ง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ตัวเลขค่าตัวในจีน: ทำเงินสูงกว่าค่าเฉลี่ยประชากร 22 เท่า&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ข้อมูลจากสื่อ South China Morning Post (SCMP) ชี้ให้เห็นความเคลื่อนไหวบนแพลตฟอร์มหางานชื่อดังของจีนอย่าง Boss Zhipin ที่ยักษ์เทคต่างทุ่มเงินเดือนดึงดูดบุคลากรกลุ่มนี้&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;ByteDance:&lt;/strong&gt; เงินเดือน 35,000&amp;ndash;65,000 หยวนต่อเดือน โดยให้โครงสร้างโบนัส 15 เดือน รวมสูงสุดราว 975,000 หยวนต่อปี (เกือบ 5 ล้านบาท)&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;Ant Digital Technologies (เครือ Ant Group):&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;40,000&amp;ndash;60,000 หยวนต่อเดือน สำหรับ FDE ที่เน้นดูแลกลุ่มลูกค้าองค์กร&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;Tencent:&lt;/strong&gt; เปิดรับตำแหน่งสายงาน Deployment และ FDE เฉลี่ย 30,000&amp;ndash;60,000 หยวนต่อเดือน&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;Alibaba Cloud:&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ประกาศรับวิศวกรด้าน Deployment สูงสุด 50,000 หยวนต่อเดือน&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;หากนำตัวเลขเกือบ 1 ล้านหยวนของ ByteDance ไปเทียบกับรายได้เฉลี่ยหลังหักภาษี (Disposable Income) ของประชากรจีนในปี 2025 ซึ่งอยู่ที่ราว 43,377 หยวน จะพบว่า FDE ระดับบนสร้างรายได้มากกว่าคนทั่วไปถึง 22 เท่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ด้านแพลตฟอร์มเครือข่ายมืออาชีพ Maimai รายงานว่า ช่วง 7 เดือนแรกของปี 2026 ประกาศรับสมัคร FDE ในจีนทะยานขึ้นถึง 1,523% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า กลายเป็นสายงานที่เติบโตรวดเร็วที่สุดในกลุ่มเทคโนโลยี&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;จาก &amp;lsquo;สงครามขายโมเดล&amp;rsquo; สู่ &amp;lsquo;สงครามขายผลลัพธ์&amp;rsquo;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;ทำไมบทบาทนี้จึงกลายมาเป็นตัวชี้ขาดของอุตสาหกรรมในเวลานี้?&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ช่วง 2&amp;ndash;3 ปีที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีแข่งขันกันอย่างดุเดือดในการพัฒนาโมเดลให้มีพารามิเตอร์สูงขึ้น แต่เมื่อเทคโนโลยีเริ่มอิ่มตัว ประสิทธิภาพของโมเดลชั้นนำเริ่มใกล้เคียงกัน และตลาดจีนเกิดสงครามตัดราคาค่า API อย่างรุนแรง โมเดลพื้นฐานจึงเริ่มกลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สมรภูมิใหม่จึงย้ายจากโมเดลของใครฉลาดกว่า ไปสู่ใครนำโมเดลไปขับเคลื่อนผลลัพธ์ทางธุรกิจให้ลูกค้าได้เร็วกว่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โฆษกของ Alibaba Cloud ให้ความเห็นว่า ธุรกิจส่วนใหญ่ต้องการผู้เชี่ยวชาญที่คอยชี้แนะวิธีผสาน AI เข้ากับระบบดั้งเดิม ขณะที่ Volcano Engine แพลตฟอร์มคลาวด์ของ ByteDance เน้นย้ำว่า FDE มีหน้าที่ประกบลูกค้าตั้งแต่ขั้นแตกโจทย์ธุรกิจ ออกแบบ Roadmap ไปจนถึงการ Build แอปพลิเคชัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ การส่ง FDE เข้าไปฝังตัวยังมีนัยสำคัญทางธุรกิจอย่างยิ่ง สื่อการเงินจีน BigGo Finance วิเคราะห์ว่า ทันทีที่ข้อมูล สิทธิ์การเข้าถึง และกระบวนการทำงานหลักถูกเชื่อมเข้ากับระบบใดระบบหนึ่งแล้ว ต้นทุนในการเปลี่ยนระบบจะสูงมาก FDE จึงเปรียบเสมือนผู้ถือธงเข้าไปปักอาณาเขต ยึดหัวหาดในองค์กรลูกค้าไม่ให้คู่แข่งเข้ามาแทรกแซง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ภาครัฐจีนยกระดับเป็น &amp;lsquo;วิชาชีพมาตรฐาน&amp;rsquo; ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ พุ่ง 1,000%&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่ทำให้ปรากฏการณ์ FDE ในจีนมีความน่าสนใจเป็นพิเศษ คือการสนับสนุนเชิงยุทธศาสตร์จากภาครัฐ:&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ (MIIT): ออกหนังสือผลักดันให้ภาคเอกชนจัดตั้งทีม FDE ฝังตัวในภาคอุตสาหกรรม พร้อมผลักดันมหาวิทยาลัยบรรจุทักษะนี้ลงในหลักสูตร&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Tencent Cloud: เปิดตัวโปรแกรมสอบรับรองคุณวุฒิ (Certification) ด้าน FDE เป็นรายแรกของอุตสาหกรรม&lt;/li&gt;&lt;li&gt;CAICT: สถาบันวิจัยด้านไอทีของรัฐบาลจีน มอบคะแนนการประเมินระดับ Advanced ให้กับทีม FDE ของ Volcano Engine&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนว่าจีนกำลังผลักดัน FDE จากเดิมที่เป็นเพียงตำแหน่งงานเฉพาะกิจ ให้กลายเป็นวิชาชีพที่มีมาตรฐานรับรองระดับประเทศ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ฝั่งซิลิคอนวัลเลย์ก็ดุเดือดไม่แพ้กัน ข้อมูลจาก Lightcast ที่เผยแพร่ผ่านสื่อ Fortune ชี้ว่า ความต้องการ FDE ในสหรัฐฯ ช่วงมกราคมถึงสิงหาคม 2026 เติบโตทะลุ 1,000% ท่ามกลางภาพรวมตลาดงานเทคโนโลยีที่เติบโตเพียง 13% โดยมีค่าเฉลี่ยเงินเดือนเกิน 188,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 6.5 ล้านบาท) สูงกว่าวิศวกรซอฟต์แวร์ทั่วไปที่เฉลี่ยราว 145,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งยักษ์ใหญ่อย่าง OpenAI และ Anthropic ต่างก็เร่งขยายทีมลักษณะนี้อย่างหนักเช่นกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a href="https://www.scmp.com/tech/tech-trends/article/3371925/chinas-tech-giants-are-paying-1-million-yuan-new-kind-ai-engineer"&gt;scmp&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://theoutpost.ai/news-story/forward-deployed-engineer-jobs-explode-1000-as-companies-rush-to-deploy-ai-in-real-business-settings-30475/"&gt;theoutpost&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/ai/forward-deployed-engineer-fde-ai-job-trend"/>
    <summary type="html">เจาะลึก Forward Deployed Engineer (FDE) อาชีพใหม่สุดร้อนแรงในยุค Generative AI ที่ยักษ์เทคจีนยอมทุ่มค่าตัวเฉียด 5 ล้านบาท ชี้คอขวดแท้จริงไม่ใช่ความฉลาดของโมเดล แต่คือการนำไปใช้จริงในองค์กร</summary>
    <published>2026-10-25T22:34:23+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/news/malaysia-softbank-ai-deal</id>
    <title>มาเลเซียคว้าดีลยักษ์ SoftBank จ่อทุ่ม 1.7 ล้านล้าน ตั้งฮับ AI หลังบิ๊กเทคฯ เผยเชื่อมั่นเสถียรภาพทางการเมือง</title>
    <updated>2026-10-25T19:54:15+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;มาเลเซียสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในวงการเทคโนโลยีระดับโลก หลังนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม ออกมาประกาศข่าวดีด้วยตัวเองว่า ได้พูดคุยผ่าน Video Conference กับ มาซาโยชิ ซัน มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง SoftBank Group ยักษ์ใหญ่ด้านการลงทุนจากญี่ปุ่น ซึ่งเคาะแผนเลือกมาเลเซียเป็นหมุดหมายการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์ มูลค่าสูงถึง 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 1.7 ล้านล้านบาท)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/10/1792986831_%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%8D%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_-_2026-10-26T105234.091.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นายกฯ อันวาร์ ระบุระหว่างขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ที่เมืองมะละกาว่า เม็ดเงินมหาศาลนี้จะมุ่งเน้นไปที่ 3 หัวใจหลักแห่งอนาคต ได้แก่ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI), นวัตกรรมใหม่ และ Data Center โดย SoftBank ปักหมุดพื้นที่สร้างโครงการไว้ในรัฐซาราวัก รวมถึงบริเวณคาบสมุทรมาเลเซีย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในดีลการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ภูมิภาคนี้เคยมีมา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การรุกคืบครั้งนี้เป็นการตอกย้ำยุทธศาสตร์ระดับโลกของ มาซาโยชิ ซัน ที่กำลังเดินหน้าเดิมพันหมดหน้าตักกับโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลก หลังเพิ่งทุ่มทุนสร้างเมกะโปรเจกต์ Data Center ในสหรัฐฯ ฝรั่งเศส และญี่ปุ่นไปก่อนหน้านี้ การเลือกมาเลเซียจึงสะท้อนชัดเจนว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังก้าวขึ้นมาเป็นสมรภูมิสำคัญของอุตสาหกรรม AI โลก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นายกฯ อันวาร์ เผยว่า ปัจจัยชี้ขาดที่ทำให้ SoftBank มั่นใจเลือกมาเลเซียเหนือคู่แข่งในภูมิภาค คือ ความมีเสถียรภาพทางการเมืองและความเชื่อมั่นต่อนโยบายรัฐบาล&amp;quot;ดีลยักษ์นี้นอกจากจะสร้างตำแหน่งงานรายได้สูงให้คนรุ่นใหม่แล้ว ยังเป็นสปริงบอร์ดสำคัญในการพามาเลเซียสู่เป้าหมายการเป็น AI Nation ภายในปี 2030 พร้อมยกระดับประเทศจากฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน ไปสู่ผู้พัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมชิปเซมิคอนดักเตอร์อย่างเต็มตัว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ดีลนี้ยังตอกย้ำภาพความเนื้อหอมของมาเลเซีย ที่ก่อนหน้านี้กวาดเม็ดเงินลงทุน Data Center จากบิ๊กเทคระดับโลกอย่าง Microsoft, Google และ Amazon ไปแล้วเกือบแสนล้านดอลลาร์ และการเข้ามาเสริมทัพของ SoftBank ในครั้งนี้ ยิ่งการันตีสถานะของมาเลเซียในฐานะฮับเทคโนโลยีแห่งใหม่ของอาเซียน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a href="https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-10-25/softbank-s-son-plans-50-billion-malaysia-tech-outlay-pm-says?taid=6addbce4e5f5080001f04618&amp;amp;utm_campaign=trueanthem&amp;amp;utm_content=business&amp;amp;utm_medium=social&amp;amp;utm_source=twitter"&gt;bloomberg&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/news/malaysia-softbank-ai-deal"/>
    <summary type="html">มาเลเซียคว้าดีลยักษ์ นายกฯ เผย SoftBank เล็งทุ่มงบ 1.7 ล้านล้านบาท ปักหมุดลงทุน Data Center และ AI ดันประเทศสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยีแห่งใหม่ของอาเซียน</summary>
    <published>2026-10-25T19:54:15+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/tech-and-biz/behind-kth-innovation-sweden-startup-engine</id>
    <title>ทำไมสวีเดนสร้างสตาร์ทอัพเก่ง ? เปิดเบื้องหลัง KTH Innovation มหาวิทยาลัยสวีเดน ที่ปั้นสตาร์ทอัพกว่า 400 แห่ง</title>
    <updated>2026-10-24T22:22:22+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;ที่กรุงสตอกโฮล์ม มีคนเดินเข้ามาที่ออฟฟิศเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในรั้วมหาวิทยาลัยเทคนิคพร้อมไอเดียในหัวเฉลี่ยวันละราว 10 คน บางคนมาพร้อมภาพร่างบนกระดาษ บางคนมาพร้อมแค่ปัญหาที่ยังหาทางแก้ไม่ได้ ออฟฟิศแห่งนี้คือ &lt;strong&gt;KTH Innovation&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;หน่วยงานภายในของ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;KTH Royal Institute of Technology&lt;/strong&gt; มหาวิทยาลัยเทคนิคที่ใหญ่ที่สุดของสวีเดน และเป็นจุดเริ่มต้นของหนึ่งในสตาร์ทอัพที่มาแรงที่สุดของยุโรปในตอนนี้อย่าง &lt;strong&gt;Lovable&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/10/1792908971_collage-fabian-anton3.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/strong&gt;Lovable คือแพลตฟอร์มที่ให้คนไม่มีพื้นฐานเขียนโค้ดสร้างแอปพลิเคชันได้ด้วยการพิมพ์คำสั่งเป็นภาษาธรรมชาติ แนวทางนี้บางคนเรียกว่า&lt;strong&gt;&amp;nbsp;'Vibe Coding'&lt;/strong&gt; คือเขียนโปรแกรมด้วยการบอก AI ไปเรื่อย ๆ ตามสัญชาตญาณแทนการเขียนโค้ดเอ&lt;strong&gt;ง Anton Osika&lt;/strong&gt; ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Lovable เรียน engineering physics ที่ KTH และเพิ่งได้รับรางวัล KTH Innovation Award 2025 ร่วมกับ Fabian Hedin ผู้ร่วมก่อตั้งอีกคน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สตอกโฮล์มเองเป็นเมืองที่ผลิตบริษัทเทคระดับโลกออกมาต่อเนื่องหลายสิบปี และ KTH Innovation คือหนึ่งในกลไกที่ป้อนคนและไอเดียเข้าสู่ระบบนิเวศนั้นมาตลอด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คำถามที่น่าสนใจกว่าความสำเร็จของ Lovable คือ มหาวิทยาลัยที่มีนักศึกษาราว 15,000 คนแห่งนี้ทำอย่างไรให้มีทีมที่มีไอเดียใหม่เดินเข้ามาหามากกว่า 400 ทีมต่อปี และอะไรคือกลไกที่ทำให้คนกล้าเดินเข้ามาคุยตั้งแต่ไอเดียยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;กฎหมายปี 1949 ที่ทำให้ไอเดียเป็นของคนคิด&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;กลไกแรกที่ทำให้คนกล้าเดินเข้ามาคือคำถามเรื่องความเป็นเจ้าของ สวีเดนมีกฎหมายตั้งแต่ปี 1949 ที่เรียกกันว่า &lt;a href="https://casrai.org/guides/sweden-professors-privilege-kth-chalmers-karolinska" target="_blank"&gt;&lt;strong&gt;Professor's Privilege&lt;/strong&gt;&lt;/a&gt;&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;โดยทั่วไปแล้วสิ่งที่พนักงานคิดค้นระหว่างทำงานจะเป็นทรัพย์สินของนายจ้าง แต่กฎหมายฉบับนี้ยกเว้นให้อาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นเจ้าของสิ่งประดิษฐ์ของตัวเองเต็มที่ ขณะที่เดนมาร์ก เยอรมนี นอร์เวย์ และฟินแลนด์ ทยอยยกเลิกกฎลักษณะนี้ในช่วงปี 2000 ถึง 2007 สวีเดนยังคงหลักการนี้ไว้จนถึงปัจจุบัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โดยทางฝั่ง KTH Innovation สนับสนุนนักศึกษา นักวิจัย และทีมระยะเริ่มต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่ายและไม่ถือหุ้น ใครก็ตามที่มีไอเดียในรั้วมหาวิทยาลัยจึงเป็นเจ้าของไอเดียนั้นทั้งหมด จากนั้นหน่วยงานให้บริการโค้ชมืออาชีพ ทุนทดสอบตลาด และพื้นที่ทำต้นแบบฟรีทั้งหมด โดยไม่มีเงื่อนไขแลกหุ้น&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ทีมโค้ชที่ไม่มีหุ้นในโปรเจกต์ไหนเลย&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/10/1792909035_images_%2827%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กลไกที่สองคือคน ทีมโค้ชของ KTH Innovation มีอยู่ราว 23 คน ทุกคนเคยทำธุรกิจของตัวเองมาก่อนและต้องผ่านการรับรองเป็นโค้ชอีกชั้นหนึ่ง สิ่งที่ต่างจากโค้ชสตาร์ทอัพในหลายที่คือพวกเขาไม่ถือหุ้นในโปรเจกต์ที่ช่วยสักโปรเจกต์เดียว แรงจูงใจของพวกเขาจึงผูกอยู่กับการได้เห็นคนที่เคยนั่งคุยด้วยเมื่อสิบปีก่อนออกไปทำเรื่องใหญ่ในโลกจริง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;Donnie SC Lygonis&lt;/strong&gt; ที่ปรึกษากลยุทธ์นวัตกรรม และโค้ชธุรกิจของ KTH Innovation ผู้ทำงานกับหน่วยงานนี้มาราว 17 ปี เคยทำธุรกิจไอศกรีมโปรตีนสูงน้ำตาลต่ำในสวีเดนมาก่อนเข้าร่วมทีม เขามักยกกรอบคิดสามชั้นให้ทีมที่เดินเข้ามาปรึกษา นั่นคือ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;ไอเดีย ไอเดียธุรกิจ และไอเดียธุรกิจที่ดี&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ซึ่งเป็นสามเรื่องที่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเป็นเรื่องเดียวกัน &lt;strong&gt;หลักคิดของเขาคือไอเดียมีค่าเป็นศูนย์ตราบใดที่ยังอยู่ในหัวคน การลงมือทำต่างหากที่สร้างมูลค่าขึ้นมาจริง&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ตัวเรือดที่ทีมโค้ชเองก็ไม่เชื่อว่าจะรอด&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/10/1792909057_683320b38a10ff40145fbe80_Team-scaled.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หลักคิดที่ว่าโค้ชไม่ควรตัดสินแทนตลาด ถูกพิสูจน์ผ่านเคส &lt;strong&gt;SimulAir&lt;/strong&gt; สตาร์ทอัพที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2022 โดย Maja &amp;Aring;strand และ Simon Lilja นักศึกษาปริญญาโทของ KTH ต้นแบบผลิตภัณฑ์มาจากวิทยานิพนธ์สาขา mechatronics หรือวิศวกรรมที่ผสานกลไก อิเล็กทรอนิกส์ และซอฟต์แวร์เข้าด้วยกัน เครื่องที่ทั้งคู่พัฒนาขึ้นปล่อยความร้อนและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เลียนแบบลมหายใจของคนที่กำลังหลับ เพื่อล่อและดักตัวเรือดออกมาจากที่ซ่อน แทนวิธีเดิมที่ต้องโรยยาฆ่าแมลงแล้วนอนล่อเป็นเหยื่อเองต่ออีกสองสัปดาห์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตอนที่ทีมเสนอไอเดียนี้ครั้งแรก ทีมโค้ชเองก็ยังคิดว่าไม่น่าเป็นไปได้ ทว่า SimulAir ผ่านโครงการ pre-incubator หรือโปรแกรมบ่มเพาะระยะสั้นก่อนตั้งบริษัทจริง รุ่นที่ 17 ของ KTH Innovation จนได้รับการลงทุนจาก KTH Ventures หน่วยลงทุนของมหาวิทยาลัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบทั้งในแล็บและภาคสนามแล้ว และอยู่ระหว่างวางแผนนำร่องกับลูกค้ากลุ่มแรก นอกจากนี้ Maja &amp;Aring;strand ยังได้รับรางวัล Female Founder of the Year จาก Dagens industri สื่อธุรกิจรายใหญ่ของสวีเดน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Lygonis บอกกับ Techsauce ว่าหน้าที่ของโค้ชคือพาไอเดียไปเจอตลาดให้เร็วที่สุด แล้วปล่อยให้ตลาดเป็นคนตัดสินว่าไอเดียไหนจะรอด&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เครื่องมือวัดที่ทำให้โค้ชคนเดียวดูแลได้หลายสิบโปรเจกต์&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/10/1792909087_images_%2828%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คำถามที่ตามมาคือ เมื่อมีทีมเดินเข้ามาหลายร้อยทีมต่อปี ทำอย่างไรให้ดูแลได้ทั่วถึงและวัดผลได้จริง คำตอบของ KTH คือเครื่องมือที่ชื่อ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;KTH Innovation Readiness Lev&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;el&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;หรือ IRL ต่อยอดจาก Technology Readiness Level หรือ TRL กรอบวัดความพร้อมของเทคโนโลยีที่ NASA พัฒนาขึ้นเป็น 9 ระดับ ตั้งแต่ไอเดียจรวดใหม่ไปจนถึงจรวดที่กำลังบินอยู่จริง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จุดที่ KTH ต่อยอดคือมอง TRL เพียงมิติเดียวไม่พอ เพราะวัดได้แค่ความพร้อมของเทคโนโลยี ยังไม่ตอบว่าใครต้องการใช้มัน หน่วยงานจึงขยายกรอบเป็น 6 มิติ ได้แก่ &lt;strong&gt;ลูกค้า เทคโนโลยี ทรัพย์สินทางปัญญา ทีม เงินทุน และธุรกิจ&lt;/strong&gt; แต่ละมิติมี 9 ระดับเช่นเดียวกับ TRL แสดงผลรวมเป็นแผนภาพใยแมงมุม ที่มองแวบเดียวก็รู้ว่าโปรเจกต์หนึ่งก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว และเทียบกับอีกโปรเจกต์ที่อยู่คนละอุตสาหกรรมได้ในทันที&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หลักการสำคัญของ IRL คือการวัดความคืบหน้าของแต่ละโปรเจกต์ตามข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ ไม่ตัดสินจากคุณภาพหรือศักยภาพที่คาดเดาเอา เครื่องมือนี้บอกเป้าหมายที่ทีมต้องไปให้ถึง ส่วนวิธีไปถึงเป้าหมายเปิดกว้างให้แต่ละทีมเลือกเอง และทำหน้าที่หลักเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ช่วยให้ฝั่งวิศวกรกับฝั่งธุรกิจคุยกันเรื่องนามธรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทุนทดสอบตลาดที่แต่ละทีมขอไปต้องระบุในใบขอทุนว่าจะขยับระดับมิติไหนจากระดับเท่าไหร่ไปเท่าไหร่ พอจบโครงการก็วัดได้ทันทีว่าเงินก้อนนั้นสร้างความคืบหน้าจริงหรือไม่ โดย KTH ไม่โอนเงินให้ทีมไปจัดการเอง แต่ให้ทีมลองติดต่อลูกค้าในอุตสาหกรรมนั้นด้วยตัวเองก่อน ถ้าติดต่อไปสิบรายแล้วไม่มีใครตอบรับ ถือว่าทีมได้พยายามแล้วอย่างเต็มที่ จากนั้น KTH จะจัดหาที่ปรึกษาที่มีเครือข่ายในอุตสาหกรรมนั้นมาช่วยเปิดประตูให้ โดยมหาวิทยาลัยจ่ายค่าที่ปรึกษาให้โดยตรง แทนที่จะโอนเงินสดให้ทีมไปหาที่ปรึกษาเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากทุนทดสอบตลาดขนาดเล็ก ทีมศักยภาพสูงบางส่วนยังได้เงินลงทุนก้อนแรกจาก KTH Ventures หน่วยลงทุนของมหาวิทยาลัยเอง (venture arm) โดยใช้เงื่อนไขเดียวกันทุกทีมและไม่ทำการประเมินมูลค่าบริษัทตั้งแต่ต้น เพราะไม่อยากให้ทีมเสียเวลาถกเรื่องมูลค่าบริษัทตั้งแต่ยังไม่มีอะไรให้ประเมิน ผลตอบแทนที่ได้กลับมาทั้งหมดถูกนำไปลงทุนต่อในทีมรุ่นถัดไป ปัจจุบัน KTH Ventures มีบริษัทในพอร์ตที่ยังดำเนินกิจการอยู่มากกว่า 60 บริษัท&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กรอบคิด IRL เองก็ไม่ได้ถูกเก็บไว้ใช้เฉพาะในรั้ว KTH เผยแพร่สู่สาธารณะครั้งแรกในปี 2020 และเปิดให้ใช้งานฟรีภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons ตั้งแต่ปี 2021 ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนใช้งานแล้วเกือบ 5,000 ราย องค์กรที่นำกรอบนี้ไปใช้จริงมีตั้งแต่ Imperial College London ในอังกฤษ Aalto University ในฟินแลนด์ และ Technical University of Denmark ไปจนถึง RheinMain StartUpLabs ในเยอรมนี Fondazione Hub Innovazione Trentino ในอิตาลี และกองทุนวิจัยแห่งรัฐควิเบก (FRQ) ของแคนาดา ที่ถึงขั้นจัดทำคู่มือผู้ใช้ฉบับแปลเป็นภาษาของตัวเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตัวอย่างที่สะท้อนว่ากรอบนี้ไปได้ไกลกว่าระดับองค์กรเดี่ยว ๆ คือ &lt;strong&gt;Vinnova&lt;/strong&gt; หน่วยงานนวัตกรรมของรัฐบาลสวีเดนเอง นำ IRL ไปใช้กับหน่วยบ่มเพาะระดับชาติถึง 29 แห่งทั่วประเทศ และในภาพรวมมีองค์กรทั่วโลกกว่าหนึ่งร้อยแห่งนำโมเดลนี้ไปปรับใช้แล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โครงสร้างนี้ยังสะท้อนผ่านวิธีเปิดโปรแกรมบ่มเพาะระยะยาว 12 เดือน หรือหนึ่งรุ่นโปรแกรม (cohort) ที่แบ่งเป็นสามช่วง ช่วงละสี่เดือน วันแรกของแต่ละช่วง โค้ชจะฉายเป้าหมายระดับ IRL ที่ทีมต้องไปให้ถึง แล้วปล่อยให้ทีมไปอ่านเกณฑ์กันเอง ก่อนกลับมารายงานว่ายังทำอะไรไม่เป็นและต้องการความช่วยเหลือเรื่องไหน วิธีนี้ทำให้ทีมเป็นฝ่ายร้องขอความช่วยเหลือเอง แทนที่โค้ชจะป้อนเวิร์กช็อปสำเร็จรูปให้ตั้งแต่ต้น&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;AI ที่ย่นเวลาทดสอบไอเดียจากหนึ่งปีเหลือไม่กี่วัน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;กลไกทั้งหมดข้างต้นกำลังถูกทดสอบด้วยตัวแปรใหม่คือ AI เมื่อก่อน ทีมที่มีไอเดียสองคนต้องใช้เวลาราวหกเดือนตามหาวิศวกรกับดีไซเนอร์มาร่วมทีม ไอเดียจำนวนไม่น้อยหายไปตรงขั้นตอนนี้เอง จากนั้นต้องใช้เวลาอีกหกถึงแปดเดือนสร้างต้นแบบ ก่อนจะออกไปเจอตลาดจริงแล้วถึงรู้ว่าไม่ตรงโจทย์ รวมกระบวนการทั้งหมดใช้เวลาราวหนึ่งปีเต็ม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วันนี้เมื่อโค้ชเจอทีมที่มีไอเดียในวันศุกร์ คำแนะนำแรกกลายเป็นให้ลองใช้ Lovable สร้างต้นแบบในช่วงสุดสัปดาห์ วันจันทร์มีต้นแบบพร้อมไปทดสอบกับตลาด และวันพุธก็รู้แล้วว่าต้องปรับตรงไหน ผลที่ตามมาคือไอเดียไหลเข้ามาหา KTH Innovation มากขึ้นหลายเท่าตัว จนหน่วยงานเองต้องออกแบบกระบวนการทำงานของตัวเองใหม่เพื่อรองรับความเร็วที่เปลี่ยนไป&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;17 ปีที่เริ่มจากมื้อกลางวันกับคนกว่า 2,600 คน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/10/1792909134_KTH_campus.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กลไกที่ยากเลียนแบบที่สุดของ KTH Innovation คือ&lt;strong&gt;เวลา&lt;/strong&gt; หน่วยงานนี้เริ่มทำงานเมื่อ 17 ปีก่อน ตอนนั้นยังไม่มีใครรู้จัก ไม่มีผลงาน ไม่มีประวัติ ทีมงานสามคนเริ่มต้นด้วยวิธีที่เรียบง่ายที่สุด พิมพ์รายชื่ออาจารย์ 600 คนและนักศึกษาปริญญาเอก 2,000 คนออกมา แบ่งกันคนละราว 200 ชื่อ ตั้งงบค่าอาหารกลางวัน แล้วใช้เวลาสองปีนัดไปทานข้าวกับทุกคนในรายชื่อทีละคน ไม่ได้ไปขายอะไร แค่ไปบอกว่าหน่วยงานนี้มีอยู่ ถ้าต้องการอะไรมาหาได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกรายละเอียดที่ KTH Innovation ยึดถือมาตลอดคือเวลาเล่าเรื่องความสำเร็จของทีมที่เคยช่วย จะให้ผู้ก่อตั้งเป็นพระเอกเสมอ แล้วค่อยมีประโยคตามหลังว่าเคยได้รับความช่วยเหลือจากที่นี่ วัฒนธรรมอีกด้านที่เปลี่ยนแปลงชัดคือความหลากหลาย ปี 2015 ทีมพบว่าสัดส่วนผู้ก่อตั้งหญิงที่มาใช้บริการต่ำกว่าสัดส่วนนักศึกษาหญิงของ KTH เสียอีก จึงใช้เวลาสองปีทบทวนกระบวนการทั้งหมดว่ามีจุดไหนที่ทำให้บางกลุ่มรู้สึกไม่เป็นที่ต้อนรับโดยไม่ตั้งใจ ปัจจุบันราว 40% ของทีมที่ KTH Innovation สนับสนุนมีผู้ก่อตั้งหญิงอย่างน้อยหนึ่งคน แต่วัฒนธรรมแบบนี้ต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งรุ่นโปรแกรมกว่าจะเห็นผลจริง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผลสะสมของกลไกทั้งหมดนี้คือทุกวันนี้ KTH Innovation พบทีมที่มีไอเดียใหม่มากกว่า 400 ทีมต่อปี ในจำนวนนี้ราว 30% เป็นสายเทคโนโลยีเชิงลึกหรือ deeptech และช่วยตั้งบริษัทสำเร็จมาแล้วมากกว่า 450 บริษัทนับตั้งแต่ปี 2007 ซึ่งระดมทุนรวมกันได้มากกว่า 8,000 ล้านโครนสวีเดน&lt;/p&gt;&lt;h2 id="isPasted"&gt;สามเรื่องที่ไทยควรหยิบไปใช้ตาม&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่ลอกจาก KTH ไม่ได้มีสามอย่าง คือกฎหมายปี 1949 งบประมาณของมหาวิทยาลัย และเวลา 17 ปีที่ใช้สะสมความเชื่อใจ แต่เมื่อแยกสามเรื่องนั้นออกไป สิ่งที่เหลือกลับไม่ต้องใช้ทรัพยากรมากอย่างที่คิด แม้แต่เครื่องมือวัดอย่าง IRL เองก็ไม่ได้ถูกหวงไว้ใช้เฉพาะในบ้านตัวเอง แต่ถูกปล่อยเป็นสมบัติสาธารณะให้ระบบนิเวศอื่นดาวน์โหลดไปใช้ได้ฟรีโดยไม่ต้องขออนุญาต หน่วยงานไทยเองก็หยิบเครื่องมือนี้ไปทดลองใช้ได้ทันที ส่วนอีกสามเรื่องที่เหลือยิ่งไม่มีค่าใช้จ่ายเลย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;เรื่องแรกคือวิธีวัดผล &lt;/strong&gt;เราอาจต้องเลิกถามแค่ว่าจบโปรแกรมแล้วมีกี่ทีมจดทะเบียนบริษัท ระดมทุนได้กี่ทีม แล้วเปลี่ยนมาถามว่าแต่ละทีมขยับไปได้ไกลแค่ไหนในแต่ละมิติ คุยกับลูกค้าไปแล้วกี่ราย ทีมมีใครเป็นคนขับเคลื่อนงาน เทคโนโลยีพิสูจน์ตัวเองถึงระดับไหน &lt;em&gt;&lt;strong&gt;ทีมที่ยังไม่จดทะเบียนบริษัทแต่คุยกับลูกค้ามาแล้วสามสิบราย อาจไปไกลกว่าทีมที่จดทะเบียนบริษัทแล้วแต่ยังไม่เคยเจอลูกค้าจริงสักคน&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;เรื่องที่สองคือวิธีให้การสนับสนุน&lt;/strong&gt; ระบบนิเวศส่วนใหญ่คุ้นกับการให้ทุนแล้วปล่อยให้ทีมไปหาทางเอง ซึ่งสำหรับทีมที่ยังไม่มีเครือข่ายในอุตสาหกรรม เงินก้อนนั้นช่วยได้น้อยกว่าที่คิด สิ่งที่ทีมต้องการจริง ๆ ในช่วงแรกมักเป็นคนที่โทรหาผู้บริหารโรงงานแล้วมีคนรับสาย หรือคนที่พาเข้าไปนั่งในห้องประชุมที่ปกติเข้าไม่ถึง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;เรื่องที่สามคือการนั่งคุยกับคนที่มีไอเดียทีละคน&lt;/strong&gt; เรียบง่ายที่สุดในสามข้อ แต่ก็ทำยากที่สุดเช่นกัน เพราะผลลัพธ์ไม่ได้เห็นตั้งแต่ปีแรก ทั้งสามเรื่องนี้ไม่ต้องรอกฎหมายใหม่ ไม่ต้องรองบประมาณก้อนใหม่ สิ่งที่ต้องมีคือการตัดสินใจลงมือทำ แล้วทำต่อเนื่องนานพอจนเห็นผล ซึ่งข้อสุดท้ายนี้เองที่ยากกว่าทุกข้อที่ผ่านมา&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/tech-and-biz/behind-kth-innovation-sweden-startup-engine"/>
    <summary type="html">ที่กรุงสตอกโฮล์ม มีคนเดินเข้ามาที่ออฟฟิศเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในรั้วมหาวิทยาลัยเทคนิคพร้อมไอเดียในหัวเฉลี่ยวันละราว 10 คน บางคนมาพร้อมภาพร่างบนกระดาษ บางคนมาพร้อมแค่ปัญหาที่ยังหาทางแก้ไม่ได้ ออฟฟิศแห่งนี้คือ KTH Innovation</summary>
    <published>2026-10-24T22:22:22+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/video/kbank-responsible-ai</id>
    <title>ทักษะที่ AI แทนไม่ได้ บทเรียนจาก 4 ผู้นำธุรกิจโลก | KBank x Techsauce Future Economy</title>
    <updated>2026-10-22T21:00:00+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;span class="fr-video fr-deletable fr-fvc fr-dvb fr-draggable" contenteditable="false" draggable="true"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;AI เก่งขึ้นทุกวัน แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ เรากำลังใช้มันกับเรื่องที่ควรใช้จริงหรือเปล่า&lt;br /&gt;.&lt;br /&gt;📌 ชวนฟังมุมมองเรื่อง Responsible AI จาก Anoop Sagoo, Sarvesh Suri, Jan Metzger และ Azar Koulibaly บนเวที KBank x Techsauce: EMPOWER THE FUTURE ECONOMY .&lt;br /&gt;📌 เบื้องหลังการใช้ AI มีต้นทุนทั้งพลังงานและน้ำ จึงควรมอง AI เป็นทรัพยากรที่ต้องเลือกใช้ให้ตรงเป้าหมาย แต่ละกระบวนการมีข้อมูล ความซับซ้อน และต้นทุนต่างกัน จึงไม่ควรใช้โมเดลเดียวกับทุกงาน&lt;br /&gt;.&lt;br /&gt;📌 ขณะเดียวกัน โลกที่เปลี่ยนเร็วไม่ได้ต้องการเพียงคนที่ใช้เทคโนโลยีคล่อง แต่ต้องการคนและองค์กรที่ปรับตัวเป็น มีความใฝ่รู้ เข้าใจผู้อื่น ใช้วิจารณญาณ และยืดหยุ่นพอจะรับมือกับโจทย์ใหม่&lt;br /&gt;.&lt;br /&gt;📌 AI literacy หรือการรู้เท่าทัน AI จึงไปไกลกว่าการพิมพ์คำสั่งให้ AI ตอบคำถาม เราต้องเข้าใจด้วยว่าเทคโนโลยีทำงานอย่างไร ใช้เมื่อไร ควรหยุดใช้เมื่อไร และใครควรเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องสำคัญ&lt;br /&gt;.&lt;br /&gt;เพราะ AI ที่น่าเชื่อถือและรับใช้มนุษย์ได้ ต้องมีมนุษย์ที่รู้จริงอยู่ในวงจรการตัดสินใจ&lt;br /&gt;.&lt;br /&gt;#KBankxTechsauce #EmpowerTheFutureEconomy #Techsauce #KBank #ResponsibleAI #AITransformation #HumanInTheLoop #FutureOfWork #AILiteracy&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/video/kbank-responsible-ai"/>
    <summary type="html">ชวนฟังมุมมองเรื่อง Responsible AI จาก Anoop Sagoo, Sarvesh Suri, Jan Metzger และ Azar Koulibaly บนเวที KBank x Techsauce: EMPOWER THE FUTURE ECONOMY ขณะเดียวกัน โลกที่เปลี่ยนเร็วไม่ได้ต้องการเพียงคนที่ใช้เทคโนโลยีคล่อง แต่ต้องการคนและองค์กรที่ปรับตัว</summary>
    <published>2026-10-22T21:00:00+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/news/sara-lamsam-ceo-econmass-awards-2026</id>
    <title>สาระ ล่ำซำ คว้ารางวัล “สุดยอดซีอีโอขวัญใจสื่อมวลชน” ปี 2569 จากงานประกาศรางวัล CEO ECONMASS Awards 2026</title>
    <updated>2026-10-22T05:48:26+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/10/1792676760_Test_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7_1200x800_%283%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เข้ารับรางวัลเกียรติยศ &amp;ldquo;สุดยอดซีอีโอขวัญใจสื่อมวลชน (Popular Vote) ประจำปี 2569&amp;rdquo; จาก ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในพิธีประกาศรางวัลสุดยอดผู้นำองค์กร หรือ CEO ECONMASS Awards 2026 จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ณ หอประชุมศาสตราจารย์ สังเวียน อินทรวิชัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การได้รับรางวัลในครั้งนี้นับเป็นการคว้ารางวัล &amp;ldquo;สุดยอดซีอีโอขวัญใจสื่อมวลชน&amp;rdquo; ถือเป็นครั้งที่ 3 ของนายสาระ ล่ำซำ ซึ่งสะท้อนถึงการเป็นผู้นำองค์กรที่โดดเด่น ทั้งในด้านการบริหารงาน ความมีวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล และการให้ความร่วมมือ สนับสนุน รวมถึงสร้างสัมพันธ์อันดีกับสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่องเสมอมา โดยรางวัลดังกล่าวมาจากสมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจจำนวน 526 ราย ร่วมทำการเสนอชื่อและลงคะแนนโหวตซีอีโอในดวงใจ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า &amp;ldquo;รู้สึกมีความยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจและแรงสนับสนุนจากพี่น้องสื่อมวลชนสายเศรษฐกิจทุกท่าน รางวัลนี้ไม่ได้เป็นเพียงความภาคภูมิใจส่วนตัว แต่คือสะพานเชื่อมความผูกพันและคำยืนยันถึงความมุ่งมั่นของเมืองไทยประกันชีวิต ในการดำเนินธุรกิจด้วยความจริงใจ เปิดเผย และพร้อมเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์สังคมไทยอย่างยั่งยืน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับงานมอบรางวัลสุดยอดซีอีโอ ประจำปี 2569 หรือ CEO ECONMASS Awards 2026 จัดขึ้นเพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติผู้นำองค์กรที่เป็นต้นแบบ (Role Model) ในการสร้างแรงบันดาลใจ ส่งเสริมการดำเนินธุรกิจตามแนวทางความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการที่ดี (ESG) ตลอดจนช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/news/sara-lamsam-ceo-econmass-awards-2026"/>
    <summary type="html">นายสาระ ล่ำซำ CEO เมืองไทยประกันชีวิต รับรางวัลสุดยอดซีอีโอขวัญใจสื่อมวลชน ประจำปี 2569 จาก CEO ECONMASS Awards 2026</summary>
    <published>2026-10-22T05:48:26+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/video/back-to-the-sk-hynix-group</id>
    <title>AI ขาดบริษัทนี้ไม่ได้! ‘SK Hynix’ ผู้นำหน่วยความจำโลก I Based On EP.14</title>
    <updated>2026-10-22T02:17:19+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;span class="fr-video fr-deletable fr-fvc fr-dvb fr-draggable" contenteditable="false" draggable="true"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;AI ขาดบริษัทนี้ไม่ได้! &amp;lsquo;SK Hynix&amp;rsquo; ผู้นำหน่วยความจำโลก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ย้อนรอยเส้นทางของ SK Hynix จากจุดเริ่มต้นในฐานะบริษัทลูกในเครือข่ายรถยนต์ การเผชิญวิกฤตต้มยำกุ้งปี 1997 การควบรวมกิจการตามคำสั่งรัฐบาล ไปจนถึงจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อ SK Group เข้ามากอบกู้กิจการ และตัดสินใจลงเดิมพันมหาศาลกับเทคโนโลยี HBM ในยุคที่ตลาดยังมองไม่เห็นความจำเป็น&lt;br /&gt;.&lt;br /&gt;นี่คือเบื้องหลัง SK Hynix จากวิกฤตเกือบล้มละลาย สู่ราชาชิป HBM ผู้กุมชะตา AI โลก!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;#SKHynix #HBM #NVIDIA #ชิปAI #AI&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/video/back-to-the-sk-hynix-group"/>
    <summary type="html">ย้อนรอยเส้นทางของ SK Hynix จากจุดเริ่มต้นในฐานะบริษัทลูกในเครือข่ายรถยนต์ การเผชิญวิกฤตต้มยำกุ้งปี 1997 การควบรวมกิจการตามคำสั่งรัฐบาล ไปจนถึงจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อ SK Group เข้ามากอบกู้กิจการ และตัดสินใจลงเดิมพันมหาศาลกับเทคโนโลยี HBM ในยุคที่ตลาดยังม</summary>
    <published>2026-10-22T02:17:19+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/news/ecwc17-thailand-host-pcb-world-convention-2027</id>
    <title>ไทยจะเป็นเจ้าภาพประชุม PCB โลก ส.ค. 2570 บีโอไอตั้งเป้า 3,000 คนจาก 30 ประเทศ</title>
    <updated>2026-10-21T22:53:18+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img alt="ภาพประกอบวัดอรุณและวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ภาพจากเว็บไซต์ ECWC17" class="fr-fic fr-dii" id="isPasted" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/10/1792651854_ecwc17-body-1-2400x1600.webp" style="width: 720px;" /&gt;บีโอไอและสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (Thailand Printed Circuit Association หรือ THPCA) จะเป็นเจ้าภาพจัดประชุม Electronic Circuits World Convention ครั้งที่ 17 (ECWC17) ระหว่างวันที่ 18 ถึง 20 สิงหาคม 2570 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ โดยบีโอไอระบุว่าเป็นครั้งแรกที่งานประชุมวงจรอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลกนี้จัดในอาเซียน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;งานจะจัดคู่กับ Thailand Electronics Circuit Asia 2027 (THECA 2027) มหกรรมแสดงเทคโนโลยีแผงวงจรพิมพ์ (PCB) และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง บีโอไอตั้งเป้าดึงผู้บริหาร วิศวกร และนักวิจัยกว่า 3,000 คนจากกว่า 30 ประเทศ มาร่วมพูดคุยเรื่องเทคโนโลยีเบื้องหลังชิป เซิร์ฟเวอร์ และระบบ AI&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยหลังหารือกับคุณพิธาน องค์โฆษิต นายก THPCA ว่าบีโอไอร่วมมือกับสมาคมและหน่วยงานพันธมิตรจัดงานนี้ และมองว่าเป็นโอกาสย้ำบทบาทของไทยในฐานะ 1 ใน 4 ผู้ส่งออกสุทธิฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI รายใหญ่ของโลก ร่วมกับไต้หวัน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เวทีวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่หมุนเวียนเจ้าภาพมาเกือบ 50 ปี&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ECWC จัดขึ้นทุก 3 ปี และเป็นจุดนัดพบของผู้นำอุตสาหกรรม นักวิจัย และวิศวกรจากทั่วโลก งานเริ่มจัดครั้งแรกที่กรุงลอนดอนในปี 2521 ในชื่อ Printed Circuit World Convention ก่อนหมุนเวียนเจ้าภาพไปตามศูนย์กลางเทคโนโลยีของโลก ส่วนครั้งล่าสุดคือครั้งที่ 16 จัดที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2567&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บีโอไอระบุว่าการที่ไทยได้เป็นเจ้าภาพครั้งที่ 17 สะท้อนความเชื่อมั่นต่อระบบนิเวศอิเล็กทรอนิกส์ไทยที่เติบโตอย่างรวดเร็ว การเป็นประตูสู่อาเซียน และความพร้อมในการต้อนรับเวทีระดับโลก บีโอไอมองว่าความพร้อมนี้เห็นชัดขึ้นจากการเป็นเจ้าภาพประชุมประจำปี IMF และธนาคารโลกที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 12 ถึง 18 ตุลาคม 2569 และงานนี้ยังเปิดทางให้ฐานการผลิตและบุคลากรในประเทศเชื่อมต่อกับเครือข่ายเทคโนโลยีโลกได้โดยตรง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การประชุมใช้แนวคิด 'Interconnection Technology for the AI-Driven Future' ว่าด้วยเทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่ทำให้ชิป AI ทำงานได้ ตั้งแต่แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ฐานรองชิป (Substrate) ไปจนถึงการประกอบชิปขั้นสูง (Advanced Packaging)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เนื้อหาแบ่งเป็น 8 หัวข้อหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีการผลิต PCB การประกอบชิปขั้นสูงและการบูรณาการเซมิคอนดักเตอร์ การประกอบแผงวงจรและระบบ (EMS/PCBA) ซึ่งรวมถึงการประกอบเซิร์ฟเวอร์ AI โรงงานอัจฉริยะ การทดสอบและควบคุมคุณภาพ อิเล็กทรอนิกส์สีเขียว การพัฒนาบุคลากร และเทคโนโลยีเกิดใหม่อย่างโฟโตนิกส์และฮาร์ดแวร์ AI&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บีโอไอตั้งเป้ามีผลงานวิชาการนำเสนอกว่า 150 เรื่อง ผู้แสดงสินค้าในงาน ECWC17 และ THECA 2027 รวมกว่า 450 ราย และผู้เข้าร่วมกว่า 3,000 คนจากกว่า 30 ประเทศ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;โอกาสของผู้ประกอบการและนักวิจัยไทย&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สำหรับผู้ประกอบการไทย งานนี้เป็นโอกาสพบผู้ผลิตระดับโลก ซัพพลายเออร์วัสดุและเครื่องจักร รวมถึงผู้ซื้อจากต่างประเทศ เพื่ออัปเดตเทคโนโลยีและปรับสินค้าให้ได้มาตรฐานที่ลูกค้าระดับโลกต้องการ และอาจเปิดทางให้ซัพพลายเออร์ไทยก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตของบริษัทชั้นนำ ขณะที่มหาวิทยาลัยและนักวิจัยสามารถสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อต่อยอดงานวิจัยและผลิตบุคลากรให้ก้าวทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณนฤตม์กล่าวว่า &amp;quot;การที่ไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมวงจรอิเล็กทรอนิกส์โลก (ECWC17) เป็นสัญญาณชัดเจนว่าผู้นำอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลกมองเห็นศักยภาพและเชื่อมั่นในประเทศไทย ไม่เพียงในฐานะฐานการผลิตที่มีคุณภาพ แต่ในความเป็นระบบนิเวศเทคโนโลยีที่ครบวงจร ตั้งแต่ชิป แผงวงจร วัตถุดิบ ไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์ AI&amp;quot; และบีโอไอจะทำงานร่วมกับสมาคม THPCA และพันธมิตรอย่างเต็มที่ &amp;quot;เพื่อเปลี่ยนความเชื่อมั่นจากทั่วโลกให้เป็นการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และโอกาสเติบโตของบุคลากรและผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทาน AI&amp;quot;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง :&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;a href="https://www.boi.go.th/upload/content/PR186_2569.pdf" target="_blank"&gt;ข่าวประชาสัมพันธ์บีโอไอ&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;a href="https://ein.iconnect007.com/article/139884/electronics-circuit-world-convention-a-brief-history/139881/ein" target="_blank"&gt;Electronics Circuit World Convention: A Brief History (I-Connect007)&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/news/ecwc17-thailand-host-pcb-world-convention-2027"/>
    <summary type="html">บีโอไอและสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (THPCA) จะเป็นเจ้าภาพประชุม Electronic Circuits World Convention ครั้งที่ 17 (ECWC17) วันที่ 18 ถึง 20 สิงหาคม 2570 ที่ไบเทค กรุงเทพฯ โดยบีโอไอตั้งเป้าดึงผู้เข้าร่วมกว่า 3,000 คนจากกว่า 30 ประเทศ</summary>
    <published>2026-10-21T22:53:18+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/news/ais-iaa-awards-2026-best-ceo-cfo-ir</id>
    <title>AIS คว้า 3 รางวัล IAA Awards 2026 ทั้ง CEO CFO และ IR ยอดเยี่ยม กลุ่มเทคโนโลยีและสื่อสาร</title>
    <updated>2026-10-21T22:17:30+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;เอไอเอส ตอกย้ำความแข็งแกร่งของผู้นำอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย &lt;strong&gt;คว้า 3 รางวัล BEST CEO, BEST CFO และ BEST IR&lt;/strong&gt; ในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและสื่อสาร &lt;strong&gt;จากเวที IAA Awards for Listed Companies 2026 จัดโดยสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน&lt;/strong&gt; สานต่อความสำเร็จในการได้รับรางวัลอย่างต่อเนื่อง 6 ปีซ้อน สะท้อนการยอมรับจากนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนต่อวิสัยทัศน์ของผู้นำ ประสิทธิภาพการบริหารการเงิน และคุณภาพการสื่อสารกับนักลงทุน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผู้ถือหุ้นและส่งมอบคุณค่าแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img alt="ผู้บริหาร AIS ถือถ้วยรางวัล IAA Awards for Listed Companies 2026" class="fr-fic fr-dii" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/10/1792636367_ais-body-1-2400x1600.webp" style="width: 720px;" /&gt;ความสำเร็จทั้ง 3 รางวัลสะท้อนศักยภาพของ AIS ที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่การกำหนดทิศทางธุรกิจจนถึงการสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน &lt;strong&gt;โดย รางวัล BEST CEO หรือ CEO ยอดเยี่ยม&lt;/strong&gt; ตอกย้ำความสามารถของผู้นำในการวางวิสัยทัศน์และขับเคลื่อนกลยุทธ์ เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตและนำองค์กรก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม &lt;strong&gt;รางวัล BEST CFO หรือ CFO ยอดเยี่ยม&lt;/strong&gt; สะท้อนความเป็นเลิศในการบริหารการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับความโปร่งใสและการบริหารความเสี่ยง เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจและการเติบโตในระยะยาว &lt;strong&gt;ขณะที่ รางวัล BEST IR หรือนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม&lt;/strong&gt; สะท้อนคุณภาพการนำเสนอข้อมูลที่ชัดเจน ตรงประเด็น และสม่ำเสมอ ช่วยให้นักวิเคราะห์และนักลงทุนเข้าใจทิศทางธุรกิจและศักยภาพขององค์กรอย่างรอบด้าน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;เวที IAA Awards for Listed Companies 2026 เป็นเวทีที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง&lt;/strong&gt; โดยคัดเลือกผู้บริหารและนักลงทุนสัมพันธ์ของบริษัทจดทะเบียน แบ่งตามหมวดอุตสาหกรรมของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตัดสินจากผลโหวตของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุน ภายใต้หลักเกณฑ์ที่ให้ความสำคัญกับความรู้ความสามารถในการบริหารงาน คุณภาพการเปิดเผยและนำเสนอข้อมูล จรรยาบรรณและบรรษัทภิบาล ตลอดจนความสามารถในการนำองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผู้ถือหุ้น รวมถึงการให้ความร่วมมือกับนักวิเคราะห์อย่างครบถ้วนและสม่ำเสมอ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img alt="ถ้วยรางวัล BEST CEO, BEST CFO และ BEST IR จาก IAA Awards for Listed Companies 2026" class="fr-fic fr-dii" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/10/1792636368_ais-body-2-2400x1600.webp" style="width: 720px;" /&gt;การได้รับรางวัลอย่างต่อเนื่องจึงเป็นเครื่องยืนยันถึงมาตรฐานการดำเนินงานที่ AIS รักษาและพัฒนามาโดยตลอด ผ่านการบริหารธุรกิจอย่างมีวิสัยทัศน์ การจัดการการเงินอย่างรอบคอบ และการสื่อสารข้อมูลอย่างโปร่งใส ความเชื่อมั่นจากผู้เชี่ยวชาญในตลาดทุนครั้งนี้ยังสะท้อนความสำคัญของการขับเคลื่อนทั้งสามด้านไปพร้อมกัน เพื่อสร้างองค์กรที่แข็งแกร่ง พร้อมรองรับโอกาสและความท้าทายในอนาคต&lt;/p&gt;&lt;p&gt;AIS มุ่งนำความแข็งแกร่งดังกล่าวมาต่อยอดการพัฒนาเทคโนโลยีและบริการ เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า เพิ่มขีดความสามารถให้ภาคธุรกิจ และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล โดยให้ความสำคัญกับการสร้างผลลัพธ์ระยะยาวแก่ผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า และสังคม เพื่อให้ทุกก้าวของการเติบโตสร้างคุณค่าร่วมกันอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/news/ais-iaa-awards-2026-best-ceo-cfo-ir"/>
    <summary type="html">AIS คว้า 3 รางวัล BEST CEO, BEST CFO และ BEST IR จากเวที IAA Awards for Listed Companies 2026 กลุ่มเทคโนโลยีและสื่อสาร</summary>
    <published>2026-10-21T22:17:30+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/news/ttb-ai-future-labor-market-financial-security</id>
    <title>ทีทีบีแนะองค์กรและพนักงานเตรียมพร้อมรับ AI พลิกโฉมโลกการทำงาน ทั้งทักษะแห่งอนาคตและความมั่นคงทางการเงิน</title>
    <updated>2026-10-21T22:13:30+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจาก AI ที่พัฒนาอย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ ธุรกิจ หรือรูปแบบการทำงานของผู้คน โดย AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือด้านเทคโนโลยี แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างขององค์กรและอุตสาหกรรมทั่วโลก รวมทั้งกำลังพลิกโฉมโลกการทำงานอย่างรวดเร็ว องค์กรจำนวนมากนำ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับ Productivity ขณะที่คนทำงานเริ่มกังวลว่าอาชีพและรายได้ในอนาคตอาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทีทีบี จึงได้จัดเวทีเสวนาพิเศษ &amp;ldquo;AI กับอนาคตตลาดแรงงาน อวสานมนุษย์เงินเดือน เมื่อเวลาเกษียณมาเร็วกว่าที่คิด&amp;rdquo; ให้กับองค์กรพันธมิตรชั้นนำกว่า 80 บริษัท เพื่อเตรียมพร้อมและตระหนักถึงความจำเป็นที่องค์กรต้องเร่งปรับตัวและพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต พร้อมตอกย้ำบทบาทของทีทีบี ในการสนับสนุนองค์กรยกระดับชีวิตทางการเงินของพนักงานและผู้บริหาร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img alt="เวทีเสวนา AI กับอนาคตตลาดแรงงาน ของทีทีบี" class="fr-fic fr-dii" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/10/1792636455_ttb-body-1-2400x1600.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นาย&lt;strong&gt;ฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ทีทีบี&lt;/strong&gt; กล่าวว่า ความกังวลของมนุษย์เงินเดือนต่อการเปลี่ยนแปลงจาก AI เป็นเรื่องที่มีเหตุผล โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีอย่าง Agentic AI กำลังพัฒนาและเข้ามามีบทบาทในโลกการทำงานอย่างรวดเร็ว AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานในทุกองค์กรและทุกอุตสาหกรรม ทำให้คนทำงานต้องพัฒนาทักษะใหม่และเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างคุณค่าในบทบาทที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img alt="ผู้จัดการใหญ่ ทีทีบี บนเวทีเสวนา" class="fr-fic fr-dii" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/10/1792636457_ttb-body-2-2400x1600.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในมุมขององค์กร ทีทีบีได้นำ AI มาประยุกต์ใช้ในหลากหลายกระบวนการ ตั้งแต่งานตรวจสอบข้อมูลและกฎระเบียบ งานด้านไอที การยกระดับคุณภาพการบริการลูกค้า ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการขายและนำเสนอผลิตภัณฑ์ได้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น โดยการขับเคลื่อน AI Transformation ให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม จำเป็นต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การมีข้อมูลที่มีคุณภาพและพร้อมใช้งาน (Data Foundation) การกำกับดูแลการใช้ AI และความปลอดภัยของข้อมูลอย่างเหมาะสม (AI Governance) รวมถึงการสร้างทักษะและวัฒนธรรมการใช้ AI ทั่วทั้งองค์กร (AI Embedded Skill)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทางด้าน ดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และเศรษฐศาสตร์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Vialink และ Siametrics Consulting กล่าวว่า AI กำลังเปลี่ยนโฉมตลาดแรงงานและรูปแบบการดำเนินธุรกิจอย่างรวดเร็ว โดย AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่มนุษย์ทั้งหมด แต่เข้ามารับบทบาทในงานที่เป็นขั้นตอนซ้ำ ๆ และใช้กฎเกณฑ์ตายตัว ส่งผลให้บุคลากรต้องยกระดับสู่บทบาทที่สร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ทั้งการคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจ การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน และการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งยังคงเป็นทักษะสำคัญในโลกการทำงานยุคใหม่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img alt="ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และเศรษฐศาสตร์ บนเวทีเสวนา" class="fr-fic fr-dii" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/10/1792636458_ttb-body-3-2400x1600.webp" style="width: 720px;" /&gt;การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI อาจนำไปสู่ภาวะ K-Shape ในตลาดแรงงาน โดยแรงงานที่สามารถนำ AI มาเสริมศักยภาพการทำงานจะมีโอกาสเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด ขณะที่ผู้ที่ปรับตัวไม่ทันอาจเผชิญความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Agentic AI ซึ่งสามารถวางแผน ตัดสินใจ และดำเนินงานได้อย่างอัตโนมัติในหลายกระบวนการ พร้อมส่งผลให้งานหลังบ้าน งานเอกสาร งานบัญชี และงานการเงินจำนวนมากถูกแทนที่ได้ในอนาคต ซึ่งช่วยยกระดับประสิทธิภาพขององค์กร และช่วยตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ดร.ณภัทร ระบุว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ยังมีทักษะสำคัญที่ AI ไม่สามารถทดแทนมนุษย์ได้ง่าย ได้แก่ ทักษะด้านการปฏิสัมพันธ์และการสร้างความไว้วางใจระหว่างบุคคล การตัดสินใจภายใต้สถานการณ์ที่มีข้อมูลไม่สมบูรณ์ รวมถึงการคิดเชิงวิพากษ์ การสื่อสาร และการตั้งคำถามเชิงลึก ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้บุคลากรสามารถปรับตัวและสร้างความแตกต่างในการทำงานได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกหนึ่งแนวโน้มสำคัญคือแนวคิด &amp;ldquo;Everyone is a Builder&amp;rdquo; ที่เปิดโอกาสให้บุคลากรทุกระดับสามารถใช้ AI พัฒนาเครื่องมือ ระบบงาน หรือโซลูชันที่ตอบโจทย์การทำงานของตนเองได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานด้านเทคโนโลยีเชิงลึกเช่นในอดีต ส่งผลให้นวัตกรรมไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะฝ่ายเทคโนโลยีอีกต่อไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับองค์กรที่ต้องการขับเคลื่อน AI Transformation ให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม จำเป็นต้องมีเจ้าภาพหลักในการขับเคลื่อนที่ชัดเจน เริ่มต้นจากการแก้ปัญหาทางธุรกิจจริงควบคู่ไปกับการสร้างรากฐานข้อมูลที่มีคุณภาพ รวมถึงได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากผู้บริหารระดับสูง พร้อมเปิดโอกาสให้พนักงานทุกระดับมีส่วนร่วมในการนำ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนางานและสร้างคุณค่าให้แก่องค์กร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานจาก AI องค์กรและพนักงานจึงต้องร่วมกันเตรียมความพร้อมทั้งด้านทักษะการทำงานและความมั่นคงทางการเงิน เพราะเวลาในการเก็บเงินก่อนเกษียณถูกบีบอัดให้สั้นลงเรื่อย ๆ หรือเกิดปรากฏการณ์ที่ต้องออกจากตลาดแรงงานเร็วกว่าที่คิด การบริหารจัดการการเงินจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทีทีบีพร้อมเป็นพันธมิตรที่อยู่เคียงข้างทั้งองค์กร ผู้บริหาร และพนักงาน เพื่อร่วมสร้างชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นให้มนุษย์เงินเดือนในทุกมิติ ตั้งแต่การสร้างวินัยทางการเงิน การบริหารจัดการหนี้ ไปจนถึงการวางแผนการเก็บออม การเสริมความคุ้มครองและต่อยอดความมั่งคั่งเพื่ออนาคต เพื่อช่วยให้พนักงานมีความมั่นคงทางการเงินและพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอน เพื่อให้ทั้งคนและองค์กรสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในโลกการทำงานยุคใหม่&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/news/ttb-ai-future-labor-market-financial-security"/>
    <summary type="html">ทีทีบีจัดเวทีเสวนา AI กับอนาคตตลาดแรงงาน แนะองค์กรและพนักงานเตรียมความพร้อมทั้งด้านทักษะแห่งอนาคตและความมั่นคงทางการเงิน</summary>
    <published>2026-10-21T22:13:30+00:00</published>
  </entry>
</feed>
