<?xml version='1.0' encoding='utf-8'?>
<?xml-stylesheet type="text/xsl" href="/static/rss.xsl"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="th">
  <id>69</id>
  <title>techsauce</title>
  <updated>2026-06-26T19:40:58+00:00</updated>
  <author>
    <name>Unknown</name>
  </author>
  <link href="https://techsauce.co" rel="alternate"/>
  <generator uri="https://lkiesow.github.io/python-feedgen" version="1.0.0">python-feedgen</generator>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/news/mahidol-sdg3-wellness-economy</id>
    <title>ม.มหิดล อันดับ 1 โลก SDG 3 เปิดยุทธศาสตร์ ‘Holistic Wellbeing’ นิยามความเป็นอยู่ที่ดีแบบใหม่ของมหิดล ที่จะนำประเทศไปสู่ Wellness Economy</title>
    <updated>2026-06-26T19:40:58+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782531591_%E0%B8%A1.%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%A5_%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A_1_%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81_SDG_3__800_%283%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;93.6 คะแนนจากคะแนนเต็ม 100 คือสิ่งที่พามหาวิทยาลัยมหิดลขึ้นเป็นอันดับ 1 ของโลกด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี เอาชนะสถาบันชั้นนำ 1,254 แห่งทั่วโลก ในการจัดอันดับ Times Higher Education (THE) Sustainability Impact Rankings 2026 อันดับนี้คือผลในหมวดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals หรือ SDGs) ข้อที่ 3 ขององค์การสหประชาชาติ (United Nations หรือ UN) ที่ว่าด้วยสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Good Health and Well-being) หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า SDG 3&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวอันดับ คือสิ่งที่มหิดลตั้งใจจะทำ 'หลังจาก' ได้ที่ 1 มาแล้ว ในงานแถลงข่าวเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ภายใต้แนวคิด 'The Next Milestone: Mahidol and the Future of Thailand&amp;rsquo;s Holistic Wellbeing' มหิดลได้ประกาศยุทธศาสตร์ใหม่ 'Holistic Wellbeing' หรือ 'สุขภาวะองค์รวม' พร้อมรวมตัวผู้กำหนดทิศทางของประเทศและผู้บริหารระบบสาธารณสุขไว้บนเวทีเดียวกัน ตั้งแต่รองนายกรัฐมนตรีที่ร่วมปาฐกถาผ่านระบบออนไลน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ไปจนถึงคณบดีคณะแพทยศาสตร์ของศิริราชและรามาธิบดี โดยมีโจทย์ร่วมกันเพียงข้อเดียว นั่นคือทำอย่างไรให้ความเป็นเบอร์ 1 ด้านสุขภาพกลายเป็น 'Wellness Economy' หรือเศรษฐกิจสุขภาพ เครื่องยนต์ใหม่ที่จะพาไทยเข้าไปชิงตลาดสุขภาวะโลกที่กำลังจะแตะ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2029&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782531406_%E0%B8%A1.%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%A5_%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A_1_%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81_SDG_3__800_%282%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;อันดับ 1 ที่ไม่ได้วัดกันว่าใคร &amp;lsquo;เก่งที่สุด&amp;rsquo; แต่วัดกันที่ใคร &amp;lsquo;เอาความรู้ไปใช้&amp;rsquo;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ศาสตราจารย์ ดร. เภสัชกรสมภพ ประธานธุรารักษ์ รองอธิการบดีฝ่ายแผนกลยุทธ์ พัฒนาคุณภาพและพันธกิจเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่าการจัดอันดับชุดนี้แตกต่างจากการจัดอันดับเชิงวิชาการทั่วไป เพราะใช้กรอบการประเมินตามเป้าหมาย SDGs ขององค์การสหประชาชาติ ไม่ได้วัดที่จำนวนงานตีพิมพ์เป็นหลัก แต่วัดที่บทบาทของมหาวิทยาลัยในการสร้างผลกระทบจริงต่อสังคม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ศาสตราจารย์สมภพระบุว่าปัจจัยสำคัญที่ดันมหิดลขึ้นอันดับ 1 มาจากความโดดเด่น 2 ด้าน ด้านแรกคือบริการสุขภาพและความร่วมมือกับหน่วยงาน เครือข่าย และชุมชน ทั้งในและต่างประเทศ (Collaborations &amp;amp; Health Services) ที่มีสัดส่วนคะแนนสูงถึง 38.40% และด้านที่สองคือจำนวนบัณฑิตด้านวิชาชีพสุขภาพ (Number Graduating in Health Professions) ที่คิดเป็น 34.60% ในฐานะที่มหิดลเป็นสถาบันหลักผลิตบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศ ส่วนคะแนนที่เหลืออีกราว 27% มาจากงานวิจัย ซึ่งจำนวนงานตีพิมพ์ล้วนๆ ได้น้ำหนักเพียงเล็กน้อย แต่ให้น้ำหนักกับงานวิจัยที่ถูกนำไปอ้างอิงในแนวทางการรักษาโรค เช่น เวลาที่องค์การอนามัยโลก (World Health Organization หรือ WHO) ออกแนวทางการรักษาแล้วหยิบงานวิจัยของมหิดลไปใช้ต่อ รวมถึงสัดส่วนงานที่ถูกอ่านและดาวน์โหลดจริง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปรัชญาเบื้องหลังจึงสรุปได้ด้วยประโยคเดียวที่ศาสตราจารย์สมภพย้ำบนเวทีว่า&lt;strong&gt;&amp;nbsp;'รางวัลนี้ไม่ได้บอกว่ามหิดลเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่งที่สุดทางด้านการแพทย์ แต่บอกว่ามหิดลเป็นมหาวิทยาลัยที่เอาความรู้ไปทำให้เกิดประโยชน์กับสังคมได้ดีที่สุด'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;พร้อมเสริมว่ามหิดลไม่ใช่มหาวิทยาลัยที่ร่ำรวยในเชิงเม็ดเงิน แต่ 'ใจเราถึงมาก ใจเรากว้างมาก' สะท้อนผ่านการยื่นมือไปช่วยเปลี่ยนข้อเข่าให้ผู้ป่วยในประเทศกำลังพัฒนาอย่างเนปาล ศรีลังกา ไปจนถึงซามัวและตองกา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แนวคิดนี้ตรงกับสิ่งที่ทีมบริหารมหิดลตั้งหลักไว้ตั้งแต่ต้น นั่นคือการเลิกวิ่งตามอันดับเพียงอย่างเดียว แล้วหันมาเน้นที่ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง (Real World Impact) ซึ่งวัดจาก 3 เรื่อง ได้แก่ งานวิจัยที่ไปพัฒนาคุณภาพชีวิตและสุขภาวะของประชาชนได้จริง การผลักดันนโยบายสาธารณะที่เป็นประโยชน์ และการทำให้งานวิจัยเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ผลิตออกมาแล้วขึ้นหิ้ง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่สำคัญ มหิดลไม่ได้เพิ่งเข้ามาอยู่ในการจัดอันดับนี้ แต่เริ่มเข้าร่วมจัดอันดับด้าน SDG 3 ตั้งแต่ปี 2020 ที่อันดับ 77 ของโลก ก่อนจะไต่ขึ้นมาเป็นอันดับ 16, 7 และ 3 ตามลำดับ กระทั่งปี 2026 จึงก้าวขึ้นครองอันดับ 1 ได้สำเร็จ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;&amp;lsquo;Wellness Economy&amp;rsquo; เครื่องยนต์ใหม่ที่รัฐบาลกำลังติดเครื่อง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ในช่วงปาฐกถาพิเศษหัวข้อ 'Wellness Economy เครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจไทย' ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ผ่านระบบออนไลน์ ได้วางกรอบใหญ่ไว้ว่าประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไม่ได้เลยหากขาดเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ (New Growth Engine) เพราะลำพังผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product หรือ GDP) ที่โตจากเศรษฐกิจแบบเดิม ไม่เพียงพออีกต่อไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หัวใจที่ศาสตราจารย์ยศชนันย้ำคือคำว่า Science-based Wellness Economy หรือเศรษฐกิจสุขภาพที่ตั้งต้นจากฐานวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่แค่กระแสนิยม โดยยกตัวอย่างการแปลงสมุนไพรไทยให้กลายเป็นยา ซึ่งต้องตั้งต้นจากจุดแข็งที่ไทยมีอยู่แล้ว นั่นคือบริการทางการแพทย์ (Medical Service) ที่ทั่วโลกให้ความเชื่อถือ พร้อมชื่นชมการที่มหิดลเริ่มเดินหน้าโครงการผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (Advanced Therapy Medicinal Products หรือ ATMP) ด้านการรักษาด้วยเซลล์และยีน (Cell &amp;amp; Gene Therapy) ด้วยการจับมือภาคเอกชนสร้างโรงงานต้นแบบ (Pilot Plant) ขึ้นในมหาวิทยาลัย และมองว่าการวิจัยทางคลินิกที่ทำร่วมกับแพทย์ผู้รักษา คือหมุดหมายสำคัญที่ดันให้มหิดลคว้าอันดับ 1 ใน SDG 3 มาได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จากวิสัยทัศน์ ศาสตราจารย์ยศชนันได้ประกาศ Action ที่จับต้องได้หลายเรื่อง เรื่องแรกคือภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า รัฐบาลจะตั้งคณะกรรมการ Wellness แห่งชาติขึ้น และจะเชิญทีมงานมหิดลเข้าไปร่วมวางว่าควรเริ่มต้นตรงจุดไหนในเชิงวิทยาศาสตร์ เรื่องที่สองคือการยกระดับ Clinical Research ให้เป็นวาระแห่งชาติ เพราะ Wellness Economy จะสร้างมูลค่าไม่ได้เลยหากขาดความเข้มแข็งด้านนี้ โดยตั้งใจเปลี่ยนโจทย์ปัญหาในประเทศให้กลายเป็นวาระระดับโลก (Global Agenda) เพื่อดึงบริษัทชั้นนำเข้ามาทำวิจัยร่วม เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมเข้าสู่ไทย และทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางในสิ่งที่ถนัด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกหมุดหมายคือการต่อยอดจุดแข็งด้าน AI ทางการแพทย์ ผ่าน Medical AI Consortium ที่มหิดลร่วมอยู่ และศูนย์ความเป็นเลิศ (Center of Excellence) ด้าน AI ทางการแพทย์ที่กำลังจะจัดตั้งขึ้น ซึ่งศาสตราจารย์ยศชนันมองว่าจะเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ต่อยอดความสำเร็จวันนี้ให้กลายเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนี้ยังฝากให้สภามหาวิทยาลัยและกระทรวงช่วยกันผลักดันบริษัทโฮลดิ้ง (Holding Company) ให้เป็นสารตั้งต้นในการลงทุนกับสตาร์ทอัพ (Startup) ที่จะแตกตัวออกมาจากงานวิจัยของมหิดล โดยระดมทุนทั้งจากภายในมหาวิทยาลัย จากหน่วยบริหารและจัดการทุนของรัฐอย่าง บพข. และความร่วมมือกับ กรอ. เพื่อดึงภาคอุตสาหกรรมมาร่วมลงเงินในภารกิจสำคัญ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ประโยคที่สะท้อนจุดยืนของรัฐบาลได้ชัดที่สุดคือเรื่องงบประมาณ ที่ศาสตราจารย์ยศชนันระบุว่า &lt;strong&gt;'ผมไม่อยากให้ตั้งต้นที่งบประมาณ แต่อยากตั้งต้นที่ความหวังของคนไทยมากกว่า'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;พร้อมเน้นว่าตลาดของไทยคือตลาดโลก (Global Market) แต่ใช้วัตถุดิบและองค์ความรู้ในประเทศ (Local Content) เป็นฐาน โดยเฉพาะเรื่องโรคเขตร้อนที่ไทยควรเป็นพี่ใหญ่ และทิ้งท้ายด้วยการชื่นชมบุคลากรสาธารณสุขที่ 'ทำงานหนักเกินตัว เกินสิ่งที่จะได้ แต่ทำด้วยใจ' จนทำให้วันนี้ไทยขึ้นเป็นเบอร์ 1 ทางการแพทย์ของโลก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782531582_%E0%B8%A1.%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%A5_%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A_1_%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81_SDG_3__800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ตลาดสุขภาพโลกกำลังโตเกือบ 2 เท่าของเศรษฐกิจโลก และไทยมีของพร้อมชิง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่สุขภาพไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการรักษาพยาบาล แต่กลายเป็นเครื่องยนต์ของการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต โดยอ้างข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ที่ระบุว่าในปี 2024 เศรษฐกิจสุขภาวะของโลกมีมูลค่าสูงถึง 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตเฉลี่ยมากกว่า 7% ต่อปีในช่วงปี 2024 ถึง 2029 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นแตะ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2029 ซึ่งโตเร็วกว่าเศรษฐกิจโลกโดยรวมเกือบสองเท่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ศาสตราจารย์ปิยะมิตรยังชี้ว่าภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกได้ก้าวขึ้นเป็นตลาดเศรษฐกิจสุขภาพใหญ่อันดับสองของโลก ด้วยมูลค่าราว 2.03 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกลุ่มที่มีมูลค่าสูงสุดในตลาดโลกคือผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายและความงาม (Personal Care &amp;amp; Beauty) ตามด้วยอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารแห่งอนาคต (Healthy Eating หรือ Future Food) และการออกกำลังกาย (Physical Activity) ขณะที่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) เติบโตเฉลี่ยถึง 16% ต่อปี สำหรับประเทศไทย ตลาด Wellness Economy มีมูลค่าราว 600,000 ถึง 670,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยราว 5% ต่อปี และมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจนติด 15 อันดับแรกของโลก ซึ่งเป็นโอกาสในการต่อยอดองค์ความรู้และบริการสุขภาพมูลค่าสูง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;นิยาม well-being แบบใหม่ ดูแลตั้งแต่ในท้องแม่จนถึงวาระสุดท้าย&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;จากภาพโอกาสทางเศรษฐกิจ ศาสตราจารย์ปิยะมิตรเล่าว่าตอนที่ทีมบริหารชุดนี้เข้ามา ได้ตั้งคำถามกันว่าการวิ่งตามอันดับที่อิงกับงานตีพิมพ์ในแบบที่ตะวันตกสนใจ ตอบโจทย์ประเทศไทยจริงหรือไม่ คำตอบที่ได้คือควรหันมาโฟกัสที่ Real World Impact และมองสุขภาวะของคนแบบครบวงจร ตั้งแต่ปฏิสนธิในท้องแม่ คลอดออกมาเป็นทารกที่แข็งแรง เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ทำงานอย่างมีคุณภาพ เข้าสู่วัยสูงอายุที่ยังทำงานได้ ไปจนถึงวาระสุดท้ายที่จากไปอย่างมีคุณภาพ ไม่ถูกทรมาน และไม่สิ้นเปลืองทรัพยากรเกินไป จึงเป็นที่มาของยุทธศาสตร์ Holistic Wellbeing ที่ครอบคลุมตั้งแต่เด็กปฐมวัย ครอบครัว ชุมชน วัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ยุทธศาสตร์นี้ถูกแบ่งการทำงานออกเป็น 4 ด้านสำคัญ ด้านแรกคือบริการทางการแพทย์ (Medical Service) ที่มุ่งยกระดับการรักษาเฉพาะทางและเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงที่แข่งขันได้ในระดับโลก เช่น การผ่าตัดส่องกล้องแผลเล็ก (Minimally Invasive Surgery หรือ MIS) ทั้งกระดูกสันหลังและหัวเข่า และการดูแลสุขภาพกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (Transgender Healthcare) โดยมีฐานเป็นโรงพยาบาลในเครือทั้ง 11 แห่งที่ดูแลผู้ป่วยนอกรวมกันเกือบ 8 ล้านครั้งต่อปี และมีตัวอย่างงานเด่นอย่างทีมวิจัยศิริราชที่พัฒนาการรักษามะเร็งหลายชนิดด้วย CAR-T Cell รวมถึงการจัดบริการแบบเบ็ดเสร็จจุดเดียว (One Stop Service) ที่เอาคนไข้เป็นศูนย์กลาง ไม่ต้องวิ่งหาหมอหลายแผนก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ด้านที่สองคือบริการเพื่อสุขภาพ (Wellness Service) ที่ต่อยอดทั้งบริการแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นสปา นวดไทย การแพทย์แผนไทย และการฝึกสมาธิจิตตปัญญา (Mindfulness) ควบคู่กับบริการฐานวิทยาศาสตร์ที่ผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างเวชศาสตร์จีโนม (Genomic Medicine) วิทยาศาสตร์การกีฬา (Sport Science) และการออกกำลังกายที่ออกแบบตามรหัสพันธุกรรม จุดที่เห็นผลแล้วคือศูนย์การแพทย์อายุรเวทที่ศิริราชซึ่งมีคนเข้ารับบริการวันละหลักพันคน ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ สถาบันราชสุดาที่ดูแลผู้พิการ งานทันตกรรมที่ศาสตราจารย์ปิยะมิตรย้ำว่าคนมักมองข้าม ทั้งที่คนฟันเหลือน้อยมีแนวโน้มอายุสั้น ไปจนถึงวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ที่ใช้ดนตรีบำบัดช่วยให้ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ (Alzheimer) อาการดีขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ด้านที่สามคือผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (Industrial Product) ที่เปลี่ยนองค์ความรู้และทรัพยากรชีวภาพของประเทศให้เป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง เช่น อาหารฟังก์ชันและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Functional Food และ Food Supplements) เครื่องสำอางจากสมุนไพร (Cosmeceutical) และชุดตรวจวินิจฉัยโรค (Diagnostic Test Kits) พร้อมพัฒนา MU Bioplant ซึ่งเป็นโรงงานต้นแบบผลิตยาชีววัตถุและสารชีวโมเลกุลมาตรฐานสากล โดยคณะเภสัชศาสตร์เป็นแกนหลักด้านงานวิจัยสมุนไพร และจับมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเพื่อส่งต่อไปยังกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises หรือ SMEs) ในขั้นการนำไปขายเชิงพาณิชย์ ตัวอย่างงานที่กำลังทำอยู่คือเรื่องเห็ดที่ดีต่อสุขภาพหลายชนิด ซึ่งช่วยสร้างรายได้ตั้งแต่ระดับกลุ่มเกษตรกรขึ้นมา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ด้านสุดท้ายคือการวิจัยและพัฒนา (Research and Development หรือ R&amp;amp;D) ที่เป็นบทบาทหลักของมหาวิทยาลัย ครอบคลุมการสร้างคลังข้อมูลพันธุกรรมเพื่อการแพทย์แห่งอนาคต การพัฒนา Medical AI เพื่อยกระดับการวินิจฉัยและการรักษา ไปจนถึงเทคโนโลยีเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell) และการรักษาด้วยยีน (Gene Therapy) ศาสตราจารย์ปิยะมิตรยกตัวอย่างงานวิจัยร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการสกัดสารจากข้าวไรซ์เบอร์รี่มาผสมกับยาเคมีบำบัดเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยผมไม่ร่วง โดยฝั่งจุฬาฯ เป็นผู้สกัดและศิริราชเป็นผู้ทำการทดลองทางคลินิก (Clinical Trial) งานด้านโรคมาลาเรียของคณะเวชศาสตร์เขตร้อน รวมถึงการรักษาแนวใหม่ด้วย Gene &amp;amp; Cell Therapy ที่เติบโตราว 25% ต่อปี ทั้งการรักษาธาลัสซีเมีย (Thalassemia) ด้วยยีนบำบัด และการทดลองรักษาโรคพาร์กินสัน (Parkinson) ด้วยการตัดต่อยีนเข้าไปในเซลล์สมองของผู้ป่วยจนอาการดีขึ้น ซึ่งทั้งศิริราชและรามาธิบดีทำได้สำเร็จในระดับห้องปฏิบัติการแล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ฐานสำคัญที่สุดของ Medical AI คือข้อมูลสุขภาพจากโรงพยาบาลในเครือและข้อมูลจีโนมิกส์ (Genomics) ของคนไทย ที่เมื่อนำมารันบนหน่วยประมวลผลกราฟิก (Graphics Processing Unit หรือ GPU) ประสิทธิภาพสูง จะกลายเป็นฐานสำหรับ AI ทางการแพทย์ในหลายด้าน โดยมหิดลกำลังพัฒนา Medical AI Center ร่วมกับ NVIDIA ซึ่ง GPU รุ่นใหม่คาดว่าจะติดตั้งได้ทันภายในปลายปีนี้ ทั้งหมดนี้ศาสตราจารย์ปิยะมิตรสรุปทิ้งท้ายว่า 'อันดับไม่ได้สำคัญ สำคัญที่เนื้องานจริงๆ มากกว่า' ที่ทำให้ประชาชนมีสุขภาวะที่ดี เกิดนโยบายสาธารณะที่ช่วยเหลือคนในประเทศ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ศิริราช เปลี่ยนนวัตกรรมระดับโลกให้เป็นสิทธิที่ทุกคนเข้าถึง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ศาสตราจารย์ นายแพทย์อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ชี้ว่าเรื่องสุขภาพดีหรือ Wellness ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะไทยคือหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่คนทั้งโลกอยากเข้ามาเพื่อให้ชีวิตยืนยาวและมีความสุข ประกอบกับคนไทยใช้อุปกรณ์พกพา 40 ถึง 50 ล้านเครื่อง สะท้อนความพร้อมด้านเทคโนโลยี งานวิจัยที่คิดค้นขึ้นจึงต้องนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่ศาสตราจารย์อภิชาติย้ำว่าเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนของศิริราช คือเรื่องความไว้วางใจ ที่ต้องมาจากหลักธรรมาภิบาล ทั้งความมีประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และจริยธรรมในการดำเนินงาน โดยศิริราชดูแลคนตั้งแต่ก่อนเกิดจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ปีที่ผ่านมามีผู้เข้ารับบริการราว 15 ล้านครั้ง และมีผู้ป่วยโรคยากซับซ้อนจำนวนมาก จึงนำกระบวนการด้านนวัตกรรมและการวิจัยเข้ามาช่วยแก้ปัญหา โดยมองผลกระทบเป็น 3 ระดับ ตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคล (Individual) ระดับสถาบัน (Institutional) ไปจนถึงระดับชาติและระดับโลก (National and Global)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือ AI Chest X-ray ที่เริ่มจากช่วงโควิดที่ขาดแคลนรังสีแพทย์ แล้วต่อยอดจนพัฒนาเป็นระบบ AI ที่อ่านฟิล์มและวินิจฉัยโรคเกี่ยวกับปอดได้ถึง 9 โรค ซึ่งศิริราชผลักดันจนขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นรายแรกๆ ของประเทศ และปัจจุบันสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้นำไปบรรจุในสิทธิประโยชน์ให้ประชาชนทุกคนได้รับการคัดกรองวัณโรคฟรี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกชิ้นงานคือ Mobile Stroke Unit หรือรถพยาบาลเคลื่อนที่สำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ที่วิ่งไปรับคนไข้ ทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) บนรถ วินิจฉัยและให้ยาละลายลิ่มเลือดได้ทันทีผ่านการเชื่อมข้อมูลด้วยระบบ 5G ช่วยลดทั้งความพิการและการเสียชีวิต จนรัฐบาลเห็นความสำคัญและอนุมัติงบประมาณขยายผลรถคันนี้ไปทั่วประเทศในเขตสุขภาพต่างๆ รวม 21 คัน ทั้งหมดนี้ดำเนินไปพร้อมกับกองทุนศิริราชมูลนิธิที่คอยช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการรักษาได้อย่างเท่าเทียม&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;รามาธิบดี กับการรักษาที่มองไกลกว่าตัวโรค&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ให้นิยามคำว่า Sustainable Development ว่าต้องประกอบด้วยความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีความเท่าเทียม (Equity) และคุณภาพ (Quality) เป็นฐาน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ศาสตราจารย์อาทิตย์เล่าว่าเมื่อราว 25 ปีก่อน รามาธิบดีได้เริ่มแนวคิด Comprehensive Healthcare หรือการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ที่ไม่ได้รักษาแค่ตัวโรค แต่มองไปถึงคุณภาพชีวิตของคนไข้ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคม ในด้านการสร้างคน รามาธิบดีผลิตบุคลากรทางการแพทย์หลากหลายสาขารวมกว่า 517 คนต่อปี ตั้งแต่แพทย์ พยาบาล ไปจนถึงนักแก้ไขความผิดปกติของการสื่อความหมาย พร้อมมอบทุนการศึกษาปีละกว่า 10 ล้านบาท เพื่อให้เด็กเก่งที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้เข้ามาเรียนและออกไปเป็นกำลังของระบบสาธารณสุขไทย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในมิติของ Wellness รามาธิบดีเน้นการดูแลเชิงรุก ทั้งโครงการที่ลงไปทำงานร่วมกับโรงเรียนเพื่อดูแลสุขภาพเด็ก และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ส่วนด้านนวัตกรรมและการวิจัย รามาธิบดีมีศูนย์มะเร็งครบวงจร (Comprehensive Cancer Center) ที่เอาคนไข้เป็นศูนย์กลาง ผู้ป่วยไม่ต้องวิ่งไปหลายแผนก แต่มีทีมแพทย์สหสาขา (Multidisciplinary Team) มาร่วมกันวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่จุดเดียว ทำให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และระดับนานาชาติ เพื่อพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ใหม่ๆ และขับเคลื่อน Wellness Economy ของประเทศ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หนึ่งในนโยบายสาธารณะที่ถูกหยิบยกขึ้นมาบนเวทีคือเรื่องการลดเค็มของอาจารย์สุรศักดิ์ที่รามาธิบดี ซึ่งศาสตราจารย์สมภพชี้ว่าคนไทยและคนทั้งโลกกินเกลือเกินเกณฑ์ที่ WHO กำหนดถึง 2 เท่า และปลายทางจะนำไปสู่โรคไตที่ต้องล้างไตและเปลี่ยนไต การลดระดับการบริโภคเค็มจึงเป็นอีกหนึ่งงานที่สะท้อน Real World Impact ได้ชัดเจน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782531602_%E0%B8%A1.%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%A5_%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A_1_%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81_SDG_3__800_%284%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/h2&gt;&lt;h2&gt;ก้าวต่อไปหลังเบอร์ 1 ของโลก&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;มหิดลไม่ได้มองอันดับ 1 ของโลกด้าน SDG 3 เป็นปลายทาง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนความรู้ด้านสุขภาพให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมแล้ว ตั้งแต่โมเดลบริการสุขภาพของศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ และศิริราช บางโพ ที่นำรายได้กลับมาสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยด้อยโอกาส การเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยสิทธิ 30 บาทเข้าถึงการรักษาด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง การต่อยอดสมุนไพรไทยสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง ไปจนถึงการพัฒนา Medical AI Center ร่วมกับ NVIDIA และเทคโนโลยี Gene Therapy เพื่อยกระดับการรักษาโรคซับซ้อน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โจทย์ถัดไปที่รออยู่จึงมีทั้งการตั้งคณะกรรมการ Wellness แห่งชาติภายใน 2 สัปดาห์ การยกระดับ Clinical Research เป็นวาระแห่งชาติ และโครงการ One Mahidol One ตำบล ที่จะดึงทุกคณะลงพื้นที่ตำบลศาลายาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้เห็นผลกระทบจริง ทั้งหมดนี้เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นฮับด้านสุขภาพและสุขภาวะของภูมิภาคที่เติบโตอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา:&lt;/strong&gt; งานแถลงข่าวและข่าวประชาสัมพันธ์ 'The Next Milestone: Mahidol and the Future of Thailand&amp;rsquo;s Holistic Wellbeing' โดยมหาวิทยาลัยมหิดล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/news/mahidol-sdg3-wellness-economy"/>
    <summary type="html">มหาวิทยาลัยมหิดลคว้าอันดับ 1 ของโลกด้าน SDG 3 ด้วยคะแนน 93.6 จาก THE Sustainability Impact Rankings 2026 พร้อมเปิดยุทธศาสตร์ Holistic Wellbeing พาไทยชิงตลาด Wellness Economy โลกที่กำลังแตะ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2029</summary>
    <published>2026-06-26T19:40:58+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/news/capital-with-purpose-2026-green-finance-bot-social-license-to-operate</id>
    <title>ถอดวิสัยทัศน์ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ยุคที่ธุรกิจต้องการ 'Social License to Operate' และ 'เงินทุน' ไม่ได้ไหลเข้าบริษัทที่มุ่งแต่จะทำกำไรสูงสุด</title>
    <updated>2026-06-26T02:55:00+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;สรุปวิสัยทัศน์สำคัญที่&lt;strong&gt;&amp;nbsp;คุณวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;กล่าวบนเวทีสัมมนา&lt;strong&gt;&amp;nbsp;'Capital with Porpose 2026 : Unlocking ESG Value through Green Finance'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ทำไมความยั่งยืน (Sustainability) จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการทำ PR หรือทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็น 'ทางรอด' และกลไกสำคัญในการได้มาซึ่ง 'ใบอนุญาตทางสังคม (Social License to Operate)' ที่เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fil fr-dib" id="isPasted" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782467071__BOT_Capital_with_Purpose.webp" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;จาก Shareholder Capitalism สู่ยุค Stakeholder Capitalism&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;พูดถึง &lt;strong&gt;'ความสำเร็จทางธุรกิจ'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;คนฟังอาจนึกถึงทฤษฎีการแข่งขันอย่าง 'Five Forces Model' ของ Michael Porter หรือการสร้างกำไรสูงสุด (Maximum Profit) เพื่อตอบแทนผู้ถือหุ้น แต่ในโลกปัจจุบัน คุณวิทัยบอกว่า บริบทของการทำธุรกิจและการลงทุนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โดยคุณวิทัยชี้ให้เห็นว่า โลกยุคใหม่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับบริษัทที่ทำ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;'กำไรสูงสุด'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ในระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ธุรกิจต้องสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value - CSV) ซึ่งต้องมี&lt;strong&gt;&amp;nbsp;'กำไรที่เหมาะสม'&lt;/strong&gt; ผสานความใส่ใจต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) เข้าไปในเนื้อแท้ของการทำธุรกิจ บริษัทจึงจะเติบโตและยืนระยะได้ ต่อด้วยการย้ำว่า &lt;strong&gt;ความยั่งยืน ไม่ใช่เรื่องของต้นทุน แต่คือ 'การลงทุน' เพื่อลดความเสี่ยงในระยะยาว&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;กระแสเงินทุนในปัจจุบันจึงเป็น Capital with Purpose คือ เงินทุนจะไม่ไหลไปหาธุรกิจที่ได้กำไรสูงสุดเพียงอย่างเดียว แต่จะไหลไปสู่ธุรกิจที่ตอบสนองด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ &lt;strong&gt;มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (EU CBAM)&lt;/strong&gt; ซึ่งกำหนดให้ผู้ส่งออกต้องเสียภาษีหากกระบวนการผลิตมีการปล่อยคาร์บอนสูง ซึ่งมีการประเมินว่า &lt;strong&gt;หากไม่มีมาตรการมารองรับเรื่องนี้ สินค้าไทยในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอาจสูญเสียโอกาสในการส่งออกถึง 24%&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เรื่องนี้จึงสะท้อนว่า มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมได้กลายเป็น &lt;strong&gt;'ใบอนุญาตทางสังคม (Social License to Operate)'&lt;/strong&gt; ที่ชี้ชะตาว่า คุณจะสามารถทำธุรกิจในตลาดโลกได้หรือไม่&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;กลไกสนับสนุน Green Finance และการเปิดตัว Green Stablecoin&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fil fr-dib" id="isPasted" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782464512__eFinanceThai_Capital_with_Purpose.webp" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน แบงก์ชาตินำ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;Thailand Taxonomy&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;มาใช้เป็นกรอบจัดสรรเงินลงทุน เพื่อให้สินเชื่อไหลไปสู่ธุรกิจที่ส่งเสริมความยั่งยืน โดยที่ผ่านมามีการปล่อยสินเชื่อเพื่อการปรับตัว (Financing Transition) ไปแล้วกว่า 160,000 ล้านบาท รวมถึงสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือ SME และกลุ่มธุรกิจโรงแรมอีกราว 35,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกเรื่องที่น่าจับตาในมิติของนวัตกรรมทางการเงิน ธปท. เตรียมเปิดให้สถาบันการเงินสามารถทำธุรกิจเกี่ยวกับ &lt;strong&gt;Green Stablecoin&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ในอนาคตอันใกล้ โดยจะประกาศนโยบายเกี่ยวกับ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;'Thai Stablecoin'&lt;/strong&gt; ซึ่งมีแนวทางที่จะอนุญาตให้สถาบันการเงินสามารถเข้ามาประกอบธุรกิจหรือทำธุรกรรมบางส่วนแบบค่อยเป็นค่อยไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับความเชื่อมโยงในด้านการสนับสนุนสิ่งแวดล้อมนั้น คุณวิทัยกล่าวว่า &lt;em&gt;&amp;quot;ส่วนหนึ่งของธุรกิจที่เราจะเปิดให้สถาบันการเงินทำได้ก็คือ GE ที่เกี่ยวกับเรื่องคาร์บอน&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หมายความว่า ธปท. จะเปิดโอกาสให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินทำธุรกิจเกี่ยวกับ &lt;strong&gt;'Green Stablecoin'&lt;/strong&gt; เพื่อรองรับธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับ 'คาร์บอน' ได้ ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนระบบนิเวศการเงินสีเขียวในอนาคตของ ธปท.&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ปฏิรูปโครงสร้าง กวาดล้าง 'เศรษฐกิจสีเทา'&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;คุณวิทัยเน้นย้ำว่า ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยลดลงเหลือเพียง 2.7% ซึ่งการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด ทั้งยังชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยมีคนวิเคราะห์ปัญหามากมาย แต่ขาด 'การลงมือทำจริง' ธปท. จึงเดินหน้าแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการจัดการ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;เศรษฐกิจสีเทา&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;หรือ &lt;strong&gt;เศรษฐกิจใต้ดิน (Grey Economy)&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ร่วมกับการลดความเหลื่อมล้ำ ไม่ว่าจะเป็น&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;การคุมเข้มการทำธุรกรรมทองคำแท่งที่ผิดปกติ เพื่ออุดช่องโหว่เรื่องการฟอกเงิน&lt;/li&gt;&lt;li&gt;การจำกัดการถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ซึ่งช่วยลดปริมาณธุรกรรมเงินสดรายใหญ่ลงได้ 35%&lt;/li&gt;&lt;li&gt;การปราบปรามบัญชีม้าที่ใช้รับเงินโอนผิดกฎหมาย&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;em&gt;&amp;quot;แม้มาตรการเหล่านี้จะไม่ได้ทำให้ปัญหาคอร์รัปชันหมด 100% แต่เป็นการสร้างรากฐานที่ดีขึ้น และทำให้การทำธุรกิจสีเทายากลำบากขึ้นในระยะยาว&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/em&gt;คุณวิทัยกล่าวในตอนท้ายและยังย้ำด้วยว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;ความยั่งยืน ไม่ได้เกิดจากการประกาศเป้าหมาย Net Zero ไม่ได้เกิดจากการเซ็น MOU และไม่ได้เกิดจากการทำ PR แต่จะเกิดขึ้นได้ จากการลงมือทำ&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/news/capital-with-purpose-2026-green-finance-bot-social-license-to-operate"/>
    <summary type="html">สรุปวิสัยทัศน์ วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย จากงาน Capital with Porpose 2026 : Unlocking ESG Value through Green Finance ที่ชี้ให้เห็นว่า ความยั่งยืน ไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็น 'ทางรอด' และกลไกที่เปิดทางให้ธุรกิจมี Social License to Operate</summary>
    <published>2026-06-26T02:55:00+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/saucy-thoughts/ray-dalio-china-go-strategy</id>
    <title>Ray Dalio ชี้จีนกำลังเล่นโกะบนกระดานโลก  บีบอเมริกาถอยร่นโดยไม่ต้องใช้อาวุธสักชิ้น</title>
    <updated>2026-06-25T23:22:48+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;Ray Dalio นักลงทุนระดับตำนานผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates ได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนครั้งสำคัญหลังจบทริปเยือนปักกิ่ง 10 วันเต็ม เขายอมรับตรง ๆ ว่าระเบียบโลกในเวลานี้ได้เกิดการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ และมันกำลังเกิดขึ้นเร็วมากเกินกว่าที่ใครหลายคนจะตั้งรับได้ทัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้นำทั่วโลกเริ่มเปลี่ยนความคิด คือวิธีที่สหรัฐฯ รับมือกับวิกฤตการณ์ที่อิหร่านเข้ายึดช่องแคบฮอร์มุซ เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นแค่ความขัดแย้งระยะสั้น แต่เป็นภาพสะท้อนที่ทำให้ชาติพันธมิตรในเอเชียเห็นร่วมกันว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782458429_Ray_Dalio_%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99_1.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คนอเมริกันยุคนี้ไม่ได้อยากเอาชีวิตไปเสี่ยงกับความยากลำบากของสงครามอีกแล้ว ขณะเดียวกันรัฐบาลวอชิงตันก็เริ่มหมดพลังที่จะรักษาอำนาจเดิมของตัวเองเอาไว้ Dalio เปรียบเทียบว่า สถานการณ์ของสหรัฐฯ ในตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับช่วงที่จักรวรรดิอังกฤษสูญเสียการควบคุมคลองสุเอซในอดีต ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นของการล่มสลายของมหาอำนาจตะวันตก&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;สู่ยุคใหม่ของโครงสร้างอำนาจและระบบบรรณาการแห่งศตวรรษที่ 21&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่ดาลิโอได้ไปสัมผัสที่ปักกิ่งไม่ใช่ภาพของกาตั้งป้อมเตรียมทำสงคราม แต่กลับเป็นภาพการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางการทูตขนานใหญ่ บรรดาผู้นำระดับโลกกำลังหลั่งไหลเดินทางเข้าพบประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ในลักษณะที่ Dalio เรียกว่า &lt;strong&gt;&lt;em&gt;&amp;quot;ระบบบรรณาการยุคใหม่&amp;quot;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ซึ่งเป็นการหยิบเอา Operating Manual โบราณที่จีนเคยใช้ปกครองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยาวนานกว่า 2,000 ปีกลับมาปัดฝุ่นใหม่ โครงสร้างนี้ไม่ใช่การล่าอาณานิคมแบบตะวันตกที่ต้องส่งทหารเข้ายึดครอง แต่เป็นการสร้างระเบียบทางเศรษฐกิจที่มีลำดับชั้นชัดเจน ประเทศที่เล็กกว่าจะยอมแสดงความเกรงใจและตระหนักในสถานะที่เหนือกว่าของจีน เพื่อแลกกับการเข้าถึงเม็ดเงิน ตลาด และความมั่นคง โดยผู้ที่เป็นพันธมิตรที่ดีจะได้รับรางวัล ส่วนผู้ที่กระด้างกระเดื่องจะถูกลงโทษผ่านกลไกทางเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การหวนคืนของโมเดลนี้คือการเยียวยาบาดแผลบาดลึกจาก ศตวรรษแห่งความอัปยศที่จีนเคยถูกต่างชาติรุมรุกราน และเป้าหมายที่เด่นชัดที่สุดในกระดานนี้คือการรวมชาติกับไต้หวัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Dalio คาดการณ์ว่า สี จิ้นผิง วางหมากที่จะบรรลุเป้าหมายนี้ภายในปี 2028 ซึ่งประจวบเหมาะกับช่วงเวลาการเลือกตั้งประธานาธิบดีของไต้หวัน โดยชัยชนะที่อาจเกิดขึ้นของพรรคฝ่ายค้านอย่างก๊กมินตั๋ง (KMT) ที่มีท่าทีประนีประนอมกับปักกิ่ง อาจเปิดทางไปสู่ข้อตกลงที่นุ่มนวลคล้ายกับโมเดลของฮ่องกงในอดีต ซึ่งจะทำให้จีนสยบไต้หวันได้โดยไม่จำเป็นต้องออกแรงใช้กำลังทหารเลยด้วยซ้ำ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ยุทธศาสตร์การเล่นโกะ และแต้มต่อทางเทคโนโลยีที่เหนือกว่า&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;Dalio ชี้หากวิเคราะห์ผ่านตำราพิชัยสงครามของซุนวู กลยุทธ์ของจีนในปัจจุบันคือการสะท้อนแนวคิดการสยบศัตรูโดยไม่ต้องต่อสู้คือ สุดยอดแห่งความสามารถอย่างแท้จริง Dalio เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างวิธีคิดของสองมหาอำนาจไว้ว่า&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ในขณะที่อเมริกาเดินเกมเหมือนการเล่นหมากรุกฝรั่งที่เน้นการเผชิญหน้าและทำลายล้างหมากของคู่ต่อสู้ตรง ๆ&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;แต่จีนกำลังเล่นเกมโกะ ที่ไม่เน้นการฆ่าล้างบาง แต่เน้นการเดินหมากล้อมเพื่อจำกัดพื้นที่อิทธิพล สร้างคำขู่แฝง และกดดันทางอ้อมผ่านมิติทางเศรษฐกิจและการเงินไปเรื่อย ๆ จนคู่ต่อสู้ต้องเป็นฝ่ายล่าถอยไปเอง&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;แต้มต่อที่ทรงพลังที่สุดของจีนในเวลานี้ไม่ใช่ขีดความสามารถทางการทหาร แต่คือห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Dalio สรุปไว้ว่า&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;AI คือทุกสิ่ง และ AI ที่ปราศจากไต้หวันคือความว่างเปล่า&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;เนื่องจากไต้หวันคือผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่ล้ำสมัยที่สุดของโลก จีนไม่จำเป็นต้องส่งกองทัพบุกยึดโรงงานชิป เพียงแค่ส่งสัญญาณว่าจะทำการปิดล้อมการส่งออก มูลค่าตลาดทุนและหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกก็พร้อมจะดิ่งเหวทันที&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ยิ่งไปกว่านั้น จีนกำลังเร่งสปีดขีดเส้นตายให้ตัวเองต้องพึ่งพาพาการผลิตชิปภายในประเทศให้ได้ 100% ภายในปลายปี 2027 ในขณะที่สหรัฐฯ และพันธมิตรยังต้องติดกับดักความพึ่งพา Supply Chain จากฝั่งเอเชียอยู่เช่นเดิม&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ถอดรหัสนัยสำคัญต่ออนาคตโลกและการลงทุน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สำหรับมุมมองในตลาดการเงิน Dalio ส่งสัญญาณเชิงลบต่ออำนาจนำของสหรัฐฯ ในเชิงโครงสร้างระยะยาวอย่างชัดเจน กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ของจีนเริ่มลดความเสี่ยงด้วยการปฏิเสธที่จะสะสมสินทรัพย์ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพราะหวาดระแวงเรื่องการถูกคว่ำบาตร และหันไปผลักดันบทบาทของเงินหยวนในเวทีการค้าโลกแทน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ส่งผลให้เม็ดเงินทุนเริ่มไหลออกจากระบบการเงินเดิมที่อเมริกาเคยเป็นผู้คุมกฎมาตลอด 80 ปี สอดคล้องกับมุมมองของนักวิเคราะห์ชั้นนำที่ชี้ว่า จีนใช้เวลาตลอดหลายปีที่ผ่านมาในการซุ่มยึดครองตลาดแร่หายาก และห่วงโซ่อุปทานวัสดุต้นน้ำที่เป็นหัวใจสำคัญของทั้งยุทโธปกรณ์และฮาร์ดแวร์ AI จนอเมริกาแทบไม่เหลืออำนาจในการควบคุมทรัพยากรที่ตนเองจำเป็นต้องใช้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บทสรุปจากทริปเยือนจีนของ Dalio ในครั้งนี้ จึงเป็นการตอกย้ำว่า โลกกำลังก้าวผ่านจากระเบียบพหุภาคีที่อิงตามกฎเกณฑ์และนำโดยสหรัฐฯ ไปสู่ระเบียบโลกแบบสองขั้วอำนาจที่มีลำดับชั้นชัดเจน บทเรียนสำคัญสำหรับผู้บริหารและนักลงทุนในยุคนี้คือ ในระบบนิเวศใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น การมีอำนาจล้นมือ การแสดงให้คู่ต่อสู้เห็นว่าเรามีอำนาจนั้นอยู่ แต่เลือกที่จะบริหารจัดการโดยไม่ต้องออกแรงใช้มัน คือกลยุทธ์ที่ทรงประสิทธิภาพ น่ากลัว และกำลังขับเคลื่อนทิศทางของโลกต่อจากนี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a href="https://fortune.com/2026/06/24/ray-dalio-china-tribute-system-america-empire/?utm_source=flipboard&amp;amp;utm_content=fortune/magazine/Personal+finance"&gt;fortune&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/saucy-thoughts/ray-dalio-china-go-strategy"/>
    <summary type="html">เจาะลึกบทวิเคราะห์จาก Ray Dalio หลังเยือนปักกิ่ง ชี้จีนกำลังฟื้นระบบบรรณาการยุคใหม่ ใช้ยุทธศาสตร์หมากล้อมและเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์เขย่าระเบียบโลกเดิม</summary>
    <published>2026-06-25T23:22:48+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/saucy-thoughts/ai-human-workhorse</id>
    <title>มนุษย์ถูกมองเป็น ‘ม้างาน’ ในยุค AI ถอดบทเรียนโลกธุรกิจจากมุมมอง Cory Doctorow</title>
    <updated>2026-06-25T22:45:28+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img alt="มนุษย์ถูกมองเป็น ‘ม้างาน’ ในยุค AI " class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782455980_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%99_%2835%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;ตอนนี้เรามักได้ยินคำเตือนเกี่ยวกับ AI แทบทุกวัน บางคนเชื่อว่าเทคโนโลยีนี้จะเข้ามาแทนที่คน บางคนมองว่า AI อาจเป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติในระยะยาว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่สำหรับ Cory Doctorow นักเขียนและนักวิจารณ์เทคโนโลยีชาวแคนาดา เขามองภาพนี้ต่างออกไป เขาไม่ได้เชื่อว่า AI กำลังจะทำให้มนุษย์หมดความสำคัญอย่างที่หลายคนคิด แต่สิ่งที่น่าจับตามองคือความพยายามขององค์กรและนักลงทุนที่ต้องการใช้ AI ลดบทบาทของมนุษย์ รวมถึงฟองสบู่มูลค่ามหาศาลที่กำลังก่อตัวขึ้นรอบเทคโนโลยีนี้&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เมื่อมนุษย์กลายเป็นผู้ช่วยของ AI แทน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ในหนังสือ The Reverse Centaur&amp;rsquo;s Guide to Life After AI Doctorow เสนอแนวคิดว่า &amp;lsquo;Reverse Centaur&amp;rsquo; หรือเซนทอร์กลับด้านเพื่ออธิบายโลกการทำงานรูปแบบใหม่ที่มนุษย์ไม่ได้ใช้เครื่องจักรเป็นผู้ช่วย แต่กลับต้องทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยให้กับเครื่องจักรแทน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แนวคิด &amp;lsquo;เซนทอร์กลับด้าน&amp;rsquo; คือสถานการณ์ที่ถูกพลิกกลับตาลปัตรอย่างสิ้นเชิง เพราะแทนที่เราจะได้ใช้งาน AI แต่ AI กลับกลายมาเป็น &amp;lsquo;เจ้านาย&amp;rsquo; ที่คอยสั่งการ กำหนดเป้าหมายและจับเวลาการทำงานของเรายิบย่อย ส่วนมนุษย์กลับถูกลดขั้นให้กลายเป็นเพียงม้างานหรือแขนขาที่มีชีวิตที่ต้องคอยทำงานงกๆ ตามระบบที่ AI วางไว้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่ชัดเจนที่สุดในชีวิตจริงคือบรรดาพนักงานคลังสินค้า ไรเดอร์ส่งอาหารหรือคนทำงานคัดกรองข้อมูลให้เอไออาจไม่ได้มีเจ้านายเป็นมนุษย์อีกต่อไป แต่ถูกควบคุมด้วยระบบอัลกอริทึมที่บังคับเป๊ะๆ ว่าต้องทำรอบให้ทันเวลา หากม้าวิ่งช้าทำไม่ทันก็อาจถูกลงโทษหักคะแนนหรือลดค่าแรง แนวคิดนี้จึงเป็นการเสียดสีและเตือนสติว่าเทคโนโลยีที่นายทุนโฆษณาว่าจะมาเป็นเครื่องทุ่นแรงให้เราขี่อย่างสบายๆ ท้ายที่สุดแล้วอาจพลิกกลับมาเปลี่ยนคนทำงานทั่วไปให้กลายเป็นม้างานที่ถูกเครื่องจักรอย่างเอไอควบคุมและสูบพลังชีวิตไปแทน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Cory Doctorow ยังมองไปถึงอาชีพอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นทนายที่ต้องคอยตรวจสอบคำตอบของ AI นักดนตรีที่ต้องแข่งขันกับเพลงที่สร้างขึ้นโดยระบบอัตโนมัติ หรือแรงงานอีกหลายกลุ่มที่อาจถูกลดบทบาทลงเหลือเพียงผู้คอยตรวจงานของ เอไอ ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนความกังวลที่แพร่หลายในปัจจุบันว่า AI อาจไม่ได้แค่เข้ามาช่วยทำงาน แต่กำลังค่อย ๆ ลดบทบาทของมนุษย์ในหลายอาชีพลง และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่หลายคนมองว่ากำลังเกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;AI กำลังจะกลายเป็นพระเจ้า ?&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ตลอดหลายปีที่ผ่านมาผู้นำในวงการ AI จำนวนไม่น้อยมักพูดถึงอนาคตของเทคโนโลยีนี้ในระดับที่เกือบจะเป็นเรื่องเหนือมนุษย์ Elon Musk เคยเรียก AI ว่าเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดต่ออารยธรรมมนุษย์ ขณะที่ Sam Altman เคยบอกว่า AI อาจนำไปสู่จุดจบของโลก ส่วน Dario Amodei เคยคาดการณ์ว่า AI อาจมองมนุษย์ในแบบเดียวกับที่มนุษย์มองสัตว์ คืคือเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตทั่วไปที่ท้ายที่สุดก็เป็นทรัพยากรที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Cory Doctorow มองว่าคำพูดเหล่านี้เป็นการพูดเกินจริง เขาตั้งข้อสังเกตว่าคนในวงการ AI หลายคนกำลังพูดราวกับว่าพวกเขาใกล้จะสร้างพระเจ้าขึ้นมาได้ทั้งที่ในความเป็นจริง AI เป็นเพียงระบบที่ถูกออกแบบมาให้คาดเดาคำตอบจากรูปแบบข้อมูลที่เคยเรียนรู้มา ไม่ได้มีความคิด ความเข้าใจ หรือจิตสำนึกในแบบที่มนุษย์มี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ภัยคุกคามที่แท้จริงอาจไม่ใช่ AI แต่เป็นฟองสบู่ AI&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;แม้เขาจะไม่เชื่อว่า AI จะเข้ามาแทนที่มนุษย์ทั้งหมด แต่เขาก็ไม่ได้มองว่าเทคโนโลยีนี้ไร้ความเสี่ยง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่เขากังวลมากกว่าคือเม็ดเงินมหาศาลที่กำลังหลั่งไหลเข้าสู่อุตสาหกรรม AI อย่างต่อเนื่อง เขาระบุว่าในช่วงที่เขาเขียนหนังสือเมื่อปีที่แล้ว ฟองสบู่ AI มีมูลค่าราว 700,000 ล้านดอลลาร์ แต่ปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว และยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อไปเรื่อยๆ นอกจากนี้บริษัเทคโนโลยี 9 แห่งในสหรัฐฯ ยังมีมูลค่ารวมกันคิดเป็นประมาณ 35% ของมูลค่าตลาดของทั้งประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้เขายังอ้างถึงกฎของ Stein ที่ระบุว่าอะไรที่มันไปต่อไม่ได้ สุดท้ายมันก็จะหยุดไปเอง ขณะที่แนวคิดของ John Maynard Keynes นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษก็ชี้ว่าตลาดอาจผันผวนแบบไร้เหตุผลได้นานกว่าที่นักลงทุนเองจะรับมือไหว ด้วยเหตุนี้แม้จะไม่มีใครตอบได้ว่าฟองสบู่ AI จะสิ้นสุดลงเมื่อไร แต่เขาเชื่อว่าในท้ายที่สุดมันย่อมแตกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ทำไมนายทุนถึงหลงใหล AI&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;อีกหนึ่งคำถามที่เขาพยายามหาคำตอบคือทำไมนักลงทุนจึงยังคงทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ AI ?&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คำตอบก็คือ AI กำลังเข้ามาสานฝันดั้งเดิมของคนทำธุรกิจ คือการเปลี่ยนจากแรงงานคนมาใช้เครื่องจักรแทน เขามองว่านายจ้างส่วนใหญ่ไม่ชอบการที่ธุรกิจต้องพึ่งพาพนักงาน เพราะลึก ๆ แล้วพวกเขารู้ดีว่าหากผู้บริหารไม่มาทำงาน ระบบส่วนใหญ่ยังคงดำเนินต่อไปได้ แต่หากพนักงานหยุดทำงาน ทุกอย่างอาจหยุดชะงักทันที เพราะฉะนั้น AI จึงถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้ผู้บริหารควบคุมกระบวนการการผลิตได้มากขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาแรงงานมนุษย์มากเหมือนในอดีต&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;วงจรความกลัวและกระแสเห่อ AI&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เมื่อแนวคิดเรื่อง AI ที่บอกว่าจะเข้ามาแทนที่มนุษย์ถูกพูดซ้ำอย่างต่อเนื่อง ความกังวลจึงเริ่มแพร่กระจายไปในวงกว้าง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Cory Doctorow อ้างถึงแนวคิดของนักวิชาการจาก Virginia Tech ที่เรียกว่า Criti-Hype ซึ่งหมายถึงการวิพากษ์วิจารณ์ที่ยิ่งช่วยเพิ่มกระแสความตื่นตระหนกให้รุนแรงขึ้น ซึ่งยิ่งมีคนออกมาเตือนว่า AI จะทำลายตลาดแรงงานมากเท่าไรก็ยิ่งทำให้ผู้คนเชื่อว่า AI มีอำนาจและความสามารถมากขึ้นเท่านั้น&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;นักลงทุนยังคงเชื่อมั่น แม้โครงการ AI จะล้มเหลว&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เขาได้ยกตัวอย่างร้านค้าอัตโนมัติ ของ Amazon ที่เคยถูกนำเสนอว่าเป็นระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ แต่ภายหลังกลับพบว่ามีพนักงานจำนวนมากคอยเฝ้าดูภาพจากกล้องวงจรปิด แม้กรณีดังกล่าวจะสะท้อนว่าระบบอัตโนมัติยังห่างไกลจากความสมบูรณ์ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความเชื่อของนักลงทุนลดลง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้เขายังมองปัญหาการใช้ AI ในทางที่ผิดเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องแก้ แต่เขาเชื่อว่า สิ่งเดียวที่จะกระทบยักษ์ใหญ่ด้าน AI ได้จริงๆ คือการที่นักลงทุนเริ่มสงสัยว่าธุรกิจ AI มันหาเงินได้จริงไหม เพราะในท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่หล่อเลี้ยงกระแส AI ไม่ใช่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่คือเงินทุนที่ยังคงหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เบื้องหลังของธุรกิจ AI&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เขาสังเกตว่า มหาเศรษฐีที่รวยล้นฟ้ามักจะใช้ชีวิตอยู่บนหอคอยจนมองไม่เห็นว่าการตัดสินใจของตัวเองไปสร้างผลกระทบหรือความเดือดร้อนให้ใครบ้าง การจะกอบโกยเงินระดับพันล้านได้มักจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องไปกระทบกับชีวิตผู้คนมากมายและเมื่อทำแบบนี้บ่อย ๆ จนชิน ท้ายที่สุดพวกเขาจะเริ่มมองคนอื่นเป็นแค่เครื่องมือหาเงินหรือทรัพยากรชิ้นหนึ่งมากกว่าจะเป็นมนุษย์ที่มีความรู้สึก&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;หากฟองสบู่แตก คนทั่วไปอาจเป็นผู้รับผลกระทบมากที่สุด&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ในตอนท้าย Cory Doctorow เตือนว่าหากฟองสบู่ AI แตกขึ้นมาจริง ๆ ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดอาจไม่ใช่นักลงทุนรายใหญ่ ยิ่ง AI มีสัดส่วนมากขึ้นในตลาดทุน ความเสียหายทางเศรษฐกิจก็อาจขยายวงกว้างมากขึ้นตามไปด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เขาชี้ว่าในช่วงหลาย 10 ที่ผ่านมาทุกครั้งที่ฟองสบู่ทางเศรษฐกิจแตกมักตามมาด้วยมาตรการรัดเข็มขัดและผลกระทบที่ตกอยู่กับประชาชนทั่วไปมากกว่ากลุ่มนักลงทุน ซึ่งสำหรับเขาแล้วความเสี่ยงที่ควรกังวลคือผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากความเชื่อว่า AI จะสามารถทำทุกอย่างแทนมนุษย์ได้ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วมันอาจไม่เคยมีศักยภาพเช่นนั้นเลย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a class="fr-strong" href="https://www.theguardian.com/technology/2026/jun/24/cory-doctorow-on-elon-musk-ai-bubble-bosses-cruel-fantasies" target="_blank"&gt;theguardian&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/saucy-thoughts/ai-human-workhorse"/>
    <summary type="html">ตอนนี้เรามักได้ยินคำเตือนเกี่ยวกับ AI แทบทุกวัน บางคนเชื่อว่าเทคโนโลยีนี้จะเข้ามาแทนที่คน บางคนมองว่า AI อาจเป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติในระยะยาว แต่สำหรับ Cory Doctorow มองภาพนี้ต่างออกไป เขาไม่ได้เชื่อว่า AI กำลังจะทำให้มนุษย์หมดความสำคัญ</summary>
    <published>2026-06-25T22:45:28+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/tech-and-biz/new-economic-map-us-china-conflict</id>
    <title>เจาะลึกสมการเศรษฐกิจใหม่ Growth Map Rewritten เมื่อ AI และภูมิรัฐศาสตร์ คือตัวกำหนดผู้ชนะในทศวรรษหน้า</title>
    <updated>2026-06-25T22:22:07+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่แผนที่เศรษฐกิจและการลงทุนถูกวาดขึ้นใหม่อีกครั้ง แม้ตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศทั่วโลกจะฟื้นตัวกลับมาแตะระดับ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่คือ เม็ดเงินเหล่านี้กระจุกตัวอยู่แค่ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขณะที่ World Economic Forum คาดการณ์ว่า GDP โลกจะเติบโตถึง 56 ล้านล้านดอลลาร์ในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยครึ่งหนึ่งจะถูกขับเคลื่อนโดยเอเชีย ท่ามกลางช่องว่างทางการแข่งขันที่ถ่างกว้างขึ้น อะไรคือจุดตัดที่จะชี้วัดว่าใครคือผู้นำ และใครคือผู้ตามในเกมนี้?&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782454859_%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%99_2.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นี่คือบทสรุป Insight สำคัญจากเวทีเสวนา Growth Map Rewritten ที่จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือกับ CNBC Asia โดยมี Elaine Yu (China Correspondent จาก CNBC Asia) รับหน้าที่ดำเนินรายการ ชวนขุนพลระดับท็อปจากทั้งฝั่งผู้กำหนดนโยบายรัฐ, นักลงทุน VC และบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก มาร่วมถอดรหัสอนาคตเศรษฐกิจ ได้แก่&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;A. Burak Dağlıoğlu, President, Investment Office of the Presidency of T&amp;uuml;rkiye (สำนักงานส่งเสริมการลงทุนแห่งตุรกี)&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Zou Ling, Founder of Honghub และ Co-Head of Primavera Venture Partners (ตัวแทนมุมมองจากฝั่งนักลงทุน VC)&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Leslie Vinjamuri, President and CEO, Chicago Council on Global Affairs (ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายโลก)&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Aparna Bharadwaj, Global Leader, Global Advantage Practice และ Senior Partner จาก Boston Consulting Group (BCG)&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;เนื้อหาจากเซสชันนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงสมการใหม่ที่ภาคธุรกิจต้องรู้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับทศวรรษต่อไป&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;1. หมดยุคพึ่งพา Hyperscalers เข้าสู่ยุค Super Individuals + AI&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เมื่อพูดถึง AI ภาพจำของนักลงทุนส่วนใหญ่มักพุ่งเป้าไปที่บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้สร้างโมเดล หรือผู้ผลิตชิป แต่ Zou Ling ให้มุมมองที่ต่างออกไปอย่างน่าสนใจ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เขาชี้ว่าการแห่ลงทุนกระจุกตัวอยู่แค่ Frontier Tech อาจเป็นความเสี่ยง หาก AI ไม่สามารถลงไปทรานส์ฟอร์มและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมดั้งเดิมได้จริง สิ่งที่จะสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดดในยุคต่อไปไม่ใช่แค่ตัวเทคโนโลยี แต่คือ Super Individuals + AI&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผู้นำในอนาคตคือองค์กรหรือประเทศที่สามารถสร้าง Ecosystem ให้คนเก่งหยิบจับเครื่องมือ AI มาใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ ยิ่งกำแพงในการเข้าถึงเทคโนโลยีต่ำลงเท่าไหร่ โอกาสที่เศรษฐกิจจะขยายตัวในแนวดิ่งก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;2. โอกาสทองของ Global South และอาเซียน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ภาพรวมของเศรษฐกิจโลกกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยความขัดแย้ง ภูมิรัฐศาสตร์กลายมาเป็นตัวแปรหลักในการทำธุรกิจ แต่นี่กลับเป็นโอกาส สำหรับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่หรือ Global South&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Aparna Bharadwaj เผยตัวเลขที่น่าสนใจว่า แม้โลกจะดูเหมือนแบ่งขั้ว แต่การค้าระหว่างประเทศในกลุ่ม Global South ด้วยกันเองกลับเติบโตขึ้น 3.8% และการค้าระหว่างจีนกับ Global South โตขึ้นถึง 6%&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ประเทศที่วางตัวเป็น Swing State หรือเป็นกลางทางการเมืองอย่างกลุ่ม ASEAN กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดเม็ดเงินลงทุนที่ย้ายฐานการผลิต อย่างไรก็ตาม Aparna ย้ำว่า โมเดลการเติบโตแบบเดิมที่พึ่งพา ค่าแรงถูกและทรัพยากรธรรมชาติจะไม่เพียงพออีกต่อไป ประเทศที่จะเป็นผู้ชนะในระลอกนี้ต้องแข่งขันด้วย Talent Advantage (เช่น อินเดียที่ดึงดูด Tech Giants ด้วยวิศวกรนับแสนคน) และวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;3. Supply Chain ที่ใช้งานได้จริง สำคัญกว่าตัวเลขเม็ดเงิน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;มิติของการดึงดูดการลงทุนก็เปลี่ยนไป A. Burak Dağlıoğlu ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการย้ายความมั่งคั่ง และการลงทุนที่แท้จริง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เม็ดเงิน FDI ที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งเกิดจากการย้ายถิ่นฐานของคนรวยไปยังประเทศที่ปลอดภัยกว่า แต่สิ่งที่จะสร้าง Growth ได้จริงคือการลงทุนในภาคการผลิตและบริการ ซึ่งนักลงทุนยุคนี้มองหาความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน พวกเขาต้องการความมั่นใจว่าจะสามารถเข้าถึงวัตถุดิบและส่งออกสินค้าไปยังตลาดเป้าหมายได้โดยไม่ถูกตัดขาดทางการเมือง การเดินหน้าทำข้อตกลงการค้าเสรี และการรักษาความสัมพันธ์เชิงบวกกับทุกขั้วอำนาจ จึงเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดของภาครัฐในขณะนี้&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;4. รอยร้าวในประเทศ การต่อต้าน AI และความเหลื่อมล้ำ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;แม้กระแส AI จะสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล (โดยเฉพาะในตลาดหุ้นสหรัฐฯ) แต่ Leslie Vinjamuri ได้เตือนถึงจุดบอดที่ภาคธุรกิจและนักลงทุนมักมองข้าม นั่นคือ แรงกระเพื่อมทางสังคมและการเมือง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การเติบโตจาก AI เป็นการเติบโตที่ไม่กระจายตัว คนส่วนใหญ่ไม่ได้ประโยชน์จากตลาดหุ้น ซ้ำร้ายกลุ่มคนรุ่นใหม่และคนทำงานที่มีการศึกษาสูงกำลังรู้สึกถูกคุกคามจากการแย่งงาน ความตึงเครียดนี้อาจปะทุขึ้นเป็นการเรียกร้องทางการเมืองให้รัฐออกกฎหมายควบคุม AI ที่เข้มงวด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมการลงทุนโดยตรง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;บทความนี้เรียบเรียงจากเซสชัน Growth Map Rewritten ในงาน World Economic Forum (Summer Davos 2026) ณ เมืองต้าเหลียน&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/tech-and-biz/new-economic-map-us-china-conflict"/>
    <summary type="html">ถอดรหัสแผนที่เศรษฐกิจใหม่! เมื่อสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ แบ่งขั้วโลก นี่คือโอกาสทองของ "อาเซียน" และเทรนด์ธุรกิจที่ CEO ต้องรู้เพื่อพลิกวิกฤตให้เป็นกำไร</summary>
    <published>2026-06-25T22:22:07+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/healthtech/healthtech-spearh-diagnostics-thai-selfreliance</id>
    <title>เมื่อการวินิจฉัยคือด่านแรกของชีวิต 3 Health Tech ไทยที่ทำให้ระบบสุขภาพพึ่งตัวเองได้มากขึ้น</title>
    <updated>2026-06-25T20:30:23+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782106821_SPEAR-H-diagnostics-cover-image-only-16x9.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;ก่อนที่ผู้ป่วยจะได้รับยา ก่อนที่แพทย์จะวางแผนรักษา และก่อนที่โรงพยาบาลจะตัดสินใจเลือกแนวทางการดูแลผู้ป่วย สิ่งแรกที่ต้องเกิดขึ้นคือ &lt;strong&gt;การวินิจฉัย&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หากมีการตรวจพบที่รวดเร็วและแม่นยำ การรักษาก็มีโอกาสเดินถูกทาง แต่ถ้าตรวจช้า ตรวจผิด หรือตรวจไม่เจอ ความผิดพลาดอาจเริ่มขึ้นตั้งแต่ก้าวแรก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัญหาคือ ด่านแรกของการรักษานี้ยังเป็นจุดที่ไทยพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศอยู่มาก ทั้งชุดตรวจ เครื่องมือ และระบบวิเคราะห์ผล ซึ่งหมายถึงต้นทุนที่สูง การรอสินค้านำเข้าในช่วงฉุกเฉิน และราคาที่เราแทบควบคุมไม่ได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับโรคที่เป็นโจทย์เฉพาะของไทยและเอเชีย ไม่ว่าจะเป็น ไข้เลือดออก วัณโรค หรือภาวะหมู่เลือดบางประเภท การมีเทคโนโลยีตรวจวินิจฉัยที่พัฒนาได้เองในประเทศ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของนวัตกรรม แต่คือเรื่องของความมั่นคงด้านสุขภาพ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สตาร์ทอัพ Health Tech ไทยกลุ่มหนึ่งกำลังลงมือแก้ปัญหาในประเด็นนี้ โดยสตาร์ทอัพไทยกลุ่มนี้เป็นทีมที่ผ่านการคัดเลือกเข้าโครงการ &lt;strong&gt;SPEAR-H Accelerator&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;โครงการเร่งการเติบโตด้านนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพ ที่เป็นความร่วมมือระหว่าง สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) มหาวิทยาลัยมหิดล โดยผ่านสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) โรงพยาบาลในเครือมหาวิทยาลัยมหิดล และโรงพยาบาลพระราม 9&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;K-Dengue NS1 ชุดตรวจไข้เลือดออกที่วิจัยและผลิตโดยคนไทย&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782107186_Dengue.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ไข้เลือดออกเป็นโรคที่อยู่กับประเทศไทยมาอย่างยาวนาน และยังคงเป็นความท้าทายด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะในช่วงการระบาด การวินิจฉัยที่รวดเร็วและมีคุณภาพจึงเป็นส่วนสำคัญในการรับมือกับโรค&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;K-Dengue NS1 Ag Test จากบริษัท เค.ไบโอ ไซเอนซ์ จำกัด&lt;/strong&gt; เป็นชุดตรวจแบบรวดเร็วสำหรับตรวจหาแอนติเจน NS1 ของเชื้อไวรัสเดงกี ครอบคลุมทั้ง 4 สายพันธุ์ จากตัวอย่างซีรั่ม พลาสมา และเลือดครบส่วน โดยสามารถทราบผลได้ภายใน 15 นาที&lt;/p&gt;&lt;p&gt;K.Biosciences มุ่งสร้างศักยภาพในการวิจัย พัฒนา และผลิตเทคโนโลยีการวินิจฉัยในประเทศไทย เพื่อเพิ่มความพร้อมของประเทศเมื่อเกิดการระบาด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในวันที่เกิดการระบาด เราไม่ควรต้องกังวลว่าชุดตรวจจะมีเพียงพอหรือไม่ การมีความสามารถในการวิจัย พัฒนา และผลิตชุดตรวจภายในประเทศ คือหนึ่งในรากฐานสำคัญของความมั่นคงด้านสาธารณสุขของไทย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;&lt;h2 id="isPasted"&gt;Zenostic อุดช่องโหว่การตรวจหมู่เลือด RhD-negative/Asian-type DEL ยกระดับความปลอดภัยระบบโลหิตไทย&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782107225_Screenshot_2569-06-22_at_13.46.50.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โจทย์ของ &lt;strong&gt;Zenostic จากบริษัท เซโนสติกส์ จำกัด&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ที่ร่วมมือกับคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นเรื่องที่ลึกและเฉพาะทาง แต่มีความหมายต่อเรื่องความปลอดภัยด้านการบริจาคเลือด และการรับเลือดในมุมที่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในกลุ่มผู้ที่มีเลือดหมู่ &lt;strong&gt;RhD-negative&lt;/strong&gt; ยังมีความเสี่ยงแฝงที่การตรวจหมู่เลือดมาตรฐาน &lt;strong&gt;Blood Group Serology&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;(การทดสอบปฏิกิริยาการจับกลุ่มของเซลล์เม็ดเลือดแดง) ไม่สามารถตรวจพบได้ เพราะแอนติเจน D แสดงออกในปริมาณน้อยมาก โดยเฉพาะในกรณีที่เรียกว่า &lt;strong&gt;Asian-type DEL&lt;/strong&gt; ซึ่งพบในประชากรเอเชียมากกว่าภูมิภาคอื่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;งานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดลชี้ว่า &lt;strong&gt;ผู้บริจาคโลหิตไทยที่ได้รับการจำแนกว่าเป็น RhD-negative ประมาณร้อยละ 15 แท้จริงแล้วเป็น Asian-type DEL&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;สะท้อนให้เห็นช่องว่างสำคัญของระบบการตรวจวินิจฉัยที่มีอยู่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ชุดตรวจ &lt;strong&gt;Precision Dx&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ของ Zenostic ใช้เทคโนโลยี &lt;strong&gt;Lyo-LAMP&lt;/strong&gt; เพื่อยืนยันหมู่เลือดในระดับพันธุกรรม ช่วยแยกความแตกต่างระหว่าง&lt;strong&gt;&amp;nbsp;true RhD-negative&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;และ &lt;strong&gt;Asian-type DEL&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ได้อย่างชัดเจน ทีมระบุข้อได้เปรียบไว้สามข้อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;รวดเร็วและแม่นยำกว่าวิธีเดิม รู้ผลภายในราว 40 นาที และลดความผิดพลาดจากคน&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ขั้นตอนการทำงานง่ายกว่า เพราะตรวจแยก true RhD-negative และ Asian-type DEL พร้อมตัวควบคุมภายในได้ในหลอดเดียว&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;มีศักยภาพสร้างมาตรฐานการตรวจรูปแบบใหม่ที่เหมาะกับระบบงานภาคบริการโลหิตในทางปฏิบัติ&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;p&gt;เรื่องนี้สำคัญต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยโดยตรง เพราะการจำแนกหมู่โลหิตคลาดเคลื่อนในกลุ่ม Asian-type DEL อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนจากการให้เลือด รวมถึงกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีต่อแอนติเจน D ซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัยในระยะยาว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ การระบุผู้ที่เป็น Asian-type DEL ได้ถูกต้องยังช่วยลดการใช้เลือด RhD-negative โดยไม่จำเป็น บรรเทาปัญหาการขาดแคลนโลหิตซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัจจุบัน Zenostic อยู่ระหว่างนำชุดตรวจไปทดสอบกับตัวอย่างทางคลินิกจริงในหน่วยงานคู่ความร่วมมือ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และเทคโนโลยีนี้ยังอยู่ระหว่างการขอรับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญสู่การผลิตและถ่ายทอดเทคโนโลยีในประเทศ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;RAMAAI ผู้ช่วยอ่านฟิล์มเอกซเรย์ปอด พร้อมโมดูลจับวัณโรคโดยเฉพาะ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782107284_Screenshot_2569-06-22_at_13.47.55.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;em&gt;ภาพจาก Mahidol Channel&lt;br /&gt;&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;RAMAAI CXR Solution&lt;/strong&gt; หรือที่ทีมเรียกสั้น ๆ ว่า 'ระไม' เป็น AI สัญชาติไทยจากบริษัท บริษัท รามูน เมดิคอล จํากัด ที่พัฒนาโดยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จากความร่วมมือของแพทย์ วิศวกร และนักวิจัยไทย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;a href="https://news.microsoft.com/source/asia/2026/04/17/with-ramaai-thailands-radiologists-get-ai-assistance-to-screen-x-rays-th?lang=th"&gt;RAMAAI เป็นระบบ AI ที่ออกแบบมาเพื่อตรวจจับความผิดปกติที่พบบ่อยและสำคัญบนภาพเอกซเรย์ทรวงอก (chest X-ray) ได้ถึง 16 ชนิด&lt;/a&gt; ตั้งแต่ ก้อนในปอด วัณโรคปอด ปอดอักเสบ น้ำท่วมปอด หัวใจโต ปอดอุดกั้นเรื้อรัง ไปจนถึงภาวะปอดแตก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;จุดที่ทำให้ผลตรวจน่าเชื่อถือคือ ตัว AI ฝึกจากภาพเอกซเรย์ปอดของคนไทยกว่า 2 ล้านภาพ และมีรังสีแพทย์กว่า 30 ท่านช่วยสอนให้ AI เรียนรู้รอยโรค ทำหน้าที่เป็น 'ผู้ช่วยแพทย์' ที่ช่วยชี้จุดที่น่าสงสัย ในการใช้งานจริง ทีมรามาธิบดีระบุว่า RAMAAI ช่วยลดเวลาวินิจฉัยฟิล์มที่ผิดปกติลง 20 ถึง 30% และเพิ่มความแม่นยำในการอ่านฟิล์มได้ราว 20%&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จุดที่ทำให้ RAMAAI ต่างจาก AI อ่านฟิล์มทั่วไปคือ &lt;strong&gt;โมดูลตรวจหาวัณโรคระยะแพร่เชื้อ (Active TB)&lt;/strong&gt; โดยเฉพาะ ที่ทีมเรียกว่า&lt;strong&gt;&amp;nbsp;Zero TB Module&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ประเด็นนี้ตรงกับโจทย์สาธารณสุขไทยอย่างชัดเจน เพราะวัณโรคยังเป็นปัญหาที่ต้องคัดกรองคนจำนวนมากในพื้นที่ที่อาจไม่มีรังสีแพทย์ประจำ โดยเฉพาะเมื่อไทยมีรังสีแพทย์ไม่ถึง 2,000 คนทั่วประเทศและส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ AI ที่ช่วยคัดกรองเบื้องต้นจึงช่วยทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการวินิจฉัยที่แม่นยำ และการรักษาที่รวดเร็ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัจจุบัน RAMAAI อยู่ในสถานะ Regulatory Pending คืออยู่ระหว่างกระบวนการขออนุมัติ และขึ้นทะเบียนเป็นเครื่องมือแพทย์ โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;การตรวจวินิจฉัยที่ 'ทำเองได้' คือรากฐานของระบบสุขภาพที่พึ่งตัวเองได้&lt;/h2&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;สามบริษัทนี้อยู่คนละเทคโนโลยี ตั้งแต่ชุดตรวจภูมิคุ้มกัน เทคโนโลยีระดับพันธุกรรม ไปจนถึง AI อ่านภาพ แต่มีเส้นเรื่องเดียวกันคือ การทำให้การตรวจวินิจฉัยเร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และเข้าถึงได้มากขึ้น โดยที่ไทยไม่ต้องพึ่งของนำเข้าเป็นด่านแรก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่น่าสนใจคือ ทุกทีมเลือกจโจทย์เกี่ยวกับโรคที่เป็นปัญหาหลักของไทยและเอเชีย ทั้งไข้เลือดออก หมู่เลือด Asian type-DEL และวัณโรค ตลาดของโรคเหล่านี้เป็นจุดที่ผู้ผลิตรายใหญ่จากตะวันตกอาจไม่ได้ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ช่องว่างตรงนี้จึงเป็นทั้งโอกาสทางธุรกิจและภารกิจด้านสาธารณสุขในเวลาเดียวกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่โจทย์ใหญ่ของเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยคือเส้นทางการรับรองและการพิสูจน์ในการใช้งานจริง ซึ่งต้องใช้ทั้งเวลาและทุน จุดนี้เองที่โครงการอย่าง SPEAR-H เข้ามามีบทบาท ด้วยการเปิดให้ทดสอบในเครือโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยมหิดล และโรงพยาบาลพระราม 9 พร้อมเส้นทางเชื่อมต่อแหล่งทุนและการสนับสนุนจากภาครัฐ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เพราะระยะห่างระหว่าง 'ผ่านการทดสอบในแล็บ' กับ 'ใช้งานได้จริงในโรงพยาบาล' คือช่วงที่นวัตกรรมไทยจำนวนมากสะดุดและไปต่อไม่ได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ถ้าสตาร์ตอัปเหล่านี้ข้ามช่วงนั้นไปได้ สิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่แค่สินค้าไทยที่แข่งกับของนำเข้า แต่คือระบบสุขภาพที่พึ่งตัวเองได้มากขึ้นในวันที่โรคระบาดมาถึงประตูบ้าน&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/healthtech/healthtech-spearh-diagnostics-thai-selfreliance"/>
    <summary type="html">ก่อนที่ผู้ป่วยจะได้รับยา ก่อนที่แพทย์จะวางแผนรักษา และก่อนที่โรงพยาบาลจะตัดสินใจเลือกแนวทางการดูแลผู้ป่วย สิ่งแรกที่ต้องเกิดขึ้นคือ การวินิจฉัย หากมีการตรวจพบที่รวดเร็วและแม่นยำ การรักษาก็มีโอกาสเดินถูกทาง แต่ถ้าตรวจช้า ตรวจผิด หรือตรวจไม่เจอ ความผิด</summary>
    <published>2026-06-25T20:30:23+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/saucy-thoughts/being-a-ceo-today-is-hard-lesson-from-summer-davos-2026</id>
    <title>ทำไมเป็น CEO ยุคนี้ถึงยากกว่าเดิมมากในยุค สหรัฐฯ - จีน ชนกัน สรุปจากงาน Summer Davos</title>
    <updated>2026-06-25T04:11:14+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782389467_1.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;em&gt;ภาพจาก World Economic Forum&lt;br /&gt;&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางไปพบสีจิ้นผิงจนได้ภาพการพักรบทางการค้าที่ทั้งโลกจับตา เวที &lt;strong&gt;Summer Davo&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;s&lt;/strong&gt; ปีนี้ก็หยิบคำถามที่ค้างอยู่ในใจทุกคนมาคุยกันบนโต๊ะอีกครั้ง ผ่านเซสชันที่ชื่อว่า &lt;strong&gt;'US and China From Here to Where ?'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เซสชันนี้รายล้อมไปด้วย โจทย์ของหัวข้อนี้สั้น ๆ แต่ตอบไม่ง่ายนั่นคือ &lt;strong&gt;ความสัมพันธ์ของสองมหาอำนาจ จากตรงนี้จะไปทางไหนต่อ ?&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ท่ามกลางการถกเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลก มีประโยคหนึ่งจากผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจรายใหญ่ในจีนที่อยู่ในห้องนี้ เขาสรุปผลกระทบจากสถานการณ์ระหว่าง USA vs China ว่า&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;เป็น CEO ยุคนี้ยากกว่าเดิมมาก&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;h2&gt;โลกที่เคยง่ายของ CEO คนหนึ่ง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เขาเล่าเรื่องลูกค้าคนหนึ่ง เจ้าของโรงงานผลิตทางตอนใต้ของจีน ที่ชีวิตการทำงานแสนเรียบง่าย หน้าที่เดียวที่ผู้บริหารคนนี้ต้องทำคือ ทำให้โรงงานผลิตสินค้าที่ดีที่สุด ในราคาที่ดีที่สุด ด้วยนวัตกรรมที่ดีที่สุด แล้วโลกก็จะยินดีรับสินค้านั้นไปเอง เท่านั้นจบ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่วันนี้เรื่องไม่ง่ายแบบนั้นอีกต่อไป&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;วิธีที่ผมต้องคิดเรื่องโลก ไม่ใช่แค่การทำสินค้าที่ดีที่สุดในโรงงานด้วยราคาที่ดีที่สุดอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องอื่น ๆ อีกมากที่ไม่เคยอยู่ในสมการมาก่อน&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;เขาต้องอ่านข่าวการเมืองโลก ต้องดูว่าเส้นทางการค้ากำลังเปลี่ยนไปทางไหน ต้องคำนวณว่ากำแพงภาษีจะกระทบตรงไหน ต้องคิดว่าจะกระจายการผลิตและการขายอย่างไรให้รอด สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเป็นงานของคนทำโรงงานมาก่อน แต่วันนี้มันคือเรื่องเป็นเรื่องตายของธุรกิจ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;em&gt;คำถามคือ อะไรทำให้งานของ CEO เปลี่ยนไปขนาดนี้&lt;/em&gt; &lt;em&gt;?&lt;/em&gt; คำตอบอยู่ที่ความสัมพันธ์ของสองประเทศที่กลายเป็นเหมือนระบบอากาศที่ธุรกิจทุกตัวต้องสูดเข้าไป&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;อากาศที่ธุรกิจทุกตัวขาดไม่ได้ แต่วันนี้ไม่เหมือนเดิม&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;นักวิชาการฝั่งสหรัฐฯ อธิบายว่าโครงสร้างความสัมพันธ์สหรัฐฯ จีน ถูกครอบด้วยสิ่งที่เรียกว่า &lt;strong&gt;กับดักธูซิดิดีส (Thucydides's Trap)&lt;/strong&gt; คือเมื่อมหาอำนาจหน้าใหม่ที่กำลังผงาดขึ้นมาท้าทายจะแทนที่มหาอำนาจเดิม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โครงสร้างแบบนี้สร้างเงื่อนไขที่ทำให้เหตุการณ์เล็ก ๆ ลุกลามเป็นความขัดแย้งใหญ่ได้ เขาประเมินว่าราว 75% ของความสัมพันธ์นี้ เป็นสิ่งที่ผู้นำกำหนดและควบคุมเองไม่ได้ ด้วยปัจจัยเชิงโครงสร้างรวมถึงปัจจัยภายนอก เหลืออีก 25% ที่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของมนุษย์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่อีกด้านหนึ่ง สองประเทศกลับพึ่งพากันลึกเกินกว่าจะตัดขาดได้ ทั้งคู่มีคลังอาวุธนิวเคลียร์ มีเศรษฐกิจ การเงิน และห่วงโซ่อุปทานที่ผูกพันกันแน่นหนา หากปล่อยให้ระบบพังลง ย่อมเจ็บกันทั้งคู่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับธุรกิจ ความขัดแย้งสองด้านนี้แปลว่าพวกเขาทำงานอยู่บนพื้นที่ไม่เคยนิ่ง ผู้บริหารที่ปรึกษาในจีนสรุปบรรยากาศหลังซัมมิตด้วยประโยคที่ทำให้เราเห็นภาพว่า&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;ซัมมิตครั้งนี้ทำให้อากาศดีขึ้น แต่ภูมิอากาศยังคงเป็นแบบเดิม&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;ความหมายคือ บรรยากาศเฉพาะหน้าผ่อนคลายลง การสื่อสารดีขึ้น แต่เงื่อนไขเชิงโครงสร้างที่กดทับความสัมพันธ์ไม่ได้หายไปไหน เขาเชื่อว่าจากนี้จะเป็นแบบ 'หนึ่งก้าวหน้า ครึ่งก้าวถอย' ไปอีกพักใหญ่ ที่ปรึกษาภาคธุรกิจอีกคนเสริมว่า สิ่งที่ธุรกิจต้องการมากที่สุดคือสัญญาณของเสถียรภาพ และอย่างน้อยซัมมิตก็ให้สิ่งนั้น เพราะ &amp;quot;ถ้ายังคุยกันอยู่ ก็แปลว่ายังไม่ได้สู้กัน&amp;quot;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เลิกคบจีนก็ยาก ลาจากเมกาก็ไม่ได้&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ถ้าโลกตึงเครียดขนาดนี้ ทำไม CEO ถึงไม่ถอนตัวออกจากจีนไปเลย คำตอบคือมันทำไม่ได้ง่าย ๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ประเด็นที่ภาคธุรกิจอยากย้ำคือ คำว่า decoupling หรือการตัดขาดห่วงโซ่อุปทานของสองประเทศออกจากกัน เป็นวิธีคิดที่ง่ายเกินไปสำหรับโลกธุรกิจวันนี้ ใครที่อยู่ในวงการต่างเข้าใจดีว่าห่วงโซ่อุปทาน และเทคโนโลยีของสองประเทศผูกกันลึกแค่ไหน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ไม่มีใครเข้าใจเรื่องนี้ดีไปกว่า Tim Cook หรือ Jensen Huang ว่าจีนให้อะไรกับโลกธุรกิจได้บ้าง เพราะ iPhone ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ไม่อาจเป็นแบบนี้ได้เลย หากขาดห่วงโซ่อุปทานของจีน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน บทเรียนช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาชี้ว่าโลกไม่ได้กำลังหยุดค้าขายกัน การค้าโลกยังเติบโต เพียงแต่เส้นทางกำลังถูกจัดวางใหม่ การค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนลดลงก็จริง แต่เส้นทางการค้ากับภูมิภาคอื่นอย่างละตินอเมริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลับคึกคักขึ้น จีนมีเส้นทางการค้ากับประเทศต่าง ๆ มากกว่าที่เคยเป็นมา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นี่คือเหตุผลที่ทำให้งานของ CEO ซับซ้อนขึ้นอีกชั้น เขาตัดจีนทิ้งไม่ได้ แต่ก็พึ่งจีนทางเดียวแบบเดิมไม่ได้เช่นกัน ทุกวันจึงต้องคิดเรื่องการกระจายความเสี่ยง การหาทางเลือกสำรอง และการมองหาเส้นทางการค้าใหม่ ๆ ไปพร้อมกัน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ไม่มีสูตรสำเร็จเดียวให้เดินตาม&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;อีกเหตุผลที่ทำให้งานนี้ยากคือ ไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่ปรึกษาภาคธุรกิจย้ำว่า เราไม่ควรมองภาคธุรกิจเป็นก้อนเดียวกันทั้งหมด เพราะแต่ละอุตสาหกรรมเจอโจทย์ไม่เหมือนกัน บริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคอาจกังวลเรื่องราคาและกำแพงภาษีเป็นหลัก ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีต้องรับมือกับกฎระเบียบ การควบคุมการส่งออก และการแข่งขันด้านนวัตกรรม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เธอเล่าผ่านกรอบความคิดที่ว่า ความตื่นเต้นต่อตลาดจีนของบริษัทต่างชาติเดินทางผ่านมาหลายยุค เริ่มจากยุคที่ซีอีโอตื่นเต้นกับขนาดตลาด มองว่า&lt;em&gt;&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ดูขนาดตลาดนี่สิ&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;ต่อด้วยยุคที่ฝ่ายขายเร่งทำยอดกันเต็มที่ แล้วส่งไม้ต่อให้ฝ่ายการเงินที่ต้องกลับมาคิดเรื่องความคุ้มค่าของเงินที่ทุ่มลงไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;มาจนถึงวันนี้ที่ฝ่ายกฎระเบียบกลายเป็นคนสำคัญ ในการชี้ว่าบริษัทจะยังเดินต่อในตลาดนี้ได้หรือไม่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;em&gt;&lt;strong&gt;แล้วยุคต่อไปคืออะไร คำตอบคือยังไม่มีใครรู้&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;และนั่นเองคือหัวใจของความยาก ทุกบริษัทต้องออกแบบยุทธศาสตร์ของตัวเองขึ้นมาใหม่ ภายใต้โลกที่ทั้งตลาด ห่วงโซ่อุปทาน และกฎการเมืองระหว่างประเทศเปลี่ยนไปพร้อมกัน ไม่มีแม่แบบสำเร็จรูปให้ลอกอีกต่อไป&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เกมเทคโนโลยี และคำถามว่าโลกที่เหลือจะอยู่ตรงไหน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ผู้บริหารที่ปรึกษาในจีนชี้ว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ใครไม่ได้อยู่ในเทคโนโลยีก็แทบพลาดคลื่นการเติบโตครั้งใหญ่ไปแล้ว และในอีก 10 ปีข้างหน้าเรื่องนี้จะยิ่งชัดกว่าเดิม เพราะศูนย์กลางนวัตกรรมสำคัญของโลกอยู่ที่สหรัฐฯ และจีน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ การแข่งขันระหว่างสองประเทศอาจสร้างการเติบโตครั้งใหญ่ที่สุดให้เศรษฐกิจของทั้งคู่ในรอบ 10 ปีข้างหน้า เวลานี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำสถิติสูงสุด ส่วนบริษัทจีนก็กำลังออกไปบุกตลาดโลกและระดมทุนได้มากกว่าที่เคยเป็นมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สหรัฐฯ มีบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก จีนมีบริษัทอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่คำถามที่เขาทิ้งไว้คือ ถ้าสองมหาอำนาจวิ่งเร็วขึ้นพร้อมกัน แล้วยุโรป ละตินอเมริกา แอฟริกา หรือประเทศอื่น ๆ จะถูกทิ้งไว้ข้างหลังหรือไม่ มีผู้ร่วมเสวนาเสริมประเด็นนี้ว่า &lt;em&gt;&lt;strong&gt;ไม่มีธุรกิจไหนประสบความสำเร็จได้จริงในโลกที่ล้มเหลว&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โจทย์ระหว่างสหรัฐฯ จีน จึงไม่ใช่แค่การบริหารความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ แต่ยังเป็นคำถามว่าสองมหาอำนาจมีความรับผิดชอบต่อโลกที่เหลือแค่ไหน และสำหรับ CEO ของบริษัทที่ไม่ได้อยู่ในสองประเทศนี้ ความยากยิ่งทับซ้อนขึ้นไปอีก เพราะต้องหาที่ยืนให้ตัวเองในเกมที่คนอื่นเป็นคนกำหนดจังหวะ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ฝั่งจีนเปิดรับธุรกิจ แต่กำแพงยังอยู่&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;นักวิชาการฝั่งจีนระบุว่าสารหลักจากเวทีปีนี้คือ จีนเปิดรับการลงทุน นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง พูดถึงสิ่งที่เรียกว่า &lt;a href="https://techsauce.co/news/li-qiang-china-opportunity-summer-davos-2026" target="_blank"&gt;&lt;strong&gt;China Opportunity 2.0&lt;/strong&gt;&lt;/a&gt; หรือโอกาสรอบใหม่ของจีน แทนที่จะเป็น China Shock 2.0 หรือคลื่นสินค้าจีนราคาถูกที่ทะลักจนกระทบอุตสาหกรรมของประเทศอื่น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หลังจากซัมมิตฝั่งจีนมีสัญญาณบวกขึ้น ตอนนี้จีนกลับมาซื้อเครื่องยนต์สำหรับเครื่องบินได้แล้ว แต่อีกด้านหนึ่ง ธุรกิจจีนจำนวนมากที่อยากเข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานใหม่อย่างรถยนต์ไฟฟ้าและแผงโซลาร์ ยังเจอกับกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค หลายรัฐบอกว่ายินดีรับการลงทุน แต่พอถึงเวลาจริงก็ต้องรอไฟเขียวจากรัฐบาลกลาง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่เปลี่ยนไปจากปีก่อนคือ ปีที่แล้วจีนถูกมองว่าเป็นตัวปัญหา แต่ปีนี้จีนกลายเป็นตัวปัญหาที่น้อยลง หรือเป็นส่วนหนึ่งของทางออกได้ในบางเรื่อง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผู้บริหารยังต้องระวังอีกอย่างคือ อย่ามองบริษัทจีนเป็นก้อนเดียวกันภายใต้ร่มยุทธศาสตร์เดียว เพราะบริษัทจีนแข่งกันเองอย่างดุเดือดที่สุด เวลาออกไปบุกตลาดโลกก็ยังแย่งตลาดกันเอง พูดอีกแบบคือคู่แข่งของ CEO ต่างชาติวันนี้อาจไม่ใช่ 'จีน' ในฐานะประเทศ แต่เป็นบริษัทจีนรายหนึ่งที่กำลังออกไปตีตลาดเดียวกัน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;Resilience คือทักษะหลักใหม่ของผู้บริหาร&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เมื่อโลกไม่มีคำตอบชัด ๆ ให้เดินตาม สิ่งที่ผู้บริหารต้องมีจึงไม่ใช่ความแน่นอน แต่เป็น resilience หรือความยืดหยุ่นในการปรับตัวและฟื้นตัว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผู้บริหารที่ปรึกษาในจีนสรุปว่า ธุรกิจต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับความคลุมเครือและความไม่แน่นอน ในโลกที่ไม่มีความชัดเจน ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป ผู้นำธุรกิจต้องค่อย ๆ คลำทางไปข้างหน้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่เขาเห็นคือ ธุรกิจจำนวนมากปรับตัวเข้าหาความเป็นจริงใหม่นี้ไปแล้ว และวันนี้พวกเขายืดหยุ่นและทนทานต่อแรงกระแทกได้มากกว่าที่เคยเป็นมา ที่ปรึกษาภาคธุรกิจอีกคนเห็นตรงกันว่าธุรกิจแข็งแกร่งขึ้นจากการผ่านความผันผวนรอบนี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งสำคัญที่สุดที่ซัมมิตทำสำเร็จ ในสายตาเธอ ไม่ใช่รายละเอียดของข้อตกลง แต่คือการที่มันเกิดขึ้นจริง และทั้งสองฝ่ายให้คำมั่นว่าจะคุยกันต่อ ความคืบหน้าต้องใช้เวลา และบางครั้งการมีความคลุมเครือพร้อมกับรู้ว่ายังมีการพูดคุยกันอยู่ ก็ดีกว่าการไม่มีอะไรเลย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่การเป็น CEO ยุคนี้ยากกว่าเดิมมาก เพราะพื้นที่ใต้เท้าขยับตลอดเวลา ความระแวงและการแข่งขันจะยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าปล่อยให้ทุกอย่างเดินไปตามธรรมชาติของมัน ในระยะยาวปลายทางน่าเป็นห่วง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โจทย์ของผู้บริหารยุคนี้จึงไม่ได้มีแค่การเอาตัวรอดจากความไม่แน่นอน แต่คือการเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเสถียรภาพที่ยังเขียนไม่เสร็จ ในโลกแบบนี้ ความยืดหยุ่นในการปรับตัวไม่ใช่ทางเลือก แต่กลายเป็นเนื้องานหลักไปแล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง : &lt;a href="https://www.weforum.org/meetings/annual-meeting-of-the-new-champions-2026/sessions/us-and-china-from-here-to-where/" target="_blank"&gt;เซสชัน 'US and China From Here to Where ?' ในงาน Summer Davos (Annual Meeting of the New Champions, World Economic Forum)&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/saucy-thoughts/being-a-ceo-today-is-hard-lesson-from-summer-davos-2026"/>
    <summary type="html">หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางไปพบสีจิ้นผิงจนได้ภาพการพักรบทางการค้าที่ทั้งโลกจับตา เวที Summer Davos ปีนี้ก็หยิบคำถามที่ค้างอยู่ในใจทุกคนมาคุยกันบนโต๊ะอีกครั้ง ผ่านเซสชันที่ชื่อว่า 'US and China From Here to Where ?'</summary>
    <published>2026-06-25T04:11:14+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/tech-and-biz/global-supply-chain-shifts</id>
    <title>Supply Chain โลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร เมื่อความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องที่ธุรกิจต้องรับมือและเจอทุกวัน</title>
    <updated>2026-06-25T02:16:37+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782382418_Supply_Chain_%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกต้องเผชิญกับแรงกดดันจากหลายด้านทั้งการระบาดของโควิด-19 ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการทางการค้าและปัญหาด้านพลังงาน เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้หลายบริษัทต้องกลับมาทบทวนวิธีบริหารจัดการซัพพลายเชนอีกครั้ง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในเวทีเสวนา &amp;lsquo;Supply Chains Reborn&amp;rsquo; ผู้บริหารจากภาคโลจิสติกส์ ภาคการผลิตและภาครัฐได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น โดยมีประเด็นร่วมกันคือความไม่แน่นอนอาจไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราวอีกต่อไป แต่กลายเป็นปัจจัยหลักที่ธุรกิจต้องเตรียมรับมืออยู่ตลอดเวลา&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ซัพพลายเชนยังไปต่อได้ แม้วิกฤตยืดเยื้อ &lt;/h2&gt;&lt;p&gt;หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงคือผลกระทบจากความขัดแย้งในภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อเส้นทางการขนส่งและกำลังขนส่งสินค้าทั้งจากทางเรือและทางอากาศ ทำให้เกิดความล่าช้า ต้นทุนเพิ่มขึ้น และต้นทุนน้ำมันที่แพงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตามผู้ร่วมเสวนาหลายคนมองว่าสิ่งที่น่าสนใจคือระบบการค้าโลกยังคงดำเนินต่อไปได้ แม้จะเกิดการหยุดชะงักในหลายจุด บริษัทจำนวนมากสามารถหาแหล่งวัตถุดิบทางเลือก ปรับเส้นทางขนส่ง หรือเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานเพื่อรับมือกับสถานการณ์ได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่เปลี่ยนไปคือองค์กรไม่ได้มองเรื่องต้นทุนและความเร็วเป็นปัจจัยหลักเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เริ่มให้ความสำคัญกับความมั่นคง ความต่อเนื่อง และความสามารถในการรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดมากขึ้น&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;การกระจายฐานการผลิตกลายเป็นเรื่องที่หลายบริษัทให้ความสำคัญ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ผู้ร่วมเสวนาหลายคนเห็นตรงกันว่ากระแสโลกาภิวัตน์ไม่ได้หายไป แต่รูปแบบการดำเนินงานต่างหากกำลังเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมาหลายองค์กรเริ่มกระจายฐานการผลิตไปยังหลายประเทศมากขึ้น ผ่านแนวคิดอย่าง &amp;lsquo;China Plus One&amp;rsquo; หรือ &amp;lsquo;China Plus N&amp;rsquo; เพื่อลดความเสี่ยงจากภาษีนำเข้า กฎระเบียบ หรือความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขณะเดียวกันหลายบริษัทก็ยังคงขยายธุรกิจในจีนต่อไป เนื่องจากจีนยังมีข้อได้เปรียบด้านขนาดตลาด โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายซัพพลายเออร์ที่แข็งแกร่ง ด้านบริษัทผู้ผลิตอย่าง TCL ระบุว่าหลายองค์กรจีนกำลังปรับตัวจากการเป็นเพียงผู้ส่งออกสินค้าไปสู่การลงทุนและสร้างกำลังการผลิตในประเทศต่าง ๆ มากขึ้น เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการของแต่ละภูมิภาคได้โดยตรง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;AI ถูกนำมาใช้มากขึ้น แต่ยังอยู่ในช่วงเรียนรู้และพัฒนา&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;AI เป็นอีกหัวข้อที่ถูกพูดถึงตลอดการเสวนาแต่ภาพที่สะท้อนออกมาไม่ได้เป็นการมองว่า AI จะเข้ามาเปลี่ยนทุกอย่างในทันที ปัจจุบันองค์กรจำนวนมากเริ่มนำ AI มาใช้ในงานที่เกี่ยวข้องกับงานเอกสาร การจัดการข้อมูล การวางแผนเส้นทางขนส่ง หรือแม้แต่การคาดการณ์อนาคต ผู้ร่วมเสวนาบางคนมองว่าเป้าหมายระยะยาวคือพัฒนา AI ให้ช่วยตัดสินใจเรื่องที่ซับซ้อนขึ้น โดยอาศัยข้อมูลจากหลายฝ่ายในห่วงโซ่อุปทานร่วมกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามผู้แทนจากภาคการผลิตยอมรับว่ายังมีตัวอย่างการใช้งาน AI ในซัพพลายเชนที่สร้างผลลัพธ์ชัดเจนในวงกว้างไม่มากนักและหลายองค์กรยังอยู่ในช่วงทดลอง เรียนรู้และหาวิธีนำเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์จริง ๆ อยู่&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ความยืดหยุ่นกลายเป็นเรื่องจำเป็น&amp;nbsp;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ตลอดการเสวนามีประเด็นหนึ่งที่ถูกพูดถึงซ้ำหลายครั้ง คือโลกธุรกิจกำลังเผชิญความไม่แน่นอนที่คาดเดาได้ยากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบหรือปัจจัยทางเศรษฐกิจ สิ่งที่หลายองค์กรกำลังลงทุนจึงไม่ใช่แค่การเพิ่มประสิทธิภาพ แต่รวมถึงการสร้างทางเลือกสำรอง การกระจายความเสี่ยงและตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น แม้แนวทางเหล่านี้จะมาพร้อมกับต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ผู้ร่วมเสวนาหลายคนมองว่าในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน การปรับตัวให้ไวกลายเป็น 'สิ่งจำเป็น' ของธุรกิจไปแล้ว ไม่ใช่แค่แผนเผื่อฉุกเฉินเหมือนเมื่อก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/tech-and-biz/global-supply-chain-shifts"/>
    <summary type="html">ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกต้องเผชิญกับแรงกดดันจากหลายด้านทั้งการระบาดของโควิด-19 ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการทางการค้าและปัญหาด้านพลังงาน เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้หลายบริษัทต้องกลับมาทบทวนวิธีบริหารจัดการซัพพลายเชนอีกครั้ง</summary>
    <published>2026-06-25T02:16:37+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/tech-and-biz/china-15th-five-year-plan-summer-davos-2026</id>
    <title>ถอดแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน: เมื่อโจทย์ใหญ่ไม่ใช่ว่าจะผลิตอะไร แต่คือทำอย่างไรให้คนกล้าใช้จ่าย</title>
    <updated>2026-06-25T00:50:03+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;ไม่บ่อยนักที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศหนึ่งจะถูกจับตาจากคนทั้งโลกมากเท่าครั้งนี้ บนเวที Summer Davos 2026 ที่เมืองต้าเหลียน วงเสวนาหัวข้อ 'แกะรอยแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15' (15th Five-Year Plan, Unpacked) ซึ่งจัดร่วมกับ China Global Television Network (CGTN) เปิดประเด็นด้วยข้อสังเกตที่ตรงไปตรงมาว่า การที่เรานั่งคุยกันเรื่องแผน 5 ปีของจีนในปี 2026 ด้วยความสนใจระดับนี้ ไม่ใช่ภาพที่หลายคนคาดไว้ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 21&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782376681_%E0%B8%96%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2_5_%E0%B8%9B%E0%B8%B5_%E0%B8%89%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88_15_%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99_800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2 id="isPasted"&gt;แผน 5 ปีฉบับนี้วางทิศไว้อย่างไร และต้องข้ามภูเขาสามลูกอะไรบ้าง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ผู้ร่วมเวทีสายผู้กำหนดนโยบายอธิบายว่า กรอบและทิศทางของแผน 5 ปี ฉบับที่ 15 ถูกวางไว้ชัดเจนแล้วทั้งในรายงานการทำงานของรัฐบาลและในแนวทางหลักของแผน โดยตั้งแต่ปี 2026 ซึ่งเป็นปีแรกของแผน จีนจะยังคงให้น้ำหนักกับการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการพัฒนาเชิงคุณภาพ และใช้การปฏิรูปกับนวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและการพึ่งพาตนเองด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ผู้ร่วมเวทีย้ำว่าสิ่งที่อยู่บนกระดาษไม่เพียงพอ และระบุถึงความท้าทายใหญ่สามเรื่องที่ต้องลงมือแก้จริง เรื่องแรกคือการประคองรากฐานเศรษฐกิจ เพราะตัวเลขชี้วัดในช่วงสองเดือนที่ผ่านมายังไม่สู้ดีนัก เรื่องที่สองคือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร โดยจำนวนประชากรจีนแตะจุดสูงสุดที่ 1.4 พันล้านคนในปี 2021 ก่อนจะลดลงราว 7.7 ล้านคนในช่วงสี่ปีถัดมา ซึ่งจะกดดันทั้งระบบประกันสังคมและพลวัตทางเศรษฐกิจในระยะยาว และเรื่องที่สามคือสถานการณ์ระหว่างประเทศ ทั้งความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์และลัทธิกีดกันทางการค้าที่กำลังบรรจบและส่งผลกระทบยาว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แม้โจทย์จะหนัก แต่ผู้ร่วมเวทีแสดงความมั่นใจว่าหากเดินตามแผน จีนยังมีจุดแข็งเชิงสถาบัน ตลาดขนาดมหาศาล ห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่ครบวงจร ขีดความสามารถด้านนวัตกรรม และความมุ่งมั่นในการปฏิรูปและเปิดกว้าง โดยมาตรการรูปธรรมที่ต้องทำคือเสริมการกำกับเศรษฐกิจมหภาคเพื่อรักษาโมเมนตัมการเติบโต ขยายอุปสงค์ในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้ภาคอุตสาหกรรม และเดินหน้าปฏิรูปให้ลึกขึ้น&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;จาก 'จี้ฮว่า' สู่ 'กุยฮว่า' ความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่บอกอะไรมากกว่าที่คิด&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;จุดที่วิทยากรสายประวัติศาสตร์เศรษฐกิจชวนมองคือ การแปลคำว่าแผน 5 ปีเป็นภาษาตะวันตกได้กลบความเปลี่ยนผ่านสำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 2000 ไว้ นั่นคือการขยับจากคำว่า 'จี้ฮว่า' (计划) ซึ่งหมายถึงการวางแผนแบบเมทริกซ์ทางสถิติ ไปสู่คำว่า 'กุยฮว่า' (规划) ที่ใกล้เคียงกับคำว่าธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลมากกว่า ความต่อเนื่องและความสำเร็จของจีนจึงไม่ได้มาจากการทำแผน 5 ปีซ้ำๆ แบบเดิมที่มีรากมาตั้งแต่สหภาพโซเวียตยุคสตาลินช่วงปลายทศวรรษ 1920 แต่มาจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการกำกับดูแลอยู่ตลอดเวลา รวมถึงการชูภาคเอกชนให้เป็นตัวขับเคลื่อนนวัตกรรม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วิทยากรรายนี้ชี้ว่า ความน่าสนใจของจีนในเวลานี้คือการมีวิสัยทัศน์ระยะยาวที่ชัดเจน ซึ่งเป็นภาพที่ตัดกันอย่างชัดเจนกับความปั่นป่วนที่หลายประเทศกำลังเผชิญ แต่ความท้าทายจากภายนอกก็เป็นเรื่องจริงและจะไม่หายไป โดยเฉพาะวาทกรรมที่เรียกว่า 'China Shock 2.0' ซึ่งพุ่งเป้าไปที่ดุลการค้าเกินดุลมหาศาลของจีนที่ระดับ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้เมื่อเทียบสัดส่วนกับจำนวนประชากรแล้วปริมาณการส่งออกจะยังไม่มากเท่าเยอรมนีในยุครุ่งเรือง แต่ก็ถือเป็นความไม่สมดุลระดับโลกที่ใหญ่มาก คำถามที่จะถูกถามซ้ำตลอดอายุของแผนฉบับนี้จึงเป็นว่า 'ในเมื่อจีนส่งออกได้มากขนาดนี้ แล้วการนำเข้าอยู่ที่ไหน'&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;หักพวงมาลัยครั้งใหญ่ จากโตด้วยปริมาณ สู่โตด้วยคุณภาพ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;นักเศรษฐศาสตร์การเมืองในวงเสวนาเสนอวิธีมองที่เห็นภาพ ด้วยการเปรียบแผน 5 ปีก่อนหน้านี้กับการขับรถไปข้างหน้าในเส้นทางที่ชัดเจน ภายใต้สิ่งที่เรียกว่าโมเดลการเติบโตแบบเก่าซึ่งตั้งแต่ทศวรรษ 1980 พึ่งพาการผนวกเข้ากับเศรษฐกิจโลก การส่งออก การผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค การลงทุน และการก่อสร้าง ทุกๆ 5 ปีก็เพียงปรับแต่งเล็กน้อยแล้วเหยียบคันเร่งต่อไป แต่แผนฉบับที่ 14 และ 15 ต่างออกไป เพราะมันคือการ 'จับพวงมาลัยให้มั่นแล้วหักเลี้ยวครั้งใหญ่' จากการไล่ตามปริมาณผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไปสู่การเติบโตเชิงคุณภาพ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หัวใจของการเลี้ยวครั้งนี้อยู่ที่ประเภทของนวัตกรรม วิทยากรอธิบายว่าตลอด 30 ถึง 40 ปีที่ผ่านมา จีนเก่งเรื่องการต่อยอดนวัตกรรมในระดับการนำไปใช้ หรือที่เรียกว่าจาก 1 ไป 10 และการขยายขนาดจาก 10 ไป 100 แต่ตั้งแต่แผนฉบับที่ 14 เป็นต้นมา จีนต้องการเก่งในนวัตกรรมอีกแบบที่เรียกว่า 'ศูนย์ไปหนึ่ง' (Zero to One) ซึ่งหมายถึงการวิจัยพื้นฐานและการพัฒนาวิทยาศาสตร์ต้นน้ำ เหตุที่การเปลี่ยนผ่านนี้เกิดในแผนฉบับที่ 14 เพราะแผนนั้นถูกเขียนขึ้นในปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงกลางการระบาดใหญ่และเป็นจังหวะที่ความสัมพันธ์สหรัฐฯ กับจีนตึงเครียดเป็นพิเศษ จีนจึงตระหนักว่าการก้าวสู่ขั้นต่อไปไม่ใช่แค่เรื่องในประเทศ แต่ต้องปรับตัวรับความจริงทางภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ด้วยการเป็นทั้งผู้ขยายขนาดระดับมหึมาและนักนวัตกรรมแบบศูนย์ไปหนึ่งที่เก่งจริง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;พลังงานกักเก็บขึ้นแท่นอุตสาหกรรมเสาหลัก และจุดเปลี่ยนจากนโยบายนำสู่ตลาดนำ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;มุมมองจากภาคธุรกิจมาจากผู้บริหารภาคธุรกิจพลังงานสะอาดด้านการกักเก็บพลังงาน ที่ชี้ว่าในแผนฉบับที่ 15 พลังงานกักเก็บรูปแบบใหม่ถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในหกอุตสาหกรรมเสาหลัก พร้อมชุดนโยบายสนับสนุน รวมถึงการนำมูลค่าของการกักเก็บพลังงานไปคำนวณในค่าไฟฟ้าปลายทาง ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจน และทำให้อุตสาหกรรมนี้กำลังเปลี่ยนจากช่วงเริ่มต้นไปสู่ช่วงเร่งตัว นั่นคือการเปลี่ยนผ่านจากการขับเคลื่อนด้วยนโยบายไปสู่การขับเคลื่อนด้วยตลาด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในเชิงตัวเลข แผนระดับชาติตั้งเป้ากำลังการติดตั้งในประเทศไว้ที่ 1.8 กิกะวัตต์ (GW) ภายในปี 2027 แต่จากการวิเคราะห์ของบริษัทเองมองว่าตัวเลขจริงน่าจะสูงกว่านั้นมาก โดยคาดว่าภายในปี 2030 กำลังการติดตั้งพลังงานกักเก็บทั่วโลกอาจแตะ 2 ถึง 3 เทระวัตต์ (TW) คิดเป็นมูลค่าอุตสาหกรรมรวมราว 10 ล้านล้านหยวน (RMB) สิ่งที่อุตสาหกรรมมักไม่อยากพูดถึงคือต้นทุน แต่เมื่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากลมและโซลาร์เซลล์ (Photovoltaics หรือ PV) ลดลงอย่างรวดเร็ว ต้นทุนอุปกรณ์กักเก็บพลังงานก็จะลดลงตามอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าต้นทุนตลอดวงจรชีวิตต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) จะต่ำลงเหลือเพียง 0.1 หยวน และจะพาค่าไฟฟ้าปลายทางเข้าสู่ยุค 0.3 หยวนต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง ทำให้พลังงานสีเขียวมีต้นทุนแข่งขันได้เหนือพลังงานรูปแบบดั้งเดิม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผู้บริหารรายนี้มองว่าแหล่งเติบโตที่ใหญ่ที่สุดจะมาจากการที่พลังงานสีเขียวเข้าไปแทนที่พลังงานแบบเดิม โดยปีที่ผ่านมาอัตราการใช้ไฟฟ้า (Electrification Rate) ของจีนอยู่ที่ราว 30% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ราว 28% และทุกๆ 1 จุดเปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้น จะปลดล็อกความต้องการกำลังติดตั้งพลังงานกักเก็บได้อีก 4 ถึง 5 เทระวัตต์ ส่วนปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้นจริงภายใน 5 ปี คือการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&amp;amp;D) ของภาคเอกชน โดยเฉพาะเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานระยะยาวที่เก็บไฟได้หลายวัน และความก้าวหน้าของวัสดุแบตเตอรี่ โดยมองว่าในราว 5 ปีจะเห็นแบตเตอรี่โซเดียมที่วัตถุดิบหาง่ายกว่า อายุการใช้งานยาวกว่า และรองรับการชาร์จได้ถึง 20,000 รอบ ซึ่งจะช่วยแก้คอขวดของแบตเตอรี่ลิเทียมในปัจจุบัน และยังช่วยให้แต่ละประเทศมีความมั่นคงทางพลังงานที่เป็นอิสระจากทรัพยากรธรรมชาติของตนเองมากขึ้น&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ทำไม 'การทำให้คนจีนกล้าใช้จ่าย' ถึงเป็นโจทย์ที่ยากที่สุด&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ประเด็นที่วงเสวนาให้น้ำหนักมากที่สุดคือการบริโภค ซึ่งเป็นข้อต่อที่อ่อนแอที่สุดในบรรดาตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน ผู้ร่วมเวทีสายผู้กำหนดนโยบายยอมรับว่าการกระตุ้นการบริโภคต้องใช้เวลา ไม่เหมือนการกระตุ้นการลงทุนหรือการผลิตที่เห็นผลเร็วกว่า และไม่มีทางเปลี่ยนได้ในชั่วข้ามคืน แม้จีนจะมีประชากร 1.4 พันล้านคน มีชนชั้นกลางถึง 400 ล้านคน และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัวในปี 2025 อยู่ที่ 13,900 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งตามรูปแบบการพัฒนาทั่วไปเมื่อทะลุระดับ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ การบริโภคควรจะเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน แต่การบริโภคภาคครัวเรือนในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมากลับติดลบ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เหตุผลที่มักถูกมองข้ามคือโครงสร้างประชากร เพราะปัจจุบันจีนมีเด็กเกิดใหม่น้อยกว่า 8 ล้านคนต่อปี เทียบกับช่วงพีคที่เคยสูงถึง 20 ล้านคนต่อปี ในเมื่อกลุ่มแม่และเด็กเป็นกลุ่มผู้บริโภคหลัก จำนวนที่ลดลงจึงกดการบริโภคโดยตรง นอกจากนี้ยังมีเรื่องวัฒนธรรมการออมและความรู้สึกไม่มั่นคงในอนาคต รวมถึงการกระจายรายได้ที่ทุนและเทคโนโลยีกลายเป็นปัจจัยจัดสรรรายได้ คนที่คิดค้นเทคโนโลยีล้ำสมัยกลายเป็นเศรษฐีทันที ขณะที่คนส่วนใหญ่ยังเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีเพดานการใช้จ่ายจำกัด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทางออกที่เสนอจึงเป็นชุดใหญ่ ตั้งแต่การปฏิรูปตลาดแรงงานและสร้างงานที่มีมูลค่าเพิ่มสูง การทำให้ประชาชน 'มีเงินในมือมากพอที่จะกล้าใช้จ่าย' และการเสริมระบบประกันสังคมโดยเฉพาะในชนบท ทั้งระบบบำนาญสำหรับเกษตรกรและประกันอาชีพสำหรับแรงงาน ไปจนถึงการสร้างสภาพแวดล้อมการบริโภคที่ดี โดยยกตัวอย่างซูเปอร์มาร์เก็ตอย่าง Pangdonglai ที่ได้รับความนิยมเพราะเน้นสินค้าคุณภาพ รวมถึงการใช้ AI เปิดฉากการบริโภครูปแบบใหม่ ทั้งนี้การบริโภคภาคบริการคิดเป็นสัดส่วนถึง 47% ของการบริโภครวมแล้ว แต่มาตรฐานของบริการที่ดียังไม่ชัดเจน จึงต้องมีกฎหมายและเกณฑ์วัดคุณภาพบริการที่ดีขึ้น พร้อมเพิ่มช่องทางการลงทุนให้ประชาชน ทั้งตลาดหุ้นและการรักษาเสถียรภาพมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ เพราะผลตอบแทนจากสินทรัพย์เหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจใช้จ่าย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วิทยากรอีกรายเสริมว่าการบริโภคกับนวัตกรรมเป็นเรื่องเดียวกัน หากแผนฉบับที่ 14 เน้นการไล่ตามเทคโนโลยีล้ำสมัย แผนฉบับที่ 15 ก็คือการไล่ตามเทคโนโลยีบวกกับการกระตุ้นการบริโภค เพราะเมื่อจีนผลิตได้มหาศาลและราคาถูกจนไม่มีอุปสงค์ในประเทศมารองรับ มันก็กลายเป็น 'ช็อก' ต่อโลก แต่ถ้าดูดซับการผลิตไว้ในประเทศได้ ช็อกก็จะกลายเป็นโอกาส กุญแจสำคัญคือจีนต้องหันมาให้น้ำหนักกับนวัตกรรมระดับการนำไปใช้ การทำให้เป็นเชิงพาณิชย์ และการขยายขนาดอย่างพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) มากขึ้น เพราะนวัตกรรมแบบนี้มีกำแพงการเข้าต่ำ คนจำนวนมากเข้ามามีส่วนร่วมได้ จึงสร้างการจ้างงานในวงกว้าง และการจ้างงานนี่เองที่จะแปรเป็นการบริโภคในที่สุด ประเด็นนี้สำคัญเพราะอุตสาหกรรมที่เติบโตสูงไม่จำเป็นต้องเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างงานมากที่สุด จีนเก่งเรื่องระบบอัตโนมัติถึงขั้นมีโรงงานไร้คน (Lights-out Factory) มากที่สุดในโลก แต่คำถามที่ตามมาคือเมื่อระบบอัตโนมัติก้าวหน้าขนาดนี้ แล้วงานจะอยู่ที่ไหน เพราะประเทศที่มีประชากรสูงวัยจะปล่อยให้คนหนุ่มสาวหางานไม่ได้ไปพร้อมกันไม่ได้&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;สินค้าจีนสามระดับ จากผลบวกชัดเจน สู่สมรภูมิความมั่นคง และโซนสีเทาที่ต้องเจรจา&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เมื่อพูดถึงบทบาทของจีนต่อโลก วิทยากรสายประวัติศาสตร์เศรษฐกิจเสนอให้แยกการวิเคราะห์ออกเป็นสามระดับ ระดับแรกคือสิ่งที่เป็นผลบวกสุทธิต่อโลกอย่างชัดเจน เช่น โซลาร์เซลล์และการกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่แทบไม่เคยมีมาก่อน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเปิดโอกาสให้ประเทศยากจนโดยเฉพาะในแอฟริกาใต้สะฮารา ที่มีคนหลายร้อยล้านยังเข้าไม่ถึงไฟฟ้า ได้เข้าถึงพลังงานง่ายขึ้น เรื่องนี้จีนควรยืนยันจุดยืนอย่างชัดเจน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ระดับที่สองคือเรื่องที่เป็นการแข่งขันแบบผลรวมเป็นศูนย์และเกี่ยวพันกับความมั่นคงอย่าง AI ซึ่งคลุมเครือในผลกระทบและถูกสหรัฐฯ กำหนดให้เป็นพื้นที่แข่งขันเข้มข้น โดยจีนเลือกใช้กลยุทธ์แบบโมเดลเปิด (Open Model) ที่ต่างจากสหรัฐฯ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงนัยด้านความมั่นคง ส่วนระดับที่อยู่ตรงกลางที่ซับซ้อนที่สุดคือยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งด้านหนึ่งคือพลังงานสะอาดที่จำเป็นต่อการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน แต่อีกด้านหนึ่งมันเข้าไปแทนที่อุตสาหกรรมแกนกลางที่เป็นถึงอัตลักษณ์ของชาติสำหรับประเทศอย่างเยอรมนี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วิทยากรรายนี้ชี้ว่าความตึงเครียดทางการค้าระหว่างยุโรปกับจีนปรากฏชัดที่สุดในกรณีนี้ และมองว่าจีนจำเป็นต้องเจรจากับบรัสเซลส์เรื่องเงื่อนไขการเข้าถึงตลาด โดยตัวแปรชี้ขาดคือเยอรมนีซึ่งเป็นเสียงทรงพลังที่สุดในยุโรปและมีผลประโยชน์ในจีนมากที่สุด สะท้อนจากการที่ผู้ผลิตรถยนต์เยอรมันต่างยืนยันว่าจะอยู่ในตลาดจีนต่อ เพราะเปรียบได้กับการได้เล่นใน 'แชมเปียนส์ลีก' ที่ตัดสินว่าใครแข่งขันได้จริง คำแนะนำต่อปักกิ่งจึงเป็นการเก็บความขุ่นเคืองไว้ แล้วโฟกัสไปที่การทำข้อตกลงให้ได้ เพราะเรื่องนี้พัวพันกับตำแหน่งงานภาคการผลิตราว 12.5 ล้านตำแหน่งในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พรรคการเมืองแนวประชานิยมขวาจัดจะใช้หาเสียง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เมื่อบริษัทจีนออกสู่โลก ไม่ใช่แค่ส่งออก แต่ต้องลงหลักปักฐาน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ในมุมของการออกไปลงทุนต่างประเทศ ผู้บริหารภาคธุรกิจพลังงานสะอาดมองว่าเป็นสิ่งที่บริษัทจีนต้องทำ เพราะกำลังการผลิตของจีนไม่อาจรองรับด้วยตลาดในประเทศเพียงอย่างเดียว ทุกบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันจึงต้องออกไปสร้างฐานที่เป็นท้องถิ่นมากขึ้น โดยหัวใจสำคัญคือการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่น ซึ่งบทเรียนที่ดีคือการที่บริษัทจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เยอรมนี และสหรัฐฯ เคยแลกเทคโนโลยีกับการเข้าถึงตลาดจีนในหลายทศวรรษก่อน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผู้บริหารรายนี้เปรียบอุตสาหกรรมกักเก็บพลังงานว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่และเป็นเทคโนโลยีอเนกประสงค์คล้าย AI ที่เมื่อต้นทุนลดถึงจุดวิกฤตก็จะหนุนภาคการผลิตด้วยพลังงานสะอาดและราคาถูกลง พร้อมเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศนั้นๆ จึงต้องเปิดกว้างและบ่มเพาะความร่วมมือท้องถิ่น โดยรัฐบาลจีนเองก็ควรสนับสนุนบริษัทให้มากขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ผู้ร่วมเวทีสายผู้กำหนดนโยบายเสริมในช่วงถาม-ตอบว่า จีนจะเปิดกว้างยิ่งขึ้นและเป็นการเปิดสองทาง คือทั้งดึงเข้ามาและออกไป แต่จะปรับให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะปัญหาการแข่งขันที่เข้มข้นเกินไปหรือ 'อินโวลูชัน' (Involution) ในภาคยานยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicle หรือ NEV) ที่จีนต้องการแก้ที่บ้านตัวเอง ไม่ใช่ส่งออกปัญหานี้ไปให้ประเทศอื่น&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;แผน 5 ปีไม่ใช่คำสั่ง แต่คือ 'สัญญาณ' และสิ่งที่ไม่ได้เขียนไว้ก็สำคัญพอกัน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ข้อสรุปเชิงธรรมาภิบาลที่น่าสนใจที่สุดมาจากนักเศรษฐศาสตร์การเมือง ที่เสนอว่าคนมักเข้าใจผิดว่าจีนยังเป็นเศรษฐกิจแบบวางแผน ทั้งที่จริงควรมองว่าเป็น 'เศรษฐกิจเชิงสัญญาณ' (Signaling Economy) มากกว่า เพราะความท้าทายที่จีนเผชิญทุกวันนี้ซับซ้อนและเต็มไปด้วยการแลกได้แลกเสีย จนไม่อาจสั่งการให้หลุดพ้นได้ เอกสารอย่างแผน 5 ปีจึงไม่ได้ออกคำสั่ง แต่ส่งสัญญาณ ซึ่งเปิดช่องให้ตีความ และการตีความก็เปิดทางให้เกิดความยืดหยุ่นและการปรับตัว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วิธีอ่านแผนแบบนี้คือต้องถามด้วยว่า 'อะไรที่ไม่ได้ถูกเขียนไว้ในแผน' เพราะในบริบทการกำหนดนโยบายของจีน สิ่งที่ไม่พูดมักสำคัญพอๆ กับสิ่งที่พูด ตัวอย่างเช่นนวัตกรรมที่เคยปรากฏในแผนฉบับที่ 13 อย่างการเป็นผู้ประกอบการเพื่อทุกคน สตาร์ทอัพ และเศรษฐกิจแบ่งปัน กลับหายไปจากแผนฉบับที่ 14 และ 15 เพราะนวัตกรรมเหล่านั้นเป็นแบบ 1 ไป 10 และ 10 ไป 100 ที่จีนเคยเก่ง แต่ถูกแทนที่ด้วยการเน้นแบบศูนย์ไปหนึ่งเพื่อความมั่นคงทางภูมิเศรษฐศาสตร์ คำถามต่อไปจึงเป็นว่าในแผนฉบับที่ 16 อะไรจะถูกดึงกลับเข้ามา ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์การเมืองรายนี้มองว่าน่าจะเป็นนวัตกรรมระดับการนำไปใช้ที่แม้จะดูไม่สำคัญในเชิงภูมิเศรษฐศาสตร์ แต่มีกำแพงการเข้าต่ำ ทำให้คนจำนวนมากมีส่วนร่วม สร้างงาน และแปรเป็นการบริโภคได้ในที่สุด&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;คำถามจากแอฟริกาใต้ และอนาคตของงานในโรงงานยุค AI&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ช่วงท้ายเปิดให้ถามคำถาม โดยผู้แทนจากหน่วยงานคลังของแอฟริกาใต้ตั้งข้อสังเกตว่า รถยนต์จีนคุณภาพดีหลั่งไหลเข้าประเทศอย่างรวดเร็ว ป้ายโฆษณารถจีนเต็มทางหลวงสายหลัก จนผู้ผลิตเยอรมันถึงขั้นปิดโรงงาน แต่รถเหล่านั้นเป็นการนำเข้า ไม่ได้ผลิตในประเทศ จึงถามว่ารัฐบาลจีนคิดอย่างไรกับการตั้งฐานการผลิตในต่างแดน คำตอบจากผู้ร่วมเวทีสายผู้กำหนดนโยบายคือ จีนจะเปิดกว้างขึ้นเรื่อยๆ และจะปรับการเปิดให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป แต่การจะตั้งฐานการผลิตที่ไหนเป็นการตัดสินใจของบริษัท ไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลตอบแทนได้ ด้านผู้บริหารภาคธุรกิจเสริมว่าบริษัทจะพิจารณาทั้งภูมิรัฐศาสตร์ สภาพแวดล้อมการลงทุนที่ปลอดภัยและยั่งยืน บุคลากร ระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคง รวมถึงศักยภาพตลาด และมักให้น้ำหนักกับการลงทุนในศูนย์กลางเฉพาะจุดมากกว่ากระจายไปทุกประเทศ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกคำถามคือเรื่องงานที่จะหายไปและงานที่จะเติบโตในยุค AI ผู้บริหารรายนี้มองว่าจำนวนแรงงานคนโดยรวมอาจลดลง แต่คุณภาพและระดับของบุคลากรจะสูงขึ้น และเมื่อถูกถามต่อเรื่องการหายไปของงานระดับเริ่มต้น เขาตอบด้วยตรรกะธุรกิจง่ายๆ คือการชั่งต้นทุนระหว่างหุ่นยนต์ AI กับแรงงานคน โดยเชื่อว่าจะยังไม่เห็น AI เข้ามาแทนที่พนักงานหน้างานในโรงงานในระยะสั้น แต่ AI จะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพมากกว่า ส่วนโรงงานไร้คนนั้นยังเป็นคำถามใหญ่ และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่จะเกิดขึ้นจะถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีกระบวนการผลิตและระบบอัตโนมัติของเครื่องจักร มากกว่าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โดยสรุป วงเสวนาสะท้อนตรงกันว่าแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีนไม่ได้เป็นเพียงการต่อยอดการผลิตและนวัตกรรมต้นน้ำ แต่คือการเดิมพันครั้งใหญ่ว่าจีนจะดูดซับกำลังการผลิตมหาศาลของตนเองด้วยการบริโภคในประเทศได้หรือไม่ และจะเปลี่ยนแรงกดดันจากภายนอกอย่าง 'China Shock 2.0' ให้กลายเป็นโอกาสได้มากน้อยเพียงใด ภายในกรอบของระบบที่ทำงานด้วยการส่งสัญญาณและการปรับตัวมากกว่าการสั่งการ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา:&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;วงเสวนา '15th Five-Year Plan, Unpacked' งาน Summer Davos 2026&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/tech-and-biz/china-15th-five-year-plan-summer-davos-2026"/>
    <summary type="html">ถอดแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน จากโตด้วยปริมาณสู่คุณภาพ ทั้งนวัตกรรมศูนย์ไปหนึ่ง การกระตุ้นบริโภค พลังงานสะอาด และการเปลี่ยน China Shock 2.0 ให้เป็นโอกาส</summary>
    <published>2026-06-25T00:50:03+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/news/huawei-token-monetization-ai-telecom-mwc-shanghai-2026</id>
    <title>'จากการขายอินเทอร์เน็ต สู่การขายพลัง AI' Huawei ชี้อนาคตของโทรคมนาคมจะขับเคลื่อนด้วยโมเดลรายได้จาก Token Monetization</title>
    <updated>2026-06-24T23:35:14+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;ในงาน MWC Shanghai 2026 Huawei เปิดตัวแนวคิดใหม่สำหรับอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ภายใต้ธีม &lt;strong&gt;&amp;ldquo;Advancing All Intelligence&amp;rdquo;&lt;/strong&gt; โดยชูการผสาน บริการ เครือข่าย และการประมวลผล หรือ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;Service-Network-Compute Integration&lt;/strong&gt; เพื่อช่วยให้ผู้ให้บริการเครือข่ายสร้างรายได้จากทั้งการใช้งานข้อมูลแบบเดิม และการใช้งาน AI ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782372852_Website_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_%283%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;AI กำลังเปลี่ยนบทบาทของเครือข่ายมือถือ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;David Wang&lt;/strong&gt; รองประธานบอร์ดและ Rotating Chairman ของ Huawei ระบุว่า ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา การพัฒนาเทคโนโลยีมือถือในแต่ละเจเนอเรชันเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมเติบโต จากการเพิ่มประสิทธิภาพของคลื่นความถี่ ไปจนถึงการทำให้โครงสร้างเครือข่ายเรียบง่ายขึ้น และเปิดทางให้เกิดบริการใหม่ ๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่เมื่อโลกเข้าสู่ยุค AI เครือข่ายมือถือจะไม่ได้ทำหน้าที่แค่รับส่งข้อมูลอีกต่อไป แต่ต้องรองรับบริการอัจฉริยะ โมเดล AI และ AI Agent ที่ต้องการการเชื่อมต่อแบบเรียลไทม์มากขึ้น&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;6 สิ่งที่ Huawei มองว่าจะกำหนดอนาคตอุตสาหกรรมมือถือ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;Huawei ระบุว่า ยุคใหม่ของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมต้องให้ความสำคัญกับ 6 เรื่องหลัก ได้แก่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;การพัฒนาบริการและความสามารถใหม่สำหรับระบบสื่อสารในอนาคต&lt;/li&gt;&lt;li&gt;การผสาน AI เข้ากับเครือข่ายมือถือ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;การสร้างสถาปัตยกรรมเครือข่ายที่เชื่อมต่อดาวเทียมและภาคพื้นดิน&lt;/li&gt;&lt;li&gt;การวางแผนคลื่นความถี่อย่างยั่งยืน&lt;/li&gt;&lt;li&gt;การกำหนดมาตรฐานของ AI-native core network&lt;/li&gt;&lt;li&gt;การสำรวจโมเดลธุรกิจใหม่สำหรับบริการมือถือ&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782372903_Website_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_%284%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;จาก Byte Monetization สู่ Token Monetization&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;หัวใจสำคัญของการประกาศครั้งนี้คือการเปลี่ยนผ่านจากการสร้างรายได้จาก&lt;strong&gt;&amp;nbsp;'ปริมาณข้อมูล'&lt;/strong&gt; หรือ Bytes ไปสู่การสร้างรายได้จาก &lt;strong&gt;'Tokens'&lt;/strong&gt; ซึ่งเป็นหน่วยสำคัญของการใช้งาน AI&lt;/p&gt;&lt;p&gt;พูดง่าย ๆ คือ ในอดีตผู้ให้บริการเครือข่ายอาจสร้างรายได้จากแพ็กเกจอินเทอร์เน็ต ความเร็ว หรือปริมาณดาต้า แต่ในยุค AI การใช้งานใหม่ ๆ เช่น AI Assistant, AI Glasses, Smart Home Assistant หรือบริการ AI Agent อาจกลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ที่ต้องพึ่งพาเครือข่ายคุณภาพสูงมากขึ้น&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;5G-A จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของบริการ AI&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;Huawei ระบุว่า ปัจจุบันจำนวนผู้ใช้งาน 5G-Advanced หรือ 5G-A ทั่วโลกเกิน 100 ล้านรายแล้ว และบริษัทกำลังทำงานร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่ายทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย เพื่อผลักดันการสร้างรายได้จากประสบการณ์การใช้งาน 5G-A หรือ Experience Monetization&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เป้าหมายคือทำให้ 5G-A ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีเครือข่ายรุ่นใหม่ แต่กลายเป็นเครื่องมือในการรักษาผู้ใช้งานระดับกลางถึงพรีเมียม เพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้ หรือ ARPU และสร้างบริการใหม่ที่ตอบโจทย์การใช้งาน AI ในชีวิตประจำวัน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;High Uplink กลายเป็นจุดขายใหม่ของเครือข่าย&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;หนึ่งในความสามารถที่ Huawei ให้ความสำคัญคือ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;High Uplink หรือความเร็วอัปโหลดสูง&lt;/strong&gt; เพราะบริการ AI หลายรูปแบบไม่ได้ต้องการแค่ดาวน์โหลดเร็ว แต่ต้องส่งข้อมูลกลับขึ้นไปประมวลผลแบบเรียลไทม์ด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตัวอย่างเช่น AI Glasses ที่ใช้แปลภาษา หรือช่วยอธิบายนิทรรศการผ่านภาพและเสียงแบบเรียลไทม์ Huawei ระบุว่าการใช้งานลักษณะนี้ต้องการความเร็วอัปโหลดราว 20 Mbps ทำให้ผู้ให้บริการเครือข่ายต้องเริ่มพัฒนาแพ็กเกจและบริการที่รับประกันทั้งความเร็วอัปโหลด ความหน่วงต่ำ และคุณภาพการเชื่อมต่อที่สม่ำเสมอ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;U6 GHz คือคลื่นสำคัญของยุค AI&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;Huawei ยังชี้ว่า คลื่น &lt;strong&gt;Upper 6 GHz&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;หรือ U6 GHz จะเป็นหนึ่งในคลื่นสำคัญสำหรับเครือข่ายยุคถัดไป เพราะรองรับการเชื่อมต่อที่ต้องการแบนด์วิดท์สูง ความน่าเชื่อถือสูง และความหน่วงต่ำ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัจจุบันมีมากกว่า 20 ประเทศและภูมิภาคที่กำหนดให้ U6 GHz เป็นคลื่นสำหรับระบบสื่อสารเคลื่อนที่ ครอบคลุมประชากรเกือบ 80% ของโลก โดยปี 2026 ถูกมองว่าเป็นปีเริ่มต้นของการให้บริการเชิงพาณิชย์บนคลื่น U6 GHz ซึ่งคาดว่าจะเริ่มจากตะวันออกกลาง รวมถึงผู้ให้บริการบางรายในฮ่องกงและมาเก๊า&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;Huawei เปิดตัว AI-Centric Target Network&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน Huawei เปิดตัว &lt;strong&gt;AI-Centric Target Network&lt;/strong&gt; ซึ่งเป็นแนวคิดเครือข่ายที่ออกแบบมาเพื่อรองรับทั้งการสื่อสารและการประมวลผล AI&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แนวคิดนี้เปลี่ยนเครือข่ายจากระบบที่เน้นส่งทราฟฟิก ไปสู่ระบบที่รองรับการโต้ตอบแบบเรียลไทม์ และสามารถจัดสรรพลังประมวลผลทั่วทั้งเครือข่ายได้ กล่าวอีกแบบคือ การเชื่อมต่อเข้าสู่เครือข่ายในอนาคต อาจไม่ได้หมายถึงแค่การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต แต่หมายถึงการเข้าถึงพลังประมวลผล AI ไปพร้อมกัน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;AI จะช่วยให้เครือข่ายดูแลตัวเองได้มากขึ้น&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;Huawei ยังเดินหน้าพัฒนา Autonomous Network หรือเครือข่ายอัตโนมัติระดับ 4 โดยใช้ AI เข้ามาช่วยบริหารจัดการเครือข่าย ทั้งด้านการบำรุงรักษา การเพิ่มประสิทธิภาพ การประหยัดพลังงาน และการยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในปี 2026 Huawei ระบุว่าจะร่วมมือกับผู้ให้บริการเครือข่ายในหลายพื้นที่ เพื่อนำ AI แบบเฉพาะโดเมนไปใช้กับเครือข่ายไร้สายและเครือข่ายส่งสัญญาณ โดยหวังว่าจะช่วยให้ผู้ให้บริการสร้างบริการที่แตกต่างในสถานการณ์เฉพาะ เช่น รถไฟความเร็วสูง สนามอีเวนต์ และมหาวิทยาลัย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การมาของ AI ทำให้เครือข่ายมือถือกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากเดิมที่ผู้ให้บริการแข่งขันกันเรื่องความเร็วและปริมาณดาต้า ไปสู่การแข่งขันเรื่องคุณภาพประสบการณ์ ความสามารถในการรองรับ AI และการเชื่อมต่อกับพลังประมวลผล&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;สำหรับ Huawei นี่คือโอกาสใหม่ของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในการสร้างรายได้จาก Token Monetization และทำให้เครือข่ายกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของเศรษฐกิจ AI ในอนาคต&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/news/huawei-token-monetization-ai-telecom-mwc-shanghai-2026"/>
    <summary type="html">Huawei เปิดวิสัยทัศน์ Token Monetization ในงาน MWC Shanghai 2026 ชี้ AI กำลังเปลี่ยนโมเดลธุรกิจโทรคมนาคม จากการขาย Data สู่การสร้างรายได้จากบริการ AI และ 5G-A</summary>
    <published>2026-06-24T23:35:14+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/ai/deep-tech-ai-economic-infrastructure</id>
    <title>Deep Tech อาจกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจ และ AI อาจเป็นเพียงหนึ่งในตัวเร่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้</title>
    <updated>2026-06-24T23:14:26+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img alt="Deep Tech" class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782371002_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%99_%2833%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;จากเวทีเสวนา &amp;lsquo;Deep Tech, Shallow Markets&amp;rsquo; ประเด็นหลักที่ทุกคนหยิบยกขึ้นมาพูด คือตอนนี้โลกเรากำลังเข้าสู่ยุคปฏิวัติเทคโนโลยีครั้งใหม่จริงๆ หรือเป็นแค่กระแสเหมือนที่ผ่านๆ มา ซึ่งคำตอบจากทั้งฝั่งนักลงทุนและผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัปต่างก็ฟันธงตรงกันว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราวที่มาแล้วก็ไป แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้างของจริงที่จะส่งผลกระทบและพลิกโฉมทั้งระบบเศรษฐกิจ ธุรกิจและสังคมไปอีกยาว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ประเด็นที่คนพูดถึงกันเยอะคือตอนนี้ AI ไม่ได้เป็นแค่โปรแกรมประมวลผลภาษาธรรมดาๆ แล้ว แต่มันกำลังเก่งขยับขึ้นไปอีกขั้น คือสามารถลงมือทำและโต้ตอบได้ เพราะถ้าย้อนกลับไปเมื่อก่อนอินเทอร์เน็ตมีหน้าที่แค่เชื่อมคนเข้าหาข้อมูล แต่ AI ทุกวันนี้เปรียบเหมือนผู้ช่วยที่มาอัปเกรดความสามารถให้เราทำให้เราตัดสินใจเรื่องยากๆ ได้ดีขึ้น และรับมือกับงานที่ซับซ้อนได้แบบที่มนุษย์ไม่เคยทำได้มาก่อน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เพราะแบบนี้ผลกระทบของ AI เลยไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องของคนทำงานออฟฟิศ แต่มันสะเทือนไปถึงภาพใหญ่ทั้งการบริหารองค์กร ภาคการผลิต ระบบขนส่งสินค้าไปจนถึงระบบเศรษฐกิจทั้งระบบ ในวงเสวนาเขาเลยมองตรงกันว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยให้มนุษย์ทำงานเดิมได้เร็วขึ้น แต่กำลังจะเปลี่ยนวิธีการทำงานในหลายอุตสาหกรรม ผ่านระบบอัตโนมัติที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูล วางแผน และตัดสินใจบางเรื่องได้ด้วยตัวเอง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;คลื่น AI รอบนี้ต่างจากรอบก่อนอย่างไร&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;อีกหนึ่งมุมมองที่น่าสนใจคือ AI ในอดีตมีบทบาทหลักในการ &amp;lsquo;รับรู้&amp;rsquo; และวิเคราะห์ข้อมูล เช่น การจดจำภาพ การรู้จำเสียง หรือการประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก แต่ AI รุ่นใหม่กำลังก้าวไปอีกขั้น จากการวิเคราะห์ข้อมูลเพียงอย่างเดียว สู่การลงมือทำงานได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ ปรับปรุงการทำงานของตัวเอง การตัดสินใจ หรือการควบคุมระบบต่าง ๆ แบบอัตโนมัติ ด้วยเหตุนี้ผู้ร่วมเสวนาหลายคนจึงมองว่า AI ในรอบนี้อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าการมาของอินเทอร์เน็ตหรือสมาร์ตโฟน เพราะไม่ได้เปลี่ยนแค่รูปแบบการสื่อสารหรือการเข้าถึงข้อมูลเท่านั้น แต่กำลังเปลี่ยนวิธีการทำงานและการดำเนินงานของระบบต่าง ๆ ทั้งหมด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;AI อาจไม่ใช่ทั้งหมดของ Deep Tech&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;แม้ช่วงนี้เราจะได้ยินเรื่อง AI กันบ่อย แต่ขอย้ำว่าคำว่า Deep Tech ไม่ได้หมายถึง AI เพียงอย่างเดียว Deep Tech คือเทคโนโลยีที่เกิดจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีชีวภาพ พลังงานสะอาด ฟิวชัน หุ่นยนต์ หรือการผลิตขั้นสูง AI เป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบนิเวศนี้ และในหลายกรณี AI ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งให้ Deep Tech พัฒนาเร็วขึ้น ขณะที่ Deep Tech เองก็เป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ AI ก้าวหน้าต่อไปได้ สำหรับนักลงทุนการจะประเมินบริษัท Deep Tech จึงไม่ได้ดูแค่กระแสของ AI แต่ต้องมองถึงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และความสามารถในการนำงานวิจัยออกสู่ตลาดว่าจะสร้างผลตอบแทนได้จริงหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอจากนี้ผู้ร่วมเสวนาหลายคนมองตรงกันว่าธุรกิจกลุ่ม Deep Tech ไม่สามารถสร้างกำไรได้ในเวลาแค่ไม่กี่ปี เทคโนโลยีส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาพัฒนา 10-15 ปีหรือนานกว่านั้นกว่าจะสมบูรณ์และถูกนำมาใช้งานจริงในวงกว้าง มีการยกตัวอย่างว่าขนาดคอมพิวเตอร์ที่เราใช้กัน กว่าจะเห็นผลชัดเจนว่ามันช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบเศรษฐกิจได้ก็ต้องกินเวลาหลายสิบปีและด้วยธรรมชาติที่ต้องใช้เวลานานขนาดนี้นักลงทุนที่ปกติมักจะคาดหวังผลตอบแทนในกรอบเวลา 5-7 ปี จึงอาจไม่เหมาะกับธุรกิจ Deep Tech เสมอไป ทำให้ปัจจุบันเราเริ่มเห็นกองทุนและรูปแบบการลงทุนใหม่ๆ ที่ตั้งใจเปิดขึ้นมาเพื่อสนับสนุนเงินทุนระยะยาวให้กับธุรกิจกลุ่มนี้โดยเฉพาะมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;จีนกำลังเดินเกม AI คนละแบบกับสหรัฐฯ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;อีกประเด็นสำคัญคือความแตกต่างระหว่างแนวทางของจีนและสหรัฐฯ ฝั่งสหรัฐฯ การลงทุนส่วนใหญ่ยังมุ่งไปที่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น ผู้พัฒนาโมเดล AI ชิป หรือโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขณะที่จีนให้ความสำคัญกับการนำ AI ไปใช้จริงในภาคอุตสาหกรรมมากกว่าไม่ว่าจะเป็นการผลิต การขนส่ง การบริการหรือภาคพลังงาน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผู้ร่วมเสวนาบางคนมองว่าจุดแข็งของจีนไม่ได้อยู่ที่การสร้างโมเดลขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่คือความสามารถในการกระจายเทคโนโลยีไปสู่การใช้งานจริงอย่างรวดเร็วและในเวลาเดียวกันจีนยังคงลงทุนในงานวิจัยพื้นฐานด้านแบตเตอรี่ พลังงานและเทคโนโลยีขั้นสูงอื่น ๆ ควบคู่กันไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และถ้าพูดถึงการลงทุนในยุค AI มีมุมมองหนึ่งที่ได้รับความสนใจ คือเมื่อก่อนถ้าใครเข้าถึงข้อมูลได้ก่อนอาจได้เปรียบ แต่ในโลกปัจจุบันข้อมูลกระจายตัวอย่างอย่างรวดเร็วและกว้าง ทุกคนสามารถเข้าถึงเครื่องมือ AI และข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ สิ่งที่สร้างความแตกต่างจึงไม่ใช่ข้อมูล แต่คือความสามารถในการตีความข้อมูล สร้างองค์ความรู้ มองเห็นโอกาสและนำความรู้นั้นไปลงมือทำจริงได้อย่างไรต่างหาก ซึ่งแม้ทุกคนจะใช้เครื่องมือ AI ชุดเดียวกัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;AI ช่วยเร่งสร้างนวัตกรรม แต่ไม่แทนนักวิทยาศาสตร์&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ในวงการชีววิทยาและการค้นคว้ายาผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันว่า AI จะสามารถช่วยเร่งกระบวนการวิจัย ลดต้นทุนและการเพิ่มโอกาสความสำเร็จได้ แต่อย่างไรก็ตาม AI ยังไม่สามารถทดแทนนักวิทยาศาสตร์ได้ทั้งหมด เพราะการค้นพบยาใหม่ ๆ ยังต้องผ่านการทดลอง การทดสอบด้านความปลอดภัย การพิสูจน์ประสิทธิภาพและการรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแล ทำให้ AI จึงถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ทำงานได้เร็วขึ้นมากกว่าจะเข้ามาแทนที่งานของวิทยาศาสตร์โดยตรง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วกว่าที่หลายคนคิด&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;อีกประเด็นที่หลายคนเห็นตรงกันคือกระบวนการนำ AI ไปใช้จริงอาจเกิดขึ้นเร็วกว่าเทคโนโลยีในอดีต เมื่อองค์กรหนึ่งเริ่มใช้ AI และได้เปรียบด้านต้นทุนหรือประสิทธิภาพคู่แข่งก็อาจมีแรงกดดันให้ต้องปรับตัวตาม วงจรนี้อาจทำให้การแพร่กระจายของ AI เร็วกว่าที่เคยเกิดขึ้นกับเทคโนโลยีหลายยุคก่อนหน้า ยิ่ง AI สามารถพัฒนาตัวเอง ปรับปรุงกระบวนการทำงานและช่วยออกแบบสินค้าและบริการใหม่ ๆ ได้มาก ความได้เปรียบของผู้ที่เริ่มใช้งาน AI ก่อนก็อาจจะยิ่งสูงขึ้น&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/ai/deep-tech-ai-economic-infrastructure"/>
    <summary type="html">จากเวทีเสวนา ‘Deep Tech, Shallow Markets’ ประเด็นหลักที่ทุกคนหยิบยกขึ้นมาพูด คือตอนนี้โลกเรากำลังเข้าสู่ยุคปฏิวัติเทคโนโลยีครั้งใหม่จริงๆ หรือเป็นแค่กระแสเหมือนที่ผ่านๆ มา</summary>
    <published>2026-06-24T23:14:26+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/tech-and-biz/openai-broadcom-jalapeno-inference-chip</id>
    <title>OpenAI เปิดตัว ‘Jalapeño’ ชิป AI ตัวแรกที่ออกแบบเอง จับมือ Broadcom ลดต้นทุนรันโมเดลต่อโทเคน ถูกลงราว 50%</title>
    <updated>2026-06-24T22:37:05+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782369208_alapen%CC%83o__800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;Hock Tan ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Broadcom เดินขึ้นเวทีพร้อมชิปตัวเล็ก ๆ ในมือ ส่งต่อให้ Sam Altman และ Greg Brockman สองผู้นำ OpenAI รับไว้ ภาพนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2026 และมันคือหมุดหมายที่ OpenAI รอคอยมานาน เพราะนี่คือชิป AI ตัวแรกที่บริษัทออกแบบเองตั้งแต่ต้นจนจบ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ชิปตัวนั้นชื่อ Jalape&amp;ntilde;o ซึ่ง OpenAI เรียกมันว่า Intelligence Processor ตัวแรกของบริษัท เป็นตัวเร่งประมวลผล (Accelerator) ที่ถูกออกแบบมาเพื่องาน Inference ของ Large Language Model (LLM) โดยเฉพาะ พูดง่าย ๆ คือชิปที่ทำหน้าที่ 'รันโมเดลตอบคำถามผู้ใช้จริง' ไม่ใช่ชิปสำหรับเทรนโมเดล และมันคือก้าวแรกของแพลตฟอร์มคอมพิวต์ที่ OpenAI กับ Broadcom ตั้งใจจะพัฒนาร่วมกันไปอีกหลายเจเนอเรชัน ภายใต้ดีลความร่วมมือมูลค่ามหาศาลที่สองบริษัทประกาศไว้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 ว่าจะติดตั้งตัวเร่งประมวลผลที่ OpenAI ออกแบบเองรวมกำลังถึง 10 กิกะวัตต์&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ชิปที่ออกแบบจากศูนย์เพื่อ LLM ไม่ใช่ GPU ดัดแปลง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;จุดที่ OpenAI ย้ำหนักที่สุดคือ Jalape&amp;ntilde;o ไม่ใช่ตัวเร่งประมวลผลอเนกประสงค์ที่เอางาน AI รุ่นเก่ามาดัดแปลง แต่เป็นการออกแบบจากกระดาษเปล่าเพื่องาน Inference ของ LLM ยุคใหม่โดยเฉพาะ ทีมงานออกแบบโดยอิงจากความเข้าใจระดับรากฐานว่าโมเดลภาษาทำงานอย่างไร ไล่ไปตั้งแต่ Kernel การเคลื่อนย้ายข้อมูลในหน่วยความจำ ระบบเครือข่าย ไปจนถึงรูปแบบการให้บริการ (Serving Pattern) ที่สำคัญที่สุดสำหรับโมเดล AI ระดับแนวหน้า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แนวคิดเบื้องหลังคือการรวมพละกำลังและปริมาณงานของตัวเร่งประมวลผล AI ชั้นนำในวันนี้ เข้ากับความหน่วงต่ำระดับเดียวกับระบบ Inference เฉพาะทางที่เร็วที่สุด ซึ่งทำให้ Jalape&amp;ntilde;o เหมาะกับผลิตภัณฑ์ LLM แบบโต้ตอบทันทีในสเกลใหญ่ สถาปัตยกรรมของมันถูกออกแบบให้ลดการเคลื่อนย้ายข้อมูลให้น้อยลง และจัดสมดุลระหว่างการประมวลผล หน่วยความจำ และเครือข่าย เพื่อดึงประสิทธิภาพการใช้งานจริงให้เข้าใกล้ขีดสูงสุดทางทฤษฎีของฮาร์ดแวร์ให้มากที่สุด โดยมี Broadcom ช่วยด้านการผลิตซิลิคอนและเทคโนโลยีเครือข่าย รวมถึงชิปเครือข่าย Tomahawk ส่วน Celestica เข้ามาดูแลงานบอร์ด แร็ค และการประกอบระบบ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือชิปตัวอย่างสำหรับวิศวกรเริ่มรันงาน Machine Learning จริงในห้องแล็บแล้ว ที่ความถี่และระดับพลังงานตามเป้าหมายการผลิตจริง หนึ่งในงานที่รันอยู่คือ GPT‑5.3‑Codex‑Spark ซึ่งเป็นโมเดลสายเขียนโค้ดของบริษัทเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Richard Ho ผู้นำโครงการฮาร์ดแวร์ของ OpenAI อธิบายว่า ทีมออกแบบสถาปัตยกรรมของ Jalape&amp;ntilde;o โดยโฟกัสไปที่ Kernel การเคลื่อนย้ายข้อมูลในหน่วยความจำ เครือข่าย และรูปแบบการให้บริการที่สำคัญที่สุดต่อโมเดล AI ระดับแนวหน้า และจากการทดสอบช่วงแรก ชิปตัวนี้รันงานสำคัญที่สุดของบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใกล้เคียงกับขีดจำกัดทางทฤษฎีของฮาร์ดแวร์&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เก้าเดือนจากกระดาษสู่ซิลิคอน และ AI ก็เป็นคนช่วยออกแบบ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ตัวเลขที่ทำเอาวงการชิปสะดุดคือ Jalape&amp;ntilde;o ใช้เวลาพัฒนาจากการออกแบบเริ่มต้นไปจนถึงขั้นส่งผลิต (Tape-out) เพียงเก้าเดือนเท่านั้น OpenAI เชื่อว่านี่คือรอบการพัฒนาชิปแบบ Application-Specific Integrated Circuit (ASIC) ที่เร็วที่สุดเท่าที่เคยมีมาในวงการเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงสมรรถนะสูง ขณะที่การผลิตจริงอยู่ในมือของ TSMC&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความเร็วระดับนี้ไม่ได้มาจากแค่การทำงานร่วมกันแบบแนบแน่นระหว่างทีมวิศวกรของ OpenAI กับความเชี่ยวชาญด้านการผลิตซิลิคอนของ Broadcom เท่านั้น แต่มาจากการที่ OpenAI เอาโมเดล AI ของตัวเองมาช่วยเร่งบางส่วนของกระบวนการออกแบบและปรับจูนชิปด้วย พูดอีกแบบคือโมเดลตัวเดียวกับที่ให้บริการผู้ใช้อยู่ทุกวัน กำลังถูกใช้ไปปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่จะรันโมเดลรุ่นถัดไป ซึ่งถ้า AI ช่วยให้วิศวกรออกแบบชิปได้ดีขึ้นและเร็วขึ้นจริง มันก็มีโอกาสกดต้นทุนคอมพิวต์ของทั้งอุตสาหกรรมให้ถูกลงตามไปด้วย&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ถูกลงครึ่งหนึ่ง? เป้าหมายที่เขย่าบัลลังก์ Nvidia&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;OpenAI บอกว่ายังวัดสมรรถนะตัวสุดท้ายไม่เสร็จ แต่ผลทดสอบช่วงแรกชี้ว่า Jalape&amp;ntilde;o จะให้ประสิทธิภาพต่อวัตต์ (Performance per Watt) ดีกว่าของที่ดีที่สุดในตลาดวันนี้อย่างมีนัยสำคัญ และบริษัทจะออกรายงานทางเทคนิคแบบละเอียดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตัวเลขที่ดุกว่านั้นมาจากฝั่ง Broadcom โดย Bloomberg รายงานว่าคุณ Hock Tan ระบุว่าจากการทดสอบช่วงแรก Jalape&amp;ntilde;o มีต้นทุน Inference ต่อโทเคนถูกลงราว 50% เมื่อเทียบกับ Graphics Processing Unit (GPU) รุ่นปัจจุบัน ซึ่งถ้าเป็นจริงจะมีความหมายมากต่อเส้นทางสู่การทำกำไรของ OpenAI ที่กำลังแบกต้นทุนการรันโมเดลมหาศาล&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ก็ต้องฟังหูไว้หู เพราะตัวเลขทั้งหมดนี้ยังเป็นการทดสอบที่ OpenAI และ Broadcom รายงานเอง บนชุดงานที่บริษัทเลือกเอง ยังไม่มีการเปิดเผยเกณฑ์เปรียบเทียบที่ชัดเจนหรือการตรวจสอบจากภายนอกที่เป็นกลาง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ถึงอย่างนั้น สัญญาณเชิงกลยุทธ์ก็ชัดเจน อย่างที่ TechCrunch และ CNBC ตั้งข้อสังเกตว่า Jalape&amp;ntilde;o คือก้าวที่ลดการพึ่งพา GPU ของ Nvidia ในงาน Inference ซึ่งเป็นส่วนที่โตเร็วที่สุดของตลาดคอมพิวต์ AI การที่ลูกค้ารายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งเริ่มสร้างทางเลือกของตัวเองขึ้นมา ย่อมเป็นแรงกดดันที่ Nvidia มองข้ามไม่ได้ แม้ในงานเทรนโมเดล OpenAI น่าจะยังใช้ฮาร์ดแวร์ของ Nvidia ต่อไปก็ตาม&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เกมระยะยาวที่ OpenAI ขอคุมทั้งกอง ตั้งแต่ชิปยันแอป&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;Greg Brockman ประธานและผู้ร่วมก่อตั้ง OpenAI อธิบายว่าโลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยพลังประมวลผล และ Jalape&amp;ntilde;o คือส่วนหนึ่งของกลยุทธ์โครงสร้างพื้นฐานแบบ Full-stack ระยะยาวที่จะทำให้คอมพิวต์มีมากขึ้น ส่งผลให้ AI เร็วขึ้น เชื่อถือได้มากขึ้น และราคาเข้าถึงได้มากขึ้นสำหรับทั้งคนทั่วไปและภาคธุรกิจ คุณ Greg ย้ำว่ายิ่งบริษัทออกแบบส่วนต่าง ๆ ของกองเทคโนโลยีเองได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งให้บริการความฉลาดได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นี่คือสิ่งที่ OpenAI เรียกว่าความได้เปรียบแบบ Full-stack เพราะบริษัทไม่ได้แค่พัฒนาโมเดลระดับแนวหน้าหรือสร้างผลิตภัณฑ์ทับลงไปบนโมเดลเท่านั้น แต่ลงไปออกแบบโครงสร้างพื้นฐานข้างใต้เองทั้งหมด ตั้งแต่สถาปัตยกรรมชิป Kernel ระบบหน่วยความจำ เครือข่าย การจัดคิวงาน ระบบการ Deploy ไปจนถึงประสบการณ์ของผลิตภัณฑ์ปลายทาง เมื่อคุมได้ทุกชั้น ทุกชั้นก็ถูกปรับจูนไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือทำให้โมเดลเร็วขึ้น เสถียรขึ้น และถูกลงสำหรับผู้ใช้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;OpenAI มองว่า Jalape&amp;ntilde;o จะยิ่งทำให้วงจรการเติบโตของบริษัทหมุนแรงขึ้น โครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้นทำให้ใช้คอมพิวต์ได้คุ้มขึ้น คอมพิวต์ที่คุ้มขึ้นทำให้เทรนและให้บริการโมเดลได้ดีขึ้น โมเดลที่ดีขึ้นกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้น ผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้นดึงผู้ใช้และรายได้เข้ามามากขึ้น แล้วบริษัทก็เอารายได้นั้นกลับไปลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานรุ่นถัดไป วนเป็นวงจรที่ค่อย ๆ ทำให้ความฉลาดถูกลงและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;พร้อมติดตั้งปลายปี 2026 ดันสู่ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับกิกะวัตต์&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;Jalape&amp;ntilde;o เป็นเพียงก้าวแรกของแพลตฟอร์มคอมพิวต์ที่จะพัฒนาต่อไปอีกหลายเจเนอเรชัน โดยมีกำหนดติดตั้งใช้งานครั้งแรกภายในสิ้นปี 2026 และจะขยายตัวต่อเนื่องในปีถัด ๆ ไป คุณ Hock Tan ระบุว่าความร่วมมือกับ OpenAI ครั้งนี้คือการลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพที่ AI จะต้องใช้ในทศวรรษหน้า และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของโรดแมปหลายเจเนอเรชัน ที่จะเปิดทางให้ติดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ระดับกิกะวัตต์ร่วมกับ Microsoft และพันธมิตรรายอื่นตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หัวใจของงานทั้งหมดนี้เรียบง่าย นั่นคือ Inference คือจุดที่ AI ไปถึงมือผู้คนจริง ๆ ทุกการพัฒนาด้านต้นทุน ความเร็ว และความน่าเชื่อถือ จะปรากฏออกมาเป็นคำตอบของ ChatGPT ที่เร็วขึ้น งานบน Codex ที่ทำได้หลายขั้นตอนขึ้นโดยรอน้อยลง ผลิตภัณฑ์ Application Programming Interface (API) ที่สร้างได้ถูกลง หรือการเข้าถึงที่เสถียรกว่าเดิมในวันที่คนแห่ใช้งานพร้อมกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา:&lt;/strong&gt; &lt;a href="https://openai.com/index/openai-broadcom-jalapeno-inference-chip/" target="_blank"&gt;OpenAI&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://techcrunch.com/2026/06/24/openai-unveils-its-first-custom-chip-built-by-broadcom/" target="_blank"&gt;TechCrunch&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.cnbc.com/2026/06/24/openai-and-broadcom-reveal-jalapeno-first-ai-chip-in-partnership.html" target="_blank"&gt;CNBC&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://venturebeat.com/infrastructure/openai-unveils-first-custom-ai-inference-chip-jalapeno-with-broadcom-and-its-development-was-sped-up-with-openais-own-models" target="_blank"&gt;VentureBeat&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://investors.broadcom.com/news-releases/news-release-details/openai-and-broadcom-unveil-llm-optimized-intelligence-processor" target="_blank"&gt;Broadcom&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/tech-and-biz/openai-broadcom-jalapeno-inference-chip"/>
    <summary type="html">OpenAI เปิดตัว Jalapeño ชิป AI ตัวแรกที่ออกแบบเองร่วมกับ Broadcom เน้นงาน Inference ของ LLM พัฒนาเสร็จใน 9 เดือนโดยใช้ AI ช่วยออกแบบ Broadcom ระบุต้นทุนต่อโทเคนถูกลงราว 50% เตรียมติดตั้งระดับกิกะวัตต์ปลายปี 2026 ท้าชน Nvidia</summary>
    <published>2026-06-24T22:37:05+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/healthtech/what-is-biomanufacturing-ai-trend</id>
    <title>สรุปเทรนด์ Biomanufacturing เศรษฐกิจยุคใหม่ที่จีนครองตลาดโลกกว่า 70%</title>
    <updated>2026-06-24T21:48:00+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;บนเวทีเสวนาหัวข้อ Why Biomanufacturing Is a Big Deal ในงาน Summer Davos ปี 2026 ผู้เชี่ยวชาญระดับโลก 3 ท่าน ได้แก่ Joy Y. Zhang นักสังคมวิทยาจาก University of Kent ในฐานะผู้ดำเนินรายการ พร้อมด้วย Janka Oertel นักวิเคราะห์นโยบายจาก European Council on Foreign Relations และ Massimo Portincaso ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Arsenale Bioyards ได้ร่วมกันชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของโลก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นั่นคือ Biomanufacturing ที่เป็นการปฏิวัติการผลิตครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบ ทั้งที่ความจริงแล้วสิ่งนี้กำลังจะเป็นตัวตัดสินว่าในอนาคต ประเทศใดจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำ และประเทศใดจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782366193_Biomanufacturing_1.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;จุดเปลี่ยนเมื่อวิทยาศาสตร์ผสานกับปัญญาประดิษฐ์&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;หากอธิบายให้เข้าใจง่าย Biomanufacturing หรือการผลิตทางชีวภาพ คือการนำสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กอย่างจุลินทรีย์ ยีสต์ หรือแบคทีเรีย มาทำหน้าที่เป็นโรงงานผลิตสิ่งของต่าง ๆ แทนการพึ่งพาสารเคมีจากปิโตรเลียมหรือเชื้อเพลิงฟอสซิลแบบดั้งเดิม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความน่าตื่นเต้นคือเมื่อเทคโนโลยีนี้ผนึกกำลังกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ มันสามารถเนรมิตสิ่งที่เคยฟังดูเป็นจินตนาการให้เกิดขึ้นจริงได้ เช่น การทำให้คอนกรีตสามารถเติบโตได้เอง การเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้กลายเป็นปุ๋ย หรือแม้แต่การผลิตอาหารโดยไม่ต้องง้อพื้นที่ฟาร์มขนาดใหญ่ ซึ่งทั้งหมดนี้คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะมาช่วยแก้วิกฤตห่วงโซ่อุปทานที่เปราะบางของโลกในปัจจุบัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หลายคนอาจสงสัยว่า ในเมื่อวิทยาศาสตร์แขนงนี้มีมานานกว่า 40 ปีแล้ว ทำไมเพิ่งจะมาได้รับความสนใจอย่างจริงจังในตอนนี้ คำตอบคือเรากำลังยืนอยู่บนจุดตัดสำคัญที่คลื่นยักษ์สองลูกมาบรรจบกัน นั่นคือการปฏิวัติ AI และการปฏิวัติพลังงาน ซึ่งเข้ามาช่วยปลดล็อกให้งานวิจัยราคาแพงที่เคยทำได้แค่ในห้องทดลอง สามารถขยายสเกลการผลิตในระดับอุตสาหกรรมด้วยต้นทุนที่แข่งขันได้จริงในตลาดโลกเป็นครั้งแรก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หัวใจสำคัญของการก้าวกระโดดครั้งนี้อยู่ที่เทคโนโลยี AI ทว่าการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในโลกของความเป็นจริงนั้น ไม่สามารถนำไปสวมทับกับระบบเดิมได้ทันที เพราะระบบเหล่านี้จำเป็นต้องใช้ข้อมูลมหาศาลในการเรียนรู้ แนวคิดนี้เรียกว่าการพัฒนาที่นำด้วยปัญญา (Intelligence-led development) ซึ่งหมายความว่างานที่ท้าทายที่สุดไม่ใช่แค่การคิดค้นสูตรทางชีวภาพใหม่ ๆ แต่คือการสร้างฮาร์ดแวร์และโครงสร้างพื้นฐานรูปแบบใหม่ที่สามารถผลิตข้อมูลออกมาป้อนให้กับระบบ AI ทางอุตสาหกรรมชีวภาพได้อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;สมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์ในเศรษฐกิจหลังยุคฟอสซิล&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เมื่อประเด็นนี้ก้าวข้ามขอบเขตของวิทยาศาสตร์ไปสู่มิติทางภูมิรัฐศาสตร์เต็มตัว การแข่งขันจึงไม่ใช่แค่เรื่องของเม็ดเงินทางธุรกิจ แต่คือการแย่งชิงตั๋วใบสำคัญสู่การเป็นผู้นำในเศรษฐกิจหลังยุคฟอสซิล ปัจจุบัน ประเทศจีน ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำอย่างเบ็ดเสร็จด้วยการครองกำลังการผลิตของโลกไปแล้วถึง 70% โดยรัฐบาลจีนได้วางยุทธศาสตร์ด้านนี้ควบคู่กับ AI ไว้ใจกลางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปีฉบับที่ 14 พร้อมทั้งประกาศรายชื่อผลิตภัณฑ์เรือธง 35 รายการ และคัดเลือกบริษัทหลายแห่งเข้ามาสร้างโรงงานนำร่องอย่างจริงจัง ข้อได้เปรียบที่สำคัญของจีนคือการที่รัฐเข้าใจถึงความจำเป็นของอุตสาหกรรมใหม่ และสามารถสร้างระบบขึ้นมาได้โดยไม่ต้องเป็นตัวประกันของกลุ่มทุนพลังงานดั้งเดิม ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศฝั่งตะวันตกเลียนแบบได้ยาก&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ในขณะเดียวกัน สหรัฐอเมริกา แม้จะยังมีบทบาทสำคัญ แต่กลับกำลังเผชิญปัญหาการขาดวิสัยทัศน์ในยุคหลังฟอสซิลและขาดทักษะการผลิตขั้นพื้นฐาน แม้แต่ความพยายามในการรื้อฟื้นอุตสาหกรรมดั้งเดิมก็ยังทำได้ล่าช้า&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ส่วนทางฝั่ง ยุโรป นั้นเรียกได้ว่าเป็นศูนย์รวมของนวัตกรรมและสตาร์ทอัพที่เก่งกาจ ทว่ามักจะตกม้าตายด้วยกรอบการทำงานของภาครัฐที่เชื่องช้าและไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับความเร่งด่วน&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่น่าจับตามองคือกลุ่มประเทศอย่าง บราซิลและอินเดีย ที่กำลังลงทุนอย่างหนักโดยอาศัยจุดแข็งด้านความอุดมสมบูรณ์ของวัตถุดิบทางการเกษตร พลังงานหมุนเวียน และรากฐานที่แข็งแกร่งในอุตสาหกรรมยา ซึ่งมีศักยภาพพอที่จะผงาดขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตแห่งใหม่ของโลก&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ระวังหลุมพรางสุสาน Biomanufacturing&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เมื่อพูดถึงการต่อยอดเชิงพาณิชย์ คำถามที่ทุกคนอยากรู้คือผลิตภัณฑ์กลุ่มไหนที่มีศักยภาพสูงสุด ทว่าในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ นี่คือคำถามที่อันตรายและอาจพานักลงทุนไปจบลงที่ &lt;strong&gt;&amp;quot;สุสาน Biomanufacturing&amp;quot;&lt;/strong&gt; ได้ง่าย ๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความผิดพลาดคลาสสิกของวงการนี้คือความพยายามที่จะเริ่มต้นด้วยการผลิตสินค้าปริมาณมหาศาลในราคาถูก อย่างเช่นกลุ่มสารตั้งต้นพลาสติก เพื่อไปแข่งขันกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่สั่งสมความได้เปรียบด้านการประหยัดต่อขนาดมานับร้อยปีจนสามารถกดราคาลงเหลือเพียงกิโลกรัมละ 1 ถึง 2 ยูโร ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่แทบจะเอาชนะไม่ได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กลยุทธ์ที่ถูกต้องจึงควรเปรียบเสมือนการเริ่มต้นของ Tesla ที่ไม่สามารถเปิดตัวด้วยรถยนต์รุ่นแมสอย่าง Model 3 ได้ตั้งแต่แรก แต่ต้องเริ่มต้นจากผลิตภัณฑ์พรีเมียมที่มีมูลค่าสูงก่อน ซึ่งจากการเสวนาได้คำตอบว่า กลุ่มที่มีศักยภาพทำกำไรได้จริงในระยะเริ่มต้นคือสารให้กลิ่นและรสชาติ (เทอร์พีน) เพปไทด์ และโปรตีนเฉพาะกลุ่ม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อกิจการมีความมั่นคงและขยายสเกลได้แล้ว จึงค่อยขยับไปสู่ตลาดแมส เพราะคอขวดที่แท้จริงของอุตสาหกรรมนี้จึงไม่ใช่เรื่องของวิทยาศาสตร์ แต่คือความท้าทายในการขยายสเกลการผลิตให้ทำซ้ำได้อย่างสม่ำเสมอและมีต้นทุนที่แข่งขันได้ หากปล่อยให้เรื่องนี้เป็นภาระของเอกชนเพียงฝ่ายเดียว เราก็จะได้แค่นวัตกรรมเครื่องสำอางหรือยาชั้นดี แต่ไม่อาจแก้ปัญหาใหญ่ระดับมนุษยชาติอย่างการขาดแคลนอาหารหรือการลดปริมาณคาร์บอนได้ เพราะเรื่องเหล่านี้ภาครัฐต้องยื่นมือเข้ามาช่วยสนับสนุนให้เกิดความคุ้มทุนในระยะยาว&lt;/p&gt;&lt;h3&gt;5 เสาหลักแห่งระบบนิเวศอุตสาหกรรมใหม่&lt;/h3&gt;&lt;p&gt;การจะยืนหยัดและประสบความสำเร็จในสมรภูมินี้ได้ องค์ประกอบสำคัญต้องมองให้เป็นภาพใหญ่ของระบบนิเวศที่ขับเคลื่อนไปพร้อมกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;เริ่มต้นจากการมี Patient capital เพราะการวิจัย เจาะตลาด และท้าทายเจ้าตลาดเดิมนั้นต้องใช้เวลายาวนาน&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;การเข้าถึงพลังงานราคาที่แข่งขันได้ เพื่อหล่อเลี้ยงโครงสร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;การหาแหล่งวัตถุดิบชีวภาพ ที่ต้องบริหารจัดการไม่ให้ไปแย่งชิงทรัพยากรกับภาคการผลิตอาหาร&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สร้างโครงสร้างอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ทั้งระบบ ที่เป็นการผนึกกำลังกันระหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม และการสนับสนุนจากภาครัฐในระดับภูมิภาค&lt;/li&gt;&lt;li&gt;เสาหลักต้นสุดท้ายที่ขาดไม่ได้คือ พลังการประมวลผลและ AI ในราคาที่เข้าถึงได้ เพื่อใช้ในการเรียนรู้ พัฒนากระบวนการผลิต และลดอัตราความล้มเหลว&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;p&gt;ข้อมูลจากการเสวนาครั้งนี้ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า Biomanufacturing ไม่ใช่พื้นที่ที่สงวนไว้สำหรับประเทศมหาอำนาจที่ร่ำรวยเท่านั้น แต่มันคือโอกาสครั้งสำคัญที่จะพลิกโฉมเส้นทางการพัฒนาของประเทศในกลุ่มกำลังพัฒนาให้สามารถสร้างฐานการผลิตของตนเองและยกระดับขึ้นไปสู่จุดที่สูงกว่าในห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือบราซิลและอินเดียที่กำลังใช้จุดแข็งด้านผลผลิตทางการเกษตรมาต่อยอด ซึ่งนี่คือโจทย์ข้อใหญ่สำหรับประเทศไทยในฐานะประเทศเกษตรกรรมที่มีของเหลือใช้ทางการเกษตรมหาศาล หากเราไม่สามารถก้าวเดินได้ด้วยตัวเองเพียงลำพัง ทางออกที่ดีที่สุดคือการสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดน เปรียบเสมือนการนำตัวต่อเลโก้ของแต่ละประเทศมาประกอบเข้าด้วยกัน เพื่อหาจุดเชื่อมโยงที่ลงตัวและสร้างระบบอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;บทความนี้เรียบเรียงจากเซสชัน Why Biomanufacturing Is a Big Deal ในงาน World Economic Forum (Summer Davos 2026) ณ เมืองต้าเหลียน&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/healthtech/what-is-biomanufacturing-ai-trend"/>
    <summary type="html">ทำความรู้จัก Biomanufacturing (การผลิตทางชีวภาพ) การปฏิวัติอุตสาหกรรมด้วยจุลินทรีย์และ AI ที่จะมาแทนที่ปิโตรเคมี เจาะลึกเมกะเทรนด์แห่งอนาคตที่ธุรกิจต้องรู้</summary>
    <published>2026-06-24T21:48:00+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/ai/wef-ai-playbook-financial-services-2026</id>
    <title>ภาคการเงินทั่วโลกเหลือเวลาทดลอง AI ไม่นานแล้ว รายงาน WEF ชี้คลื่นลูกใหม่ย้ายจาก Pilot สู่การใช้จริงทั้งองค์กร</title>
    <updated>2026-06-24T19:40:36+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782358471_wef-ai-playbook-finance.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;&lt;strong&gt;ตลาด AI ทั่วโลกกำลังจะมีมูลค่าเกิน 631,000 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2028 ตามการประเมินของ IDC&lt;/strong&gt; โดยกลุ่มซอฟต์แวร์ บริการสารสนเทศ ธนาคาร และค้าปลีกเป็นกลุ่มที่ลงทุนนำหน้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เม็ดเงินมหาศาลนี้สะท้อนจุดเปลี่ยนสำคัญของภาคการเงินทั้งโลก&lt;strong&gt;&amp;nbsp;คือการย้ายจากยุคของการทดลองใช้ AI ในมุมเล็ก ๆ ไปสู่การฝัง AI เข้าไปในการทำงานทั้งองค์กร&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;World Economic Forum (WEF)&lt;/strong&gt; ประมวลจุดเปลี่ยนนี้ออกมาเป็นรายงานชื่อ &lt;strong&gt;The AI Playbook for Financial Services&lt;/strong&gt; ที่จัดทำร่วมกับ Accenture รายงานกลั่นจากความเห็นของผู้นำองค์กรการเงินกว่า 150 คนทั่วโลก และเลือก Case Study มาเล่าทั้งหมด 8 ตัวอย่าง โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ภาคการเงินกำลังย้ายจากการ 'ทดลอง' ไปสู่การ 'ใช้จริงทั้งองค์กร'&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782358500_Screenshot_2569-06-25_at_10.56.19.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;รายงานนี้เป็นผลจาก Phase II ของโครงการ AI in Financial Services ที่ WEF ทำต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2024 กลั่นจากวงเสวนาผู้บริหารใน 4 เมืองหลักอย่างฮ่องกง นิวยอร์ก ลอนดอน และสิงคโปร์ บวกกับการสัมภาษณ์ผู้นำอาวุโสกว่า 150 คน จากองค์กรมากกว่า 100 แห่ง ตลอด 18 เดือน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ใจความหลักของรายงานนี้บอกว่า &lt;strong&gt;ภาคการเงินกำลังเดินผ่านจุดเปลี่ยนจากยุคของการทำ Pilot หรือโครงการนำร่องเล็ก ๆ ในมุมใดมุมหนึ่งขององค์กร ไปสู่การฝัง AI เข้าไปในการทำงานทั้งระบบ&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คำถามของผู้บริหารตอนนี้อาจไม่ใช่เรื่อง จะเริ่มลองใช้ AI ตรงไหนดีอีกต่อไปแล้ว แต่กลายเป็น &lt;em&gt;&lt;strong&gt;จะสเกลหรือขยายผลให้ทั่วทั้งองค์กรอย่างรวดเร็ว รับผิดชอบได้ และสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนได้อย่างไร ?&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;7 บทเรียนสำคัญสำหรับองค์กรที่อยากใช้ AI ให้ได้ผลจริง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;หัวใจของรายงานคือข้อค้นพบ 7 ข้อที่ประมวลจากองค์กรที่ทำ AI ได้ก่อนคนอื่น ทั้งหมดร้อยเรียงเป็นเส้นเรื่องเดียวกัน ว่าการทำ AI ให้ได้ผลจริงต้องคิดทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ซื้อเครื่องมือมาใช้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;1. AI ต้องเป็นวาระของผู้นำระดับสูง ไม่ใช่เรื่องที่ปล่อยให้ทีมไอทีจัดการกันเอง&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;u&gt;&amp;nbsp;&lt;/u&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เพราะโจทย์ได้เปลี่ยนจากการทำโครงการนำร่อง ไปเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ว่าจะฝัง AI ทั้งองค์กรอย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;2.ความได้เปรียบในการแข่งขันจะมาจากความสัมพันธ์กับลูกค้าที่ AI ช่วยขยาย&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อความสามารถด้าน AI กลายเป็นของที่หาได้ทั่วไป สิ่งที่ทำให้ต่างคือองค์กรที่ใช้ AI กระชับความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างที่ลูกค้ายัง 'ไว้ใจ' วิธีที่เอา AI มาใช้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;3.ประโยชน์สูงสุดจากการใช้ AI เกิดจากการออกแบบใหม่ทั้งระบบ&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ไม่ใช่การเอา AI ไปแปะทับโครงสร้างเก่าที่กระจัดกระจาย แต่ต้องคิดกระบวนการทำงาน การออกแบบองค์กร และสถาปัตยกรรมเทคโนโลยีไปพร้อมกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;4.องค์กรต้องมีแพลตฟอร์มที่ครบ&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แพลตฟอร์มที่ว่านี้ต้องประสานข้อมูล โมเดล การตัดสินใจ และระบบอัตโนมัติเข้าด้วยกันในที่เดียว พร้อมการจัดการข้อมูล การควบคุมตัวตนผู้ใช้ และการตรวจสอบย้อนหลังที่รัดกุม เพื่อให้ Scale ได้จริง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;5.คนต้องเป็นผู้นำ&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือ Hybrid Workforce หรือกำลังคนแบบผสมที่มนุษย์ทำงานร่วมกับ AI Agent โดยวิจารณญาณและความรับผิดชอบของมนุษย์ยังจำเป็นเสมอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;6.ต้องฝังการบริหารความเสี่ยงและหลักการ Responsible AI ไว้ในทุกชั้น&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โดย AI ที่ใช้ต้องอธิบายเหตุผลได้ ตรวจสอบย้อนได้ และควบคุมได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;7. องค์กรต้องเดินสองความเร็วพร้อมกัน&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คือใช้ AI สร้างผลตอบแทนระยะสั้นด้านประสิทธิภาพและประสบการณ์ลูกค้า ขณะที่ค่อย ๆ สร้างรากฐานสำหรับการเปลี่ยนแปลงระยะยาวไปด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782358734_Screenshot_2569-06-25_at_11.38.48.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จุดที่รายงานย้ำเป็นพิเศษคือเรื่องคน เพราะมีผู้บริหารเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น ที่บอกว่ากลยุทธ์ด้านคนขององค์กรสอดคล้องกับกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีและ AI อย่างเต็มที่ ช่องว่างตรงนี้เองที่กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของทั้งวงการ และเป็นจุดที่ทำให้ตัวอย่างจากไทยน่าสนใจ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ก่อนจะไปต่อ มีคำหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัด นั่นคือ Agentic AI หรือ AI Agent ซึ่งหมายถึง AI ที่วางแผนและลงมือทำงานหลายขั้นตอนได้เองตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยมีมนุษย์คอยกำกับ ต่างจาก Generative AI ทั่วไปที่รอรับคำสั่งแล้วสร้างคำตอบทีละครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Agentic AI คือก้าวต่อไปที่ทำให้เกิดคำถามใหม่เรื่องความรับผิดชอบและการกำกับดูแล ซึ่งเป็นแกนของบทที่รายงานยก &lt;strong&gt;KBTG&lt;/strong&gt; ขึ้นมาเป็นตัวอย่าง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;KBTG กับแนวทาง Human-First ที่ตอบโจทย์รายงานพอดี&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782358742_Screenshot_2569-06-25_at_10.57.31.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Case Study ของ KBTG ในรายงานใช้ชื่อว่า &lt;strong&gt;'การสร้างวัฒนธรรมการทำงานร่วมกับ AI ที่ให้คนมาก่อน พร้อมผลลัพธ์ที่จับต้องได้'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;และอยู่ในบทที่ว่าด้วย Agentic AI กับการทำงานร่วมกันระหว่างคนกับ AI&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แนวทางของ KBTG เริ่มจากการวางคนไว้ตรงกลาง ในปีแรกบริษัทเทรนพนักงานทั้งองค์กรให้รู้จักเครื่องมือ AI ที่ฝังอยู่ในงานประจำ ผู้นำเปิดให้ทุกคนเข้าถึง AI ได้อย่างทั่วถึง และสร้างสิ่งที่เรียกว่า AI Playground หรือพื้นที่ทดลองที่ปลอดภัย ให้พนักงานได้ลองสร้าง AI Agent ของตัวเองโดยไม่ต้องกลัวความผิดพลาด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เป้าหมายที่ KBTG ตั้งไว้คือ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;AI Literacy 100% ภายในปีแรก&lt;/strong&gt; คำว่า AI Literacy หมายถึงความรู้พื้นฐานที่ทำให้พนักงานใช้และทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมั่นใจ การตั้งเป้าให้พนักงานทุกคนมีพื้นฐานนี้ ครอบคลุมตั้งแต่ความเข้าใจ AI เบื้องต้น การใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพงาน ไปจนถึงการใช้อย่างรับผิดชอบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขณะเดียวกันบริษัทก็ตั้ง&lt;strong&gt;&amp;nbsp;Enterprise AI Council&lt;/strong&gt; ขึ้นเป็นองค์กรกำกับและวางกลยุทธ์ AI อย่างเป็นทางการ เน้นการใช้ AI อย่างรับผิดชอบและให้คนนำ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อพื้นฐานพร้อม สิ่งที่ตามมาคือนวัตกรรมที่งอกจากพนักงานเอง พนักงานที่เป็น&lt;strong&gt;&amp;nbsp;Early Adopter&lt;/strong&gt; เริ่มสร้าง AI Agent ส่วนตัว และทำโปรเจกต์แบบ MVP หรือ Minimum Viable Product ซึ่งคือผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ใช้งานได้จริงในระดับขั้นต่ำ เอาไว้ทดสอบไอเดียอย่างรวดเร็ว เพื่อแก้ปัญหาในงานของตัวเองและของทีม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;รายงานเปิดเผยว่า ด้วยแนวทางนี้ทำให้ KBTG เกิดไอเดียนวัตกรรมกว่า 200 ไอเดีย ถูกพัฒนาเป็น 60 MVP และคัดกรองจนเหลือ 8 Use Case ที่ให้ผลกระทบสูง ก่อนถูกยกระดับขึ้นเป็นแพลตฟอร์มระดับองค์กรจริง งานธุรการ งานเอกสาร และงานวิเคราะห์เบื้องต้น มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 20 ถึง 59%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และเมื่อนำต้นแบบ AI Agent เหล่านี้ขึ้นใช้งานจริงในระบบปฏิบัติการ บริษัทประหยัดเวลาทำงานได้ราว 30,000 วัน-คนทำงาน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ก้าวต่อไปของ KBTG คือการสร้างแพลตฟอร์ม AI กลางที่มี 'ความอิสระ ไม่ผูกติดกับเทคโนโลยีของเจ้าใดเจ้าหนึ่ง' หรือที่ในวงการเรียกว่า&lt;strong&gt;&amp;nbsp;Vendor-agnostic&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;เพื่อไม่ให้องค์กรถูกล็อกอยู่กับผู้ให้บริการรายเดียว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แพลตฟอร์มนี้จะเปิดให้คนกับ AI Agent ทำงานร่วมกันข้ามทุกกระบวนการทั่วทั้งองค์กร ซึ่งก็คือภาพ Hybrid Workforce ที่รายงานพูดถึงนั่นเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เสียงจากไทยในรายงานระดับโลก และทำไมเรื่องนี้ถึงเกี่ยวกับเรา&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;นอกจาก KBTG ที่ได้ Case Study เต็ม ยังมีตัวแทนจากฝั่งไทยร่วมให้มุมมองในรายงานฉบับนี้อีกหลายราย ทั้ง จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา (ท็อป) ผู้ก่อตั้งและ Group CEO ของ Bitkub, Ascend Group เครือธุรกิจดิจิทัลของไทย และ TDRI หรือสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง : &lt;a href="https://www.weforum.org/publications/the-ai-playbook-for-financial-services/" target="_blank"&gt;The AI Playbook for Financial Services&lt;br /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/ai/wef-ai-playbook-financial-services-2026"/>
    <summary type="html">ตลาด AI ทั่วโลกกำลังจะมีมูลค่าเกิน 631,000 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2028 เม็ดเงินมหาศาลนี้สะท้อนจุดเปลี่ยนสำคัญของภาคการเงินทั้งโลก คือการย้ายจากยุคของการทดลองใช้ AI ในมุมเล็ก ๆ ไปสู่การฝัง AI เข้าไปในการทำงานทั้งองค์กร</summary>
    <published>2026-06-24T19:40:36+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/news/anthropic-accuses-alibaba-claude-ai-distillation</id>
    <title>Anthropic เดือด แฉ Alibaba สร้างบัญชีผี 25,000 บัญชี ดูดข้อมูล Claude ไปเทรน AI ของตัวเอง</title>
    <updated>2026-06-24T18:38:26+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;Anthropic ออกมากล่าวหา Qwen ซึ่งเป็นแล็บวิจัย AI ของ Alibaba ว่ากำลังดำเนินปฏิบัติการ &amp;quot;Distillation&amp;quot; หรือการดูดข้อมูลเพื่อลอกเลียนแบบความสามารถของโมเดล AI สัญชาติอเมริกันครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยรายงานต่อวุฒิสมาชิกและเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวว่า Alibaba ใช้บัญชีปลอมเกือบ 25,000 บัญชี เพื่อสูบข้อมูลความสามารถของ Claude ในระดับอุตสาหกรรม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายน บัญชีปลอมเกือบ 25,000 บัญชีที่เชื่อมโยงกับ Alibaba ได้สร้างบทสนทนากับ Claude ถึง 29 ล้านครั้ง เพื่อเจาะจงลอกเลียนความสามารถด้านการเขียนโค้ด และการใช้เหตุผลขั้นสูง ซึ่งเป็นทักษะที่ทำเงินได้มากที่สุดของโมเดล&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782355003_Anthropic_%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94_1.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นี่เป็นครั้งแรกที่ Anthropic เอ่ยชื่อบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ของจีนชัดเจน ก่อนหน้านี้ในเดือนกุมภาพันธ์ เคยมีกรณีของสตาร์ทอัพจีนอย่าง DeepSeek, MiniMax และ Moonshot AI ที่รวมกันใช้บัญชีผี 24,000 บัญชี สร้างบทสนทนา 16 ล้านครั้ง ซึ่งแคมเปญของ Alibaba ลำพังเพียงเจ้าเดียวก็มีปริมาณแซงหน้าทั้งสามบริษัทรวมกันไปแล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หุ้น ADR ของ Alibaba ร่วงลงกว่า 3% ทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ทันทีหลังข่าวนี้ถูกเผยแพร่ออกไป&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;&amp;lsquo;Distillation&amp;rsquo; คืออะไร ทำไมวงการ AI ถึงหวาดกลัว?&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;Distillation คือเทคนิคการป้อนคำสั่ง ที่ถูกออกแบบมาอย่างแยบยลเข้าไปใน AI ระดับแนวหน้า เพื่อเก็บรวบรวมคำตอบที่ได้ จากนั้นนำข้อมูลเหล่านั้นไปเทรนให้กับระบบ AI คู่แข่งที่มีต้นทุนถูกกว่า เพื่อให้มีความสามารถใกล้เคียงกับต้นฉบับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทำเนียบขาวได้ประกาศเตือนตั้งแต่เดือนเมษายนว่าเทคนิคนี้ถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ โดยผู้อำนวยการ OSTP อย่าง Michael Kratsios ได้ออกบันทึกข้อตกลงเพื่อให้รัฐบาลแชร์ข้อมูลข่าวกรองเกี่ยวกับพฤติกรรมนี้กับแล็บ AI ในสหรัฐฯ ซึ่ง Anthropic ระบุว่า ปฏิบัติการของ Alibaba เกิดขึ้นหลังจากมีประกาศเตือนนี้เสียอีก ถือเป็นการท้าทายรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างชัดเจน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัจจุบัน Alibaba ยังคงปิดปากเงียบกับข้อกล่าวหานี้ ขณะที่โฆษกของ Anthropic ปฏิเสธที่จะลงรายละเอียดลึก ๆ แต่เน้นย้ำว่า รัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมต้องร่วมมือกันจัดการปัญหานี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สถานการณ์นี้ยิ่งซ้ำเติม Alibaba ในวอชิงตันให้หนักขึ้นไปอีก เพราะเมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา เพนตากอนเพิ่งขึ้นบัญชีดำ Alibaba ในฐานะ &amp;quot;บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการทหารของจีน&amp;quot; (ซึ่ง Alibaba เพิ่งยื่นฟ้องกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เพื่อขอถอดชื่อออกไปหมาด ๆ) ข้อกล่าวหาเรื่องการขโมยทรัพย์สินทางปัญญาด้าน AI ในครั้งนี้ จึงเหมือนเป็นการเปิดศึกหน้าที่สอง ที่ตอกย้ำภาพลักษณ์ว่า Alibaba ไม่ได้แค่มีเอี่ยวกับกองทัพ แต่ยังขโมยเทคโนโลยีอเมริกันอย่างเป็นระบบอีกด้วย&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ข้อเรียกร้องและกฎหมายที่กำลังตามมา&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ในจดหมายของ Anthropic มีการเตือนว่า การดูดข้อมูลแบบนี้ทำให้แล็บจีนสามารถโคลนนิ่ง AI ระดับท็อปได้ด้วยต้นทุนเพียงเศษเสี้ยว แถมโมเดลที่ได้ยังมักจะขาดระบบป้องกันความปลอดภัย (Safety Guardrails) อีกด้วย บริษัทจึงเรียกร้องให้รัฐบาลทรัมป์&lt;/p&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;ปรับปรุงกฎหมายต่อต้านการผูกขาด เพื่อให้บริษัท AI สหรัฐฯ แชร์ข้อมูลภัยคุกคามกันได้ง่ายขึ้น&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สนับสนุนการควบคุมการส่งออก ชิป AI ขั้นสูง&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ลงโทษ บริษัทที่ใช้เทคนิค Distillation&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;p&gt;ในขณะเดียวกัน ฝั่งสภาก็เริ่มขยับ วุฒิสมาชิก Bill Hagerty และ Andy Kim เตรียมเสนอแก้กฎหมายเพื่อคว่ำบาตรบริษัทจีนที่แอบเข้าถึงข้อมูล AI สหรัฐฯ อย่างไม่เหมาะสม โดยมีสภาผู้แทนราษฎรรับลูกเตรียมผลักดันร่างกฎหมายที่คล้ายคลึงกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จังหวะเวลานี้มีความอ่อนไหวต่อ Anthropic อย่างมาก เพราะบริษัทเพิ่งระดมทุน Series H จนมีมูลค่าพุ่งแตะ 9.65 แสนล้านดอลลาร์ และกำลังเตรียมตัวยื่น IPO เข้าตลาดหลักทรัพย์ในฤดูใบไม้ร่วงนี้ การที่คู่แข่งจากจีนขโมยเทคโนโลยีไปสร้างของถูกกว่าเพื่อแย่งลูกค้า ถือเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจระดับหมื่นล้านดอลลาร์ตามที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ประเมินไว้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม Anthropic เองก็กำลังมีประเด็นขัดแย้งกับรัฐบาลทรัมป์อยู่เช่นกัน หลังจากกระทรวงพาณิชย์สั่งบล็อกไม่ให้ชาวต่างชาติเข้าถึงโมเดล Fable 5 และ Mythos 5 ของบริษัทด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง ซึ่งทำให้ Anthropic ต้องจำใจปิดการให้บริการและยังเจรจาไม่เป็นผล&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Anthropic กำลังติดอยู่ตรงกลาง ระหว่างการร้องขอให้รัฐบาลจัดการกับจีนที่มาขโมยเทคโนโลยี แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องต่อสู้กับรัฐบาลเดียวกันที่พยายามจำกัดการขายโปรดักส์ของตนเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าวอชิงตันจะตัดสินใจอย่างไร เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของ Anthropic เท่านั้น แต่มันคือการกำหนดมาตรฐานใหม่ว่า สหรัฐฯ จะสร้างพรมแดนคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้กับ AI ได้อย่างไร ในยุคที่เทคโนโลยีระดับโลกสามารถถูกก๊อปปี้และขโมยได้ผ่านอินเทอร์เน็ต ด้วยการพิมพ์แค่ Prompt คำถามเท่านั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a href="https://thenextweb.com/news/anthropic-accuses-alibaba-distillation-claude-qwen?utm_source=flipboard&amp;amp;utm_content=topic/anthropic"&gt;thenextweb&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/news/anthropic-accuses-alibaba-claude-ai-distillation"/>
    <summary type="html">Anthropic แฉ Alibaba สร้างบัญชีผี 25,000 บัญชี ลอบดูดข้อมูล (Distillation) จาก Claude ไปเทรน AI ของตัวเอง ชี้เป็นแคมเปญขโมยข้อมูล AI ครั้งใหญ่สุดที่เคยมีมา</summary>
    <published>2026-06-24T18:38:26+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/sustainable-focus/china-energy-system-coal-renewable-trajectory</id>
    <title>พลังงานใหม่โตเร็วเกินไป  จนโครงข่ายไฟฟ้าตามไม่ทัน โจทย์ใหญ่ที่สุดของจีน และของทั้งโลกในเวลาเดียวกัน</title>
    <updated>2026-06-24T18:10:56+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;ถ่านหินยังป้อนไฟฟ้าให้จีนอยู่เกือบ 60% ขณะที่ประเทศเดียวกันนี้กุมห่วงโซ่การผลิตแผงโซลาร์ของทั้งโลกไว้ถึง 80% และยังวางแผนสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ใหม่อีกราว 150 เตาภายในปี 2035 ตัวเลขสามชุดที่ดูขัดกันเองนี้คือภาพรวมของประเทศที่เป็นทั้งผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รายใหญ่ที่สุดของโลก และผู้ติดตั้งพลังงานหมุนเวียนรายใหญ่ที่สุดในเวลาเดียวกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บนเวทีเสวนาหัวข้อ 'Inside China's Energy System' ในงาน Summer Davos 2026 กลุ่มผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ และผู้บริหารบริษัทพลังงานข้ามชาติ มานั่งถกกันว่าเส้นทางพลังงานของจีนกำลังมุ่งหน้าไปทางไหน โจทย์ที่ทุกคนเห็นตรงกันคือจีนต้องทำสามเรื่องพร้อมกันให้ได้ นั่นคือรักษาความมั่นคงทางพลังงาน ขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจคุณภาพสูง และเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782353228_%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9B__800_%286%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/h2&gt;&lt;h2&gt;โจทย์ใหญ่ที่สุด คือพลังงานใหม่โตเร็วจนโครงข่ายตามไม่ทัน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;คำถามเปิดวงที่ว่าอะไรคือความท้าทายหรือโอกาสที่สำคัญที่สุดของการเปลี่ยนผ่านพลังงานจีน ได้คำตอบที่สะท้อนความตึงเครียดในระบบได้ชัดเจน ที่ปรึกษานโยบายอาวุโสฝั่งจีนสรุปสั้น ๆ ว่าพลังงานใหม่เติบโตเร็วมากจนโครงข่ายไฟฟ้าและกลไกที่มีอยู่เดิมตามไม่ทัน ความขัดแย้งระหว่างของใหม่ที่โตพรวดกับของเก่าที่ขยับช้า คือต้นตอของปัญหาแทบทั้งหมด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;มุมของผู้ดูแลระบบส่งไฟฟ้าเสริมภาพให้คมขึ้นไปอีก เมื่อสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบสูงขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่ตามมาคือความเปราะบางและความซับซ้อนของโครงข่าย ตัวอย่างที่ยกขึ้นมาคือเหตุไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ในอเมริกาใต้ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งกระทบสังคมเป็นวงกว้างและเป็นสัญญาณเตือนว่าระบบที่มีพลังงานใหม่สัดส่วนสูงต้องแลกมากับความเสี่ยง โจทย์จึงเป็นการหาสมดุลระหว่างการรับรู้ว่าเทรนด์พลังงานหมุนเวียนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ กับการเตรียมทางออกรับมือความเปราะบางของโครงข่าย เพื่อรับประกันความปลอดภัยในการจ่ายไฟ พร้อมกับเดินหน้าพัฒนาพลังงานหมุนเวียนอย่างเป็นระบบไปด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ฝั่งนักวิชาการด้านนโยบายพลังงานและสภาพภูมิอากาศมองว่าหัวใจของทั้งความท้าทายและโอกาสอยู่ที่ความมั่นคงทางพลังงาน เพราะแรงกดดันด้านนี้ยังหนักหน่วง จึงทำให้จีนถอยห่างจากถ่านหินได้ยากกว่าที่ควร ทั้งที่ถ่านหินคือหัวใจของปัญหาสภาพภูมิอากาศ สองเรื่องนี้พันกันอยู่และกำลังบีบให้จีนต้องตัดสินใจในจังหวะที่ยากลำบาก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือมีเพียงเสียงเดียวบนเวทีที่มองต่างออกไปในเชิงบวก ผู้บริหารบริษัทพลังงานข้ามชาติชี้ว่าภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics) ที่หลายคนมองเป็นแรงกดดัน จริง ๆ แล้วคือโอกาสก้อนใหญ่ เพราะในโลกที่ทุกประเทศอยากพึ่งพาตัวเองด้านพลังงานให้ได้มากที่สุด การลงทุนในพลังงานหมุนเวียนยิ่งสมเหตุสมผล ส่วนความท้าทายที่แท้จริงคือ 'ความเร่งด่วน' เพราะหลังสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา แรงกดดันให้ต้องเร่งมือสูงขึ้นกว่าเดิมมาก และยังมีคำถามตัวโตว่าการเติบโตของ Artificial Intelligence (AI) กับศูนย์ข้อมูล (Data Center) จะดันความต้องการใช้พลังงานพุ่งไปอีกแค่ไหน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782353238_%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9B__800_%285%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เมื่อเศรษฐกิจสีเขียวกลายเป็นเครื่องยนต์ GDP ของจีน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;หลายคนกลัวว่าการทุ่มงบไปกับสิ่งแวดล้อมและพลังงานคาร์บอนต่ำจะฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ตัวเลขจากฝั่งจีนกำลังบอกตรงกันข้าม ที่ปรึกษานโยบายอาวุโสเล่าว่าหลังจากตั้งเป้าหมาย Dual Carbon การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในรอบสิบปีคือการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมสีเขียวคาร์บอนต่ำ ซึ่งมาจากการที่เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ คาร์บอนเป็นศูนย์ ไปจนถึงเทคโนโลยีดูดกลับคาร์บอน เข้ามาแทนที่เทคโนโลยีเก่าอย่างพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คำสำคัญคำที่สองคือการลงทุน โดยประเมินว่ามีเม็ดเงินอย่างน้อย 10 ล้านล้านหยวน (RMB) ไหลเข้าสู่ด้านนี้ และเงินก้อนนี้แปลงกลับมาเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจ สถิติจากห้องวิจัยด้านคาร์บอนต่ำระบุว่าในปี 2024 เศรษฐกิจสีเขียวคิดเป็นราว 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product หรือ GDP) แต่ถ้าดูเฉพาะส่วนที่เพิ่มขึ้นของ GDP เศรษฐกิจสีเขียวกินสัดส่วนถึง 20% และถ้าดูเฉพาะการลงทุนใหม่ที่เพิ่มเข้ามา เศรษฐกิจสีเขียวคิดเป็นครึ่งหนึ่งหรือ 50% เลยทีเดียว พูดง่าย ๆ คือเศรษฐกิจจีนกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยพลังงานสีเขียว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ประเด็นที่ตอกย้ำเรื่องนี้คือ AI ที่กินไฟมหาศาล ซึ่งกลับกลายเป็นข้อได้เปรียบของจีน เพราะจีนมีพลังงานสีเขียวรองรับความต้องการมหาศาลนี้ได้ การพัฒนาสีเขียวจึงไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเติบโต แต่กลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สุด และข้อสรุปบนเวทีก็ชัดเจนว่าจีนควรเดินหน้าให้เร็วเท่าเดิมหรือเร็วกว่าเดิม ไม่ใช่ชะลอลง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782353246_%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9B__800_%282%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/h2&gt;&lt;h2&gt;สี่เสาหลักที่ค้ำ 'ระบบไฟฟ้าใหม่' ของจีน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เมื่อพลังงานใหม่มีสเกลใหญ่ขึ้น คำถามคือจะทำอย่างไรให้ไฟเหล่านี้เชื่อมเข้าโครงข่ายและส่งถึงผู้ใช้ได้อย่างมั่นคง ผู้ดูแลระบบส่งไฟฟ้าให้ตัวเลขสองชุดเพื่อให้เห็นสเกลก่อน นั่นคือภายในสิ้นปี 2025 กำลังการผลิตติดตั้งของพลังงานใหม่ในจีนแตะระดับ 1.2 พันล้านกิโลวัตต์ และเฉพาะปี 2025 มีการติดตั้งเพิ่มราว 434 ล้านกิโลวัตต์ คิดเป็นราว 25% ของกำลังการผลิตพลังงานใหม่ทั้งโลก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วิธีรับมือถูกวางไว้เป็นสี่ด้าน ด้านแรกคือการวางรากฐานทางกายภาพให้แข็งแรง โดยลงทุนไปแล้ว 2.8 ล้านล้านหยวนในช่วงแผนพัฒนาห้าปีฉบับที่ 14 พร้อมสร้างระเบียงส่งไฟฟ้าจากตะวันตกไปตะวันออก ซึ่งเพิ่มความสามารถในการส่งไฟได้อีก 350 ล้านกิโลวัตต์ ทำให้ระบบรองรับการจ่ายไฟได้ถึงระดับ 500 ล้านกิโลวัตต์ทั่วประเทศ ด้านที่สองคือนวัตกรรมเทคโนโลยี ซึ่งยอมรับตรง ๆ ว่าเป็นการบุกเบิกดินแดนที่ยังไม่มีใครเคยไป ทั้งเทคโนโลยีการผลิตไฟแบบใหม่และระบบควบคุมโครงข่ายที่ต้องตรวจจับและสั่งการได้แม่นยำ จึงทุ่มงบราว 4 หมื่นล้านหยวนต่อปี รวมห้าปีเป็น 2 แสนล้านหยวน เพื่อทลายคอขวดทางเทคโนโลยีเหล่านี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ด้านที่สามคือการเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับสมดุลระบบ เพราะพลังงานใหม่มีลักษณะผลิตไม่ต่อเนื่องและผันผวน จึงต้องมีระบบบริหารการรับไฟที่ทรงพลัง ผลคือในรอบห้าปีที่ผ่านมา ความสามารถในการรองรับพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นถึงห้าเท่า โดยมีกำลังราว 120 ล้านกิโลวัตต์ที่สร้างขึ้นในช่วงแผนห้าปีฉบับที่ 14 ส่วนด้านที่สี่คือการดึงกลไกตลาดมาใช้เต็มที่ ด้วยการตั้งตลาดซื้อขายไฟฟ้าระดับประเทศที่ครอบคลุมทั้งตลาดทันที (Spot) และตลาดระยะกลางถึงยาว เพื่อกระจายไฟจากตะวันตกไปตะวันออก และทำให้พลังงานสะอาดเข้าสู่กลไกการซื้อขายที่สะท้อนมูลค่าความเป็นพลังงานสีเขียวได้จริง ทั้งสี่ด้านนี้คือเครื่องมือที่ทำให้จีนรักษาทั้งความมั่นคงและความสามารถในการรองรับพลังงานหมุนเวียนไปพร้อมกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782353256_%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9B__800_%284%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ความมั่นคงพลังงานคือหัวใจ และเหตุผลที่หลายประเทศเริ่มเดินตามจีน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;จากมุมของคนที่ดูแลกิจการพลังงานในหลายภูมิภาคทั่วโลก ปัญหาที่จีนเจอแทบไม่ต่างจากที่อื่นเลย ผู้บริหารบริษัทพลังงานข้ามชาติชี้ว่าพลังงานหมุนเวียนมาพร้อมโจทย์เรื่องความยืดหยุ่นและการบริหารโครงข่ายเสมอ เพราะช่วงที่แดดแรงหรือลมดีที่สุดมักไม่ตรงกับช่วงที่คนใช้ไฟมากที่สุด ทางออกที่หลายประเทศกำลังพัฒนาจึงไม่ได้มีแค่เรื่องโครงข่ายที่จีนนำหน้าไปไกล แต่ยังรวมถึงการใช้แบตเตอรี่กักเก็บไฟส่วนเกินที่ผลิตได้แต่ยังป้อนเข้าโครงข่ายไม่ได้ การวางเครื่องแยกน้ำด้วยไฟฟ้า (Electrolyzer) ไว้ข้างแบตเตอรี่เพื่อเปลี่ยนไฟส่วนเกินเป็นไฮโดรเจน ไปจนถึงการรักษากำลังผลิตพื้นฐาน (Baseload) ที่เดิมเคยพึ่งโรงไฟฟ้าก๊าซเพราะเร่งและลดกำลังได้เร็ว แต่วันนี้จีนกำลังคิดว่าจะทำให้โรงไฟฟ้าถ่านหินมีประสิทธิภาพและยืดหยุ่นพอจะทำหน้าที่นี้ได้ดีขึ้นอย่างไร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จุดที่ถูกย้ำคือจีนมาถูกทางตรงที่ลงทุนหนักและจัดระเบียบการขับเคลื่อนนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาแผงโซลาร์ แบตเตอรี่ การลงทุนในโครงข่าย หรือการคิดต่อว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินรุ่นต่อไปควรหน้าตาเป็นอย่างไร ขณะที่หลายประเทศยังไม่ได้จัดระเบียบเรื่องนี้อย่างจริงจัง บ้างก็ไม่ได้ทุ่มงบกับนวัตกรรม บ้างก็ไม่ได้ให้พลังงานเป็นวาระสำคัญ และนี่คือเหตุผลที่ภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นโอกาส เพราะประเทศที่ไม่เคยคิดแบบจีนกำลังจะถูกบีบให้ต้องคิดแบบนั้น หากอยากมีความมั่นคงด้านพลังงาน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;มองย้อนกลับไปทั้งเส้นทาง นักวิชาการด้านนโยบายพลังงานเล่าว่าจุดเริ่มต้นของจีนเริ่มจากความมั่นคงทางพลังงานล้วน ๆ เพราะจีนรู้ดีว่าตัวเองมีน้ำมันและก๊าซในเชิงพาณิชย์จำกัด และไม่อยากพึ่งพาการนำเข้ามากเกินไป จากนั้นจีนคือประเทศแรก ๆ ที่มองเห็นว่าพลังงานสะอาดคือโอกาสทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ภาระที่มาแย่งพื้นที่เศรษฐกิจฟอสซิลแบบเดิม ถึงขั้นประกาศให้พลังงานสะอาดเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์เกิดใหม่ตั้งแต่ปี 2010 ลำดับถัดมาจึงเป็นแรงผลักด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหามลพิษทางอากาศในเมืองที่รุนแรงในช่วงเวลาเดียวกัน ก่อนจะตามมาด้วยความรับผิดชอบต่อปัญหาสภาพภูมิอากาศที่ไม่เคยถูกตั้งคำถามในบริบทจีน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผลของยุทธศาสตร์แบบบูรณาการนี้คือวันนี้จีนมีความมั่นคงด้านพลังงานมากกว่าที่ควรจะเป็นถ้าไม่ได้ลงมือทำทั้งหมดนั้น และหลายประเทศก็เริ่มมองว่าสูตรพลังงานหมุนเวียนบวกระบบกักเก็บบวกโครงข่ายที่แข็งแรง สร้างทั้งความยืดหยุ่นให้เศรษฐกิจและโอกาสทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ได้จริง แต่โจทย์ที่ยากของประเทศอื่นคือจะรับมือกับจีนที่ครองตลาดเบ็ดเสร็จขนาดนี้อย่างไร และคำถามที่ค้างคาคือยังมีที่ว่างให้บราซิล อินโดนีเซีย หรือแม้แต่สหรัฐฯ ก้าวขึ้นมาเป็น 'ผู้ผลิต' ไม่ใช่แค่ผู้บริโภคเทคโนโลยีจีน หรือไม่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782353267_%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9B__800_%283%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ร่วมมือหรือแข่งขัน: โจทย์ที่ยังไม่มีคำตอบ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;คำว่าความร่วมมืออาจถูกพูดถึงจนเฝือ แต่ผู้บริหารบริษัทพลังงานข้ามชาติยอมรับว่ามันสมเหตุสมผลจริงในโลกที่เชื่อมโยงกัน เพราะความมั่นคงด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือปัญหาร่วมที่ต้องช่วยกันแก้ ประเด็นคือหลายประเทศที่ไม่ได้ลงแรงแบบจีน ต่อให้อยากลงทุนก็คงไม่มานั่งคิดค้นวิธีผลิตแผงโซลาร์ใหม่ตั้งแต่ต้น เพราะทุกคนรู้ว่าจีนทำได้ดีที่สุดแล้ว โจทย์ที่แท้จริงจึงเป็นการหาทางร่วมมือเพื่อผลักดันความเป็นอิสระด้านพลังงานของตัวเอง โดยไม่กลายเป็นว่าเปลี่ยนจากการพึ่งพาผู้ค้าน้ำมัน ไปพึ่งพาผู้ผลิตเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนแทน และต้องสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ประเทศตัวเองไปด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ภาพที่ถูกหยิบมาเทียบคือการลงทุนของชาติตะวันตกในจีนช่วงยุค 80 ที่บริษัทอย่าง Apple เข้ามาพร้อมการถ่ายทอดเทคโนโลยี และบริษัทจีนก็เรียนรู้ ต่อยอด จนแข็งแกร่งขึ้นมา โมเดลแบบนี้ในทิศทางกลับกันอาจเป็นไปได้ เพราะดีมานด์ใหญ่มากจนแม้จะแบ่งสัดส่วนเล็ก ๆ ไปตั้งฐานผลิตร่วมกับบริษัทท้องถิ่นในประเทศอื่น ส่วนที่เหลือก็ยังรองรับด้วยการส่งออกจากจีนได้สบาย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ฝั่งที่ปรึกษานโยบายอาวุโสตอบรับว่าหลายประเทศต้องการร่วมมือกับจีนอย่างเร่งด่วน และเส้นทางของจีนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นั่นคือเน้นนวัตกรรม การลงทุน และการเปลี่ยนผ่าน แต่ย้ำว่าพลังงานหมุนเวียนยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นมาก ๆ อนาคตจึงเปิดกว้างสำหรับทุกประเทศ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ 'ต้องมีกรอบความคิดแบบร่วมมือกัน ไม่ใช่กีดกันทางการค้า' พร้อมอธิบายว่าพลังงานลมและแสงอาทิตย์มีจุดเด่นห้าข้อ คือมีอย่างเหลือเฟือ มีเสถียรภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สะดวก และคุ้มค่า ต้นทุนที่เคยสูงลดลงอย่างรวดเร็วจากนวัตกรรม ถึงขั้นที่บริษัทจีนรายหนึ่งผลิตไฟในซาอุดีอาระเบียได้ในต้นทุนเพียง 1 เซนต์สหรัฐต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ส่วนปัญหาเสถียรภาพที่มักถูกยกมาว่าพลังงานหมุนเวียนไม่มั่นคงนั้น ถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงเล็กน้อยที่จัดการได้ ด้วยการประสานรากฐานทางกายภาพเข้ากับกลไกตลาด ทั้งระบบกักเก็บพลังงานแบบเคมีที่ต้นทุนกำลังร่วงเร็ว และศักยภาพฝั่งผู้ใช้ไฟ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่าถ้าจัดประชุมตอนหนึ่งทุ่มแล้วค่าไฟถูกกว่า ก็ย่อมคุ้มกว่าการเริ่มตอนห้าโมงครึ่ง การเลื่อนช่วงเวลาใช้ไฟจึงเป็นอีกทางออก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่คือการผลิตไฟแบบกระจายศูนย์ (Distributed Generation) จากเดิมที่มีโรงไฟฟ้าใหญ่แห่งเดียว วันนี้หลังคาบ้านแต่ละหลังกลายเป็นทั้งผู้ใช้และผู้ผลิตไฟ มีรถยนต์ไฟฟ้าเป็นแหล่งกักเก็บ เมื่อในเมืองเล็กหรือหมู่บ้านหนึ่งมีผู้ผลิตไฟหลักร้อยหลักพันราย คำถามคือจะบริหารสมดุลอุปสงค์อุปทานในสภาพที่ซับซ้อนแบบนี้อย่างไร คำตอบคือต้องออกแบบโครงข่ายใหม่ให้เป็นแบบล่างขึ้นบน (Bottom-up) แทนระบบบนลงล่าง (Top-down) แบบเดิม และนวัตกรรมที่สำคัญไม่แพ้เทคโนโลยีคือนวัตกรรมเชิงโมเดลธุรกิจ อย่างการเปิดตลาดซื้อขายคุณค่าความเป็นพลังงานสีเขียว (Green Attribute) ที่ทำให้ไฟสีเขียวมีมูลค่าต่างจากไฟจากเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างชัดเจน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผู้ดูแลระบบส่งไฟฟ้าเห็นพ้องว่าพลังงานใหม่ยังอยู่ช่วงเริ่มต้น มีปัญหาให้แก้อีกมาก จึงเปิดกว้างต่อความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อทำให้ก้อนเค้กใหญ่ขึ้น ทั้งพื้นที่การพัฒนาที่ยังเหลือเยอะ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีตั้งแต่เซลล์แสงอาทิตย์แบบ Photovoltaic (PV) ทั้งซิลิคอนเดี่ยวและหลายชั้น ไปจนถึงกังหันลมนอกชายฝั่งขนาด 50 เมกะวัตต์ที่พัฒนากันเร็วมาก เมื่อร่วมมือกันบนเทคโนโลยี ก็จะเกิดการพัฒนาร่วมและสร้างอุตสาหกรรมพลังงานใหม่ที่ใหญ่ขึ้นสำหรับทุกประเทศ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ฝั่งนักวิชาการมองต่างในรายละเอียด โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีในระดับรัฐต่อรัฐน่าจะมีจำกัด เพราะยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว สิ่งที่พอจะเกิดขึ้นได้คือการแข่งขันที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และทำให้โลกได้เห็นการสาธิตการผสมผสานเทคโนโลยีหลากหลายรูปแบบ จนเรียนรู้ร่วมกันได้ในระดับโลก แต่ความเสี่ยงคือวันนี้จีนเกือบจะผูกขาดเทคโนโลยีพลังงานสะอาดหลายชนิด และหลายประเทศคงไม่ยอมให้สถานะแบบนั้นคงอยู่ จึงอาจเข้าสู่ยุคของการตั้งกำแพงภาษี การกีดกันการค้า และการบังคับใช้วัตถุดิบในประเทศมากขึ้น ขณะเดียวกันความร่วมมือก็ยังเป็นไปได้ในหลายเรื่อง ทั้งประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) การช่วยพัฒนาระบบพลังงานในประเทศกำลังพัฒนา และการทำงานผ่านองค์กรอย่างทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency หรือ IEA) ไปจนถึงการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในระดับปฏิบัติของภาคบริษัท ผู้บริหารบริษัทพลังงานข้ามชาติบอกว่ามีพื้นที่ให้พัฒนาและร่วมลงทุนเยอะ แต่ทุกอย่างขึ้นกับว่าบริษัทตั้งอยู่ที่ไหน เพราะประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ลงมาถึงตัวบริษัทเต็ม ๆ ต่อให้คุ้มค่าทั้งเชิงเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ บริษัทก็ยังต้องดูข้อจำกัดที่รัฐบาลแต่ละประเทศตั้งไว้ ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือเมื่อสร้างโรงไฟฟ้าในสหรัฐฯ จะนำเข้าแผงโซลาร์จากจีนไม่ได้ แต่บางประเทศกลับทำได้ การลงทุนให้ครอบคลุมพอจะได้ประโยชน์จากนวัตกรรม ภายใต้กติกาการเมืองที่ต่างกันในแต่ละพื้นที่ จึงเป็นโจทย์ที่ต้องบริหารตลอดเวลา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ภาพอนาคตที่เริ่มมีคนลงมือทำคือการเชื่อมโยงประเทศต่าง ๆ ด้วยสายเคเบิลไฟฟ้า เพื่อผลิตพลังงานหมุนเวียนในประเทศหนึ่งแล้วส่งไปอีกประเทศ ประเทศที่แดดยังแรงในช่วงที่อีกโซนเวลาหนึ่งใช้ไฟพีค ก็ส่งไฟส่วนเกินออกไปได้ และเก็บไฟไว้ใช้เองเมื่อความต้องการในประเทศสูงขึ้น แม้วันนี้จะฟังดูไกลตัว แต่ก็มีโครงการที่เริ่มคิดกันแล้วทั้งในเอเชียและระหว่างยุโรปกับเมดิเตอร์เรเนียน สอดคล้องกับมุมของผู้ดูแลระบบส่งไฟฟ้าที่ชี้ว่าทรัพยากรพลังงานใหม่กระจายตัวไม่เท่ากัน อย่างในจีนแหล่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ แต่ผู้ใช้อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ จึงต้องใช้ระบบส่งไฟแรงดันสูงพิเศษ (Ultra-High Voltage หรือ UHV) ลากไฟข้ามระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตร และวิธีเดียวกันนี้ก็นำไปใช้เชื่อมโครงข่ายระหว่างประเทศ เพื่อแบ่งปันพลังงานใหม่ในวงที่กว้างขึ้นได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782353280_%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9B__800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;สงครามราคาในจีน และเสียงสะท้อนจากภาครัฐ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เสียงจากผู้แทนภาครัฐด้านพลังงานของจีนช่วยเติมภาพความสำเร็จให้ครบ ทั้งระดับการพึ่งพาตัวเองด้านพลังงานที่ราว 80% การมีระบบพลังงานหมุนเวียนใหญ่ที่สุดในโลก โดยปี 2025 มีกำลังการผลิตลมบวกแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นราว 430 ล้านกิโลวัตต์ คิดเป็นสัดส่วนใหญ่ของกำลังการผลิตใหม่ทั้งโลก จนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ไฟจากพลังงานหมุนเวียนแซงหน้าโรงไฟฟ้าพลังความร้อน สัดส่วนการบริโภคพลังงานหมุนเวียนทะลุ 40% และจีนยังเป็นอันดับหนึ่งด้านระบบกักเก็บพลังงาน พร้อมส่งออกอุปกรณ์โซลาร์ราว 80% และอุปกรณ์พลังงานลมราว 70% ให้กว่า 100 ประเทศ โดยมีแนวทางความมั่นคงสี่ด้าน ตั้งแต่การค้ำฝั่งอุปทานและลดสัดส่วนโรงไฟฟ้าพลังความร้อน การเปลี่ยนผ่านสีเขียวที่ประสานนิวเคลียร์ ลม แสงอาทิตย์ และพลังน้ำเข้าด้วยกัน การส่งเสริมการบริโภคพลังงานสะอาดผ่านอาคาร การขนส่ง และโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว ไปจนถึงความร่วมมือระหว่างประเทศผ่านโครงการ Belt and Road Initiative (BRI)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่คำถามที่แหลมที่สุดมาจากผู้ร่วมงานรายหนึ่ง ที่ถามว่าในเมื่อจีนมีนวัตกรรม มีการลงทุน และมีดีมานด์มหาศาลจาก AI แล้วทำไมการแข่งขันด้านราคาในตลาดแบตเตอรี่ยังดุเดือดถึงขั้นเป็นสงครามราคาที่เลือดสาด และจะหลุดออกจากวงจรนี้ได้อย่างไร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่ปรึกษานโยบายอาวุโสยอมรับว่านี่คือคำถามที่ถามตัวเองมานับครั้งไม่ถ้วน และมองว่าจริง ๆ แล้วไม่ใช่ปัญหาอุปทานล้นตลาด เพราะวันนี้ลมและแสงอาทิตย์เพิ่งคิดเป็นราว 20% ของภาคการผลิตไฟฟ้า อนาคตน่าจะไปถึง 60% หรือมากกว่านั้น และถ้าดูในระดับพลังงานปฐมภูมิยังอยู่แค่ 6 ถึง 7% เท่านั้น ศักยภาพจึงมหาศาล ปัญหาที่แท้จริงคือดีมานด์จำนวนมากยังไม่ถูกปลดล็อก การชวนให้คนหันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้นต่างหากที่เป็นโจทย์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกประเด็นคืออุตสาหกรรมนี้ไม่ได้ผูกขาด ไม่อย่างนั้นคงไม่เกิดสงครามราคาที่ทุกคนกดราคาแข่งกันจนทำกำไรยาก ที่น่าสนใจกว่านั้นคือการชี้ว่าการพัฒนาเทคโนโลยี 'เร็วเกินไป' จนบางบริษัทไม่กล้าลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ เพราะรู้ว่าปีหน้าจะมีรุ่นถัดไปออกมาอีก เมื่อบวกกับการกีดกันในระดับท้องถิ่นและบริษัทซอมบี้ที่ยังลอยตัวอยู่ในตลาด ภาพรวมจึงค่อนข้างวุ่นวาย และเมื่อบริษัทจีนจำนวนมากแห่ออกไปขยายตลาดต่างประเทศ ก็ตามมาด้วยเสียงบ่นจากประชาคมโลก ข้อเสนอที่ทิ้งท้ายไว้อย่างตรงไปตรงมาคือสักวันอยากเห็นการจัดระเบียบตลาดให้มีความเป็นระบบมากขึ้น แต่ต้องไม่ใช่การผูกขาดที่ปิดกั้นการแข่งขันจริง ๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บทสรุปของวงเสวนาตรงกันว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่เส้นทางที่ง่าย และการที่จีนจะไปถึงเป้าหมายได้ต้องอาศัยความก้าวหน้าและนวัตกรรมที่ไม่หยุดนิ่งทั้งในเชิงนโยบาย เทคโนโลยี และตลาด แต่สิ่งสำคัญที่สุดยังคงเป็นความร่วมมือจากทั่วโลก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา:&lt;/strong&gt; การเสวนาหัวข้อ &lt;strong&gt;'Inside China's Energy System'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ในงาน Summer Davos 2026&amp;nbsp;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/sustainable-focus/china-energy-system-coal-renewable-trajectory"/>
    <summary type="html">ถอดระบบพลังงานจีนจากวงเสวนา Summer Davos 2026 ทั้งเศรษฐกิจสีเขียวที่เป็น 10% ของ GDP สี่เสาหลักของระบบไฟฟ้าใหม่ เหตุผลที่ภูมิรัฐศาสตร์เป็นโอกาส และสงครามราคาแบตเตอรี่ที่ยังดุเดือด เมื่อถ่านหินยังป้อนไฟ 60% แต่จีนคุมแผงโซลาร์โลก 80%</summary>
    <published>2026-06-24T18:10:56+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/tech-and-biz/china-innovation-global-rise</id>
    <title>ประเทศจีนจะไปไกลแค่ไหนในโลกของนวัตกรรม? ถอดบทเรียนความสำเร็จ เมื่อจีนไม่ได้เป็นแค่ผู้ตามอีกต่อไป</title>
    <updated>2026-06-24T03:12:37+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782299382_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%99_%2832%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาโลกมักมองจีนในฐานะ &amp;lsquo;โรงงานการผลิตของโลก&amp;rsquo; ประเทศที่มีแรงงานมหาศาล ต้นทุนการผลิตที่ต่ำ และการเป็นเพียงฐานการผลิตสำคัญโลก แต่ภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไป หากย้อนกลับไปเมื่อกว่า 30 ปีก่อนการใช้เทคโนโลยีอย่างบาร์โค้ดยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนจีนจำนวนมาก แต่ปัจจุบันจีนกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางนวัตกรรมที่สำคัญที่สุดของโลก ตั้งแต่ AI รถยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด ระบบชำระเงินดิจิทัลไปจนถึงการพัฒนายาและเทคโนโลยีชีวภาพ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ประเทศจีนจากผู้ตามสู่การเป็นผู้นำ&amp;nbsp;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;หนึ่งในอุตสาหกรรมที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ชัดที่สุดคือรถยนต์พลังงานใหม่หรือ NEV&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Feng Xingya ประธานบริษัท GAC Group อธิบายว่าจีนใช้เวลากว่า 20 ปีในการวางรากฐานอุตสาหกรรมนี้ตั้งแต่การนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองและก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโลกในปัจจุบัน ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เกิดจากการทำงานร่วมกันของทั้งระบบ ตั้งแต่ผู้ผลิตแบตเตอรี่อย่าง CATL ผู้ผลิตมอเตอร์ไฟฟ้า ซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนไปจนถึงเครือข่ายการผลิตขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกันทั้งประเทศ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในอดีตชิ้นส่วนจำนวนมากยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ แต่ปัจจุบันส่วนประกอบสำคัญของแบตเตอรี่กว่า 90% สามารถผลิตได้ภายในประเทศแล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือจีนไม่ได้มองการแข่งขันเป็นแค่เรื่องต้นทุนอีกต่อไปแล้ว แต่กำลังเปลี่ยนรถยนต์ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มเทคโนโลยีในรูปแบบใหม่ที่รถยนต์อัจฉริยะหนึ่งคันอาจมีชิปมากกว่า 1,000 ตัว และมีพลังประมวลผลใกล้เคียงกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งความสามารถในการรวมเทคโนโลยีจากหลายอุตสาหกรรมเข้าด้วยกันจึงกลายเป็นจุดแข็งสำคัญของโมเดลนวัตกรรมจีน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;AI กำลังเร่งทุกอย่างให้เร็ว ตั้งแต่การวิจัยยาไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานประเทศ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากคือ AI ซึ่งกำลังกลายเป็นตัวเร่งสำคัญของนวัตกรรมในแทบทุกอุตสาหกรรม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Ya-Qin Zhang คณบดีสถาบันวิจัย AI แห่งมหาวิทยาลัยชิงหวา มองว่าความแข็งแกร่งของจีนไม่ได้อยู่ที่ AI เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การบูรณาการเทคโนโลยีหลายด้านเข้าด้วยกันทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ โครงสร้างพื้นฐานและนโยบายจากภาครัฐ เขาชี้ว่าความสำเร็จของ AI ในจีนไม่ได้เกิดขึ้นในไม่กี่ปี แต่เป็นผลมาจากการวางแผนระยะยาวของรัฐบาลที่มองไกล 5 ปี 10 ปี หรือแม้แต่ 15 ปีล่วงหน้า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตัวอย่างหนึ่งคือการลงทุนในระบบ Smart Grid ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนา AI เพราะการประมวลผล AI ต้องใช้พลังงานมหาศาล แต่ในขณะเดียวกัน AI ก็ได้เริ่มเปลี่ยนแปลงกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตยาและเวชภัณฑ์เช่นกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Eric Tse S Y ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ SBP World อธิบายว่าการพัฒนายาตัวใหม่หนึ่งชนิดในอดีตต้องใช้เวลามากกว่า 10 ปี และต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 2,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ในช่วงหลังมานี้ AI เริ่มเข้ามาช่วยลดระยะเวลาในการค้นหาสารตั้งต้นและคัดเลือกโมเลกุลได้อย่างมาก ทำให้กระบวนการบางส่วนที่เคยกินเวลาหลายปีอาจถูกย่นเหลือเพียงไม่กี่เดือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;นวัตกรรมจีนต้องปะทะกำแพงการค้า &lt;/h2&gt;&lt;p&gt;แม้ภาพรวมจะดูดี แต่ผู้ร่วมเสวนายอมรับว่าการเติบโตของนวัตกรรมจีนยังเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Carlson Tong ประธานตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ระบุว่า นวัตกรรมจะสร้างผลกระทบได้จริงก็ต่อเมื่อสามารถขยายจากไอเดียไปสู่ธุรกิจขนาดใหญ่ได้ ซึ่งต้องอาศัยเงินทุนจำนวนมหาศาล ในมุมนี้ ฮ่องกงจึงทำหน้าที่เป็นประตูเชื่อมระหว่างจีนกับตลาดทุนโลก ช่วยให้บริษัทจีนเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติ ขณะเดียวกันก็เปิดช่องทางให้นักลงทุนทั่วโลกเข้ามามีส่วนร่วมกับการเติบโตของธุรกิจจีน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่อย่างไรก็ตามความท้าทายไม่ได้มีแค่เรื่องเงินทุน สำหรับผู้ผลิตรถยนต์จีนการจะขยายไปต่างประเทศก็กำลังเจอปํยหาใหม่ ทั้งภาษีนำเข้า กฎระเบียบและข้อกำหนดด้านเทคโนโลยีที่เข้มงวดขึ้นในหลายประเทศ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Feng Xingya องการเติบโตในตลาดโลก บริษัทจีนจำเป็นต้องได้รับความไว้วางใจจากทั้งผู้บริโภคและภาครัฐในแต่ละประเทศ ไม่ใช่แค่ส่งสินค้าเข้าไปขายเท่านั้น แต่ต้องเข้าไปสร้างการลงทุน การจ้างงาน และบริการที่ตอบโจทย์ตลาดท้องถิ่น เพื่อให้ได้รับการยอมรับในระยะยาว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกหนึ่งความท้าทายที่ Eric Tse S Y พูดถึงคือการไม่ปล่อยให้ความสำเร็จในอดีตกลายเป็นข้อจำกัดของการเติบโตในอนาคต เขามองว่าองค์กรที่เคยประสบความสำเร็จมักมีแนวโน้มยึดติดกับแนวทางเดิม จนมองข้ามโอกาสใหม่ ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น ดังนั้นการเปิดรับมุมมองจากภายนอก การทบทวนตัวเองอยู่เสมอ และความพร้อมที่จะปรับตัว จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้นวัตกรรมเดินหน้าต่อไปได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;จีนกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ของนวัตกรรม&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ลก&amp;quot; ที่เน้นรับจ้างผลิตด้วยแรงงานราคาถูก แต่วันนี้จีนกำลังสลัดภาพนั้นทิ้ง และเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองอย่างเต็มตัว ไม่ว่าจะเป็น AI รถยนต์ไฟฟ้า ระบบชำระเงินดิจิทัล ไปจนถึงการพัฒนายาตัวใหม่ๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงนี้ เกิดจากการวางแผนระยะยาวของรัฐบาลที่เดินหน้าไปพร้อมกับการทุ่มลงทุนของภาคเอกชน รวมถึงการมีเครือข่ายการผลิตในประเทศที่ครบวงจร นอกจากนี้ จีนยังมีข้อได้เปรียบสำคัญคือตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่มาก ทำให้เวลาคิดค้นเทคโนโลยีอะไรใหม่ๆ ออกมา ก็สามารถนำไปทดลองและปรับใช้ในสเกลจริงได้ทันที&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แน่นอนว่าจีนยังต้องรับมือกับการแข่งขันในตลาดโลก กำแพงภาษีและปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่คาดเดายาก แต่จากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็ต้องยอมรับว่าจีนได้ขยับสถานะจากคนที่เคยรับจ้างผลิตมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มีอิทธิพลต่อทิศทางนวัตกรรมของโลกไปแล้ว&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/tech-and-biz/china-innovation-global-rise"/>
    <summary type="html">ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาโลกมักมองจีนในฐานะ ‘โรงงานการผลิตของโลก’ ประเทศที่มีแรงงานมหาศาล ต้นทุนการผลิตที่ต่ำ และการเป็นเพียงฐานการผลิตสำคัญโลก แต่ภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไป</summary>
    <published>2026-06-24T03:12:37+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/tech-and-biz/south-korea-summer-davos-ai-vision</id>
    <title>สรุปวิสัยทัศน์เกาหลีใต้จากเวที Summer Davos ก้าวสู่มหาอำนาจ AI และแนวคิดรายได้พื้นฐาน สำหรับโลกอนาคต</title>
    <updated>2026-06-24T02:35:12+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความผันผวนและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เกาหลีใต้ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีและวัฒนธรรมของโลกได้วางหมากครั้งสำคัญเพื่ออนาคต บทความนี้สรุปใจความสำคัญจากสุนทรพจน์ของ คิม มินซอก (Kim Minseok) นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ จากเวทีการประชุมเศรษฐกิจระดับโลก Summer Davos เมืองต้าเหลียน ภายใต้หัวข้อการสร้างนวัตกรรมระดับมหภาค (Innovating at Scale)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782297221_%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%83%E0%B8%95%E0%B9%89.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ถึงเวลาเปลี่ยนกระดาน ทำไมเกาหลีใต้ต้องทิ้งโมเดลเศรษฐกิจเดิม?&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;นายกฯ คิม มินซอก ชี้ให้เห็นว่า โลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนมากมาย ทั้งปัญหาซัพพลายเชน วิกฤตสภาพภูมิอากาศ และการมาถึงของ AI แม้เกาหลีใต้จะเคยสร้างปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจในยุค 70s-80s จนเปลี่ยนจากประเทศยากจนที่รับเงินบริจาค กลายมาเป็นประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือ แต่ &lt;strong&gt;&amp;quot;โมเดลเศรษฐกิจแบบเดิมได้มาถึงขีดจำกัดแล้ว&amp;quot;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;รัฐบาลเกาหลีใต้จึงต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางเศรษฐกิจใหม่ทั้งหมด โดยทุ่มงบประมาณด้านวิจัยและพัฒนาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มุ่งเน้นเทคโนโลยีพื้นฐาน และตัดลดกฎระเบียบที่ล้าหลัง เพื่อสร้าง &amp;quot;เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม&amp;quot; อย่างแท้จริง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เป้าหมายทะเยอทะยาน: สู่ท็อป 3 มหาอำนาจ AI ของโลก&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เกาหลีใต้ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและยิ่งใหญ่ นั่นคือการก้าวขึ้นเป็น 1 ใน 3 ประเทศมหาอำนาจด้าน AI ของโลก โดยใช้ยุทธศาสตร์ 2 แกนหลัก&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;AI Transformation (AIX): นำ AI ไปผสานกับทุกอุตสาหกรรม โดยเกาหลีใต้มั่นใจว่าจะเป็น อันดับ 1 ในด้าน Physical AI (ฮาร์ดแวร์และหุ่นยนต์) เพราะมีจุดแข็งด้านอุตสาหกรรมการผลิตระดับโลก และปัจจุบันได้กว้านซื้อชิป GPU ไปแล้วกว่า 260,000 ตัว&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Energy Transformation: AI ต้องใช้ไฟฟ้ามหาศาล รัฐบาลจึงใช้โอกาสนี้เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน เพื่อรองรับ Data Centers ขนาดใหญ่ และลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างชาติ&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;เกาหลีใต้ได้ประกาศจัดตั้ง Global AI Hub อย่างเป็นทางการ โดยดึงดูดองค์กรระดับโลก (เช่น องค์กรต่างๆ ใน UN) มาร่วมกันสร้างแพลตฟอร์มแบบเปิด ภายใต้สโลแกน AI to Solve Global Challenges&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กาหลีใต้จะไม่ใช้เทคโนโลยีเพื่อผูกขาดอำนาจ แต่จะแบ่งปันโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีให้กับประเทศกำลังพัฒนาและ SMEs&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แนวคิดนี้ได้แรงบันดาลใจจาก Vaccine for All ในยุคโควิด-19 โดยขับเคลื่อนบนพื้นฐานของ K-Democracy หรือประชาธิปไตยแบบเกาหลีที่เติบโตมาจากพลังของประชาชน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ความท้าทายเรื่องคน AI แย่งงาน และแนวคิด รายได้พื้นฐาน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เมื่อมีคำถามถึงความกังวลที่ AI อาจแย่งงานและทำให้ความเหลื่อมล้ำทางสังคมกว้างขึ้น นายกฯ เกาหลีใต้ยอมรับว่านี่คือประเด็นที่รัฐบาลกำลังเร่งหาทางออก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัจจุบัน สังคมเกาหลีใต้กำลังถกเถียงกันอย่างหนักว่า &lt;strong&gt;&amp;quot;ผลกำไรมหาศาลที่บริษัทเทคฯ และเซมิคอนดักเตอร์ได้รับจากยุค AI ควรถูกกระจายสู่ประชาชนอย่างไร?&amp;quot;&lt;/strong&gt; ในเมื่อบริษัทเหล่านี้เติบโตมาได้ด้วยการสนับสนุนจากรัฐและเงินภาษีของประชาชน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เพื่อแก้ปัญหานี้ รัฐบาลกำลังให้ความสนใจกับนโยบาย รายได้พื้นฐาน (Basic Income) โดยปัจจุบันได้เริ่มทดลองจ่ายรายได้พื้นฐานเป็น &amp;quot;สกุลเงินท้องถิ่น&amp;quot; ในบางชุมชนชนบทแล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เกาหลีใต้มุ่งมั่นที่จะเป็นประเทศผู้บุกเบิกในการทดลองนโยบายสังคมเหล่านี้ เพื่อหาวิธีแบ่งปันความมั่งคั่งจาก AI อย่างเป็นธรรม และพร้อมที่จะนำบทเรียนนี้ไปแชร์ให้กับทั่วโลกในอนาคต&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วิสัยทัศน์ของเกาหลีใต้ในเวที Summer Davos สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นผู้นำที่ไม่ได้มองแค่มิติทางเทคโนโลยี แต่ยังคำนึงถึงมิติทางพลังงาน สังคม และความยั่งยืนของมนุษยชาติ ซึ่งเป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนว่า เกาหลีใต้พร้อมแล้วที่จะเป็นผู้นำและ &amp;quot;ผู้กำหนดทิศทาง&amp;quot; ของโลกในยุค AI ต่อจากนี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;em&gt;&lt;strong&gt;บทความนี้เรียบเรียงจากเซสชัน Special Address by Kim Minseok, Prime Minister of the Republic of Korea ในงาน World Economic Forum (Summer Davos 2026) ณ เมืองต้าเหลียน&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/tech-and-biz/south-korea-summer-davos-ai-vision"/>
    <summary type="html">สรุปวิสัยทัศน์นายกฯ เกาหลีใต้จากเวที Summer Davos ประกาศยุทธศาสตร์ดันประเทศสู่มหาอำนาจ AI เบอร์ 3 ของโลก พร้อมเผยไอเดียล้ำแจกรายได้พื้นฐาน (UBI) แก้เกม AI แย่งงาน</summary>
    <published>2026-06-24T02:35:12+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/news/srichand-tbeauty-darkest-night-strategy</id>
    <title>ศรีจันทร์ฯ กำไรสุทธิโต 34% ยอดขายทะลุ 2,055 ล้านบาท ประกาศไม่ขึ้นราคาสินค้ากลางวิกฤต พร้อมทุ่ม R&amp;D หนักที่สุดเพื่อบุกอาเซียน</title>
    <updated>2026-06-24T00:52:55+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782290613_%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%AF_800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;ศรีจันทร์สหโอสถ ปิดปีล่าสุดด้วยยอดขายทะลุ 2,055.50 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 274.78 ล้านบาท ที่เติบโตถึง 34% แล้วใช้เวทีงาน Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2026 ประกาศจุดยืนที่สวนทางกับภาวะต้นทุนขาขึ้น นั่นคือจะไม่ขึ้นราคาสินค้าแม้แต่ตัวเดียว ทั้งที่วิกฤติสงครามตะวันออกกลางและความปั่นป่วนของห่วงโซ่อุปทาน ทั่วโลกกำลังบีบต้นทุนผู้ผลิตทุกราย พร้อมประกาศแผนยุทธศาสตร์พลิกโฉมจากแบรนด์ธุรกิจเครื่องสำอางสู่การเป็นองค์กรไทยที่แข็งแกร่งและเติบโตในระดับโลก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เบื้องหลังการตัดสินใจนี้คือแนวคิดที่แบรนด์หยิบมาเป็นธีมหลักของปี &lt;strong&gt;'คืนที่มืดมิด พระจันทร์ยิ่งฉายแสง' หรือ The Darkest Night Shines The Brightest Moon&lt;/strong&gt; ซึ่งคุณรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด แปลงออกมาเป็นทั้งปรัชญาการรับมือวิกฤตและกลยุทธ์ธุรกิจที่จับต้องได้ ตั้งแต่การวางตำแหน่งแบรนด์ในฐานะผู้นำ T-Beauty หรืออุตสาหกรรมความงามแบบไทย ไปจนถึงการบุกตลาดอาเซียนอย่างจริงจัง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ตัวเลขที่ใช่ บวกการรีแบรนด์ที่กล้าสวนทาง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ปีที่ผ่านมาศรีจันทร์สหโอสถออกสินค้าใหม่กว่า 150 Stock Keeping Unit (SKU) ภายใต้แบรนด์ศรีจันทร์และศศิ โดยมีพระเอกที่ยังครองยอดขายต่อเนื่องอย่างแป้งม่วง หรือ Translucent Powder รวมถึงกลุ่มกันแดด ซึ่งคุณรวิศชี้ว่าสินค้าขายดีสะท้อนสามกลุ่มหลักของบริษัทพอดี ทั้ง Skin Care, Makeup และกลุ่มแป้ง ขณะที่แบรนด์น้อง sasi จับกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบเล่นสีสันจัดจ้าน มีแป้งกระป๋องที่ทำมาแล้วถึง 7 สูตรเป็นตัวชูโรง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782290672_%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%AF_800_%282%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจที่สุดในเชิงแบรนด์คือการเปลี่ยนโลโก้องค์กรใหม่ ที่ยังคงใช้ตัวอักษร &lt;strong&gt;'ศ ศาลา'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ภาษาไทยไว้เหมือนเดิม แต่ปรับฟอร์มให้ดูเคลียร์และทันสมัยขึ้น พร้อมซ่อนกิมมิกเป็นรูปพระจันทร์กลับหัวไว้ตรงกลางโลโก้ คุณรวิศอธิบายว่านี่คือการตัดสินใจที่ตั้งใจสวนทางกับสูตรสำเร็จของบริษัทส่งออกทั่วไปที่มักเปลี่ยนไปใช้โลโก้ภาษาอังกฤษเพื่อสื่อสารกับคนวงกว้าง แต่ศรีจันทร์เลือกดันตัวอักษรไทยให้กลายเป็นอัตลักษณ์ทางสายตาที่จะไปปรากฏในตลาดต่างประเทศแทน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;'เราเป็นคนไทย เราเกิดที่นี่ แล้วก็มีความภาคภูมิใจกับตัวอักษร'&lt;/strong&gt; คุณรวิศระบุ พร้อมย้ำว่า T-Beauty ในมุมของศรีจันทร์ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวสินค้า แต่เป็นวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์ที่ใช้เล่าเรื่องประเทศไทยออกไป&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782290784_%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%AF_800_%283%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/h2&gt;&lt;h2&gt;โจทย์วิกฤต กับเหตุผลที่ตัดสินใจไม่ขึ้นราคา&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;คุณรวิศเปรียบเทียบวิกฤตสองครั้งที่ศรีจันทร์เจอในรอบ 8 ปีอย่างตรงไปตรงมา ครั้งแรกคือโควิดที่เหมือนกดปุ่มหยุดให้คนอยู่บ้าน ไม่แต่งหน้า บางคนถึงขั้นใช้ฟิลเตอร์ในการประชุมออนไลน์แทน จนแบรนด์ต้องพลิกเกมด้วยการเปิดพอร์ตสกินแคร์ในปี 2020 ควบคู่กับการดันช่องทางขายออนไลน์ที่เติบโตขึ้น 62% จนครีมซอง SRICHAND Skin Moisture Burst Gel Cream Sachet ขนาด 10 มิลลิลิตร ขึ้นแท่นยอดขายอันดับ 1 ได้ภายในเวลา 4 ปี ส่วนครั้งนี้คือวิกฤติสงครามตะวันออกกลางที่กระทบทั้งด้านที่มองเห็นอย่างกำลังซื้อผู้บริโภค และด้านที่มองไม่เห็นอย่างความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่คุณรวิศย้ำในฐานะวิธีคิดทางธุรกิจคือ การแยกให้ออกระหว่างสิ่งที่ควบคุมได้กับควบคุมไม่ได้ โดยเล่าเทคนิคส่วนตัวที่ใช้บ่อยเวลาเครียด นั่นคือการหยิบกระดาษ A4 มาพับครึ่ง ฝั่งซ้ายเขียนสิ่งที่ตัวเองควบคุมได้ในเรื่องนั้น ฝั่งขวาเขียนสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แล้วฉีกฝั่งขวาทิ้งไป เก็บเฉพาะฝั่งซ้ายไว้ลงมือทำ เพราะ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;'ที่เหลือเราทำอะไรไม่ได้จริง ๆ'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;แนวคิดนี้ถูกขยายไปใช้ในระดับทีม เพื่อไม่ให้ทั้งองค์กรเสียเวลาวนอยู่กับเรื่องที่อยู่นอกการควบคุม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในแง่ของผู้บริโภค การตัดสินใจที่ชัดเจนที่สุดคือการยืนยันว่าจะไม่ขึ้นราคาสินค้า และเลือกไปบริหารจัดการต้นทุนภายในเอง โดยคุณรวิศถึงขั้นโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อสื่อสารจุดยืนนี้ เพราะมองว่าในจังหวะที่เศรษฐกิจไม่ดี แบรนด์ไม่ควรทำให้ลูกค้าลำบากกว่าเดิม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วิกฤตยังถูกใช้เป็นเครื่องมือจัดทัพภายใน ทั้งการสื่อสารสถานการณ์จริงกับพนักงานควบคู่กับการให้กำลังใจ การถูกบีบให้กลับมาตั้งคำถามกับต้นทุนและสิ่งที่ทำมานานจนนำไปสู่นวัตกรรมใหม่ ๆ ด้านบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการได้เห็นว่าใครคือคนที่มีหัวใจนักสู้และเหมาะกับการลุยไปด้วยกันในสถานการณ์แบบนี้ &lt;strong&gt;'หลายครั้งวิกฤตมันซ่อนตัวมาในคราบของการทำให้เราเปลี่ยนแปลงบางอย่างเพื่อสิ่งที่ดีขึ้น'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;คุณรวิศกล่าว&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;'ครีมซอง' พระเอกตัวจริง และผู้บริโภคที่อ่านฉลากเป็น&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;อินไซต์ที่ชัดที่สุดในยุคกำลังซื้อหดตัวคือการมาแรงของตลาดครีมซอง โดยเฉพาะกลุ่มมอยส์เจอไรเซอร์สำหรับทาหน้า ที่คุณรวิศระบุว่ามีมูลค่าตลาดราว 5,000 ล้านบาทในหมวดเดียว โดยผลิตภัณฑ์ SRICHAND Skin Moisture Burst Gel Cream เติบโตถึง 45.3% และครองยอดขายอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ในกลุ่ม Moisturizer for Face ของไทย อ้างอิงข้อมูลจาก NielsenIQ Thailand (เดือนมกราคม 2567 ถึงพฤษภาคม 2569) ซึ่งเป็นการเติบโตที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดโดยรวมหลายเท่าตัว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เหตุผลที่ครีมซองตอบโจทย์ยุคนี้มีหลายชั้น ทั้งการเป็นไซซ์ทดลองให้คนที่ยังไม่มั่นใจได้ลองก่อนซื้อขวดใหญ่ การพกพาง่ายไม่ต้องแบ่งบรรจุภัณฑ์ให้วุ่นวายในยุคที่คนเดินทางมากขึ้น แต่จุดที่คุณรวิศมองว่าสำคัญที่สุดคือเรื่องของความรู้สึก เพราะกำลังซื้อที่หายไปบางส่วนไม่ได้มาจากเงินในกระเป๋าที่ลดลง แต่มาจากความกังวล ครีมซองช่วยให้มูลค่าต่อบิลเล็กลง ทำให้ตอนควักเงินจ่ายรู้สึกเจ็บปวดน้อยกว่า แม้ราคาต่อปริมาณจะแพงกว่าก็ตาม พฤติกรรมที่ตามมาคือผู้บริโภคซื้อถี่ขึ้นแต่บิลเล็กลง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782290704_%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%AF_800_%284%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกพฤติกรรมที่ส่งผลต่อการสื่อสารแบรนด์โดยตรงคือ ผู้บริโภคในยุคนี้รู้เรื่องส่วนประกอบในเครื่องสำอางลึกขึ้นมาก ทั้งอ่านฉลากเอง สอบถามฝ่ายบริการลูกค้าเข้ามาว่าใส่อะไร ใส่เท่าไหร่ ค่าความเป็นกรดด่าง (pH) เป็นอย่างไร สารสกัดแบบวีแกนที่สกัดจากพืชทำมาจากอะไร ไปจนถึงคำถามว่าผลิตภัณฑ์ผ่านมาตรฐานฮาลาลหรือไม่ คุณรวิศมองว่ากระแสนี้เป็นเรื่องดีต่อแบรนด์ที่ลงทุนเรื่องคุณภาพ เพราะช่วยยกระดับมาตรฐานของทั้งอุตสาหกรรม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความสนใจเรื่องส่วนผสมและการทดสอบยังเป็นเหตุผลที่ศรีจันทร์เลือกเล่าเรื่องนวัตกรรมหนักขึ้น ตัวอย่างที่ยกมาคือกันแดดที่ใช้สารออกฤทธิ์ (Active Ingredient) จากดอกกุหลาบมอญ (Damask Rose) พืชท้องถิ่นทางภาคเหนือของไทย ทำหน้าที่เป็นตัวเสริมค่ากันแดด ( และผ่านการทดสอบทั้งแบบในคนจริง (IN-VIVO) ตามมาตรฐาน ISO 24442 และในห้องแล็บ (IN-VITRO) ด้วยมาตรฐาน ISO 23675 ที่เพิ่งออกมาในปี 2024 ซึ่งใช้แขนกลในการปาดกันแดดเพื่อความแม่นยำ คุณรวิศย้ำว่านี่คือมาตรฐานเดียวกับที่แบรนด์ระดับสากลใช้ จึงมั่นใจได้ว่าค่ากันแดดของศรีจันทร์ไม่ด้อยกว่าแบรนด์อินเตอร์เนชั่นแนล&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782290720_%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%AF_800_%285%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/h2&gt;&lt;h2&gt;สามกลยุทธ์ตอกย้ำผู้นำ T-Beauty&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;แกนแรกคือการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ T-SKIN หรือผิวของคนไทย ภายใต้แนวคิด 'ผิวจริงในชีวิตจริง' ที่คุณรวิศมองว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะต้องเผชิญสภาพอากาศร้อนชื้น แสงแดด ฝุ่นมลภาวะ และการสลับเข้าออกห้องแอร์ที่อุณหภูมิต่างกันมากตลอดวัน ตั้งแต่นั่งมอเตอร์ไซค์ขึ้นรถไฟฟ้าจนเหงื่อท่วม เข้าออฟฟิศแอร์เย็นเฉียบ แล้วออกไปเจอแดดเที่ยงอีกรอบ โจทย์นี้กลายเป็นทั้งจุดแข็งและทิศทางการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (Research and Development หรือ R&amp;amp;D) เพราะถ้าสินค้าอยู่รอดในเมืองไทยได้ ก็มีโอกาสไปรอดในตลาดอื่น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แกนที่สองคือการมองพรีเซ็นเตอร์ในฐานะสะพานเชื่อมวัฒนธรรม (Cultural Bridge) ไม่ใช่แค่ตัวสร้างการรับรู้ให้แบรนด์ แต่เป็นตัวแทนของประเทศไทยที่ช่วยส่งซอฟต์พาวเวอร์ไทยสู่เวทีโลก ปีที่ผ่านมาศรีจันทร์สหโอสถใช้พรีเซ็นเตอร์รวมสองแบรนด์ถึง 13 คน ซึ่งมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ตั้งแต่แบมแบม (BamBam), ใบเฟิร์น, ซี, นุนิว, เก้า, เก่ง, น้ำปิง ไปจนถึงศิลปินวง PROXIE ทั้ง 6 คน โดยตั้งใจเลือกศิลปินที่มีแฟนคลับอยู่ทั่วโลก เพื่อส่งต่อเรื่องราวความเป็นไทยไปพร้อมกับกระแส T-Pop และซีรีส์ไทย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จุดที่ทำให้กลยุทธ์นี้ต่างจากแบรนด์อื่นคือสูตรการตลาดแบบแฟนคลับ (Fandom Marketing) ที่คุณรวิศสรุปเป็นสามข้อ ข้อแรกคือซีอีโอต้องเป็นแฟนคลับตัวจริง อย่างกรณีศิลปิน BamBam ที่คุณรวิศตามไปทำยอดเป็น Top Spender และติดตามผลงานล่าสุดอย่างเพลง Wondering ข้อสองคือซัพพอร์ตศิลปินตัวจริงแม้จะไปเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้แบรนด์อื่น และข้อสามคือดูแลหัวใจแฟนคลับ ทั้งการเขียนการ์ดขอบคุณด้วยลายมือตัวเองหลักพันใบต่องาน การไปดูแลแฟนคลับตั้งแต่เช้า ไปจนถึงการสนับสนุนกิจกรรมของแฟนคลับอย่างการบริจาคเลือด คุณรวิศย้ำว่า 'แฟนคลับเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการทำงานตรงนี้'&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แกนที่สามคือการขยายตลาดสู่ภูมิภาคอาเซียน ที่คุณรวิศมองว่าสมเหตุสมผลเพราะอยู่ใกล้กันทางภูมิศาสตร์ และสภาพอากาศที่ใกล้เคียงกันทำให้ลักษณะผิวและความต้องการของผู้บริโภคคล้ายกัน เอื้อต่อการต่อยอดสินค้าที่ออกแบบมาเพื่อ T-SKIN โดยศรีจันทร์สหโอสถวางแผนรุกตลาดพม่าเป็นด่านแรกในครึ่งปีหลังของปี 2026 ก่อนจะเดินหน้าขยายสู่เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ภายในปี 2027 ต่อยอดจากตลาดต่างประเทศที่เติบโตสูงถึง 135% เมื่อเทียบปี 2024 ถึง 2025 ทั้งนี้ ตลาดต่างประเทศที่ทำผลงานโดดเด่นอยู่แล้วได้แก่ สปป.ลาว ที่เติบโตถึง 162% ญี่ปุ่นที่พัฒนาแป้งสูตรพิเศษเจาะตลาดผิวคนญี่ปุ่นโดยเฉพาะ และฟิลิปปินส์ที่ขยายช่องทางจากออนไลน์สู่การวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เป้าหมายข้างหน้า เดิมพันใหญ่อยู่ที่ R&amp;amp;D และเวียดนาม&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สำหรับทิศทางต่อไป คุณรวิศตั้งเป้าธุรกิจปีนี้เติบโตราว 15% พร้อมประกาศว่าจะลงทุนด้าน R&amp;amp;D หนักกว่าที่เคย โดยเฉพาะฝั่งสกินแคร์ เพราะมองว่าการจะขึ้นไปยืนระดับสากลได้ต้องอาศัยการวิจัย การทดสอบ และการลงทุนกับมาตรฐานต่าง ๆ ซึ่งใช้เงินมากแต่คุ้มค่า ส่วนหนึ่งคือการพัฒนาส่วนประกอบจากพืชของไทยที่หลายตัวศรีจันทร์เป็นผู้ใช้รายแรก ๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในช่วงถาม-ตอบ คุณรวิศเปิดเผยว่าปัจจุบันสัดส่วนรายได้มาจากตลาดในประเทศราว 90% โดยตลาดต่างประเทศปีล่าสุดเติบโตถึง 135% แม้ฐานยังเล็ก และตั้งเป้าให้สัดส่วนต่างประเทศแตะเกิน 10% ก่อนจะค่อย ๆ ขยับไปสู่ระดับ 30 ถึง 40% ในระยะยาว ในกลุ่มตลาดอาเซียนที่จะรุกในปี 2027 เวียดนามเป็นตลาดที่คุณรวิศให้น้ำหนักเป็นพิเศษ ด้วยเหตุผลเรื่องประชากรกว่า 90 ล้านคนที่อายุน้อย กลุ่มวัยทำงานช่วง 18 ถึง 30 กว่าปีที่มีกำลังซื้อ ตลาดค้าปลีกและร้านบิวตี้สโตร์ที่เติบโตเร็วหลังโควิด รวมถึงเศรษฐกิจที่โตต่อเนื่องจนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product หรือ GDP) แซงหน้าไทยไปแล้ว ขณะที่ Made in Thailand ยังเป็นตราสัญลักษณ์ของคุณภาพที่หลายประเทศยอมรับ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณรวิศ เสริมว่าปีนี้บริษัทวางแผนแบบระมัดระวังเพราะมีปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ โดยให้ความสำคัญกับการบริหารห่วงโซ่อุปทานและคุมต้นทุนเพื่อรักษาอัตรากำไรโดยไม่ต้องขึ้นราคา ขณะเดียวกันก็ยังให้น้ำหนักกับการเติบโตของส่วนแบ่งตลาดในสินค้าทั้งสามกลุ่ม ปัจจุบันหากนับรวมทั้งบริษัท กลุ่ม Makeup ครองส่วนแบ่งอันดับ 2 และเป็นแบรนด์ไทยอันดับ 1 ส่วนสกินแคร์เป็นแบรนด์ไทยอันดับ 1 อ้างอิงข้อมูลจาก NielsenIQ ขณะที่กันแดดยังเป็นหมวดที่เติบโตสูง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อถูกถามถึงข้อเสนอต่อภาครัฐ คุณรวิศมองว่าการช่วยเหลือภาคธุรกิจต้องทำแบบแม่นยำตรงจุดเพราะรัฐบาลมีงบจำกัด พร้อมยกประเด็นที่บริษัทจดทะเบียนในไทยถูกปฏิบัติต่างจากผู้นำเข้าสินค้า จนกลายเป็นการแข่งขันคนละกติกาที่อันตราย หากแก้กฎระเบียบให้แข่งบนกติกาเดียวกันได้ ผู้ประกอบการไทยที่เก่งจำนวนมากก็พร้อมสู้ ส่วนเรื่องนวัตกรรม คุณรวิศมองว่าไทยมีงานวิจัยจำนวนมากอยู่แล้ว โจทย์จริงคือทำอย่างไรให้ต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ และรองรับการผลิตที่เติบโตได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ภาพการครองใจคนรุ่นใหม่ยังสะท้อนผ่านสองรางวัลในปีนี้ ทั้งรางวัล QMAC 2026 บริษัทที่คนอยากร่วมงานด้วยมากที่สุด อันดับ 13 จาก 55 บริษัท โดย QGEN Consultant และรางวัล GEN Z TOP BRAND 2026 สุดยอดแบรนด์ครองใจ Gen Z แห่งปี โดย BrandBuffet เมื่อถามถึงเหตุผลที่ดึงดูดคนรุ่นใหม่ คุณรวิศยกเครดิตให้ทีมทรัพยากรบุคคล (HR) และช่อง Srichand Life ที่เล่าเรื่องชีวิตในบริษัท พร้อมนิยามวัฒนธรรมองค์กรแบบผู้ท้าชิง ที่พร้อมสู้และต้องสมดุลระหว่างการทำงานหนักกับความสุข ปัจจุบันพนักงานอายุต่ำกว่า 30 ปีมีสัดส่วนราว 60 ถึง 70%&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บทเรียนสุดท้ายที่คุณรวิศทิ้งไว้คือเรื่องแผนสำรอง โควิดสอนให้ศรีจันทร์เข้าใจว่าต้องมีเส้นทางขนส่งสำรองเสมอ แต่วิกฤตครั้งนี้ต่างออกไป เพราะบางช่วงมีเงินก็แก้ปัญหาไม่ได้ในเมื่อของขาดตลาดจริง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มพลาสติกที่มาจากปิโตรเลียม สิ่งที่ช่วยให้ผ่านมาได้คือความสัมพันธ์ระยะยาวกับซัพพลายเออร์ และการที่ห่วงโซ่อุปทานของโลกเริ่มสั้นลงเรื่อย ๆ จนแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น แม้ต้นทุนจะสูงขึ้นตามก็ตาม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้ย้อนกลับไปที่เป้าหมายองค์กรที่คุณรวิศยืนยันว่าไม่เปลี่ยน นั่นคือการเป็นแบรนด์ไทยที่คนไทยภาคภูมิใจ และพิสูจน์ว่าในคืนที่มืดมิดที่สุด พระจันทร์ก็ยิ่งฉายแสงสว่าง&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/news/srichand-tbeauty-darkest-night-strategy"/>
    <summary type="html">ศรีจันทร์สหโอสถกำไรสุทธิโต 34% ยอดขายทะลุ 2,055 ล้านบาท ประกาศไม่ขึ้นราคาสินค้ากลางวิกฤต พร้อมถอดกลยุทธ์ T-Beauty ทั้งครีมซองที่โต 45.3% Fandom Marketing และแผนบุกอาเซียน ภายใต้แนวคิด 'คืนที่มืดมิด พระจันทร์ยิ่งฉายแสง'</summary>
    <published>2026-06-24T00:52:55+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/saucy-thoughts/more-content-less-learning</id>
    <title>ความรู้ท่วมโลก แต่ทำไมคนเรียนรู้ได้น้อยลง ทำไมการศึกษายุค AI ถึงไม่เต็มไปด้วยคนที่เก่งขึ้นกว่าเดิมมากสักที สรุปจากงาน Summer Davos 2026</title>
    <updated>2026-06-24T00:50:48+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/6/1782291042_more-content-less-learning-2.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ไม่เคยมียุคไหนที่ความรู้เข้าถึงง่ายเท่าวันนี้ เลคเชอร์ที่ดีที่สุดในโลกถูกอัปขึ้นออนไลน์ให้ดูฟรี อินเทอร์เน็ตและแบนด์วิดท์เดินทางไปถึงหมู่บ้านที่ห่างไกลที่สุด และล่าสุดยังมี AI คอยเป็นผู้ช่วยตอบทุกคำถามตลอด 24 ชั่วโมง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;em&gt;ถ้าการเรียนรู้คือการเข้าถึงเนื้อหา ป่านนี้โลกควรจะเต็มไปด้วยคนเก่งขึ้นกว่าเดิมมาก&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับสวนทาง คอนเทนต์ล้นมือ ทว่าผลการเรียนรู้ไม่ได้ดีขึ้นตาม&lt;/strong&gt; และในหลายพื้นที่กลับถดถอยลงด้วยซ้ำ คำถามนี้คือโจทย์ของเวทีเสวนาหัวข้อ &lt;strong&gt;'More Content, Less Learning' ในงาน AMNC26&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;หรือ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;Summer Davos 2026&lt;/strong&gt; ของ &lt;strong&gt;World Economic Forum&lt;/strong&gt; ที่ดึงทั้งคนสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ และนักการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมานั่งถกกันว่า &lt;em&gt;ปัญหาอยู่ตรงไหนกันแน่ ?&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;การเรียนรู้คือการเข้ายิม ไม่ใช่การดูคลิปสอนออกกำลังกาย&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ประเด็นแรกที่ถูกหยิบขึ้นมาคือ ตลอดสิบกว่าปีที่คอนเทนต์ระดับโลกถูกส่งไปถึงผู้เรียนทุกคน ทว่าผลลัพธ์ที่วัดได้กลับแทบไม่ขยับ เพราะการเรียนรู้ไม่ได้อยู่ที่การดู การฟัง หรือการอ่านคอนเทนต์ แต่อยู่ที่ 'การลงมือทำ' และการลงมือทำคือสิ่งที่ยาก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;มีการเปรียบเทียบว่าการเรียนรู้ก็เหมือนการไปยิม ต่อให้คุณดูคลิปสอนท่าออกกำลังกายที่ดีที่สุดในโลกกี่ร้อยคลิป กล้ามเนื้อก็ไม่ได้ขึ้นมาเอง คุณยังต้องไปยกเวทจริง ต้องเจ็บจริง เพราะ 'ไม่เจ็บ ไม่โต'&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หลักการเดียวกันนี้ใช้ได้กับการเรียน การเข้าถึงเนื้อหาเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งที่ขาดไม่ได้คือระบบที่คอยให้การสนับสนุน ให้ฟีดแบ็ก และที่สำคัญที่สุดคือให้ &lt;strong&gt;'เหตุผลที่จะลงมือทำงานหนัก'&lt;/strong&gt; ถ้าไม่มีแรงจูงใจที่จะฝึกฝนซ้ำ ๆ ทุกวัน ผลการเรียนรู้ก็ยากที่จะเกิด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แล้วถ้า AI ช่วยให้ทุกอย่างง่ายขึ้นล่ะ ? ในเมื่อโลกทุกวันนี้เราอยากได้อะไรที่สบาย ใช้แรงให้น้อยที่สุด คำตอบที่ได้คือ เหตุผลที่ยิมยังต้องมีอยู่ ก็เพราะชีวิตสมัยใหม่สบายเกินไป เรามีระบบขนส่งจนแทบไม่ต้องเดินหรือขึ้นบันได คนถึงต้องไปออกกำลังเพื่อสุขภาพร่างกาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;AI ก็เช่นกัน มันคือยานพาหนะที่ช่วยแบ่งเบาภาระการคิด ใช้เป็นเครื่องมือให้งานเสร็จได้ แต่เพื่อสุขภาพของสมองและความสามารถในการคิดของเราเอง เราก็ยังต้องฝึกสมองอยู่ดี จนอาจถึงวันที่โลกต้องมี &lt;strong&gt;'cognitive gym'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;หรือยิมฝึกสมอง ให้คนเข้าไปลับคมความคิด เหมือนที่วันนี้เราเข้ายิมฝึกกล้ามเนื้อ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่ผู้เรียนต้องการไม่ใช่ของง่าย แต่เป็นของยากที่มีความหมาย นักศึกษาหลายคนบอกตรง ๆ ว่าอยากได้โจทย์ที่ท้าทาย ขอแค่อย่าให้เป็นงานที่ทำไปเสียเวลาเปล่า เพราะพวกเขารู้ว่าต้องมีแรงต้านบางอย่างให้ออกแรงดัน ถึงจะเกิดการเรียนรู้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โจทย์จึงไม่ใช่การกำจัด 'ความยาก' ทิ้งไป แต่คือการผสมการเข้าถึงความรู้ที่ง่ายดาย เข้ากับแรงเสียดทานที่สร้างคุณค่าให้ได้&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;จดหมายแนะนำที่ AI เขียนได้ แต่กลวงเปล่า&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เมื่อ AI ทำงานแทนคนได้มากขึ้น คำถามที่ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้คือ แล้ว AI จะมาแทนอาจารย์ได้ไหม นี่เป็นความกังวลที่นักวิชาการในวงยอมรับว่ารู้สึกอยู่ทุกวัน เพราะงานหลายอย่างที่อาจารย์ทำมาเป็นสิบ ๆ ปี วันนี้ AI ทำได้แล้วจริง มันบีบให้แม้แต่ตัวอาจารย์เองต้องถามว่า &lt;em&gt;ฉันยังมีคุณค่าอะไรเหลือให้กับห้องเรียน&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คำตอบที่ได้คือ การยกการเรียนรู้ทั้งหมดให้ AI จัดการนั้นไม่ได้ผล ถ้าบอกนักศึกษาว่า 'นี่คือเครื่องมือ เอาไปใช้เรียนเองนะ' แล้วปล่อยให้ไปเรียนรู้เอง สุดท้ายก็จะล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะการเรียนรู้ต้องอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน แปลว่า ครูที่ดี + เทคโนโลยีดิจิทัลในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่างหาก คือสูตรที่จะทำให้การเรียนรู้ดีขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตัวอย่างหนึ่งคือเรื่องจดหมายแนะนำตัว มีนักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า AI นั้นยอดเยี่ยม แต่ในวันที่เขาต้องไปสมัครงาน เขาไม่ต้องการให้ AI เป็นคนเขียนจดหมายแนะนำตัวให้ เพราะต่อให้ AI เขียนได้ดีแค่ไหน มันก็ 'กลวงเปล่า'&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คนที่อ่านจะรู้ทันทีว่าไม่มีเนื้อหาสาระจริงอยู่ข้างใน สิ่งที่เขาต้องการคือคนจริง ๆ ที่ยืนยันว่านักศึกษาคนนี้เก่งจริง เพราะสุดท้ายแล้วการเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์คือสิ่งที่ AI ทดแทนไม่ได้&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เกรดไม่เคยทำให้ใครได้เลื่อนตำแหน่ง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;อีกมุมมองที่คุยกันในวงสนทนาคือ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;ระบบการศึกษาทุกวันนี้ให้น้ำหนักกับเกรดมากเกินไป&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;เราออกแบบหลักสูตร ให้อาจารย์เป็นคนนิยามว่าเกรด A หน้าตาเป็นอย่างไร แล้วให้นักศึกษาวิ่งตามโจทย์ การบ้าน และข้อสอบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ในโลกแห่งความจริงคือ เกรดเฉลี่ยอาจไม่ได้การันตีความสำเร็จในชีวิตจริงเลยก็ได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่สร้างให้เด็กคนหนึ่งแตกต่างคือ ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการนำความรู้ไปประยุกต์แก้ปัญหา &lt;strong&gt;ปัญหาของการศึกษาทุกวันนี้คือเราหมกมุ่นกับ 'เนื้อหา' แต่ไม่เคยถามว่าจะเอาเนื้อหาไปใช้แก้ปัญหาจริงได้อย่างไร&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทางออกจึงไม่ใช่การปฏิเสธ AI แต่คือการใช้ AI ช่วยดึงเนื้อหามาให้ แล้วเอาเวลาที่เหลือไปสอนสิ่งที่สำคัญกว่า นั่นคือการประยุกต์ความรู้สู่โลกจริงและความคิดสร้างสรรค์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;มีการยกตัวอย่างประวัติศาสตร์หลอดไฟขึ้นมา หลายคนเข้าใจว่า &lt;strong&gt;Thomas Edison&lt;/strong&gt; คือผู้ประดิษฐ์หลอดไฟ แต่จริง ๆ แล้วคนที่ค้นพบหลักการก่อนคือ &lt;strong&gt;Joseph&lt;/strong&gt; &lt;strong&gt;Swan&lt;/strong&gt; ผู้เข้าใจว่าถ้าเคลือบไส้หลอดแล้วปล่อยกระแสไฟผ่าน มันจะเปล่งแสงออกมา นั่นคือการประดิษฐ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ส่วน Edison คือคนที่มองโลกออกว่า ถ้าอยากเอาสิ่งนี้เข้าไปอยู่ในบ้านทุกหลัง เขาต้องตอบให้ได้ว่าจะลดต้นทุนต่อหน่วยอย่างไร จะผลิตจำนวนมากอย่างไร จะทำให้หลอดอยู่ได้นานเป็นเดือนแทนที่จะดับในไม่กี่นาทีอย่างไร และจะโน้มน้าวให้บริษัทสาธารณูปโภคยอมส่งไฟฟ้าเข้าบ้านคนได้อย่างไร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความหมายของตัวอย่างนี้คือ AI ช่วยให้เราเป็น Joseph Swan ที่ดึงข้อมูลมาเข้าใจหลักการได้อย่างรวดเร็ว เหมือนมีความรู้ถูกฉีดเข้าหัวในพริบตา แต่อัจฉริยภาพที่แท้จริงอยู่ที่การมองเห็นความเชื่อมโยงและ insight ว่าข้อมูลนั้นควรเปลี่ยนแปลงอะไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่การศึกษาควรทำคือพาผู้เรียนขยับจากการเป็น Joseph Swan ที่เก่งเรื่องการรับข้อมูล ไปสู่การเป็น Thomas Edison ที่มองโลกออกและขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงผ่านระบบนิเวศได้ เพราะการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงผ่านผู้คนและระบบ คือสิ่งที่ AI ทำแทนไม่ได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;มีผู้ร่วมเสวนาพูดออกมาตรง ๆ ว่า&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;เรารับนักศึกษาเข้าเรียนเพราะการสอบ เราให้ปริญญาเขาเพราะการสอบ แต่ไม่มีใครในพวกเราเลยที่ได้เลื่อนตำแหน่งเพราะการสอบ&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;นี่คือช่องว่างที่ระบบการศึกษายังตอบไม่ได้ และเป็นเหตุผลว่าทำไมการเปลี่ยนกรอบความคิดให้ผู้เรียนโฟกัสที่ 'การสร้างผลกระทบต่อโลก' จึงสำคัญกว่าการไล่ตามเกรดเฉลี่ย 4.0 ที่ใครสักคนนิยามขึ้นมาลอย ๆ แล้วทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเองเมื่อทำได้ถึง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ส่งเด็กออกไปหาปัญหาในโลกจริง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ถ้าเกรดไม่ใช่คำตอบ แล้วการเรียนรู้ที่แท้จริงหน้าตาเป็นอย่างไร แนวคิดที่ถูกหยิบมาคุยกันคือ &lt;strong&gt;'mastery-based learning'&lt;/strong&gt; หรือการเรียนรู้ที่วัดกันที่ความเชี่ยวชาญจริง ไม่ใช่วัดที่เวลาเรียนหรือคะแนนสอบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในระบบการศึกษาแบบเดิมทุกคนต้องเดินทางเดียวกัน ผ่านชั้นปีทีละขั้นด้วยเวลาที่ตายตัวเท่า ๆ กัน แต่ในการเรียนแบบ mastery ผู้เรียนก้าวหน้าได้ตามความเข้าใจและความสามารถในการประยุกต์ของแต่ละคน คุณจะมาสเตอร์อะไรสักอย่างได้จริง ก็ต่อเมื่อคุณนำมันไปใช้กับโลกจริงและเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้นได้ ไม่ใช่แค่ท่องสูตรตรีโกณมิติไปตอบข้อสอบ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;มีตัวอย่างหนึ่งน่าสนใจ ในห้องเรียนวิศวกรรมที่เด็กส่วนใหญ่เข้ามาด้วยเกรดเต็มและคะแนนสอบสูง แต่ยังไม่เข้าใจว่าโลกจริงทำงานอย่างไร อาจารย์เลยเริ่มจากการบังคับให้ทุกคนต้องพูด ใครยังไม่ได้พูดจะออกจากห้องไม่ได้ และเมื่อพูดแล้วก็ต้องเปิดโอกาสให้คนอื่นได้พูดด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คนที่พูดเก่งจึงได้ฝึกฟัง ส่วนคนที่กลัวการพูดก็ถูกบีบให้ฝึกพูด จากนั้นยังให้เด็กออกไปสำรวจปัญหาจริงในมหาวิทยาลัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;พองานนำเสนอของเด็กออกมาไม่ดีนักเพราะยังเป็นนักศึกษาปีหนึ่ง คะแนนจึงออกมาราว 70 ทุกคนตื่นตระหนกกลัวว่าจะต้องถอนวิชา แต่อาจารย์กลับให้ฟีดแบ็กอย่างละเอียดแล้วเปิดโอกาสให้อัดคลิปนำเสนอใหม่โดยให้คะแนนเป็นสองเท่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บทเรียนที่ซ่อนอยู่คือ เด็กกำลังพลาดจุดประสงค์ของการเรียนรู้ เพราะมัวแต่กังวลเรื่องเกรด สิ่งที่อาจารย์พยายามทำคือปลดเด็กออกจากความกลัวนั้น เพื่อให้กลับมาโฟกัสที่การลงมือทำจริง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ปัญหาไม่ได้อยู่เทคโนโลยี แต่คือวิธีที่เราเลือกใช้มัน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;มีการสรุปเอาไว้ว่า จริง ๆ แล้วปัญหาการเรียนรู้ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่อยู่ที่ว่าเราเลือกทำอะไรกับมัน การจะปฏิรูปการศึกษาให้ได้ผล สิ่งแรกที่ต้องทำคือไปคุยกับครูและอาจารย์ผู้อยู่หน้างานก่อน เพื่อเข้าใจว่าสถานการณ์จริงเป็นอย่างไร ก่อนจะรีบสรุปว่าตัวเองมีทางออกให้กับปัญหาที่อาจยังไม่เข้าใจมันด้วยซ้ำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เพราะภาพจำที่ว่าครูเป็นแค่คนป้อนเนื้อหานั้นไม่ตรงกับความจริง ครูส่วนใหญ่ทำมากกว่านั้นมาก พวกเขารู้วิธีทำงานกับผู้เรียนในแบบที่เครื่องมือทำแทนไม่ได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่เหลือไว้ให้คิดต่อคือการเปลี่ยนกรอบความคิดของคนรุ่นใหม่ ให้มองว่า AI เครื่องมือ และการสอบ ล้วนเป็นเพียงหนทางไปสู่การสร้างผลกระทบ ไม่ใช่เป้าหมายในตัวเอง ถ้าเราจุดประกายให้ผู้เรียนค้นหาว่าตัวเองอยากสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรให้โลก แล้วใช้สิ่งนั้นเป็นแสงนำทาง การศึกษาก็จะเดินไปถึงจุดที่ควรจะเป็น&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;ในเมื่อโลกใบนี้มีปัญหาให้แก้อยู่ไม่รู้จบ และในเมื่อ AI ทรงพลังขนาดนี้ ก็ควรปล่อยให้ผู้เรียนได้ใช้เวลาไปกับการลงมือแก้ปัญหาเหล่านั้น เพื่อทำให้โลกเป็นที่ที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง : &lt;a href="https://www.youtube.com/watch?v=znhXm-JaKrc" target="_blank"&gt;เซสชัน More Content, Less Learning จากงาน Summer Davos 2026&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/saucy-thoughts/more-content-less-learning"/>
    <summary type="html">ไม่เคยมียุคไหนที่ความรู้เข้าถึงง่ายเท่าวันนี้ เลคเชอร์ที่ดีที่สุดในโลกถูกอัปขึ้นออนไลน์ให้ดูฟรี อินเทอร์เน็ตและแบนด์วิดท์เดินทางไปถึงหมู่บ้านที่ห่างไกลที่สุด และล่าสุดยังมี AI คอยเป็นผู้ช่วยตอบทุกคำถามตลอด 24 ชั่วโมง</summary>
    <published>2026-06-24T00:50:48+00:00</published>
  </entry>
</feed>
