<?xml version='1.0' encoding='utf-8'?>
<?xml-stylesheet type="text/xsl" href="/static/rss.xsl"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="th">
  <id>69</id>
  <title>techsauce</title>
  <updated>2026-07-17T05:36:34+00:00</updated>
  <author>
    <name>Unknown</name>
  </author>
  <link href="https://techsauce.co" rel="alternate"/>
  <generator uri="https://lkiesow.github.io/python-feedgen" version="1.0.0">python-feedgen</generator>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/news/truemoney-tap-paymenttech-launch-thailand</id>
    <title>เปิดตัว 'แตะจ่ายด้วยทรูมันนี่' ไม่ต้องมีหรือผูกบัตรเครดิตก็จ่ายผ่านเครื่อง BlueTap และ EDC เตรียมขยายแตะเข้า MRT ได้ด้วย</title>
    <updated>2026-07-17T05:36:34+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784295283_truemoney-32.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;ทรูมันนี่ประกาศยุทธศาสตร์ &lt;strong&gt;PaymentTech&lt;/strong&gt; พร้อมเปิดตัว&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;แตะจ่ายด้วยทรูมันนี่&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ฟีเจอร์ชำระเงินแบบไร้สัมผัสผ่านแอปที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีหรือผูกบัตรเครดิต โดยเริ่มให้บริการผ่านอุปกรณ์ BlueTap ที่ร้าน 7-Eleven และร้านค้าพันธมิตร ก่อนขยายไปยังจุดรับชำระอื่น รวมถึงเครื่อง EDC ที่รองรับ Contactless สำหรับผู้ใช้ Android ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2569&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การเปิดตัวครั้งนี้เกิดขึ้นในงาน &lt;strong&gt;&amp;ldquo;Tap Forward: Your Everyday Money Companion&amp;rdquo;&lt;/strong&gt; เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม โดยทรูมันนี่วางฟีเจอร์แตะจ่ายไว้เป็นส่วนหนึ่งของการขยับจากแอปวอลเล็ตไปสู่แพลตฟอร์มการเงินที่เชื่อมการใช้จ่าย สิทธิประโยชน์ และบริการทางการเงินเข้าด้วยกัน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;แตะจ่าย 2 รูปแบบ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784295297_truemoney-6.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;รูปแบบแรกคือการแตะจ่ายผ่านเครื่อง &lt;strong&gt;BlueTap&lt;/strong&gt; สีส้ม ซึ่งมีวงแหวนไฟสีน้ำเงินตรงกลาง ผู้ใช้ทั้ง iOS และ Android ที่มีแอปทรูมันนี่สามารถแตะจ่ายในเครือข่ายร้านค้าพันธมิตรได้ บริษัทเรียกระบบนี้ว่า Closed Loop เพราะอยู่ภายในเครือข่ายร้านค้าที่ร่วมให้บริการกับทรูมันนี่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784295292_truemoney-7.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกรูปแบบคือการแตะจ่ายที่เครื่อง &lt;strong&gt;EDC&lt;/strong&gt; ซึ่งมีสัญลักษณ์ Contactless หรือ Open Loop โดยจะเปิดให้ผู้ใช้ Android ใช้งานตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ผ่านความร่วมมือกับ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;Alipay+&lt;/strong&gt; และเทคโนโลยี&lt;strong&gt;&amp;nbsp;Mastercard Wallet Pay&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;โดยไม่ต้องสมัครหรือผูกบัตรเครดิต&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บริษัทระบุว่า การให้บริการทั้งสองรูปแบบเป็นครั้งแรกที่ผู้ใช้สามารถแตะจ่ายได้ทั้งผ่านระบบ Closed Loop และ Open Loop ในบริการเดียวกัน ขณะที่การเปิดใช้ผ่าน BlueTap ทำให้ผู้ใช้ iOS และ Android แตะจ่ายได้โดยใช้แอปเป็นตัวกลาง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;จากฟีเจอร์สู่เครือข่ายการจ่าย&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;BlueTap เริ่มให้บริการแล้วที่ร้าน 7-Eleven และร้านค้าพันธมิตร โดยมีแผนเพิ่มจุดรับชำระเป็นมากกว่า 50,000 จุดภายในเดือนกันยายน 2569 ส่วนบริการแตะจ่ายผ่านเครื่อง EDC บริษัทระบุว่าเครือข่ายครอบคลุมจุดรับชำระมากกว่า 900,000 จุดในไทย และมากกว่า 150 ล้านจุดรับชำระใน 220 ประเทศและเขตการท่องเที่ยวทั่วโลก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัจจุบัน มีผู้ใช้แตะจ่ายผ่าน BlueTap แล้วมากกว่า 1.5 ล้านคน รวมกว่า 5 ล้านครั้ง โดย 70% เป็นผู้ใช้ iOS และ 30% เป็นผู้ใช้ Android นอกจากนี้ ร้านค้าพันธมิตรรายหนึ่งมียอดขายจากผู้ใช้ทรูมันนี่เพิ่มขึ้นมากกว่า 50% หลังเปิดบริการ ขณะที่ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อผู้ใช้เพิ่มขึ้นราว 14% ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลลัพธ์ที่บริษัทเปิดเผยและยังไม่ได้ระบุชื่อร้านค้าหรือช่วงเวลาวัดผล&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ขยายไปถึงการเดินทาง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ทิศทางถัดไปของฟีเจอร์นี้คือการใช้กับการเดินทาง ปัจจุบันผู้ใช้สามารถแตะจ่ายค่าโดยสารบนรถ ขสมก. กว่า 6,000 คันในกรุงเทพฯ ผ่านเครื่อง EDC ที่พนักงานเก็บค่าโดยสารถืออยู่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บริษัทยังอยู่ระหว่างหารือกับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เพื่อพัฒนาการแตะจ่ายที่ทางเข้าสถานี MRT สายสีน้ำเงินและสายสีม่วง โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการในไตรมาส 4 ปี 2569 หากแผนเดินหน้าตามกำหนด ผู้โดยสารสามารถใช้แอปเพื่อเข้าสถานีได้โดยไม่ต้องซื้อตั๋วหรือบัตรโดยสารแยกต่างหาก&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;4 ยุทธศาสตร์ PaymentTech&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;นอกจากฟีเจอร์แตะจ่าย ทรูมันนี่ประกาศ 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ การพัฒนานวัตกรรมการจ่ายในชีวิตประจำวัน การเชื่อมเครือข่ายพาร์ตเนอร์ทั้งในและต่างประเทศ การเพิ่มความคุ้มค่าผ่าน TrueMoney Coins และการใช้ AI กับข้อมูลเพื่อปรับประสบการณ์ตามผู้ใช้&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;&lt;u&gt;&lt;strong&gt;ยุทธศาสตร์ที่ 1: นวัตกรรมการชำระเงินที่ไร้รอยต่อ และตอบโจทย์ชีวิตในทุกวัน&lt;/strong&gt;&lt;/u&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทรูมันนี่ มุ่งมั่นยกระดับประสบการณ์การชำระเงินในชีวิตประจำวันให้รวดเร็ว ง่าย และไร้รอยต่อยิ่งขึ้น ผ่านการเปิดตัวนวัตกรรมต่าง ๆ อาทิ การแตะจ่าย การตั้งชำระเงินอัตโนมัติ ตลอดจนบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ที่จะเข้ามาตอบโจทย์ชีวิตประจำวันในอนาคต โดยนอกเหนือจากการชำระเงิน ทรูมันนี่ยังเดินหน้าขยายประสบการณ์ทางการเงินให้ครอบคลุมทั้งการใช้จ่าย ออม ลงทุน และการบริหารจัดการเงินในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถจัดการเรื่องเงินได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้นในแอปเดียว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;ยุทธศาสตร์ที่ 2: การเชื่อมต่อเครือข่ายพาร์ตเนอร์และอีโคซิสเต็มส์ที่แข็งแกร่งทั้งในและต่างประเทศ&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทรูมันนี่ เดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศการชำระเงิน ผ่านการขยายและเชื่อมต่อเครือข่ายร้านค้า ช่องทางการชำระเงิน และการชำระเงินข้ามพรมแดน โดยในปัจจุบัน ผู้บริโภคสามารถใช้ทรูมันนี่ได้อย่างสะดวกและไร้รอยต่อบนแพลตฟอร์มออนไลน์และบริการดิจิทัลชั้นนำ รวมถึงจุดรับชำระเงินมากกว่า 7 ล้านจุดทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน ด้วยเครือข่ายการชำระเงินข้ามพรมแดนและความร่วมมือกับ Alipay+ ทรูมันนี่ยังช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถชำระเงินได้ในกว่า 50 ประเทศ
และเขตการท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งในเร็วๆ นี้กำลังจะขยายเป็น 220 ประเทศและเขตการท่องเที่ยวทั่วโลก และเพื่อตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ไร้พรมแดนของผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้น ทรูมันนี่ กำลังเดินหน้าขยายเครือข่ายการรับชำระเงินในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเปิดให้ผู้ใช้งานสามารถแตะจ่ายด้วยทรูมันนี่ได้ที่จุดรับชำระในต่างประเทศด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;ยุทธศาสตร์ที่ 3: ยกระดับความคุ้มค่าในการใช้จ่าย&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทรูมันนี่ เดินหน้ายกระดับการให้สิทธิประโยชน์เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าให้ทุกการใช้จ่าย โดยเตรียมทำให้ TrueMoney Coins เป็น Loyalty Platform ที่ครบครันยิ่งขึ้น ทั้งการเพิ่มสิทธิประโยชน์ ขยายช่องทางการแลกใช้ และเชื่อมต่อกับพันธมิตรในวงกว้าง การเชื่อมโยงระบบการชำระเงิน สิทธิประโยชน์ และทางเลือกในการใช้จ่ายที่หลากหลาย รวมถึงศักยภาพของธนาคารไร้สาขา ในอนาคต จะยิ่งช่วยให้ทรูมันนี่สามารถมอบประสบการณ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ผู้ใช้แต่ละคนได้ดียิ่งขึ้น ทั้งในด้านความสะดวก มอบความคุณค่า และเปิดโอกาสให้ผู้คนเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างทั่วถึงตลอดการใช้ชีวิตประจำวัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;ยุทธศาสตร์ที่ 4: แพลตฟอร์มการเงินอัจฉริยะ ที่ขับเคลื่อนด้วย AI และข้อมูล&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทรูมันนี่ กำลังเดินหน้าพัฒนาประสบการณ์ทางการเงินที่ขับเคลื่อนด้วย AI และข้อมูล โดยเมื่อเร็วๆ นี้บริษัทฯ ได้ปรับหน้าจอแอปให้จัดวางเมนูต่างๆ ให้เข้ากับความสนใจของแต่ละผู้ใช้โดยอัตโนมัติ และยังได้เปิดตัวฟีเจอร์ Money Buddy ซึ่งเป็นผู้ช่วยทางการเงินที่จะให้การแจ้งเตือน และคำแนะนำที่เหมาะสมเฉพาะผู้ใช้นั้น ๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โดยบริษัทฯ มองว่า AI ได้กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการสร้างประสบการณ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างถูกที่ถูกเวลาและยกระดับการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น โดยนอกเหนือจากการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ทรูมันนี่ยังนำ AI มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานภายในองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ยกระดับระบบอัตโนมัติ และช่วยให้องค์กรสามารถสร้างสรรค์และต่อยอดนวัตกรรมได้อย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;มนสินี นาคปนันท์&lt;/strong&gt; กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด ระบุว่า ความคาดหวังของผู้ใช้กำลังเปลี่ยนจากการจ่ายได้สะดวก ไปสู่บริการทางการเงินที่เข้าใจบริบทและผสานกับชีวิตประจำวันมากขึ้น สำหรับทรูมันนี่ การแตะจ่ายจึงเป็นทั้งช่องทางชำระเงินใหม่และจุดตั้งต้นของการเชื่อมบริการการเงินเข้ากับการใช้จ่ายในแต่ละวัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การเปิดให้ใช้ผ่านแอปโดยไม่ต้องอาศัยบัตรเครดิตอาจช่วยลดข้อจำกัดสำหรับผู้ใช้บางกลุ่ม แต่ความสำเร็จของบริการจะขึ้นกับความครอบคลุมของจุดรับชำระ ความต่อเนื่องของประสบการณ์ระหว่างระบบทั้งสองแบบ และการขยายบริการตามแผนที่บริษัทประกาศไว้&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/news/truemoney-tap-paymenttech-launch-thailand"/>
    <summary type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784295283_truemoney-32.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;ทรูมันนี่ประกาศยุทธศาสตร์ &lt;strong&gt;PaymentTech&lt;/strong&gt; พร้อมเปิดตัว&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;แตะจ่ายด้วยทรูมันนี่&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ฟีเจอร์ชำระเงินแบบไร้สัมผัสผ่านแอปที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีหรือผูกบัตรเครดิต โดยเริ่มให้บริการผ่านอุปกรณ์ BlueTap ที่ร้าน 7-Eleven และร้านค้าพันธมิตร ก่อนขยายไปยังจุดรับชำระอื่น รวมถึงเครื่อง EDC ที่รองรับ Contactless สำหรับผู้ใช้ Android ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2569&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การเปิดตัวครั้งนี้เกิดขึ้นในงาน &lt;strong&gt;&amp;ldquo;Tap Forward: Your Everyday Money Companion&amp;rdquo;&lt;/strong&gt; เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม โดยทรูมันนี่วางฟีเจอร์แตะจ่ายไว้เป็นส่วนหนึ่งของการขยับจากแอปวอลเล็ตไปสู่แพลตฟอร์มการเงินที่เชื่อมการใช้จ่าย สิทธิประโยชน์ และบริการทางการเงินเข้าด้วยกัน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;แตะจ่าย 2 รูปแบบ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784295297_truemoney-6.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;รูปแบบแรกคือการแตะจ่ายผ่านเครื่อง &lt;strong&gt;BlueTap&lt;/strong&gt; สีส้ม ซึ่งมีวงแหวนไฟสีน้ำเงินตรงกลาง ผู้ใช้ทั้ง iOS และ Android ที่มีแอปทรูมันนี่สามารถแตะจ่ายในเครือข่ายร้านค้าพันธมิตรได้ บริษัทเรียกระบบนี้ว่า Closed Loop เพราะอยู่ภายในเครือข่ายร้านค้าที่ร่วมให้บริการกับทรูมันนี่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784295292_truemoney-7.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกรูปแบบคือการแตะจ่ายที่เครื่อง &lt;strong&gt;EDC&lt;/strong&gt; ซึ่งมีสัญลักษณ์ Contactless หรือ Open Loop โดยจะเปิดให้ผู้ใช้ Android ใช้งานตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ผ่านความร่วมมือกับ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;Alipay+&lt;/strong&gt; และเทคโนโลยี&lt;strong&gt;&amp;nbsp;Mastercard Wallet Pay&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;โดยไม่ต้องสมัครหรือผูกบัตรเครดิต&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บริษัทระบุว่า การให้บริการทั้งสองรูปแบบเป็นครั้งแรกที่ผู้ใช้สามารถแตะจ่ายได้ทั้งผ่านระบบ Closed Loop และ Open Loop ในบริการเดียวกัน ขณะที่การเปิดใช้ผ่าน BlueTap ทำให้ผู้ใช้ iOS และ Android แตะจ่ายได้โดยใช้แอปเป็นตัวกลาง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;จากฟีเจอร์สู่เครือข่ายการจ่าย&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;BlueTap เริ่มให้บริการแล้วที่ร้าน 7-Eleven และร้านค้าพันธมิตร โดยมีแผนเพิ่มจุดรับชำระเป็นมากกว่า 50,000 จุดภายในเดือนกันยายน 2569 ส่วนบริการแตะจ่ายผ่านเครื่อง EDC บริษัทระบุว่าเครือข่ายครอบคลุมจุดรับชำระมากกว่า 900,000 จุดในไทย และมากกว่า 150 ล้านจุดรับชำระใน 220 ประเทศและเขตการท่องเที่ยวทั่วโลก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัจจุบัน มีผู้ใช้แตะจ่ายผ่าน BlueTap แล้วมากกว่า 1.5 ล้านคน รวมกว่า 5 ล้านครั้ง โดย 70% เป็นผู้ใช้ iOS และ 30% เป็นผู้ใช้ Android นอกจากนี้ ร้านค้าพันธมิตรรายหนึ่งมียอดขายจากผู้ใช้ทรูมันนี่เพิ่มขึ้นมากกว่า 50% หลังเปิดบริการ ขณะที่ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อผู้ใช้เพิ่มขึ้นราว 14% ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลลัพธ์ที่บริษัทเปิดเผยและยังไม่ได้ระบุชื่อร้านค้าหรือช่วงเวลาวัดผล&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ขยายไปถึงการเดินทาง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ทิศทางถัดไปของฟีเจอร์นี้คือการใช้กับการเดินทาง ปัจจุบันผู้ใช้สามารถแตะจ่ายค่าโดยสารบนรถ ขสมก. กว่า 6,000 คันในกรุงเทพฯ ผ่านเครื่อง EDC ที่พนักงานเก็บค่าโดยสารถืออยู่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บริษัทยังอยู่ระหว่างหารือกับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เพื่อพัฒนาการแตะจ่ายที่ทางเข้าสถานี MRT สายสีน้ำเงินและสายสีม่วง โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการในไตรมาส 4 ปี 2569 หากแผนเดินหน้าตามกำหนด ผู้โดยสารสามารถใช้แอปเพื่อเข้าสถานีได้โดยไม่ต้องซื้อตั๋วหรือบัตรโดยสารแยกต่างหาก&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;4 ยุทธศาสตร์ PaymentTech&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;นอกจากฟีเจอร์แตะจ่าย ทรูมันนี่ประกาศ 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ การพัฒนานวัตกรรมการจ่ายในชีวิตประจำวัน การเชื่อมเครือข่ายพาร์ตเนอร์ทั้งในและต่างประเทศ การเพิ่มความคุ้มค่าผ่าน TrueMoney Coins และการใช้ AI กับข้อมูลเพื่อปรับประสบการณ์ตามผู้ใช้&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;&lt;u&gt;&lt;strong&gt;ยุทธศาสตร์ที่ 1: นวัตกรรมการชำระเงินที่ไร้รอยต่อ และตอบโจทย์ชีวิตในทุกวัน&lt;/strong&gt;&lt;/u&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทรูมันนี่ มุ่งมั่นยกระดับประสบการณ์การชำระเงินในชีวิตประจำวันให้รวดเร็ว ง่าย และไร้รอยต่อยิ่งขึ้น ผ่านการเปิดตัวนวัตกรรมต่าง ๆ อาทิ การแตะจ่าย การตั้งชำระเงินอัตโนมัติ ตลอดจนบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ที่จะเข้ามาตอบโจทย์ชีวิตประจำวันในอนาคต โดยนอกเหนือจากการชำระเงิน ทรูมันนี่ยังเดินหน้าขยายประสบการณ์ทางการเงินให้ครอบคลุมทั้งการใช้จ่าย ออม ลงทุน และการบริหารจัดการเงินในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถจัดการเรื่องเงินได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้นในแอปเดียว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;ยุทธศาสตร์ที่ 2: การเชื่อมต่อเครือข่ายพาร์ตเนอร์และอีโคซิสเต็มส์ที่แข็งแกร่งทั้งในและต่างประเทศ&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทรูมันนี่ เดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศการชำระเงิน ผ่านการขยายและเชื่อมต่อเครือข่ายร้านค้า ช่องทางการชำระเงิน และการชำระเงินข้ามพรมแดน โดยในปัจจุบัน ผู้บริโภคสามารถใช้ทรูมันนี่ได้อย่างสะดวกและไร้รอยต่อบนแพลตฟอร์มออนไลน์และบริการดิจิทัลชั้นนำ รวมถึงจุดรับชำระเงินมากกว่า 7 ล้านจุดทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน ด้วยเครือข่ายการชำระเงินข้ามพรมแดนและความร่วมมือกับ Alipay+ ทรูมันนี่ยังช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถชำระเงินได้ในกว่า 50 ประเทศ
และเขตการท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งในเร็วๆ นี้กำลังจะขยายเป็น 220 ประเทศและเขตการท่องเที่ยวทั่วโลก และเพื่อตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ไร้พรมแดนของผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้น ทรูมันนี่ กำลังเดินหน้าขยายเครือข่ายการรับชำระเงินในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเปิดให้ผู้ใช้งานสามารถแตะจ่ายด้วยทรูมันนี่ได้ที่จุดรับชำระในต่างประเทศด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;ยุทธศาสตร์ที่ 3: ยกระดับความคุ้มค่าในการใช้จ่าย&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทรูมันนี่ เดินหน้ายกระดับการให้สิทธิประโยชน์เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าให้ทุกการใช้จ่าย โดยเตรียมทำให้ TrueMoney Coins เป็น Loyalty Platform ที่ครบครันยิ่งขึ้น ทั้งการเพิ่มสิทธิประโยชน์ ขยายช่องทางการแลกใช้ และเชื่อมต่อกับพันธมิตรในวงกว้าง การเชื่อมโยงระบบการชำระเงิน สิทธิประโยชน์ และทางเลือกในการใช้จ่ายที่หลากหลาย รวมถึงศักยภาพของธนาคารไร้สาขา ในอนาคต จะยิ่งช่วยให้ทรูมันนี่สามารถมอบประสบการณ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ผู้ใช้แต่ละคนได้ดียิ่งขึ้น ทั้งในด้านความสะดวก มอบความคุณค่า และเปิดโอกาสให้ผู้คนเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างทั่วถึงตลอดการใช้ชีวิตประจำวัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;u&gt;ยุทธศาสตร์ที่ 4: แพลตฟอร์มการเงินอัจฉริยะ ที่ขับเคลื่อนด้วย AI และข้อมูล&lt;/u&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทรูมันนี่ กำลังเดินหน้าพัฒนาประสบการณ์ทางการเงินที่ขับเคลื่อนด้วย AI และข้อมูล โดยเมื่อเร็วๆ นี้บริษัทฯ ได้ปรับหน้าจอแอปให้จัดวางเมนูต่างๆ ให้เข้ากับความสนใจของแต่ละผู้ใช้โดยอัตโนมัติ และยังได้เปิดตัวฟีเจอร์ Money Buddy ซึ่งเป็นผู้ช่วยทางการเงินที่จะให้การแจ้งเตือน และคำแนะนำที่เหมาะสมเฉพาะผู้ใช้นั้น ๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โดยบริษัทฯ มองว่า AI ได้กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการสร้างประสบการณ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างถูกที่ถูกเวลาและยกระดับการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น โดยนอกเหนือจากการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ทรูมันนี่ยังนำ AI มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานภายในองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ยกระดับระบบอัตโนมัติ และช่วยให้องค์กรสามารถสร้างสรรค์และต่อยอดนวัตกรรมได้อย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;มนสินี นาคปนันท์&lt;/strong&gt; กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด ระบุว่า ความคาดหวังของผู้ใช้กำลังเปลี่ยนจากการจ่ายได้สะดวก ไปสู่บริการทางการเงินที่เข้าใจบริบทและผสานกับชีวิตประจำวันมากขึ้น สำหรับทรูมันนี่ การแตะจ่ายจึงเป็นทั้งช่องทางชำระเงินใหม่และจุดตั้งต้นของการเชื่อมบริการการเงินเข้ากับการใช้จ่ายในแต่ละวัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การเปิดให้ใช้ผ่านแอปโดยไม่ต้องอาศัยบัตรเครดิตอาจช่วยลดข้อจำกัดสำหรับผู้ใช้บางกลุ่ม แต่ความสำเร็จของบริการจะขึ้นกับความครอบคลุมของจุดรับชำระ ความต่อเนื่องของประสบการณ์ระหว่างระบบทั้งสองแบบ และการขยายบริการตามแผนที่บริษัทประกาศไว้&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-07-17T05:36:34+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/ai/google-deepmind-isomorphic-labs-bioresilience-ai-biosecurity</id>
    <title>DeepMind + Isomorphic Labs กางแผนคุมดาบสองคม ใช้ AI ป้องกัน AI จากการสร้างเชื้อโรคชนิดใหม่</title>
    <updated>2026-07-17T01:11:18+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784279154_DeepMind_%2B_Isomorphic_800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;AI ตัวเดียวกันที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ออกแบบวัคซีนได้เร็วขึ้นหลายเท่า ก็อาจถูกดัดแปลงไปใช้ออกแบบเชื้อโรคชนิดใหม่ได้เช่นกัน ความย้อนแย้งข้อนี้คือโจทย์ที่ Google DeepMind และ Isomorphic Labs สองบริษัท AI ในเครือ Alphabet พยายามตอบด้วยการประกาศแนวทางร่วมด้านความยืดหยุ่นต่อภัยชีวภาพ (Bioresilience) ออกมาเป็นครั้งแรก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แนวทางนี้ตั้งอยู่บนภารกิจสองด้านที่เดินคู่กัน ด้านหนึ่งคือการป้องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีนำโมเดลของบริษัทไปใช้ในทางที่ผิด อีกด้านหนึ่งคือการเปิดให้รัฐบาล นักวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางชีวภาพ ได้ใช้เทคโนโลยีเดียวกันนี้สร้างเกราะป้องกันให้สังคมพร้อมรับมือการระบาดในอนาคต โดย Google DeepMind ระบุว่าตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา ได้เดินหน้าความร่วมมือกว่า 15 โครงการกับหน่วยงานรัฐ องค์กรด้านความมั่นคงทางชีวภาพ และกลุ่มวิจัยต่าง ๆ ไปแล้ว&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ทำไมยักษ์ AI ต้องลงมาเล่นเรื่องเชื้อโรค&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เหตุผลสำคัญคือภูมิทัศน์ความมั่นคงทางชีวภาพของโลกกำลังเปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งระบบนิเวศทางธรรมชาติที่แปรปรวน การเดินทางข้ามพรมแดนที่หนาแน่น และความเสี่ยงที่ AI จะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ทั้งหมดนี้ทำให้โลกต้องระแวดระวังมากขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน DeepMind มองว่า AI เองก็เป็นเครื่องมือสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการตอบโต้ภัยเหล่านี้ เพราะโมเดล AI ระดับแนวหน้า และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่ตามมา คือสิ่งที่จะช่วยให้สังคมฟื้นตัวจากเหตุการณ์อย่างการระบาดครั้งใหม่ได้เร็วขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จุดเปลี่ยนที่ทำให้เรื่องนี้เป็นไปได้จริงคือชุดเทคโนโลยีที่ DeepMind และ Isomorphic Labs พัฒนาขึ้น เริ่มจาก AlphaFold ที่ทำแผนที่โครงสร้างสามมิติของโปรตีนเกือบทั้งหมดที่มนุษย์รู้จักราว 200 ล้านชนิด จน Demis Hassabis ซีอีโอ DeepMind และ John Jumper คว้ารางวัลโนเบลสาขาเคมีปี 2024 ไปครอง ต่อด้วย IsoDDE (Isomorphic Labs Drug Design Engine) เครื่องมือออกแบบยาที่ให้ความแม่นยำระดับใช้งานจริงกับระบบชีวภาพที่ซับซ้อน และ AlphaGenome ที่ช่วยไขว่าจีโนมทำงานอย่างไร เทคโนโลยีเหล่านี้เปลี่ยนสมดุลจากการ 'ตั้งรับรอให้เกิดการระบาดแล้วค่อยแก้' มาเป็นการออกแบบแนวป้องกันเชิงรุกได้ล่วงหน้า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จากฐานนี้ ทั้งสองบริษัทจึงเปิดให้พันธมิตรที่ไว้วางใจได้เข้าถึงโมเดลและเอเจนต์ AI ของตน เพื่อขับเคลื่อนงานใน 3 ด้านหลัก คือ การป้องกัน (Prevent) การตรวจจับ (Detect) และการตอบสนอง (Respond)&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;Prevent ปิดประตูไม่ให้โมเดลตกอยู่ในมือผิด&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ด้านการป้องกัน DeepMind วางกระบวนการความปลอดภัยไว้ 4 ขั้นตอนสำหรับโมเดลอย่าง Gemini เพื่อให้ปลอดภัยและยังเป็นประโยชน์กับผู้เชี่ยวชาญจริง ได้แก่ การจำลองภัยคุกคาม (Threat Modeling) การประเมินความเสี่ยง (Evaluations) การวางมาตรการลดความเสี่ยง (Mitigations) และการเฝ้าติดตาม (Monitoring) โดยทำงานใกล้ชิดกับนักชีววิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทั้งภายในบริษัทและพันธมิตรภายนอก เพื่อทำความเข้าใจภัยที่อาจเกิด ทดสอบโมเดลกับภัยเหล่านั้น แล้วสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแรงเข้าไปในตัวโมเดล&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ไฮไลต์ที่น่าสนใจคือความพยายามนำเทคโนโลยีลายน้ำดิจิทัล (SynthID) ซึ่งเดิมใช้ฝังลายน้ำในคอนเทนต์ที่ AI สร้างขึ้น มาปรับใช้กับโลกชีววิทยา แนวคิดคือการช่วยให้ผู้ให้บริการสังเคราะห์ DNA สามารถคัดกรองลำดับพันธุกรรมที่ AI สร้างขึ้นและอาจมีความเสี่ยงได้ก่อนที่จะผลิตออกมาเป็นชิ้นงานจริง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;Detect จับสัญญาณการระบาดให้เร็วและถูกลง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ด้านการตรวจจับ เป้าหมายคือทำให้การเฝ้าระวังเชื้อก่อโรค (Pathogen Surveillance) มีต้นทุนถูกลงและได้ผลเร็วขึ้น ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือเอเจนต์ AlphaEvolve ที่นำมาช่วยปรับปรุงอัลกอริทึมสำหรับผลิตและวิเคราะห์ข้อมูลการถอดรหัสพันธุกรรมแบบเมตาจีโนม (Metagenomic Sequencing) ผลลัพธ์คือการวิเคราะห์ DNA ทำได้เร็วและแม่นยำขึ้น ทำให้การไล่ตามร่องรอยโรคระบาดทั่วโลกในสเกลใหญ่มีต้นทุนถูกลงอย่างมีนัยสำคัญ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ทีมงานยังกำลังสำรวจว่าเทคโนโลยีอย่าง AlphaGenome และการอธิบายหน้าที่ของโปรตีน (Protein Function Annotation) จะนำมาใช้ตรวจจับและระบุลักษณะเชื้อก่อโรคจากข้อมูลลำดับพันธุกรรมได้อย่างไร ซึ่งจะช่วยให้มองเห็นรูปแบบแปลกใหม่และภัยคุกคามที่เพิ่งก่อตัวได้เร็วกว่าวิธีการแบบเดิม&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;Respond ออกแบบวัคซีนแข่งกับเวลา&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ด้านการตอบสนองคือจุดที่ DeepMind ต่อยอดจากผลงานของ AlphaFold โดยตรง ด้วยการเปิดให้นักวิจัยที่ไว้วางใจได้เข้าถึงระบบ AI รุ่นล่าสุด เพื่อเร่งการออกแบบวัคซีนและมาตรการรับมืออื่น ๆ ทั้งสำหรับภัยที่รู้จักอยู่แล้วและภัยชนิดใหม่ที่ไม่เคยเจอมาก่อน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในฝั่ง Isomorphic Labs ได้ตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อนำเครื่องมือออกแบบยา IsoDDE ไปใช้อย่างรวดเร็วในการออกแบบมาตรการทางการแพทย์ ทั้งรับมือการระบาดที่เกิดตามธรรมชาติและความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการใช้ AI ขั้นสูงในทางที่ผิด โดยทำงานร่วมกับรัฐบาลและหน่วยงานสาธารณสุขระดับโลก เพื่อพัฒนากลยุทธ์การวินิจฉัยและการรักษาที่หลากหลาย ทั้งนี้ Isomorphic Labs เป็นบริษัทที่ Demis Hassabis ก่อตั้งขึ้นในปี 2021 และเพิ่งปิดรอบระดมทุน Series B มูลค่า 2.1 พันล้านดอลลาร์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 ซึ่ง BioSpace ระบุว่าเป็นดีลระดมทุนด้านเทคโนโลยีชีวภาพที่ใหญ่เป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังมีความร่วมมือออกแบบยากับ Novartis และ Eli Lilly อยู่แล้ว&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เมื่อบริษัท AI ยอมไม่ปล่อยโมเดล ถ้าคุมความเสี่ยงไม่ได้&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;DeepMind ย้ำว่างานทั้งหมดนี้เป็นความพยายามระยะยาวที่ซับซ้อน และเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางกว้างขึ้นในการบริหารความเสี่ยงด้านเคมี ชีวภาพ รังสี และนิวเคลียร์ (Chemical, Biological, Radiological and Nuclear: CBRN) ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการลดความเสี่ยงเชิงรุกและระเบียบการประเมินอย่างเข้มงวดภายใต้กรอบความปลอดภัยของโมเดลแนวหน้า (Frontier Safety Framework) ของบริษัท&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือท่าทีของผู้บริหาร รายงานบทสัมภาษณ์พิเศษของ Reuters ระบุว่า Helen King รองประธานฝ่าย Responsibility ของ Google DeepMind ยืนยันจุดยืนไว้อย่างชัดเจนว่า 'หากเราพบว่าโมเดลกำลังเข้าใกล้ระดับความสามารถที่เป็นอันตราย และเรายังไม่มีมาตรการป้องกันที่เหมาะสม เราก็จะไม่ปล่อยโมเดลนั้นออกมา' สะท้อนว่าบริษัทพร้อมชะลอการเปิดตัวโมเดลหากยังคุมความเสี่ยงไม่ได้ ด้าน Owen Larter ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายนโยบาย Frontier AI และกิจการระหว่างประเทศ เสริมว่าห้องแล็บ AI ระดับแนวหน้าต่างเห็นตรงกันว่าต้องมีการทดสอบอย่างเข้มงวดก่อนปล่อยโมเดลออกสู่สาธารณะ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;DeepMind และ Isomorphic Labs ประกาศว่าจะทำงานอย่างเปิดกว้างและร่วมมือกับห้องแล็บด้านความมั่นคงทางชีวภาพ รัฐบาล และชุมชนวิทยาศาสตร์ในวงกว้าง พร้อมเปิดรับพันธมิตรใหม่เพิ่มเติม ความเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเปิดตัวเครื่องมือใหม่ แต่คือการวางตำแหน่งให้ AI เป็นทั้งเกราะและดาบในสมรภูมิความมั่นคงทางชีวภาพ ก่อนที่วันหนึ่งความสามารถแบบเดียวกันนี้จะตกไปอยู่ในมือของผู้ที่ตั้งใจใช้มันสร้างภัยแทนที่จะป้องกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา:&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;a href="https://deepmind.google/blog/our-approach-to-bioresilience/" target="_blank"&gt;Google DeepMind&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://tech.yahoo.com/ai/gemini/articles/exclusive-google-deepmind-expands-biosecurity-100005302.html" target="_blank"&gt;Reuters&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.biospace.com/business/ai-fueled-isomorphic-bags-2-1b-the-second-largest-biotech-round-ever" target="_blank"&gt;BioSpace&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.biopharmadive.com/news/isomorphic-venture-raise-alphabet-ai-drug-discovery/743983/" target="_blank"&gt;BioPharma Dive&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/ai/google-deepmind-isomorphic-labs-bioresilience-ai-biosecurity"/>
    <summary type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784279154_DeepMind_%2B_Isomorphic_800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;AI ตัวเดียวกันที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ออกแบบวัคซีนได้เร็วขึ้นหลายเท่า ก็อาจถูกดัดแปลงไปใช้ออกแบบเชื้อโรคชนิดใหม่ได้เช่นกัน ความย้อนแย้งข้อนี้คือโจทย์ที่ Google DeepMind และ Isomorphic Labs สองบริษัท AI ในเครือ Alphabet พยายามตอบด้วยการประกาศแนวทางร่วมด้านความยืดหยุ่นต่อภัยชีวภาพ (Bioresilience) ออกมาเป็นครั้งแรก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แนวทางนี้ตั้งอยู่บนภารกิจสองด้านที่เดินคู่กัน ด้านหนึ่งคือการป้องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีนำโมเดลของบริษัทไปใช้ในทางที่ผิด อีกด้านหนึ่งคือการเปิดให้รัฐบาล นักวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางชีวภาพ ได้ใช้เทคโนโลยีเดียวกันนี้สร้างเกราะป้องกันให้สังคมพร้อมรับมือการระบาดในอนาคต โดย Google DeepMind ระบุว่าตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา ได้เดินหน้าความร่วมมือกว่า 15 โครงการกับหน่วยงานรัฐ องค์กรด้านความมั่นคงทางชีวภาพ และกลุ่มวิจัยต่าง ๆ ไปแล้ว&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ทำไมยักษ์ AI ต้องลงมาเล่นเรื่องเชื้อโรค&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เหตุผลสำคัญคือภูมิทัศน์ความมั่นคงทางชีวภาพของโลกกำลังเปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งระบบนิเวศทางธรรมชาติที่แปรปรวน การเดินทางข้ามพรมแดนที่หนาแน่น และความเสี่ยงที่ AI จะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ทั้งหมดนี้ทำให้โลกต้องระแวดระวังมากขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน DeepMind มองว่า AI เองก็เป็นเครื่องมือสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการตอบโต้ภัยเหล่านี้ เพราะโมเดล AI ระดับแนวหน้า และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่ตามมา คือสิ่งที่จะช่วยให้สังคมฟื้นตัวจากเหตุการณ์อย่างการระบาดครั้งใหม่ได้เร็วขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จุดเปลี่ยนที่ทำให้เรื่องนี้เป็นไปได้จริงคือชุดเทคโนโลยีที่ DeepMind และ Isomorphic Labs พัฒนาขึ้น เริ่มจาก AlphaFold ที่ทำแผนที่โครงสร้างสามมิติของโปรตีนเกือบทั้งหมดที่มนุษย์รู้จักราว 200 ล้านชนิด จน Demis Hassabis ซีอีโอ DeepMind และ John Jumper คว้ารางวัลโนเบลสาขาเคมีปี 2024 ไปครอง ต่อด้วย IsoDDE (Isomorphic Labs Drug Design Engine) เครื่องมือออกแบบยาที่ให้ความแม่นยำระดับใช้งานจริงกับระบบชีวภาพที่ซับซ้อน และ AlphaGenome ที่ช่วยไขว่าจีโนมทำงานอย่างไร เทคโนโลยีเหล่านี้เปลี่ยนสมดุลจากการ 'ตั้งรับรอให้เกิดการระบาดแล้วค่อยแก้' มาเป็นการออกแบบแนวป้องกันเชิงรุกได้ล่วงหน้า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จากฐานนี้ ทั้งสองบริษัทจึงเปิดให้พันธมิตรที่ไว้วางใจได้เข้าถึงโมเดลและเอเจนต์ AI ของตน เพื่อขับเคลื่อนงานใน 3 ด้านหลัก คือ การป้องกัน (Prevent) การตรวจจับ (Detect) และการตอบสนอง (Respond)&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;Prevent ปิดประตูไม่ให้โมเดลตกอยู่ในมือผิด&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ด้านการป้องกัน DeepMind วางกระบวนการความปลอดภัยไว้ 4 ขั้นตอนสำหรับโมเดลอย่าง Gemini เพื่อให้ปลอดภัยและยังเป็นประโยชน์กับผู้เชี่ยวชาญจริง ได้แก่ การจำลองภัยคุกคาม (Threat Modeling) การประเมินความเสี่ยง (Evaluations) การวางมาตรการลดความเสี่ยง (Mitigations) และการเฝ้าติดตาม (Monitoring) โดยทำงานใกล้ชิดกับนักชีววิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทั้งภายในบริษัทและพันธมิตรภายนอก เพื่อทำความเข้าใจภัยที่อาจเกิด ทดสอบโมเดลกับภัยเหล่านั้น แล้วสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแรงเข้าไปในตัวโมเดล&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ไฮไลต์ที่น่าสนใจคือความพยายามนำเทคโนโลยีลายน้ำดิจิทัล (SynthID) ซึ่งเดิมใช้ฝังลายน้ำในคอนเทนต์ที่ AI สร้างขึ้น มาปรับใช้กับโลกชีววิทยา แนวคิดคือการช่วยให้ผู้ให้บริการสังเคราะห์ DNA สามารถคัดกรองลำดับพันธุกรรมที่ AI สร้างขึ้นและอาจมีความเสี่ยงได้ก่อนที่จะผลิตออกมาเป็นชิ้นงานจริง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;Detect จับสัญญาณการระบาดให้เร็วและถูกลง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ด้านการตรวจจับ เป้าหมายคือทำให้การเฝ้าระวังเชื้อก่อโรค (Pathogen Surveillance) มีต้นทุนถูกลงและได้ผลเร็วขึ้น ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือเอเจนต์ AlphaEvolve ที่นำมาช่วยปรับปรุงอัลกอริทึมสำหรับผลิตและวิเคราะห์ข้อมูลการถอดรหัสพันธุกรรมแบบเมตาจีโนม (Metagenomic Sequencing) ผลลัพธ์คือการวิเคราะห์ DNA ทำได้เร็วและแม่นยำขึ้น ทำให้การไล่ตามร่องรอยโรคระบาดทั่วโลกในสเกลใหญ่มีต้นทุนถูกลงอย่างมีนัยสำคัญ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ทีมงานยังกำลังสำรวจว่าเทคโนโลยีอย่าง AlphaGenome และการอธิบายหน้าที่ของโปรตีน (Protein Function Annotation) จะนำมาใช้ตรวจจับและระบุลักษณะเชื้อก่อโรคจากข้อมูลลำดับพันธุกรรมได้อย่างไร ซึ่งจะช่วยให้มองเห็นรูปแบบแปลกใหม่และภัยคุกคามที่เพิ่งก่อตัวได้เร็วกว่าวิธีการแบบเดิม&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;Respond ออกแบบวัคซีนแข่งกับเวลา&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ด้านการตอบสนองคือจุดที่ DeepMind ต่อยอดจากผลงานของ AlphaFold โดยตรง ด้วยการเปิดให้นักวิจัยที่ไว้วางใจได้เข้าถึงระบบ AI รุ่นล่าสุด เพื่อเร่งการออกแบบวัคซีนและมาตรการรับมืออื่น ๆ ทั้งสำหรับภัยที่รู้จักอยู่แล้วและภัยชนิดใหม่ที่ไม่เคยเจอมาก่อน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในฝั่ง Isomorphic Labs ได้ตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อนำเครื่องมือออกแบบยา IsoDDE ไปใช้อย่างรวดเร็วในการออกแบบมาตรการทางการแพทย์ ทั้งรับมือการระบาดที่เกิดตามธรรมชาติและความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการใช้ AI ขั้นสูงในทางที่ผิด โดยทำงานร่วมกับรัฐบาลและหน่วยงานสาธารณสุขระดับโลก เพื่อพัฒนากลยุทธ์การวินิจฉัยและการรักษาที่หลากหลาย ทั้งนี้ Isomorphic Labs เป็นบริษัทที่ Demis Hassabis ก่อตั้งขึ้นในปี 2021 และเพิ่งปิดรอบระดมทุน Series B มูลค่า 2.1 พันล้านดอลลาร์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 ซึ่ง BioSpace ระบุว่าเป็นดีลระดมทุนด้านเทคโนโลยีชีวภาพที่ใหญ่เป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังมีความร่วมมือออกแบบยากับ Novartis และ Eli Lilly อยู่แล้ว&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เมื่อบริษัท AI ยอมไม่ปล่อยโมเดล ถ้าคุมความเสี่ยงไม่ได้&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;DeepMind ย้ำว่างานทั้งหมดนี้เป็นความพยายามระยะยาวที่ซับซ้อน และเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางกว้างขึ้นในการบริหารความเสี่ยงด้านเคมี ชีวภาพ รังสี และนิวเคลียร์ (Chemical, Biological, Radiological and Nuclear: CBRN) ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการลดความเสี่ยงเชิงรุกและระเบียบการประเมินอย่างเข้มงวดภายใต้กรอบความปลอดภัยของโมเดลแนวหน้า (Frontier Safety Framework) ของบริษัท&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือท่าทีของผู้บริหาร รายงานบทสัมภาษณ์พิเศษของ Reuters ระบุว่า Helen King รองประธานฝ่าย Responsibility ของ Google DeepMind ยืนยันจุดยืนไว้อย่างชัดเจนว่า 'หากเราพบว่าโมเดลกำลังเข้าใกล้ระดับความสามารถที่เป็นอันตราย และเรายังไม่มีมาตรการป้องกันที่เหมาะสม เราก็จะไม่ปล่อยโมเดลนั้นออกมา' สะท้อนว่าบริษัทพร้อมชะลอการเปิดตัวโมเดลหากยังคุมความเสี่ยงไม่ได้ ด้าน Owen Larter ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายนโยบาย Frontier AI และกิจการระหว่างประเทศ เสริมว่าห้องแล็บ AI ระดับแนวหน้าต่างเห็นตรงกันว่าต้องมีการทดสอบอย่างเข้มงวดก่อนปล่อยโมเดลออกสู่สาธารณะ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;DeepMind และ Isomorphic Labs ประกาศว่าจะทำงานอย่างเปิดกว้างและร่วมมือกับห้องแล็บด้านความมั่นคงทางชีวภาพ รัฐบาล และชุมชนวิทยาศาสตร์ในวงกว้าง พร้อมเปิดรับพันธมิตรใหม่เพิ่มเติม ความเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเปิดตัวเครื่องมือใหม่ แต่คือการวางตำแหน่งให้ AI เป็นทั้งเกราะและดาบในสมรภูมิความมั่นคงทางชีวภาพ ก่อนที่วันหนึ่งความสามารถแบบเดียวกันนี้จะตกไปอยู่ในมือของผู้ที่ตั้งใจใช้มันสร้างภัยแทนที่จะป้องกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา:&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;a href="https://deepmind.google/blog/our-approach-to-bioresilience/" target="_blank"&gt;Google DeepMind&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://tech.yahoo.com/ai/gemini/articles/exclusive-google-deepmind-expands-biosecurity-100005302.html" target="_blank"&gt;Reuters&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.biospace.com/business/ai-fueled-isomorphic-bags-2-1b-the-second-largest-biotech-round-ever" target="_blank"&gt;BioSpace&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.biopharmadive.com/news/isomorphic-venture-raise-alphabet-ai-drug-discovery/743983/" target="_blank"&gt;BioPharma Dive&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-07-17T01:11:18+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/ai/waico-china-global-ai-organization</id>
    <title>WAICO คืออะไร? เจาะลึกองค์กรความร่วมมือ AI ระดับโลกที่จีนตั้งขึ้นมาเพื่อเขียนกฎเกณฑ์ใหม่</title>
    <updated>2026-07-17T00:16:18+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;ถ้าเราย้อนกลับไปดูระเบียบโลกในช่วง 80 ปีที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรตะวันตกคือผู้นั่งหัวโต๊ะและเป็นคนถือปากกาเขียนกฎเกณฑ์ทั้งหมด นับตั้งแต่การก่อตั้ง UN ในปี 1945 ตามมาด้วย IMF และ World Bank ผ่านข้อตกลง Bretton Woods (การประชุมทางการเงินและการคลังระหว่างประเทศที่จัดขึ้นในปี ค.ศ. 1944 โดยตัวแทนจาก 44 ประเทศ กำหนดโครงสร้างการเงินโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และนำไปสู่การก่อตั้งสถาบันการเงินที่สำคัญระดับโลก)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;องค์กรเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เวทีประชุมนานาชาติธรรมดา ๆ แต่คือ &lt;strong&gt;กระดานใบเก่า&lt;/strong&gt; ที่กำหนดว่าใครมีสิทธิ์ยับยั้ง ใครจะได้รับความช่วยเหลือทางการเงินก่อน และมาตรฐานแบบไหนที่โลกทั้งใบต้องเดินตาม ซึ่งเป็นระเบียบโลกที่ขับเคลื่อนด้วยขั้วอำนาจเดียวมาอย่างยาวนาน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ในวันนี้ เมื่อเทคโนโลยี AI ก้าวเข้ามาเป็นทรัพยากรใหม่ที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ มนุษยชาติกำลังจะได้เห็นการสร้างกระดานใบใหม่ และปักกิ่งกำลังขยับหมากตัวสำคัญเพื่อก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของกระดานใบนี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784275987_WAICO_%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD_2.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;จากไอเดียสู่นโยบาย WAICO หมากตัวใหม่บนเวทีโลก&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สัปดาห์ที่ผ่านมา มีสัญญาณการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นสองเรื่องพร้อมกัน เรื่องแรกคือ Pew Research Center ได้เปิดเผยผลสำรวจที่น่าจับตาว่า เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 20 ปีที่คนทั่วโลกเริ่มมองจีนในแง่บวกมากกว่าสหรัฐฯ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และในวันเดียวกันนั้นเอง จีนก็ไม่ได้ปล่อยให้ตัวเลขนี้เป็นแค่กระแสในหน้ากระดาษ แต่ได้ประกาศจัดตั้งองค์กรระดับโลกแห่งใหม่อย่างเป็นทางการในชื่อ World AI Cooperation Organization (WAICO) มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่นครเซี่ยงไฮ้ และที่น่าสนใจที่สุดคือ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตทางการเมืองของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่เตรียมจะขึ้นเวที World AI Conference ด้วยตัวเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;WAICO เริ่มต้นด้วยสมาชิกก่อตั้ง 29 ประเทศ ตั้งแต่รัสเซีย คาซัคสถาน อินโดนีเซีย ปากีสถาน บราซิล ไปจนถึงลาว ฟังดูอาจเหมือนข่าวการทูตทั่วไป แต่ถ้าเราลองดูรายชื่อประเทศที่เข้าร่วม ดีเอ็นเอของประเทศเหล่านี้กำลังบอกเล่าเรื่องราวที่ลึกซึ้งกว่านั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;&amp;quot;ทุกประเทศในลิสต์นี้มีจุดร่วมเดียวกัน คือ พวกเขาไม่เคยมีที่นั่งหลักบนกระดานใบเก่า&amp;quot;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อ 80 ปีก่อน ตอนที่ UN หรือ IMF กำลังร่างกฎเกณฑ์ ประเทศกลุ่ม Global South เหล่านี้ยังไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเดินเข้าห้องประชุมด้วยซ้ำ แต่บนกระดานใบใหม่ของจีน พวกเขาได้รับการเชื้อเชิญให้มานั่งเก้าอี้ผู้ร่วมก่อตั้งตั้งแต่วันแรก นี่จึงเป็นเหตุผลที่คาซัคสถานถึงกับส่งรัฐมนตรี AI มาลงนามด้วยตัวเอง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;WAICO คืออะไรกันแน่&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;World Artificial Intelligence Cooperation Organization หรือ WAICO คือ องค์กรระหว่างประเทศอิสระระดับรัฐบาล หากย้อนกลับไปในเดือนกรกฎาคม 2025 หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ได้เสนอไอเดียเรื่อง WAICO นี้ไว้เป็นครั้งแรก ควบคู่ไปกับแผนปฏิบัติการธรรมาภิบาล AI ระดับโลกมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หลังจากนั้นไม่นาน ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้ตอกย้ำนโยบายนี้อีกครั้งบนเวทีประชุมสุดยอดผู้นำ APEC เมื่อปลายเดือนตุลาคม 2025 โดยสำนักข่าว Reuters รายงาน ระบุว่า WAICO จะเข้ามามีบทบาทในการวางกฎเกณฑ์ธรรมาภิบาล และผลักดันให้ AI กลายเป็นสาธารณสมบัติ ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ ก่อนที่กระบวนการทูตจะดำเนินไปอีกราว 9 เดือน จนกระทั่งเกิดการลงนามร่วมกันของประเทศสมาชิกในที่สุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในพิธีลงนามครั้งประวัติศาสตร์นี้ นอกจาก หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน จะเป็นผู้ลงนามในนามรัฐบาลปักกิ่งแล้ว สิ่งที่สร้างความประหลาดใจและดึงดูดสายตาจากนักวิเคราะห์ทั่วโลกคือการปรากฏตัวของ อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) ที่เดินทางมาร่วมเป็นสักขีพยานด้วยตัวเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การเคลื่อนไหวของผู้นำ UN ในครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณยอมรับและไม่เลือกที่จะเมินเฉยต่อกลไกอำนาจใบใหม่ที่จีนกำลังสร้างขึ้น โดยในข้อตกลงของ WAICO ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ตัวองค์กรจะยังคงยึดมั่นในหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ เน้นกระบวนการปรึกษาหารืออย่างกว้างขวาง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง&lt;/p&gt;&lt;h3&gt;โครงสร้างสมาชิกสะท้อนภาพ Global South&lt;/h3&gt;&lt;p&gt;เมื่อพิจารณาถึงโครงสร้างของสมาชิกผู้ก่อตั้ง สำนักข่าว Reuters ได้รวบรวมรายชื่อและพบว่าประกอบด้วย 29 ประเทศ โดยแบ่งเป็น&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ภูมิภาคเอเชีย: 12 ประเทศ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ภูมิภาคแอฟริกา: 10 ประเทศ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ภูมิภาคอื่น ๆ: ประเทศจากแถบละตินอเมริกา ยุโรปตะวันออก และรัสเซีย อาทิ เบลารุส เซอร์เบีย คิวบา บราซิล และเวเนซุเอลา&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ข้อสังเกตสำคัญคือ ในรายชื่อทั้งหมดนี้ ไม่มีรายชื่อของชาติตะวันตกในกลุ่มขั้วอำนาจเดิมปรากฏอยู่เลยแม้แต่ประเทศเดียว&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;นี่ไม่ใช่สงครามชิป แต่คือสงครามการเขียนมาตรฐาน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;George Chen จาก The Asia Group ได้สรุปปรากฏการณ์นี้ไว้ว่า&lt;em&gt;&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;องค์กรใหม่นี้ไม่ได้มีไว้แข่งกันที่ตัวเทคโนโลยี แต่มีไว้แข่งกันที่มาตรฐาน&amp;rdquo;&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่ผ่านมาเราอาจจะคุ้นเคยกับสงครามชิปหรือการบล็อกไม่ให้เข้าถึงโมเดล AI ขนาดใหญ่ ซึ่งนั่นคือการแข่งกันด้วยตัวเลขประสิทธิภาพ ใครแรงกว่า เร็วกว่า... ก็ชนะไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่การแข่งกันเขียนกฎเกณฑ์และมาตรฐานนั้นลึกซึ้งกว่ามาก มันคือการวัดว่าประเทศต่าง ๆ ในโลกจะยอมเดินตามกรอบความคิดของใคร และประวัติศาสตร์ก็บอกเราแล้วว่า เมื่อประเทศใดประเทศหนึ่งเลือกเดินตามมาตรฐานนั้นแล้ว การจะเปลี่ยนย้ายค่ายแทบจะเป็นไปไม่ได้ เหมือนที่โลกยอมเดินตามกฎ Bretton Woods มาตลอด 80 ปีโดยไม่มีข้อกังขา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จีนเข้าใจเกมนี้เป็นอย่างดี ในขณะที่สหรัฐฯ เลือกใช้กลยุทธ์ America First และแผน AI Action Plan ที่เน้นความมั่นคง ปิดประตูสร้างรั้วกั้นเทคโนโลยีขั้นสูงไว้กับพันธมิตรกลุ่มเล็ก ๆ จีนกลับเลือกเดินเกมในฐานะผู้ให้ Open-source ที่พร้อมแบ่งปันและยื่นมือเข้าหากลุ่มประเทศกำลังพัฒนา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อฝั่งหนึ่งเลือกกั้นรั้ว แต่อีกฝั่งเลือกเปิดประตู จึงไม่แปลกใจเลยที่กลุ่ม Global South จะเริ่มเทน้ำหนักและมอบความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับฝั่งที่ยื่นมือมาให้ก่อน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตัวเลขความนิยมที่เพิ่มขึ้นของจีนจากการสำรวจของ Pew หรือการถือกำเนิดของ WAICO ไม่ได้หมายความว่าจีนได้ข้ามเส้นชัยและชนะศึกครั้งนี้แล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่มันทำให้เราเห็นว่า กติกาของโลกกำลังถูกเขย่า จากเดิมที่ปากกาในการเขียนกฎเกณฑ์โลกเคยอยู่ใต้การควบคุมของประเทศเพียงไม่กี่ประเทศในห้องประชุมปิด ตอนนี้ปากกาด้ามใหม่กำลังถูกส่งต่อ และในรอบนี้มีมือจากหลายขั้วอำนาจยื่นมารอรับ เกมการแย่งชิงความเป็นผู้นำในโลกยุค AI พึ่งจะเริ่มต้นขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้เลยก็คือ... &lt;strong&gt;ก&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;ระดานใบเดิมที่โลกเคยรู้จัก จะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a href="https://www.bloomberg.com/news/live-blog/2026-07-17/xi-jinping-ai-speech-china-waic-conference?taid=6a5995b26f830000013a6b57&amp;amp;utm_campaign=trueanthem&amp;amp;utm_content=business&amp;amp;utm_medium=social&amp;amp;utm_source=twitter"&gt;bloomberg&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-07-16/china-s-ai-ascendance-gives-xi-a-stage-and-a-security-dilemma?taid=6a59960c6f830000013a6b59&amp;amp;utm_campaign=trueanthem&amp;amp;utm_content=business&amp;amp;utm_medium=social&amp;amp;utm_source=twitter"&gt;bloomberg&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://english.news.cn/20260716/b0449aa2133542868e310fdc45ef2969/c.html"&gt;english.news.cn&lt;/a&gt;,&lt;a href="https://www.reuters.com/world/china/twenty-nine-countries-sign-agreement-establish-global-ai-cooperation-body-2026-07-16/"&gt;&amp;nbsp;reuters&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/ai/waico-china-global-ai-organization"/>
    <summary type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;ถ้าเราย้อนกลับไปดูระเบียบโลกในช่วง 80 ปีที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรตะวันตกคือผู้นั่งหัวโต๊ะและเป็นคนถือปากกาเขียนกฎเกณฑ์ทั้งหมด นับตั้งแต่การก่อตั้ง UN ในปี 1945 ตามมาด้วย IMF และ World Bank ผ่านข้อตกลง Bretton Woods (การประชุมทางการเงินและการคลังระหว่างประเทศที่จัดขึ้นในปี ค.ศ. 1944 โดยตัวแทนจาก 44 ประเทศ กำหนดโครงสร้างการเงินโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และนำไปสู่การก่อตั้งสถาบันการเงินที่สำคัญระดับโลก)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;องค์กรเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เวทีประชุมนานาชาติธรรมดา ๆ แต่คือ &lt;strong&gt;กระดานใบเก่า&lt;/strong&gt; ที่กำหนดว่าใครมีสิทธิ์ยับยั้ง ใครจะได้รับความช่วยเหลือทางการเงินก่อน และมาตรฐานแบบไหนที่โลกทั้งใบต้องเดินตาม ซึ่งเป็นระเบียบโลกที่ขับเคลื่อนด้วยขั้วอำนาจเดียวมาอย่างยาวนาน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ในวันนี้ เมื่อเทคโนโลยี AI ก้าวเข้ามาเป็นทรัพยากรใหม่ที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ มนุษยชาติกำลังจะได้เห็นการสร้างกระดานใบใหม่ และปักกิ่งกำลังขยับหมากตัวสำคัญเพื่อก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของกระดานใบนี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784275987_WAICO_%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD_2.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;จากไอเดียสู่นโยบาย WAICO หมากตัวใหม่บนเวทีโลก&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สัปดาห์ที่ผ่านมา มีสัญญาณการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นสองเรื่องพร้อมกัน เรื่องแรกคือ Pew Research Center ได้เปิดเผยผลสำรวจที่น่าจับตาว่า เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 20 ปีที่คนทั่วโลกเริ่มมองจีนในแง่บวกมากกว่าสหรัฐฯ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และในวันเดียวกันนั้นเอง จีนก็ไม่ได้ปล่อยให้ตัวเลขนี้เป็นแค่กระแสในหน้ากระดาษ แต่ได้ประกาศจัดตั้งองค์กรระดับโลกแห่งใหม่อย่างเป็นทางการในชื่อ World AI Cooperation Organization (WAICO) มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่นครเซี่ยงไฮ้ และที่น่าสนใจที่สุดคือ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตทางการเมืองของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่เตรียมจะขึ้นเวที World AI Conference ด้วยตัวเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;WAICO เริ่มต้นด้วยสมาชิกก่อตั้ง 29 ประเทศ ตั้งแต่รัสเซีย คาซัคสถาน อินโดนีเซีย ปากีสถาน บราซิล ไปจนถึงลาว ฟังดูอาจเหมือนข่าวการทูตทั่วไป แต่ถ้าเราลองดูรายชื่อประเทศที่เข้าร่วม ดีเอ็นเอของประเทศเหล่านี้กำลังบอกเล่าเรื่องราวที่ลึกซึ้งกว่านั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;&amp;quot;ทุกประเทศในลิสต์นี้มีจุดร่วมเดียวกัน คือ พวกเขาไม่เคยมีที่นั่งหลักบนกระดานใบเก่า&amp;quot;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อ 80 ปีก่อน ตอนที่ UN หรือ IMF กำลังร่างกฎเกณฑ์ ประเทศกลุ่ม Global South เหล่านี้ยังไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเดินเข้าห้องประชุมด้วยซ้ำ แต่บนกระดานใบใหม่ของจีน พวกเขาได้รับการเชื้อเชิญให้มานั่งเก้าอี้ผู้ร่วมก่อตั้งตั้งแต่วันแรก นี่จึงเป็นเหตุผลที่คาซัคสถานถึงกับส่งรัฐมนตรี AI มาลงนามด้วยตัวเอง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;WAICO คืออะไรกันแน่&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;World Artificial Intelligence Cooperation Organization หรือ WAICO คือ องค์กรระหว่างประเทศอิสระระดับรัฐบาล หากย้อนกลับไปในเดือนกรกฎาคม 2025 หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ได้เสนอไอเดียเรื่อง WAICO นี้ไว้เป็นครั้งแรก ควบคู่ไปกับแผนปฏิบัติการธรรมาภิบาล AI ระดับโลกมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หลังจากนั้นไม่นาน ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้ตอกย้ำนโยบายนี้อีกครั้งบนเวทีประชุมสุดยอดผู้นำ APEC เมื่อปลายเดือนตุลาคม 2025 โดยสำนักข่าว Reuters รายงาน ระบุว่า WAICO จะเข้ามามีบทบาทในการวางกฎเกณฑ์ธรรมาภิบาล และผลักดันให้ AI กลายเป็นสาธารณสมบัติ ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ ก่อนที่กระบวนการทูตจะดำเนินไปอีกราว 9 เดือน จนกระทั่งเกิดการลงนามร่วมกันของประเทศสมาชิกในที่สุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในพิธีลงนามครั้งประวัติศาสตร์นี้ นอกจาก หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน จะเป็นผู้ลงนามในนามรัฐบาลปักกิ่งแล้ว สิ่งที่สร้างความประหลาดใจและดึงดูดสายตาจากนักวิเคราะห์ทั่วโลกคือการปรากฏตัวของ อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) ที่เดินทางมาร่วมเป็นสักขีพยานด้วยตัวเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การเคลื่อนไหวของผู้นำ UN ในครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณยอมรับและไม่เลือกที่จะเมินเฉยต่อกลไกอำนาจใบใหม่ที่จีนกำลังสร้างขึ้น โดยในข้อตกลงของ WAICO ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ตัวองค์กรจะยังคงยึดมั่นในหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ เน้นกระบวนการปรึกษาหารืออย่างกว้างขวาง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง&lt;/p&gt;&lt;h3&gt;โครงสร้างสมาชิกสะท้อนภาพ Global South&lt;/h3&gt;&lt;p&gt;เมื่อพิจารณาถึงโครงสร้างของสมาชิกผู้ก่อตั้ง สำนักข่าว Reuters ได้รวบรวมรายชื่อและพบว่าประกอบด้วย 29 ประเทศ โดยแบ่งเป็น&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ภูมิภาคเอเชีย: 12 ประเทศ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ภูมิภาคแอฟริกา: 10 ประเทศ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ภูมิภาคอื่น ๆ: ประเทศจากแถบละตินอเมริกา ยุโรปตะวันออก และรัสเซีย อาทิ เบลารุส เซอร์เบีย คิวบา บราซิล และเวเนซุเอลา&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ข้อสังเกตสำคัญคือ ในรายชื่อทั้งหมดนี้ ไม่มีรายชื่อของชาติตะวันตกในกลุ่มขั้วอำนาจเดิมปรากฏอยู่เลยแม้แต่ประเทศเดียว&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;นี่ไม่ใช่สงครามชิป แต่คือสงครามการเขียนมาตรฐาน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;George Chen จาก The Asia Group ได้สรุปปรากฏการณ์นี้ไว้ว่า&lt;em&gt;&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;องค์กรใหม่นี้ไม่ได้มีไว้แข่งกันที่ตัวเทคโนโลยี แต่มีไว้แข่งกันที่มาตรฐาน&amp;rdquo;&lt;/strong&gt;&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่ผ่านมาเราอาจจะคุ้นเคยกับสงครามชิปหรือการบล็อกไม่ให้เข้าถึงโมเดล AI ขนาดใหญ่ ซึ่งนั่นคือการแข่งกันด้วยตัวเลขประสิทธิภาพ ใครแรงกว่า เร็วกว่า... ก็ชนะไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่การแข่งกันเขียนกฎเกณฑ์และมาตรฐานนั้นลึกซึ้งกว่ามาก มันคือการวัดว่าประเทศต่าง ๆ ในโลกจะยอมเดินตามกรอบความคิดของใคร และประวัติศาสตร์ก็บอกเราแล้วว่า เมื่อประเทศใดประเทศหนึ่งเลือกเดินตามมาตรฐานนั้นแล้ว การจะเปลี่ยนย้ายค่ายแทบจะเป็นไปไม่ได้ เหมือนที่โลกยอมเดินตามกฎ Bretton Woods มาตลอด 80 ปีโดยไม่มีข้อกังขา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จีนเข้าใจเกมนี้เป็นอย่างดี ในขณะที่สหรัฐฯ เลือกใช้กลยุทธ์ America First และแผน AI Action Plan ที่เน้นความมั่นคง ปิดประตูสร้างรั้วกั้นเทคโนโลยีขั้นสูงไว้กับพันธมิตรกลุ่มเล็ก ๆ จีนกลับเลือกเดินเกมในฐานะผู้ให้ Open-source ที่พร้อมแบ่งปันและยื่นมือเข้าหากลุ่มประเทศกำลังพัฒนา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อฝั่งหนึ่งเลือกกั้นรั้ว แต่อีกฝั่งเลือกเปิดประตู จึงไม่แปลกใจเลยที่กลุ่ม Global South จะเริ่มเทน้ำหนักและมอบความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับฝั่งที่ยื่นมือมาให้ก่อน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตัวเลขความนิยมที่เพิ่มขึ้นของจีนจากการสำรวจของ Pew หรือการถือกำเนิดของ WAICO ไม่ได้หมายความว่าจีนได้ข้ามเส้นชัยและชนะศึกครั้งนี้แล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่มันทำให้เราเห็นว่า กติกาของโลกกำลังถูกเขย่า จากเดิมที่ปากกาในการเขียนกฎเกณฑ์โลกเคยอยู่ใต้การควบคุมของประเทศเพียงไม่กี่ประเทศในห้องประชุมปิด ตอนนี้ปากกาด้ามใหม่กำลังถูกส่งต่อ และในรอบนี้มีมือจากหลายขั้วอำนาจยื่นมารอรับ เกมการแย่งชิงความเป็นผู้นำในโลกยุค AI พึ่งจะเริ่มต้นขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้เลยก็คือ... &lt;strong&gt;ก&lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;ระดานใบเดิมที่โลกเคยรู้จัก จะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a href="https://www.bloomberg.com/news/live-blog/2026-07-17/xi-jinping-ai-speech-china-waic-conference?taid=6a5995b26f830000013a6b57&amp;amp;utm_campaign=trueanthem&amp;amp;utm_content=business&amp;amp;utm_medium=social&amp;amp;utm_source=twitter"&gt;bloomberg&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-07-16/china-s-ai-ascendance-gives-xi-a-stage-and-a-security-dilemma?taid=6a59960c6f830000013a6b59&amp;amp;utm_campaign=trueanthem&amp;amp;utm_content=business&amp;amp;utm_medium=social&amp;amp;utm_source=twitter"&gt;bloomberg&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://english.news.cn/20260716/b0449aa2133542868e310fdc45ef2969/c.html"&gt;english.news.cn&lt;/a&gt;,&lt;a href="https://www.reuters.com/world/china/twenty-nine-countries-sign-agreement-establish-global-ai-cooperation-body-2026-07-16/"&gt;&amp;nbsp;reuters&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-07-17T00:16:18+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/ai/deepmind-global-ai-watchdog-model-safety</id>
    <title>CEO DeepMind ดันตั้งองค์กรกลางระดับโลก ตรวจโมเดล AI ขั้นสูงก่อนเปิดใช้ รับมือภัยไซเบอร์และความเสี่ยงทางชีวภาพ</title>
    <updated>2026-07-16T23:57:11+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;strong&gt;Demis Hassabis&lt;/strong&gt; ซีอีโอของ &lt;strong&gt;Google DeepMind&lt;/strong&gt; เตรียมเดินทางเข้าพบผู้กำหนดนโยบายในกรุงวอชิงตัน เพื่อผลักดันข้อเสนอจัดตั้งองค์กรอิสระระดับนานาชาติ ทำหน้าที่ทดสอบและประเมินโมเดลปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงอย่างเข้มงวดก่อนเปิดให้สาธารณชนใช้งาน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ข้อเสนอดังกล่าวมีเป้าหมายสร้างกระบวนการตรวจสอบ AI ที่เป็นระบบมากขึ้น ท่ามกลางความกังวลว่าโมเดลรุ่นใหม่อาจพัฒนาความสามารถด้านความมั่นคงไซเบอร์ ชีวภาพ และความปลอดภัยในระดับที่สร้างความเสี่ยงต่อสังคมได้ในอนาคต&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;Demis Hassabis เ&lt;/strong&gt;ปิดเผยแนวคิดนี้ผ่านบทความที่เผยแพร่เมื่อต้นสัปดาห์ และได้รับเสียงสนับสนุนจากผู้นำในอุตสาหกรรมหลายราย โดย &lt;strong&gt;Sam Altman&lt;/strong&gt; ซีอีโอของ OpenAI ระบุว่าเป็นข้อเสนอที่ผ่านการคิดมาอย่างรอบคอบ ขณะที่ &lt;strong&gt;Elon Musk&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;มองว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการหารือ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784274965_Website_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_%285%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เสนอให้บริษัทส่งโมเดลตรวจสอบก่อนเปิดตัว&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ภายใต้ข้อเสนอของ Demis Hassabis องค์กรดังกล่าวจะประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคที่มีความเป็นอิสระ ขณะที่เงินทุนหลักจะมาจากบริษัท AI ชั้นนำ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;โดยบริษัทผู้พัฒนาอาจต้องส่งโมเดลใหม่เข้ารับการทดสอบและตรวจสอบเป็นระยะเวลาสูงสุด 30 วันก่อนเปิดตัว&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แนวทางดังกล่าวมีลักษณะคล้ายองค์กรกำกับดูแลตนเองในภาคการเงิน เช่น Financial Industry Regulatory Authority หรือ FINRA และสามารถเพิ่มระดับความเข้มงวดได้ตามความรุนแรงของสถานการณ์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในกรณีที่พบความเสี่ยงสูง องค์กรนี้อาจทำหน้าที่ประสานให้ห้องปฏิบัติการ AI ชั้นนำชะลอการพัฒนาเทคโนโลยีพร้อมกัน เพื่อลดโอกาสเกิดการแข่งขันที่เร่งรีบจนละเลยประเด็นด้านความปลอดภัย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Demis Hassabis มองว่า การหารือระหว่างบริษัท AI กับรัฐบาลและสถาบันด้านความปลอดภัย AI ในปัจจุบันยังเกิดขึ้นเป็นรายกรณี ซึ่งอาจไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืนในระยะยาว จึงจำเป็นต้องมีกลไกกลางและมาตรฐานที่ชัดเจน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;กังวล AI อาจสร้างภัยคุกคามทางชีวภาพ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Demis Hassabis ตัดสินใจเผยแพร่ข้อเสนอ คือความกังวลเกี่ยวกับความสามารถด้านความมั่นคงไซเบอร์ของโมเดล &lt;strong&gt;Mythos&lt;/strong&gt; จาก Anthropic ซึ่งเขามองว่า&lt;strong&gt;เป็นสัญญาณเตือนให้สังคมเริ่มเตรียมรับมือกับความเสี่ยงจาก AI ที่มีความสามารถสูงขึ้น&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Demis Hassabis ระบุว่า ปัจจุบันโมเดล AI อาจยังไม่มีความสามารถมากพอที่จะสร้างภัยคุกคามทางชีวภาพในระดับรุนแรง แต่เมื่อพิจารณาจากอัตราการพัฒนา เทคโนโลยีอาจไปถึงจุดดังกล่าวได้ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ก่อนเผยแพร่ข้อเสนออย่างเป็นทางการ เขาได้หารือกับบริษัท AI รายใหญ่เกือบทั้งหมด รวมถึง &lt;strong&gt;Dario Amodei&lt;/strong&gt; ซีอีโอของ Anthropic เพื่อรับฟังความคิดเห็นและสร้างแรงสนับสนุนในอุตสาหกรรม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ Dario Amodei เคยเสนอให้สหรัฐฯ จัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแล AI ที่มีลักษณะคล้ายสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ หรือ FAA ขณะที่ Sam Altman เคยสนับสนุนแนวคิดจัดตั้งองค์กรระหว่างประเทศที่สหรัฐฯ เป็นผู้นำ เพื่อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของ AI&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;กฎระเบียบ AI ยังแตกต่างกันทั่วโลก&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ข้อเสนอของ Demis Hassabis เกิดขึ้นในช่วงที่ทิศทางการกำกับดูแล AI ในสหรัฐฯ ยังมีความไม่แน่นอน หลังจาก Anthropic และ OpenAI ชะลอการเปิดตัวโมเดลรุ่นล่าสุดในวงกว้าง ภายใต้แรงกดดันจากรัฐบาลของประธานาธิบดี Donald Trump&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ประเทศที่พึ่งพาเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ เริ่มกังวลเกี่ยวกับการเข้าถึงโมเดล AI และนำไปสู่การหารือระหว่างสหภาพยุโรปกับรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงการพูดคุยระหว่างผู้นำบริษัทเทคโนโลยีและผู้นำประเทศในเวที G7 ที่ฝรั่งเศส&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งองค์กรตรวจสอบ AI ระหว่างประเทศยังเผชิญอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และจีนต่างมีแนวทางกำกับดูแล AI ที่แตกต่างกัน ขณะที่รัฐสภาสหรัฐฯ ยังไม่สามารถผ่านกฎหมายระดับรัฐบาลกลางที่ครอบคลุมการควบคุม AI ได้อย่างมีนัยสำคัญ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Demis Hassabis ยอมรับว่า การได้รับความเห็นพ้องจากบริษัทเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะขั้นตอนสำคัญคือการผลักดันให้รัฐบาลและฝ่ายการเมืองยอมรับข้อเสนอ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เขามองว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมและภาครัฐอาจมีแรงส่งมากพอที่จะทำให้แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจริง โดยเป้าหมายต่อไปคือเปลี่ยนข้อเสนอจากบทความและการพูดคุยให้กลายเป็นกลไกกำกับดูแลที่สามารถนำไปใช้ได้จริง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่มา: &lt;a href="https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-07-16/deepmind-ceo-to-lobby-washington-on-plan-for-group-to-vet-ai-models"&gt;Bloomberg&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/ai/deepmind-global-ai-watchdog-model-safety"/>
    <summary type="html">&lt;p&gt;&lt;strong&gt;Demis Hassabis&lt;/strong&gt; ซีอีโอของ &lt;strong&gt;Google DeepMind&lt;/strong&gt; เตรียมเดินทางเข้าพบผู้กำหนดนโยบายในกรุงวอชิงตัน เพื่อผลักดันข้อเสนอจัดตั้งองค์กรอิสระระดับนานาชาติ ทำหน้าที่ทดสอบและประเมินโมเดลปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงอย่างเข้มงวดก่อนเปิดให้สาธารณชนใช้งาน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ข้อเสนอดังกล่าวมีเป้าหมายสร้างกระบวนการตรวจสอบ AI ที่เป็นระบบมากขึ้น ท่ามกลางความกังวลว่าโมเดลรุ่นใหม่อาจพัฒนาความสามารถด้านความมั่นคงไซเบอร์ ชีวภาพ และความปลอดภัยในระดับที่สร้างความเสี่ยงต่อสังคมได้ในอนาคต&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;Demis Hassabis เ&lt;/strong&gt;ปิดเผยแนวคิดนี้ผ่านบทความที่เผยแพร่เมื่อต้นสัปดาห์ และได้รับเสียงสนับสนุนจากผู้นำในอุตสาหกรรมหลายราย โดย &lt;strong&gt;Sam Altman&lt;/strong&gt; ซีอีโอของ OpenAI ระบุว่าเป็นข้อเสนอที่ผ่านการคิดมาอย่างรอบคอบ ขณะที่ &lt;strong&gt;Elon Musk&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;มองว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการหารือ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784274965_Website_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_%285%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เสนอให้บริษัทส่งโมเดลตรวจสอบก่อนเปิดตัว&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ภายใต้ข้อเสนอของ Demis Hassabis องค์กรดังกล่าวจะประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคที่มีความเป็นอิสระ ขณะที่เงินทุนหลักจะมาจากบริษัท AI ชั้นนำ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;โดยบริษัทผู้พัฒนาอาจต้องส่งโมเดลใหม่เข้ารับการทดสอบและตรวจสอบเป็นระยะเวลาสูงสุด 30 วันก่อนเปิดตัว&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แนวทางดังกล่าวมีลักษณะคล้ายองค์กรกำกับดูแลตนเองในภาคการเงิน เช่น Financial Industry Regulatory Authority หรือ FINRA และสามารถเพิ่มระดับความเข้มงวดได้ตามความรุนแรงของสถานการณ์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในกรณีที่พบความเสี่ยงสูง องค์กรนี้อาจทำหน้าที่ประสานให้ห้องปฏิบัติการ AI ชั้นนำชะลอการพัฒนาเทคโนโลยีพร้อมกัน เพื่อลดโอกาสเกิดการแข่งขันที่เร่งรีบจนละเลยประเด็นด้านความปลอดภัย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Demis Hassabis มองว่า การหารือระหว่างบริษัท AI กับรัฐบาลและสถาบันด้านความปลอดภัย AI ในปัจจุบันยังเกิดขึ้นเป็นรายกรณี ซึ่งอาจไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืนในระยะยาว จึงจำเป็นต้องมีกลไกกลางและมาตรฐานที่ชัดเจน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;กังวล AI อาจสร้างภัยคุกคามทางชีวภาพ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Demis Hassabis ตัดสินใจเผยแพร่ข้อเสนอ คือความกังวลเกี่ยวกับความสามารถด้านความมั่นคงไซเบอร์ของโมเดล &lt;strong&gt;Mythos&lt;/strong&gt; จาก Anthropic ซึ่งเขามองว่า&lt;strong&gt;เป็นสัญญาณเตือนให้สังคมเริ่มเตรียมรับมือกับความเสี่ยงจาก AI ที่มีความสามารถสูงขึ้น&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Demis Hassabis ระบุว่า ปัจจุบันโมเดล AI อาจยังไม่มีความสามารถมากพอที่จะสร้างภัยคุกคามทางชีวภาพในระดับรุนแรง แต่เมื่อพิจารณาจากอัตราการพัฒนา เทคโนโลยีอาจไปถึงจุดดังกล่าวได้ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ก่อนเผยแพร่ข้อเสนออย่างเป็นทางการ เขาได้หารือกับบริษัท AI รายใหญ่เกือบทั้งหมด รวมถึง &lt;strong&gt;Dario Amodei&lt;/strong&gt; ซีอีโอของ Anthropic เพื่อรับฟังความคิดเห็นและสร้างแรงสนับสนุนในอุตสาหกรรม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ Dario Amodei เคยเสนอให้สหรัฐฯ จัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแล AI ที่มีลักษณะคล้ายสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ หรือ FAA ขณะที่ Sam Altman เคยสนับสนุนแนวคิดจัดตั้งองค์กรระหว่างประเทศที่สหรัฐฯ เป็นผู้นำ เพื่อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของ AI&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;กฎระเบียบ AI ยังแตกต่างกันทั่วโลก&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ข้อเสนอของ Demis Hassabis เกิดขึ้นในช่วงที่ทิศทางการกำกับดูแล AI ในสหรัฐฯ ยังมีความไม่แน่นอน หลังจาก Anthropic และ OpenAI ชะลอการเปิดตัวโมเดลรุ่นล่าสุดในวงกว้าง ภายใต้แรงกดดันจากรัฐบาลของประธานาธิบดี Donald Trump&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ประเทศที่พึ่งพาเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ เริ่มกังวลเกี่ยวกับการเข้าถึงโมเดล AI และนำไปสู่การหารือระหว่างสหภาพยุโรปกับรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงการพูดคุยระหว่างผู้นำบริษัทเทคโนโลยีและผู้นำประเทศในเวที G7 ที่ฝรั่งเศส&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งองค์กรตรวจสอบ AI ระหว่างประเทศยังเผชิญอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และจีนต่างมีแนวทางกำกับดูแล AI ที่แตกต่างกัน ขณะที่รัฐสภาสหรัฐฯ ยังไม่สามารถผ่านกฎหมายระดับรัฐบาลกลางที่ครอบคลุมการควบคุม AI ได้อย่างมีนัยสำคัญ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Demis Hassabis ยอมรับว่า การได้รับความเห็นพ้องจากบริษัทเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะขั้นตอนสำคัญคือการผลักดันให้รัฐบาลและฝ่ายการเมืองยอมรับข้อเสนอ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เขามองว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมและภาครัฐอาจมีแรงส่งมากพอที่จะทำให้แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจริง โดยเป้าหมายต่อไปคือเปลี่ยนข้อเสนอจากบทความและการพูดคุยให้กลายเป็นกลไกกำกับดูแลที่สามารถนำไปใช้ได้จริง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ที่มา: &lt;a href="https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-07-16/deepmind-ceo-to-lobby-washington-on-plan-for-group-to-vet-ai-models"&gt;Bloomberg&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-07-16T23:57:11+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/ai/google-vids-personal-ai-avatars-gemini-omni</id>
    <title>Google Vids อัปเกรดใหญ่ด้วย Gemini Omni เซลฟี่ + เสียง + สคริปต์ = ร่างอวาตาร์พูดแทนเรา</title>
    <updated>2026-07-16T23:49:59+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784274405_Google_Vids_800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ถ่ายเซลฟี่หนึ่งรูป อัดคลิปเสียงสั้นๆ หนึ่งครั้ง แล้วพิมพ์สคริปต์ที่อยากพูด เท่านี้ Google Vids ก็สร้างวิดีโอที่มีตัวเราเวอร์ชันดิจิทัลยืนพูดแทนได้ทันที โดยไม่ต้องเปิดกล้อง ไม่ต้องจัดไฟ และไม่ต้องอัดใหม่แม้พูดผิดกี่รอบก็ตาม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Google ประกาศเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2026 เปิดตัวความสามารถใหม่ 2 อย่างใน Google Vids เครื่องมือสร้างวิดีโอในชุด Google Workspace ได้แก่ อวาตาร์ส่วนตัว (Personal Avatars) ที่จำลองใบหน้าและเสียงของผู้ใช้จริง และการผสาน Gemini Omni โมเดล AI แบบหลายรูปแบบ (Multimodal) ที่ทำให้ผู้ใช้สร้างและแก้ไขวิดีโอได้ด้วยการพิมพ์บอกสิ่งที่ต้องการ ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ยกระดับ Vids จากเครื่องมือช่วยทำวิดีโอนำเสนอในที่ทำงาน ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มสร้างวิดีโอครบวงจรที่พร้อมชนกับสตาร์ทอัพสาย AI Video โดยตรง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;จากเซลฟี่หนึ่งรูป สู่ร่างดิจิทัลที่พูดแทนเราได้ทั้งภาพและเสียง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;หัวใจของอัปเดตรอบนี้คือ Personal Avatars ที่เปิดให้ผู้ใช้สร้างอวาตาร์ดิจิทัลของตัวเองด้วยการอัปโหลดภาพเซลฟี่และคลิปบันทึกเสียง จากนั้นระบบจะสร้างร่างดิจิทัลที่มีหน้าตาและน้ำเสียงเหมือนเจ้าของบัญชี เมื่อต้องการทำวิดีโอ ผู้ใช้เพียงพิมพ์ข้อความที่อยากสื่อสาร อวาตาร์ก็จะพูดข้อความนั้นออกมาให้เสร็จสรรพ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Google วางกรณีใช้งานหลักไว้ที่ฝั่งธุรกิจ เช่น วิดีโอแจ้งข่าวสารภายในองค์กร วิดีโออบรมพนักงาน หรือคลิปอัปเดตจากผู้บริหารที่ต้องผลิตเป็นประจำ ซึ่งเดิมต้องเสียเวลาตั้งกล้อง จัดสถานที่ และตัดต่อทุกครั้ง การมีอวาตาร์ส่วนตัวหมายความว่างานเหล่านี้เหลือเพียงขั้นตอนพิมพ์สคริปต์เท่านั้น&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784274441_Google_Vids_800_%281%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/h2&gt;&lt;h2&gt;Gemini Omni ทำให้การตัดต่อเป็นเรื่องของการพิมพ์คุย ไม่ใช่การลากไทม์ไลน์&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;อีกความสามารถที่มาพร้อมกันคือการผสาน Gemini Omni เข้ามาใน Vids ผู้ใช้สามารถสร้างคลิปวิดีโอจากคำสั่งข้อความร่วมกับภาพอ้างอิง โดยระบบจะผสมผสานวัตถุดิบทั้งหมดออกมาเป็นวิดีโอตามที่ต้องการ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จุดที่น่าสนใจกว่าคือการแก้ไขแบบสนทนาต่อเนื่องที่เปิดให้ผู้ใช้ปรับแก้วิดีโอทีละขั้นด้วยการพิมพ์บอก เช่น สั่งเปลี่ยนฉากหลัง ปรับแสง หรือใส่เอฟเฟกต์เพิ่ม โดยไม่ต้องเริ่มสร้างใหม่ทั้งหมดเหมือนเครื่องมือ AI Video รุ่นก่อนหน้า และความสามารถนี้ไม่ได้จำกัดแค่วิดีโอที่ AI สร้างขึ้นเท่านั้น แต่ยังใช้กับฟุตเทจที่ถ่ายจากโทรศัพท์มือถือได้ด้วย&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ล็อกใบหน้าไว้กับเจ้าของบัญชี ปิดประตูเกมปั่นแบบ Sora ตั้งแต่ต้นทาง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ประเด็นที่ Google ย้ำหนักคือมาตรการความปลอดภัย อวาตาร์ส่วนตัวจะผูกกับใบหน้าของเจ้าของบัญชี Google เท่านั้น ผ่านกระบวนการยืนยันตัวตนอย่างปลอดภัย ผู้ใช้สามารถตรวจสอบและจัดการอวาตาร์ของตัวเองได้จากหน้าบัญชี Google โดยตรง และวิดีโอทุกคลิปที่สร้างขึ้นจะถูกฝังลายน้ำดิจิทัลแบบมองไม่เห็น (SynthID) เพื่อให้ตรวจสอบย้อนหลังได้เสมอว่าเป็นวิดีโอที่สร้างด้วย AI&lt;/p&gt;&lt;p&gt;TechCrunch ตั้งข้อสังเกตว่าแนวทางนี้ต่างจากกรณีของ Sora แอปวิดีโอ AI ของ OpenAI ที่เคยเปิดให้ผู้ใช้นำใบหน้าของคุณ Sam Altman ไปสร้างวิดีโอเล่นกันอย่างแพร่หลาย ขณะที่ฝั่ง Google เลือกปิดโอกาสนั้นตั้งแต่แรก ไม่มีใครสามารถนำใบหน้าของคุณ Sundar Pichai หรือบุคคลอื่นมาสร้างวิดีโอได้ เพราะระบบอนุญาตให้สร้างอวาตาร์จากใบหน้าของเจ้าของบัญชีเท่านั้น นอกจากนี้ฟีเจอร์อวาตาร์ส่วนตัวยังจำกัดเฉพาะผู้ใช้อายุ 18 ปีขึ้นไปในบางภูมิภาคเท่านั้น&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;สนามที่ Google กำลังเดินเข้าไปชน HeyGen และ Synthesia เต็มตัว&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;การเป็นส่วนหนึ่งของ Google Workspace ทำให้ Vids มีข้อได้เปรียบเรื่องฐานผู้ใช้องค์กรจำนวนมหาศาลที่ใช้งานอยู่แล้ว แต่ฟีเจอร์อวาตาร์ส่วนตัวและการแก้ไขแบบสนทนาก็พา Vids เข้าไปแข่งขันโดยตรงกับผู้เล่นที่ปักหลักในตลาดนี้มาก่อน ทั้ง HeyGen, Synthesia, Captions และ D-ID ซึ่งล้วนมีบริการอวาตาร์ AI สำหรับงานวิดีโอองค์กรเป็นจุดขายหลัก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ฝั่ง Google เองก็ไล่เติมอาวุธให้ Vids มาต่อเนื่อง โดยอัปเดตเมื่อเดือนมิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา Google Workspace Updates ระบุว่าได้เพิ่มอวาตาร์สำเร็จรูปจาก 23 แบบเป็น 53 แบบ ครอบคลุมทั้งสไตล์ภาพเสมือนจริง การ์ตูน 3 มิติ และกราฟิกโนเวล พร้อมขยายภาษาที่รองรับเป็น 24 ภาษา ซึ่งรวมภาษาไทยด้วย โดยมีโมเดล Veo 3.1 และ Gemini 3.1 Flash เป็นเทคโนโลยีเบื้องหลัง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ฟีเจอร์ใหม่ทั้งหมดเริ่มทยอยเปิดให้ใช้งานแล้วตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2026 สำหรับโดเมนที่ตั้งค่ารับฟีเจอร์แบบเร็ว (Rapid Release) และจะเปิดให้โดเมนแบบกำหนดรอบ (Scheduled Release) ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2026 โดยครอบคลุมผู้สมัครใช้งาน Google AI Pro และ Ultra รวมถึงลูกค้าธุรกิจของ Google Workspace ส่วนผู้ใช้ในไทยต้องติดตามต่อว่าฟีเจอร์อวาตาร์ส่วนตัวจะเปิดให้ใช้ในภูมิภาคใดบ้าง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา:&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;a href="https://techcrunch.com/2026/07/16/google-vids-now-lets-you-star-in-your-own-ai-videos/" target="_blank"&gt;TechCrunch&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://blog.google/products-and-platforms/products/workspace/gemini-omni-personal-avatars/" target="_blank"&gt;Google Workspace Blog&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://workspaceupdates.googleblog.com/2026/06/enhanced-ai-avatars-vids.html" target="_blank"&gt;Google Workspace Updates&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/ai/google-vids-personal-ai-avatars-gemini-omni"/>
    <summary type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784274405_Google_Vids_800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ถ่ายเซลฟี่หนึ่งรูป อัดคลิปเสียงสั้นๆ หนึ่งครั้ง แล้วพิมพ์สคริปต์ที่อยากพูด เท่านี้ Google Vids ก็สร้างวิดีโอที่มีตัวเราเวอร์ชันดิจิทัลยืนพูดแทนได้ทันที โดยไม่ต้องเปิดกล้อง ไม่ต้องจัดไฟ และไม่ต้องอัดใหม่แม้พูดผิดกี่รอบก็ตาม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Google ประกาศเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2026 เปิดตัวความสามารถใหม่ 2 อย่างใน Google Vids เครื่องมือสร้างวิดีโอในชุด Google Workspace ได้แก่ อวาตาร์ส่วนตัว (Personal Avatars) ที่จำลองใบหน้าและเสียงของผู้ใช้จริง และการผสาน Gemini Omni โมเดล AI แบบหลายรูปแบบ (Multimodal) ที่ทำให้ผู้ใช้สร้างและแก้ไขวิดีโอได้ด้วยการพิมพ์บอกสิ่งที่ต้องการ ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ยกระดับ Vids จากเครื่องมือช่วยทำวิดีโอนำเสนอในที่ทำงาน ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มสร้างวิดีโอครบวงจรที่พร้อมชนกับสตาร์ทอัพสาย AI Video โดยตรง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;จากเซลฟี่หนึ่งรูป สู่ร่างดิจิทัลที่พูดแทนเราได้ทั้งภาพและเสียง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;หัวใจของอัปเดตรอบนี้คือ Personal Avatars ที่เปิดให้ผู้ใช้สร้างอวาตาร์ดิจิทัลของตัวเองด้วยการอัปโหลดภาพเซลฟี่และคลิปบันทึกเสียง จากนั้นระบบจะสร้างร่างดิจิทัลที่มีหน้าตาและน้ำเสียงเหมือนเจ้าของบัญชี เมื่อต้องการทำวิดีโอ ผู้ใช้เพียงพิมพ์ข้อความที่อยากสื่อสาร อวาตาร์ก็จะพูดข้อความนั้นออกมาให้เสร็จสรรพ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Google วางกรณีใช้งานหลักไว้ที่ฝั่งธุรกิจ เช่น วิดีโอแจ้งข่าวสารภายในองค์กร วิดีโออบรมพนักงาน หรือคลิปอัปเดตจากผู้บริหารที่ต้องผลิตเป็นประจำ ซึ่งเดิมต้องเสียเวลาตั้งกล้อง จัดสถานที่ และตัดต่อทุกครั้ง การมีอวาตาร์ส่วนตัวหมายความว่างานเหล่านี้เหลือเพียงขั้นตอนพิมพ์สคริปต์เท่านั้น&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784274441_Google_Vids_800_%281%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/h2&gt;&lt;h2&gt;Gemini Omni ทำให้การตัดต่อเป็นเรื่องของการพิมพ์คุย ไม่ใช่การลากไทม์ไลน์&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;อีกความสามารถที่มาพร้อมกันคือการผสาน Gemini Omni เข้ามาใน Vids ผู้ใช้สามารถสร้างคลิปวิดีโอจากคำสั่งข้อความร่วมกับภาพอ้างอิง โดยระบบจะผสมผสานวัตถุดิบทั้งหมดออกมาเป็นวิดีโอตามที่ต้องการ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จุดที่น่าสนใจกว่าคือการแก้ไขแบบสนทนาต่อเนื่องที่เปิดให้ผู้ใช้ปรับแก้วิดีโอทีละขั้นด้วยการพิมพ์บอก เช่น สั่งเปลี่ยนฉากหลัง ปรับแสง หรือใส่เอฟเฟกต์เพิ่ม โดยไม่ต้องเริ่มสร้างใหม่ทั้งหมดเหมือนเครื่องมือ AI Video รุ่นก่อนหน้า และความสามารถนี้ไม่ได้จำกัดแค่วิดีโอที่ AI สร้างขึ้นเท่านั้น แต่ยังใช้กับฟุตเทจที่ถ่ายจากโทรศัพท์มือถือได้ด้วย&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ล็อกใบหน้าไว้กับเจ้าของบัญชี ปิดประตูเกมปั่นแบบ Sora ตั้งแต่ต้นทาง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ประเด็นที่ Google ย้ำหนักคือมาตรการความปลอดภัย อวาตาร์ส่วนตัวจะผูกกับใบหน้าของเจ้าของบัญชี Google เท่านั้น ผ่านกระบวนการยืนยันตัวตนอย่างปลอดภัย ผู้ใช้สามารถตรวจสอบและจัดการอวาตาร์ของตัวเองได้จากหน้าบัญชี Google โดยตรง และวิดีโอทุกคลิปที่สร้างขึ้นจะถูกฝังลายน้ำดิจิทัลแบบมองไม่เห็น (SynthID) เพื่อให้ตรวจสอบย้อนหลังได้เสมอว่าเป็นวิดีโอที่สร้างด้วย AI&lt;/p&gt;&lt;p&gt;TechCrunch ตั้งข้อสังเกตว่าแนวทางนี้ต่างจากกรณีของ Sora แอปวิดีโอ AI ของ OpenAI ที่เคยเปิดให้ผู้ใช้นำใบหน้าของคุณ Sam Altman ไปสร้างวิดีโอเล่นกันอย่างแพร่หลาย ขณะที่ฝั่ง Google เลือกปิดโอกาสนั้นตั้งแต่แรก ไม่มีใครสามารถนำใบหน้าของคุณ Sundar Pichai หรือบุคคลอื่นมาสร้างวิดีโอได้ เพราะระบบอนุญาตให้สร้างอวาตาร์จากใบหน้าของเจ้าของบัญชีเท่านั้น นอกจากนี้ฟีเจอร์อวาตาร์ส่วนตัวยังจำกัดเฉพาะผู้ใช้อายุ 18 ปีขึ้นไปในบางภูมิภาคเท่านั้น&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;สนามที่ Google กำลังเดินเข้าไปชน HeyGen และ Synthesia เต็มตัว&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;การเป็นส่วนหนึ่งของ Google Workspace ทำให้ Vids มีข้อได้เปรียบเรื่องฐานผู้ใช้องค์กรจำนวนมหาศาลที่ใช้งานอยู่แล้ว แต่ฟีเจอร์อวาตาร์ส่วนตัวและการแก้ไขแบบสนทนาก็พา Vids เข้าไปแข่งขันโดยตรงกับผู้เล่นที่ปักหลักในตลาดนี้มาก่อน ทั้ง HeyGen, Synthesia, Captions และ D-ID ซึ่งล้วนมีบริการอวาตาร์ AI สำหรับงานวิดีโอองค์กรเป็นจุดขายหลัก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ฝั่ง Google เองก็ไล่เติมอาวุธให้ Vids มาต่อเนื่อง โดยอัปเดตเมื่อเดือนมิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา Google Workspace Updates ระบุว่าได้เพิ่มอวาตาร์สำเร็จรูปจาก 23 แบบเป็น 53 แบบ ครอบคลุมทั้งสไตล์ภาพเสมือนจริง การ์ตูน 3 มิติ และกราฟิกโนเวล พร้อมขยายภาษาที่รองรับเป็น 24 ภาษา ซึ่งรวมภาษาไทยด้วย โดยมีโมเดล Veo 3.1 และ Gemini 3.1 Flash เป็นเทคโนโลยีเบื้องหลัง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ฟีเจอร์ใหม่ทั้งหมดเริ่มทยอยเปิดให้ใช้งานแล้วตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2026 สำหรับโดเมนที่ตั้งค่ารับฟีเจอร์แบบเร็ว (Rapid Release) และจะเปิดให้โดเมนแบบกำหนดรอบ (Scheduled Release) ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2026 โดยครอบคลุมผู้สมัครใช้งาน Google AI Pro และ Ultra รวมถึงลูกค้าธุรกิจของ Google Workspace ส่วนผู้ใช้ในไทยต้องติดตามต่อว่าฟีเจอร์อวาตาร์ส่วนตัวจะเปิดให้ใช้ในภูมิภาคใดบ้าง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา:&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;a href="https://techcrunch.com/2026/07/16/google-vids-now-lets-you-star-in-your-own-ai-videos/" target="_blank"&gt;TechCrunch&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://blog.google/products-and-platforms/products/workspace/gemini-omni-personal-avatars/" target="_blank"&gt;Google Workspace Blog&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://workspaceupdates.googleblog.com/2026/06/enhanced-ai-avatars-vids.html" target="_blank"&gt;Google Workspace Updates&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-07-16T23:49:59+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/ai/gemini-notebook</id>
    <title>Google เปลี่ยนชื่อ NotebookLM เป็น Gemini Notebook อย่างเป็นทางการ</title>
    <updated>2026-07-16T21:57:54+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img alt="Gemini Notebook" class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784267720_Gemini_Notebook.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;Google ประกาศเปลี่ยนชื่อ NotebookLM เป็น &amp;lsquo;Gemini Notebook&amp;rsquo; เพื่อรวมบริการ AI ให้เป็นหมวดหมู่เดียวกันภายใต้ชื่อ Gemini พร้อมเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ให้ผู้ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้จบในหน้าเดียว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เครื่องมือนี้เปิดตัวครั้งแรกปี 2023 ในชื่อ Project Tailwind โดยมีหน้าที่หลักคือช่วยจัดการข้อมูล ผู้ใช้เพียงแค่อัปโหลดไฟล์หรือเว็บไซต์เข้าไป ระบบจะช่วยสรุปเนื้อหาและตอบคำถาม โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่เราป้อนให้เท่านั้น ซึ่งตลอด 3 ปีที่ผ่านมากูเกิลได้เพิ่มความสามารถใหม่ๆ เข้าไปอย่างต่อเนื่อง เช่น การรองรับไฟล์หลายประเภท การเพิ่มแพ็กเกจสำหรับองค์กร และฟีเจอร์เด่นอย่างการแปลงเอกสารเป็นพอดแคสต์ จนปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 30 ล้านคน และมีองค์กรนำไปใช้กว่า 6 แสนแห่ง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความฮิตของฟีเจอร์พอดแคสต์และระบบช่วยค้นหาข้อมูลนี้ ทำให้บริษัทไอทีและสตาร์ทอัปอื่นๆ หันมาพัฒนาเครื่องมือในลักษณะเดียวกันออกมาแข่งขันในตลาดมากขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากการเปลี่ยนชื่อ Google ยังเพิ่มฟีเจอร์ Code Execution โดยแต่ละ Notebook จะทำงานเป็นพื้นที่แยกจากกัน ผู้ใช้สามารถให้ AI สร้างและรันโค้ดเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่ง สร้างผลลัพธ์แบบโต้ตอบ และทำงานกับข้อมูลได้โดยไม่ต้องออกจาก Notebook&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Google ยังระบุว่าฟีเจอร์นี้เปิดให้ใช้งานแล้วสำหรับผู้ใช้ Google AI Ultra และลูกค้า Google Workspace Business ที่ใช้แพ็กเกจ AI Ultra Access หรือ AI Expanded Access ส่วนผู้ใช้ Google AI Pro จะได้รับฟีเจอร์นี้ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ปัจจุบันผู้ใช้สามารถเปิด Notebook ผ่านแอป Gemini ได้ และในอนาคต Google จะนำ Notebook ไปเชื่อมกับ AI Mode บน Google Search เพิ่มเติม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวของ Google ในการรวมผลิตภัณฑ์ AI ต่าง ๆ ไว้ภายใต้แบรนด์ Gemini มากกว่าจะเป็นเพียงการรีแบรนด์ชื่อผลิตภัณฑ์เท่านั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a class="fr-strong" href="https://techcrunch.com/2026/07/16/google-continues-its-renaming-streak-by-turning-notebooklm-to-gemini-notebook/?utm_source=dlvr.it&amp;amp;utm_medium=twitter" target="_blank"&gt;techcrunch&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/ai/gemini-notebook"/>
    <summary type="html">&lt;p&gt;&lt;img alt="Gemini Notebook" class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784267720_Gemini_Notebook.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;Google ประกาศเปลี่ยนชื่อ NotebookLM เป็น &amp;lsquo;Gemini Notebook&amp;rsquo; เพื่อรวมบริการ AI ให้เป็นหมวดหมู่เดียวกันภายใต้ชื่อ Gemini พร้อมเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ให้ผู้ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้จบในหน้าเดียว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เครื่องมือนี้เปิดตัวครั้งแรกปี 2023 ในชื่อ Project Tailwind โดยมีหน้าที่หลักคือช่วยจัดการข้อมูล ผู้ใช้เพียงแค่อัปโหลดไฟล์หรือเว็บไซต์เข้าไป ระบบจะช่วยสรุปเนื้อหาและตอบคำถาม โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่เราป้อนให้เท่านั้น ซึ่งตลอด 3 ปีที่ผ่านมากูเกิลได้เพิ่มความสามารถใหม่ๆ เข้าไปอย่างต่อเนื่อง เช่น การรองรับไฟล์หลายประเภท การเพิ่มแพ็กเกจสำหรับองค์กร และฟีเจอร์เด่นอย่างการแปลงเอกสารเป็นพอดแคสต์ จนปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 30 ล้านคน และมีองค์กรนำไปใช้กว่า 6 แสนแห่ง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความฮิตของฟีเจอร์พอดแคสต์และระบบช่วยค้นหาข้อมูลนี้ ทำให้บริษัทไอทีและสตาร์ทอัปอื่นๆ หันมาพัฒนาเครื่องมือในลักษณะเดียวกันออกมาแข่งขันในตลาดมากขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากการเปลี่ยนชื่อ Google ยังเพิ่มฟีเจอร์ Code Execution โดยแต่ละ Notebook จะทำงานเป็นพื้นที่แยกจากกัน ผู้ใช้สามารถให้ AI สร้างและรันโค้ดเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่ง สร้างผลลัพธ์แบบโต้ตอบ และทำงานกับข้อมูลได้โดยไม่ต้องออกจาก Notebook&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Google ยังระบุว่าฟีเจอร์นี้เปิดให้ใช้งานแล้วสำหรับผู้ใช้ Google AI Ultra และลูกค้า Google Workspace Business ที่ใช้แพ็กเกจ AI Ultra Access หรือ AI Expanded Access ส่วนผู้ใช้ Google AI Pro จะได้รับฟีเจอร์นี้ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ปัจจุบันผู้ใช้สามารถเปิด Notebook ผ่านแอป Gemini ได้ และในอนาคต Google จะนำ Notebook ไปเชื่อมกับ AI Mode บน Google Search เพิ่มเติม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวของ Google ในการรวมผลิตภัณฑ์ AI ต่าง ๆ ไว้ภายใต้แบรนด์ Gemini มากกว่าจะเป็นเพียงการรีแบรนด์ชื่อผลิตภัณฑ์เท่านั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a class="fr-strong" href="https://techcrunch.com/2026/07/16/google-continues-its-renaming-streak-by-turning-notebooklm-to-gemini-notebook/?utm_source=dlvr.it&amp;amp;utm_medium=twitter" target="_blank"&gt;techcrunch&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-07-16T21:57:54+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/news/alien-chemistry-meteorite-new-jersey</id>
    <title>ค้นพบ ‘เคมีต่างดาว’ จากอุกกาบาตที่ตกในนิวเจอร์ซีย์ นักวิทย์ชี้ สิ่งนี้อาจเป็นคำตอบของคำถามที่ว่า “เรามาจากไหน”</title>
    <updated>2026-07-16T21:54:40+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;กลายเป็นข่าวใหญ่ในวงการวิทยาศาสตร์และอวกาศ เมื่อทีมนักวิจัยนานาชาติเปิดเผยผลการศึกษาอุกกาบาตโบราณที่ตกใส่บ้านหลังหนึ่งในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งความพีคคือมันแฝงไปด้วย &amp;lsquo;สารเคมีต่างดาว&amp;rsquo; และน้ำเกลือโบราณที่อาจเป็นกุญแจสำคัญในการตอบคำถามว่า &lt;strong&gt;&amp;ldquo;สิ่งมีชีวิตบนโลกเกิดขึ้นมาได้อย่างไร?&amp;rdquo;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784267619_%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A7_1.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ทำความรู้จัก Hillsborough อุกกาบาตแรร์ไอเทมระดับ 5 ดาว&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ย้อนกลับไปในเดือนกรกฎาคม 2024 เกิดเหตุการณ์ดาวตกพุ่งผ่านชั้นบรรยากาศโลกด้วยความเร็วทลายมิติ 14.4 กิโลเมตรต่อวินาที เสียงโซนิกบูมสนั่นหวั่นไหวไปทั่วชานเมืองนิวยอร์กและนิวเจอร์ซีย์ ก่อนที่หินอวกาศน้ำหนักราว 1 กิโลกรัมจะพุ่งทะลุหลังบ้านของชายดวงดีคนหนึ่งในเมืองฮิลส์โบโร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จากการคำนวณวิถีวงโคจรด้วยกล้องตรวจจับดาวตกและกล้องหน้าบ้านของประชาชน ทีมนักวิจัยพบว่า หินก้อนนี้เดินทางมาจาก บริเวณส่วนล่างของแถบดาวเคราะห์น้อยที่อยู่ระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่นี่ไม่ใช่เรื่องโชคร้าย เพราะหินก้อนนี้ถูกตั้งชื่อว่า อุกกาบาตฮิลส์โบโร และมันคืออุกกาบาตคาร์บอนาเชียสคอนไดรต์ประเภท CM1/2 ซึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เคยมีการเจอตอนกำลังตกลงมาแค่ 2 ครั้งเท่านั้น ทำให้มันกลายเป็นหนึ่งในวัตถุอวกาศที่มีมูลค่าทางวิทยาศาสตร์สูงที่สุดในโลกทันที&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ด้วยไหวพริบของเจ้าของบ้านที่รีบใส่ถุงมือและห่ออุกกาบาตด้วยฟอยล์อลูมิเนียมเก็บลงโหลแก้วทันที ทำให้มันกลายเป็นอุกกาบาตที่บริสุทธิ์และไร้การปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อมบนโลกมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;พบหลักฐานน้ำเกลืออวกาศ และสารตั้งต้นแห่งชีวิต&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;หลังจากทีมนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก รวมถึง NASA นำเศษชิ้นส่วนไปวิเคราะห์ ผลลัพธ์ที่ได้ทำเอาวงการดาราศาสตร์ตื่นเต้น เพราะทีมนักวิจัยพบสารเคมีที่เกิดจากของเหลวรสเค็มจัดเข้มข้น (คล้ายน้ำเกลือ) อยู่บริเวณผิวของดาวเคราะห์น้อยดั้งเดิม ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่เคยพบในดาวเคราะห์น้อยประเภทนี้มาก่อน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;รวมถึงตัวอุกกาบาตอุดมไปด้วยคาร์บอน สารประกอบอินทรีย์ และที่สำคัญคือ กรดอะมิโนกับกรดคาร์บอกซิลิก ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้คือ Prebiotic molecules หรือสารตั้งต้นที่จำเป็นในการก่อตัวของสิ่งมีชีวิต&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;ทำไมน้ำเกลือถึงสำคัญ?&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ในทางเคมี น้ำเกลือเข้มข้นคือสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์แบบในการหลอมรวมโมเลกุล เพราะมันช่วยให้สารอย่าง &amp;quot;ฟอสเฟต&amp;quot; ละลายอยู่ได้ และทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้สารอินทรีย์และแร่ธาตุต่าง ๆ เกิดการทำปฏิกิริยากันจนเกิดเป็นโครงสร้างเคมีที่ซับซ้อนขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ดร. แดนนี่ กลาวิน&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;จากศูนย์อวกาศก็อดดาร์ดของ NASA สรุปว่า สารอินทรีย์ที่ซับซ้อนเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นบนโลกหลังจากตกมา แต่พวกมันก่อตัวขึ้นภายในดาวเคราะห์น้อยตั้งแต่ตอนอยู่กลางอวกาศโดยมีน้ำเกลือโบราณเป็นตัวช่วยขับเคลื่อน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นั่นหมายความว่า สมมติฐานที่นักวิทยาศาสตร์สงสัยมาตลอดเริ่มมีหลักฐานแน่นหนาขึ้นเรื่อย ๆ ว่า ในยุคที่โลกเพิ่งกำเนิดและยังแห้งแล้ง หินอวกาศพวกนี้ทำหน้าที่เหมือนบริการเดลิเวอรีจากจักรวาลที่ขนส่งน้ำ, น้ำเกลือแร่, กรดอะมิโน และสารตั้งต้นแห่งชีวิตมาตกใส่โลกอย่างต่อเนื่อง จนบ่มเพาะให้เกิดสิ่งมีชีวิตขึ้นมาในท้ายที่สุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัจจุบัน เศษชิ้นส่วนอันล้ำค่าของอุกกาบาตฮิลส์โบโรนี้ ได้ถูกส่งไปเก็บรักษาและจัดแสดงไว้ที่ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกัน (AMNH) ในมหานครนิวยอร์ก เพื่อให้นักวิจัยรุ่นต่อไปได้ศึกษาความลับของจักรวาลที่ธรรมชาติส่งมาให้ถึงหน้าบ้านชิ้นนี้ต่อไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a href="https://www.seti.org/news/alien-world-chemistry-found-inside-meteorite/#:~:text=July%2015%2C%202026%2C%20Mountain%20View%2C%20CA%20%2D%2D,in%20the%20town%20of%20Hillsborough%2C%20New%20Jersey"&gt;seti.org&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.the-independent.com/space/alien-chemistry-meteorite-meteor-b3015619.html"&gt;the-independent&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/news/alien-chemistry-meteorite-new-jersey"/>
    <summary type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;กลายเป็นข่าวใหญ่ในวงการวิทยาศาสตร์และอวกาศ เมื่อทีมนักวิจัยนานาชาติเปิดเผยผลการศึกษาอุกกาบาตโบราณที่ตกใส่บ้านหลังหนึ่งในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งความพีคคือมันแฝงไปด้วย &amp;lsquo;สารเคมีต่างดาว&amp;rsquo; และน้ำเกลือโบราณที่อาจเป็นกุญแจสำคัญในการตอบคำถามว่า &lt;strong&gt;&amp;ldquo;สิ่งมีชีวิตบนโลกเกิดขึ้นมาได้อย่างไร?&amp;rdquo;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784267619_%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A7_1.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ทำความรู้จัก Hillsborough อุกกาบาตแรร์ไอเทมระดับ 5 ดาว&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ย้อนกลับไปในเดือนกรกฎาคม 2024 เกิดเหตุการณ์ดาวตกพุ่งผ่านชั้นบรรยากาศโลกด้วยความเร็วทลายมิติ 14.4 กิโลเมตรต่อวินาที เสียงโซนิกบูมสนั่นหวั่นไหวไปทั่วชานเมืองนิวยอร์กและนิวเจอร์ซีย์ ก่อนที่หินอวกาศน้ำหนักราว 1 กิโลกรัมจะพุ่งทะลุหลังบ้านของชายดวงดีคนหนึ่งในเมืองฮิลส์โบโร&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จากการคำนวณวิถีวงโคจรด้วยกล้องตรวจจับดาวตกและกล้องหน้าบ้านของประชาชน ทีมนักวิจัยพบว่า หินก้อนนี้เดินทางมาจาก บริเวณส่วนล่างของแถบดาวเคราะห์น้อยที่อยู่ระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่นี่ไม่ใช่เรื่องโชคร้าย เพราะหินก้อนนี้ถูกตั้งชื่อว่า อุกกาบาตฮิลส์โบโร และมันคืออุกกาบาตคาร์บอนาเชียสคอนไดรต์ประเภท CM1/2 ซึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เคยมีการเจอตอนกำลังตกลงมาแค่ 2 ครั้งเท่านั้น ทำให้มันกลายเป็นหนึ่งในวัตถุอวกาศที่มีมูลค่าทางวิทยาศาสตร์สูงที่สุดในโลกทันที&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ด้วยไหวพริบของเจ้าของบ้านที่รีบใส่ถุงมือและห่ออุกกาบาตด้วยฟอยล์อลูมิเนียมเก็บลงโหลแก้วทันที ทำให้มันกลายเป็นอุกกาบาตที่บริสุทธิ์และไร้การปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อมบนโลกมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;พบหลักฐานน้ำเกลืออวกาศ และสารตั้งต้นแห่งชีวิต&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;หลังจากทีมนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก รวมถึง NASA นำเศษชิ้นส่วนไปวิเคราะห์ ผลลัพธ์ที่ได้ทำเอาวงการดาราศาสตร์ตื่นเต้น เพราะทีมนักวิจัยพบสารเคมีที่เกิดจากของเหลวรสเค็มจัดเข้มข้น (คล้ายน้ำเกลือ) อยู่บริเวณผิวของดาวเคราะห์น้อยดั้งเดิม ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่เคยพบในดาวเคราะห์น้อยประเภทนี้มาก่อน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;รวมถึงตัวอุกกาบาตอุดมไปด้วยคาร์บอน สารประกอบอินทรีย์ และที่สำคัญคือ กรดอะมิโนกับกรดคาร์บอกซิลิก ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้คือ Prebiotic molecules หรือสารตั้งต้นที่จำเป็นในการก่อตัวของสิ่งมีชีวิต&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;ทำไมน้ำเกลือถึงสำคัญ?&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ในทางเคมี น้ำเกลือเข้มข้นคือสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์แบบในการหลอมรวมโมเลกุล เพราะมันช่วยให้สารอย่าง &amp;quot;ฟอสเฟต&amp;quot; ละลายอยู่ได้ และทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้สารอินทรีย์และแร่ธาตุต่าง ๆ เกิดการทำปฏิกิริยากันจนเกิดเป็นโครงสร้างเคมีที่ซับซ้อนขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ดร. แดนนี่ กลาวิน&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;จากศูนย์อวกาศก็อดดาร์ดของ NASA สรุปว่า สารอินทรีย์ที่ซับซ้อนเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นบนโลกหลังจากตกมา แต่พวกมันก่อตัวขึ้นภายในดาวเคราะห์น้อยตั้งแต่ตอนอยู่กลางอวกาศโดยมีน้ำเกลือโบราณเป็นตัวช่วยขับเคลื่อน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นั่นหมายความว่า สมมติฐานที่นักวิทยาศาสตร์สงสัยมาตลอดเริ่มมีหลักฐานแน่นหนาขึ้นเรื่อย ๆ ว่า ในยุคที่โลกเพิ่งกำเนิดและยังแห้งแล้ง หินอวกาศพวกนี้ทำหน้าที่เหมือนบริการเดลิเวอรีจากจักรวาลที่ขนส่งน้ำ, น้ำเกลือแร่, กรดอะมิโน และสารตั้งต้นแห่งชีวิตมาตกใส่โลกอย่างต่อเนื่อง จนบ่มเพาะให้เกิดสิ่งมีชีวิตขึ้นมาในท้ายที่สุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัจจุบัน เศษชิ้นส่วนอันล้ำค่าของอุกกาบาตฮิลส์โบโรนี้ ได้ถูกส่งไปเก็บรักษาและจัดแสดงไว้ที่ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกัน (AMNH) ในมหานครนิวยอร์ก เพื่อให้นักวิจัยรุ่นต่อไปได้ศึกษาความลับของจักรวาลที่ธรรมชาติส่งมาให้ถึงหน้าบ้านชิ้นนี้ต่อไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a href="https://www.seti.org/news/alien-world-chemistry-found-inside-meteorite/#:~:text=July%2015%2C%202026%2C%20Mountain%20View%2C%20CA%20%2D%2D,in%20the%20town%20of%20Hillsborough%2C%20New%20Jersey"&gt;seti.org&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.the-independent.com/space/alien-chemistry-meteorite-meteor-b3015619.html"&gt;the-independent&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-07-16T21:54:40+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/tech-and-biz/ais-bangkok-land-muang-thong-next-smart-city</id>
    <title>ทำไมวันนี้ต้องมอง ‘เมืองทองธานี’ เป็นเมืองอัจฉริยะที่มีทุกอย่าง เจาะดีล AIS-บางกอกแลนด์ สร้าง Intelligent Infrastructure ที่เมืองทอง</title>
    <updated>2026-07-16T21:51:40+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784263197_%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87_AIS_2.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;ถ้าพูดถึง &lt;strong&gt;&amp;lsquo;เมืองทองธานี&amp;rsquo;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ภาพจำของคนส่วนใหญ่คือฮับของอีเวนต์ระดับประเทศ เวทีคอนเสิร์ตระดับโลก งานมอเตอร์โชว์ แต่ในเชิง Data พื้นที่กว่า 4,000 ไร่แห่งนี้ มีตัวเลข Transaction ของผู้คนน่าสนใจมาก เพราะในแต่ละเดือนมีคนเดินทางเข้าออกไม่น้อยกว่า 2.2 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าประชากรในหลายจังหวัดของไทยเสียอีก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อพื้นที่จัดงานอีเวนต์มีจำนวนมนุษย์หมุนเวียนมากขนาดนี้ โจทย์ใหญ่ที่ AIS และ บางกอกแลนด์ (Bangkok Land) เพิ่งจับมือประกาศยุทธศาสตร์ร่วมกันในโปรเจกต์ &lt;strong&gt;Muang Thong NEXT: The Smart &amp;amp; Connected City&lt;/strong&gt; จึงเกิดขึ้นมาเพื่อตอบคำถามสำคัญว่า &lt;strong&gt;&lt;em&gt;&amp;ldquo;เมืองที่มี Scale ประชากรหนาแน่นขนาดนี้ ควรมีโครงสร้างพื้นฐาน แบบไหนมารองรับ เพื่อให้เมืองขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างไม่มีสะดุด?&amp;rdquo;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;จาก Satellite City สู่ Smart City&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;หากจะเข้าใจภาพการเชื่อมต่อของโปรเจกต์นี้ เราต้องย้อนเวลากลับไปเมื่อ 40 ปีก่อน คุณอนันต์ กาญจนพาสน์ ผู้ก่อตั้งบางกอกแลนด์ ได้วางรากฐานและคอนเซปต์ของเมืองทองธานีเอาไว้ให้เป็น Satellite City หรือเมืองบริวาร ที่ตั้งอยู่นอกกรุงเทพฯ โดยตั้งใจให้เมืองนี้มี Ecosystem ครบวงจรในตัวเอง ยึดหลักว่าต้องมีครบทั้งแหล่งงาน ที่อยู่อาศัย และความบันเทิงในที่เดียว เพื่อให้คนสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องเดินทางเข้าเมืองหลวง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784263228_%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B8%A5_1.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;10 ปีให้หลัง เมื่อคลื่นความถี่อินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีระดับโลกเริ่มถาโถมเข้ามา &lt;strong&gt;คุณพอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ผู้สืบทอดวิสัยทัศน์ ได้เล่าว่า แนวคิดของเมืองทองธานีก็ต้องขยับขยายและปรับตัวจาก Satellite City ก้าวเข้าสู่ยุค Smart City เพื่อเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการเมืองตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784263246_%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%97_%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%98%E0%B8%99%E0%B8%B2_%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A5%E0%B8%9E%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87_%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3_AIS.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในปัจจุบัน &lt;strong&gt;คุณปรัธนา ลีลพนัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS&lt;/strong&gt; ได้มองลึกลงไปในตัวเลข Data ผู้ใช้งาน 2.2 ล้านคนต่อเดือน แล้ววิเคราะห์ร่วมกันว่า วันนี้เมืองทองธานีเติบโตจนก้าวข้ามคำว่า Smart City หรือ Satellite City ในรูปแบบเดิมไปแล้ว เพราะด้วยปริมาณผู้คนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจมหาศาล ที่นี่คือ เมืองต้นแบบที่แท้จริง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และเพื่อรองรับการเติบโตที่ก้าวกระโดดนี้ AIS จึงเข้ามาปูพรมเครือข่าย 5G อินเทอร์เน็ตบ้านความเร็วสูง และ Enterprise Solutions ทั่วทั้งพื้นที่ เพื่อยกระดับเมืองทองธานีสู่การเป็น Hub Connectivity City ที่ผูกเรื่อง การอยู่อาศัย การทำงาน การศึกษา ความบันเทิง ธุรกิจ การเดินทาง และความปลอดภัย ทั้งหมดนี้เข้าด้วยกันเป็นโครงข่ายอัจฉริยะระบบเดียวอย่างไร้รอยต่อ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เจาะลึกสถาปัตยกรรมโครงข่าย ยกระดับสู่ Intelligent Infrastructure&lt;/h2&gt;&lt;p dir="ltr" style="line-height: 1.38; margin-top: 0pt; margin-bottom: 0pt;"&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784263283_AIS_%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A_5.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;AIS ขับเคลื่อนและพัฒนาเทคโนโลยีโทรคมนาคมในประเทศไทยมานานกว่า 35 ปี และในโปรเจกต์นี้ คุณปรัธนาย้ำว่า AIS กำลังส่งมอบ Intelligent Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ ที่พร้อมเป็นรากฐานการพัฒนาเมืองและรองรับทุกกิจกรรมดิจิทัล โดยออกแบบโครงสร้างพื้นฐานซ้อนกันเป็น 4 ชั้นหลัก ๆ เพื่อให้ทุกเทคโนโลยีส่งเสริมกันอย่างเต็มประสิทธิภาพ ได้แก่&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;ชั้นแรก (เครือข่ายมือถือ):&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ปูพรมด้วยเครือข่าย 5G-Advanced ที่มีความสามารถในการรวมคลื่นความถี่ รองรับความต้องการใช้งานที่หนาแน่นของผู้ใช้งานหลักหมื่นหลักแสนคนในงานคอนเสิร์ตและอีเวนต์ใหญ่ ๆ ให้เชื่อมต่อได้อย่างราบรื่นและเสถียรที่สุด&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;ชั้นที่สอง (อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง):&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;วางโครงข่ายใยแก้วนำแสง ลากเข้าสู่อาคารและครัวเรือนทุกแห่ง ภายใต้ผลิตภัณฑ์ AIS 3BB Fibre3 พร้อมมาตรฐานล่าสุด WiFi 7 มอบประสบการณ์เน็ตบ้านที่เร็วและนิ่งที่สุดให้กับผู้อยู่อาศัย&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;ชั้นที่สาม (การเชื่อมต่อระดับสากล):&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;วางระบบ Gateway เชื่อมต่อโครงข่ายข้อมูลจากเมืองทองธานีและประเทศไทยออกสู่เครือข่ายทั่วโลกอย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;ชั้นบนสุด (Data &amp;amp; AI Layer):&lt;/strong&gt; วางระบบ Hyper Connectivity, Data Center และ Sovereign Cloud คลาวด์ที่มีความปลอดภัยสูงสุด เพื่อเตรียมต่อยอดไปสู่ Sovereign AI ในอนาคต&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;เมื่อโครงข่ายเหล่านี้เชื่อมต่อกัน... สิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงในเมืองทองธานีคืออะไร?&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784263312_AIS_%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A_2.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อโครงข่ายดิจิทัลทั้ง 4 ชั้นนี้ผสานการทำงานเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ สิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงในพื้นที่เมืองทองธานีคือการกำเนิดนวัตกรรมเปลี่ยนชีวิตในหลากหลายมิติ ตั้งแต่ภายในที่อยู่อาศัยที่จะถูกยกระดับสู่ Smart Living ด้วยระบบออโตเมชันและอุปกรณ์อัจฉริยะที่ทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบและสะดวกสบายผ่านเทคโนโลยี WiFi 7&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขณะเดียวกันในด้านสุขภาวะ ผู้พักอาศัยจะได้รับโอกาสในการดูแลสุขภาพอย่างทั่วถึงผ่านระบบ Telemedicine ที่ช่วยให้สามารถปรึกษาแพทย์ผ่านการแพทย์ทางไกลได้จากทุกมุมเมือง และเพิ่มความอุ่นใจในการใช้ชีวิตดิจิทัลให้เต็มเปี่ยมยิ่งขึ้นด้วยระบบ Cybersecurity Monitoring ศูนย์เฝ้าระวังภัยไซเบอร์ของ AIS ที่ทำงานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ จากการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลทั่วพื้นที่ 4,000 ไร่ผ่านท่อส่งข้อมูลความเร็วสูงเส้นเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่คุณปรัธนาได้สรุปบทบาทของ AIS เอาไว้ว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่ไม่ใช่แค่การเชื่อมต่อระบบในเชิงเทคนิค แต่คือการเชื่อมเครือข่าย ข้อมูล และศักยภาพของทุกภาคส่วนเข้าด้วยกันเพื่อสร้างสิ่งที่ดีกว่าให้แก่สังคม&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล กลายเป็นฐานพลังขับเคลื่อน 5 วงการ&lt;/h2&gt;&lt;p dir="ltr" style="line-height: 1.38; margin-top: 0pt; margin-bottom: 0pt;"&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784263388_AIS_%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A_3.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความโดดเด่นของโปรเจกต์ Muang Thong NEXT: The Smart &amp;amp; Connected City คือ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลนี้ได้ทำหน้าที่เป็นรากฐานสำคัญให้หลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา นำไปต่อยอดเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมและโอกาสใหม่ ๆ อาทิ&lt;/p&gt;&lt;h3&gt;1. วงการเศรษฐกิจและการพัฒนาเมือง (Local Economy)&lt;/h3&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;คุณระวีพรรณ แก้วเพียงเพ็ญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ได้ร่วมแชร์มุมมองบวกด้านดิจิทัลว่า ในภาพใหญ่ จังหวัดนนทบุรีกำลังจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด 5 ปี ซึ่งเมืองทองธานีคือพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่รวม Big Corporate, ธุรกิจท้องถิ่น (SME), หน่วยงานความมั่นคง และเทศบาลนครปากเกร็ดไว้ด้วยกัน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ AIS นำมาปูพรมในครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนเครื่องยนต์หลักตัวใหม่ที่จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจ ดึงดูดเม็ดเงินลงทุน และต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้าสู่จังหวัดอย่างงดงาม&lt;/p&gt;&lt;h3&gt;2. วงการอุตสาหกรรมไมซ์ระดับโลก (MICE Industry)&lt;/h3&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการ TCEB&lt;/strong&gt; เผยวิสัยทัศน์ว่า ปัจจุบันธุรกิจ MICE ขยับไปสู่การแข่งขันด้านการบริหารจัดการเมืองแบบเรียลไทม์ &amp;nbsp;ทั้งระบบความปลอดภัย การจัดการจราจร และการบริหารพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เธอยกตัวอย่างมหกรรมระดับโลกอย่าง Paris Olympics ที่นำเทคโนโลยี Digital Twin (การจำลองเมืองเสมือนจริงในโลกดิจิทัล) มาใช้คำนวณความหนาแน่นเพื่อวางแผนงานล่วงหน้า หรือเมือง Barcelona ที่ผสานคอมมูนิตี้เข้ากับอีเวนต์อย่างลงตัว ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานของ Muang Thong NEXT จะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่พาเมืองทองธานีไปสู่มาตรฐานไมซ์ระดับสากล&lt;/p&gt;&lt;h3&gt;3. วงการความปลอดภัยและเทคโนโลยี (Cybersecurity)&lt;/h3&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;พล.ต.ต.นิเวศน์ อาภาวศิน รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (บช.สอท.)&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;เผยข้อมูลความก้าวหน้าว่า ในช่วงปลายปีหน้า หน่วยงานจะย้ายสำนักงานเข้ามาสู่อาคารใหม่ในเมืองทองธานี ซึ่งจะกลายเป็นศูนย์ปฏิบัติการตำรวจที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย การมีโครงข่ายของ AIS ที่แข็งแกร่งและปลอดภัยสูง จะช่วยสนับสนุนการทำงานของตำรวจในการป้องกันและดูแลความปลอดภัยจากภัยคุกคามยุคใหม่อย่าง Deepfake หรือ Drone Threat ได้อย่างเท่าทัน&lt;/p&gt;&lt;h3&gt;4. วงการการศึกษาแห่งอนาคต (EdTech)&lt;/h3&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ดร.รัสวัศ คงภูมินทร์ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตเมืองทองธานี&lt;/strong&gt; ซึ่งปักหลักในพื้นที่นี้มาเกือบ 10 ปี มองการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ในแง่บวกว่า เมืองทองธานีคือ Living Lab ขนาดใหญ่ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงร่วมกับชุมชนและภาคธุรกิจในพื้นที่ และเมื่อ AIS เติมโครงสร้าง Data และ AI Solutions เข้ามา ก็ยิ่งเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่จะช่วยยกระดับนวัตกรรมการศึกษาและการทำวิจัยในพื้นที่ให้เติบโตและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;&lt;h3&gt;5. วงการนวัตกรรมการเงินและธุรกิจ (FinTech &amp;amp; Data-Driven Business)&lt;/h3&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;คุณเด่นชัย เพชรชมรัตน์ จาก KBTG&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;มองเห็นโอกาสการเติบโตทางธุรกิจมหาศาลในเมืองทองธานี เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจหมุนเวียนตลอดเวลา ทั้งแหล่งงาน ที่จัดงาน โรงแรม คอนโด และร้านอาหาร เมื่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมีความพร้อม ทางธนาคารกสิกรไทย และ KBTG จะนำเทคโนโลยี AI และ Data Analytics มาช่วยส่งมอบ Seamless Financial Services (บริการทางการเงินแบบไร้รอยต่อ) ให้แก่ผู้บริโภค ในขณะเดียวกัน SME รายย่อยในพื้นที่ ก็จะสามารถใช้เครื่องมือดิจิทัลนี้วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าเชิงลึก เพื่อสร้างยอดขายและการเติบโตที่ยั่งยืน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;Muang Thong NEXT กับก้าวสำคัญของ Digital Economy ไทย&lt;/h2&gt;&lt;p dir="ltr" style="line-height: 1.38; margin-top: 0pt; margin-bottom: 0pt;"&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784263477_AIS_%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A_4.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ยุทธศาสตร์ Muang Thong NEXT อาจดูเหมือนเป็นเพียงแค่ดีลธุรกิจและการอัปเกรดโครงข่ายภายในพื้นที่ของเอกชนรายใหญ่สองราย แต่ในความเป็นจริง นี่คือ Blueprint ของการสร้าง Smart City ที่น่าจับตาในฐานะโมเดลทางเลือกที่ไม่ได้ตั้งต้นจากศูนย์กลางกรุงเทพฯ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;คุณพอลล์ กาญจนพาสน์&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ได้ชี้ให้เห็นมุมมองของการขยายผลว่า โครงสร้างดิจิทัลนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ในรั้ว 4,000 ไร่ของเมืองทองธานีเท่านั้น เพราะในแง่การบริหารจัดการจริง มีการทำ Data Exchange หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเทศบาลนครปากเกร็ดอยู่ตลอดเวลา โครงการนี้จึงเป็นเสมือนตัวเร่ง ที่จะส่งผลกระทบไปถึงการวางผังและพัฒนาภาพรวมของจังหวัดนนทบุรีด้วย ขณะเดียวกัน ฝั่ง AIS โดย&lt;strong&gt;คุณปรัธนา&lt;/strong&gt;ก็มองไปถึงระดับ Macro Infrastructure การเลือกนำเทคโนโลยีระดับ Sovereign Cloud และ Sovereign AI เข้ามาใช้ใน Scale ประชากรระดับ 2.2 ล้านคนต่อเดือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ซึ่งในมุมหนึ่ง Muang Thong NEXT ก็เป็นเหมือนการสร้าง Sandbox ชิ้นสำคัญในการทดสอบความปลอดภัยและการควบคุมสิทธิ์ในข้อมูลระดับท้องถิ่น ซึ่งพร้อมที่จะยกระดับเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับประเทศได้ในอนาคต&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;บทความนี้เป็น Advertorial&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/tech-and-biz/ais-bangkok-land-muang-thong-next-smart-city"/>
    <summary type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784263197_%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87_AIS_2.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;ถ้าพูดถึง &lt;strong&gt;&amp;lsquo;เมืองทองธานี&amp;rsquo;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ภาพจำของคนส่วนใหญ่คือฮับของอีเวนต์ระดับประเทศ เวทีคอนเสิร์ตระดับโลก งานมอเตอร์โชว์ แต่ในเชิง Data พื้นที่กว่า 4,000 ไร่แห่งนี้ มีตัวเลข Transaction ของผู้คนน่าสนใจมาก เพราะในแต่ละเดือนมีคนเดินทางเข้าออกไม่น้อยกว่า 2.2 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าประชากรในหลายจังหวัดของไทยเสียอีก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อพื้นที่จัดงานอีเวนต์มีจำนวนมนุษย์หมุนเวียนมากขนาดนี้ โจทย์ใหญ่ที่ AIS และ บางกอกแลนด์ (Bangkok Land) เพิ่งจับมือประกาศยุทธศาสตร์ร่วมกันในโปรเจกต์ &lt;strong&gt;Muang Thong NEXT: The Smart &amp;amp; Connected City&lt;/strong&gt; จึงเกิดขึ้นมาเพื่อตอบคำถามสำคัญว่า &lt;strong&gt;&lt;em&gt;&amp;ldquo;เมืองที่มี Scale ประชากรหนาแน่นขนาดนี้ ควรมีโครงสร้างพื้นฐาน แบบไหนมารองรับ เพื่อให้เมืองขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างไม่มีสะดุด?&amp;rdquo;&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;จาก Satellite City สู่ Smart City&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;หากจะเข้าใจภาพการเชื่อมต่อของโปรเจกต์นี้ เราต้องย้อนเวลากลับไปเมื่อ 40 ปีก่อน คุณอนันต์ กาญจนพาสน์ ผู้ก่อตั้งบางกอกแลนด์ ได้วางรากฐานและคอนเซปต์ของเมืองทองธานีเอาไว้ให้เป็น Satellite City หรือเมืองบริวาร ที่ตั้งอยู่นอกกรุงเทพฯ โดยตั้งใจให้เมืองนี้มี Ecosystem ครบวงจรในตัวเอง ยึดหลักว่าต้องมีครบทั้งแหล่งงาน ที่อยู่อาศัย และความบันเทิงในที่เดียว เพื่อให้คนสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องเดินทางเข้าเมืองหลวง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784263228_%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B8%A5_1.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;10 ปีให้หลัง เมื่อคลื่นความถี่อินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีระดับโลกเริ่มถาโถมเข้ามา &lt;strong&gt;คุณพอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน)&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ผู้สืบทอดวิสัยทัศน์ ได้เล่าว่า แนวคิดของเมืองทองธานีก็ต้องขยับขยายและปรับตัวจาก Satellite City ก้าวเข้าสู่ยุค Smart City เพื่อเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการเมืองตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784263246_%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%97_%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%98%E0%B8%99%E0%B8%B2_%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A5%E0%B8%9E%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87_%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3_AIS.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในปัจจุบัน &lt;strong&gt;คุณปรัธนา ลีลพนัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS&lt;/strong&gt; ได้มองลึกลงไปในตัวเลข Data ผู้ใช้งาน 2.2 ล้านคนต่อเดือน แล้ววิเคราะห์ร่วมกันว่า วันนี้เมืองทองธานีเติบโตจนก้าวข้ามคำว่า Smart City หรือ Satellite City ในรูปแบบเดิมไปแล้ว เพราะด้วยปริมาณผู้คนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจมหาศาล ที่นี่คือ เมืองต้นแบบที่แท้จริง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และเพื่อรองรับการเติบโตที่ก้าวกระโดดนี้ AIS จึงเข้ามาปูพรมเครือข่าย 5G อินเทอร์เน็ตบ้านความเร็วสูง และ Enterprise Solutions ทั่วทั้งพื้นที่ เพื่อยกระดับเมืองทองธานีสู่การเป็น Hub Connectivity City ที่ผูกเรื่อง การอยู่อาศัย การทำงาน การศึกษา ความบันเทิง ธุรกิจ การเดินทาง และความปลอดภัย ทั้งหมดนี้เข้าด้วยกันเป็นโครงข่ายอัจฉริยะระบบเดียวอย่างไร้รอยต่อ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เจาะลึกสถาปัตยกรรมโครงข่าย ยกระดับสู่ Intelligent Infrastructure&lt;/h2&gt;&lt;p dir="ltr" style="line-height: 1.38; margin-top: 0pt; margin-bottom: 0pt;"&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784263283_AIS_%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A_5.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;AIS ขับเคลื่อนและพัฒนาเทคโนโลยีโทรคมนาคมในประเทศไทยมานานกว่า 35 ปี และในโปรเจกต์นี้ คุณปรัธนาย้ำว่า AIS กำลังส่งมอบ Intelligent Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ ที่พร้อมเป็นรากฐานการพัฒนาเมืองและรองรับทุกกิจกรรมดิจิทัล โดยออกแบบโครงสร้างพื้นฐานซ้อนกันเป็น 4 ชั้นหลัก ๆ เพื่อให้ทุกเทคโนโลยีส่งเสริมกันอย่างเต็มประสิทธิภาพ ได้แก่&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;ชั้นแรก (เครือข่ายมือถือ):&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ปูพรมด้วยเครือข่าย 5G-Advanced ที่มีความสามารถในการรวมคลื่นความถี่ รองรับความต้องการใช้งานที่หนาแน่นของผู้ใช้งานหลักหมื่นหลักแสนคนในงานคอนเสิร์ตและอีเวนต์ใหญ่ ๆ ให้เชื่อมต่อได้อย่างราบรื่นและเสถียรที่สุด&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;ชั้นที่สอง (อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง):&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;วางโครงข่ายใยแก้วนำแสง ลากเข้าสู่อาคารและครัวเรือนทุกแห่ง ภายใต้ผลิตภัณฑ์ AIS 3BB Fibre3 พร้อมมาตรฐานล่าสุด WiFi 7 มอบประสบการณ์เน็ตบ้านที่เร็วและนิ่งที่สุดให้กับผู้อยู่อาศัย&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;ชั้นที่สาม (การเชื่อมต่อระดับสากล):&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;วางระบบ Gateway เชื่อมต่อโครงข่ายข้อมูลจากเมืองทองธานีและประเทศไทยออกสู่เครือข่ายทั่วโลกอย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;strong&gt;ชั้นบนสุด (Data &amp;amp; AI Layer):&lt;/strong&gt; วางระบบ Hyper Connectivity, Data Center และ Sovereign Cloud คลาวด์ที่มีความปลอดภัยสูงสุด เพื่อเตรียมต่อยอดไปสู่ Sovereign AI ในอนาคต&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;เมื่อโครงข่ายเหล่านี้เชื่อมต่อกัน... สิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงในเมืองทองธานีคืออะไร?&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784263312_AIS_%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A_2.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อโครงข่ายดิจิทัลทั้ง 4 ชั้นนี้ผสานการทำงานเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ สิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงในพื้นที่เมืองทองธานีคือการกำเนิดนวัตกรรมเปลี่ยนชีวิตในหลากหลายมิติ ตั้งแต่ภายในที่อยู่อาศัยที่จะถูกยกระดับสู่ Smart Living ด้วยระบบออโตเมชันและอุปกรณ์อัจฉริยะที่ทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบและสะดวกสบายผ่านเทคโนโลยี WiFi 7&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขณะเดียวกันในด้านสุขภาวะ ผู้พักอาศัยจะได้รับโอกาสในการดูแลสุขภาพอย่างทั่วถึงผ่านระบบ Telemedicine ที่ช่วยให้สามารถปรึกษาแพทย์ผ่านการแพทย์ทางไกลได้จากทุกมุมเมือง และเพิ่มความอุ่นใจในการใช้ชีวิตดิจิทัลให้เต็มเปี่ยมยิ่งขึ้นด้วยระบบ Cybersecurity Monitoring ศูนย์เฝ้าระวังภัยไซเบอร์ของ AIS ที่ทำงานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ จากการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลทั่วพื้นที่ 4,000 ไร่ผ่านท่อส่งข้อมูลความเร็วสูงเส้นเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่คุณปรัธนาได้สรุปบทบาทของ AIS เอาไว้ว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่ไม่ใช่แค่การเชื่อมต่อระบบในเชิงเทคนิค แต่คือการเชื่อมเครือข่าย ข้อมูล และศักยภาพของทุกภาคส่วนเข้าด้วยกันเพื่อสร้างสิ่งที่ดีกว่าให้แก่สังคม&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล กลายเป็นฐานพลังขับเคลื่อน 5 วงการ&lt;/h2&gt;&lt;p dir="ltr" style="line-height: 1.38; margin-top: 0pt; margin-bottom: 0pt;"&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784263388_AIS_%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A_3.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความโดดเด่นของโปรเจกต์ Muang Thong NEXT: The Smart &amp;amp; Connected City คือ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลนี้ได้ทำหน้าที่เป็นรากฐานสำคัญให้หลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา นำไปต่อยอดเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมและโอกาสใหม่ ๆ อาทิ&lt;/p&gt;&lt;h3&gt;1. วงการเศรษฐกิจและการพัฒนาเมือง (Local Economy)&lt;/h3&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;คุณระวีพรรณ แก้วเพียงเพ็ญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ได้ร่วมแชร์มุมมองบวกด้านดิจิทัลว่า ในภาพใหญ่ จังหวัดนนทบุรีกำลังจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด 5 ปี ซึ่งเมืองทองธานีคือพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่รวม Big Corporate, ธุรกิจท้องถิ่น (SME), หน่วยงานความมั่นคง และเทศบาลนครปากเกร็ดไว้ด้วยกัน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ AIS นำมาปูพรมในครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนเครื่องยนต์หลักตัวใหม่ที่จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจ ดึงดูดเม็ดเงินลงทุน และต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้าสู่จังหวัดอย่างงดงาม&lt;/p&gt;&lt;h3&gt;2. วงการอุตสาหกรรมไมซ์ระดับโลก (MICE Industry)&lt;/h3&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการ TCEB&lt;/strong&gt; เผยวิสัยทัศน์ว่า ปัจจุบันธุรกิจ MICE ขยับไปสู่การแข่งขันด้านการบริหารจัดการเมืองแบบเรียลไทม์ &amp;nbsp;ทั้งระบบความปลอดภัย การจัดการจราจร และการบริหารพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เธอยกตัวอย่างมหกรรมระดับโลกอย่าง Paris Olympics ที่นำเทคโนโลยี Digital Twin (การจำลองเมืองเสมือนจริงในโลกดิจิทัล) มาใช้คำนวณความหนาแน่นเพื่อวางแผนงานล่วงหน้า หรือเมือง Barcelona ที่ผสานคอมมูนิตี้เข้ากับอีเวนต์อย่างลงตัว ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานของ Muang Thong NEXT จะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่พาเมืองทองธานีไปสู่มาตรฐานไมซ์ระดับสากล&lt;/p&gt;&lt;h3&gt;3. วงการความปลอดภัยและเทคโนโลยี (Cybersecurity)&lt;/h3&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;พล.ต.ต.นิเวศน์ อาภาวศิน รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (บช.สอท.)&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;เผยข้อมูลความก้าวหน้าว่า ในช่วงปลายปีหน้า หน่วยงานจะย้ายสำนักงานเข้ามาสู่อาคารใหม่ในเมืองทองธานี ซึ่งจะกลายเป็นศูนย์ปฏิบัติการตำรวจที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย การมีโครงข่ายของ AIS ที่แข็งแกร่งและปลอดภัยสูง จะช่วยสนับสนุนการทำงานของตำรวจในการป้องกันและดูแลความปลอดภัยจากภัยคุกคามยุคใหม่อย่าง Deepfake หรือ Drone Threat ได้อย่างเท่าทัน&lt;/p&gt;&lt;h3&gt;4. วงการการศึกษาแห่งอนาคต (EdTech)&lt;/h3&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ดร.รัสวัศ คงภูมินทร์ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตเมืองทองธานี&lt;/strong&gt; ซึ่งปักหลักในพื้นที่นี้มาเกือบ 10 ปี มองการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ในแง่บวกว่า เมืองทองธานีคือ Living Lab ขนาดใหญ่ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงร่วมกับชุมชนและภาคธุรกิจในพื้นที่ และเมื่อ AIS เติมโครงสร้าง Data และ AI Solutions เข้ามา ก็ยิ่งเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่จะช่วยยกระดับนวัตกรรมการศึกษาและการทำวิจัยในพื้นที่ให้เติบโตและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;&lt;h3&gt;5. วงการนวัตกรรมการเงินและธุรกิจ (FinTech &amp;amp; Data-Driven Business)&lt;/h3&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;คุณเด่นชัย เพชรชมรัตน์ จาก KBTG&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;มองเห็นโอกาสการเติบโตทางธุรกิจมหาศาลในเมืองทองธานี เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจหมุนเวียนตลอดเวลา ทั้งแหล่งงาน ที่จัดงาน โรงแรม คอนโด และร้านอาหาร เมื่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมีความพร้อม ทางธนาคารกสิกรไทย และ KBTG จะนำเทคโนโลยี AI และ Data Analytics มาช่วยส่งมอบ Seamless Financial Services (บริการทางการเงินแบบไร้รอยต่อ) ให้แก่ผู้บริโภค ในขณะเดียวกัน SME รายย่อยในพื้นที่ ก็จะสามารถใช้เครื่องมือดิจิทัลนี้วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าเชิงลึก เพื่อสร้างยอดขายและการเติบโตที่ยั่งยืน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;Muang Thong NEXT กับก้าวสำคัญของ Digital Economy ไทย&lt;/h2&gt;&lt;p dir="ltr" style="line-height: 1.38; margin-top: 0pt; margin-bottom: 0pt;"&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784263477_AIS_%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A_4.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ยุทธศาสตร์ Muang Thong NEXT อาจดูเหมือนเป็นเพียงแค่ดีลธุรกิจและการอัปเกรดโครงข่ายภายในพื้นที่ของเอกชนรายใหญ่สองราย แต่ในความเป็นจริง นี่คือ Blueprint ของการสร้าง Smart City ที่น่าจับตาในฐานะโมเดลทางเลือกที่ไม่ได้ตั้งต้นจากศูนย์กลางกรุงเทพฯ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;คุณพอลล์ กาญจนพาสน์&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ได้ชี้ให้เห็นมุมมองของการขยายผลว่า โครงสร้างดิจิทัลนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ในรั้ว 4,000 ไร่ของเมืองทองธานีเท่านั้น เพราะในแง่การบริหารจัดการจริง มีการทำ Data Exchange หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเทศบาลนครปากเกร็ดอยู่ตลอดเวลา โครงการนี้จึงเป็นเสมือนตัวเร่ง ที่จะส่งผลกระทบไปถึงการวางผังและพัฒนาภาพรวมของจังหวัดนนทบุรีด้วย ขณะเดียวกัน ฝั่ง AIS โดย&lt;strong&gt;คุณปรัธนา&lt;/strong&gt;ก็มองไปถึงระดับ Macro Infrastructure การเลือกนำเทคโนโลยีระดับ Sovereign Cloud และ Sovereign AI เข้ามาใช้ใน Scale ประชากรระดับ 2.2 ล้านคนต่อเดือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ซึ่งในมุมหนึ่ง Muang Thong NEXT ก็เป็นเหมือนการสร้าง Sandbox ชิ้นสำคัญในการทดสอบความปลอดภัยและการควบคุมสิทธิ์ในข้อมูลระดับท้องถิ่น ซึ่งพร้อมที่จะยกระดับเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับประเทศได้ในอนาคต&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;em&gt;บทความนี้เป็น Advertorial&lt;/em&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-07-16T21:51:40+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/healthtech/light-activated-drugs-restore-sight-blind-mice</id>
    <title>นักวิจัยสเปนพัฒนายาหยอดตา กระตุ้นเซลล์ตาให้กลับมาด้วยแสง ทดลองในหนูแล้ว ฟื้นการมองเห็นได้จริง</title>
    <updated>2026-07-16T21:27:12+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784265797_%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B2_800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;โรคที่ทำให้ตาบอดจากการเสื่อมของเซลล์รับแสง (Photoreceptor) อย่างโรคจอประสาทตาเสื่อมตามวัย (Age-related Macular Degeneration หรือ AMD) และโรคจอประสาทตาเสื่อมทางพันธุกรรม (Retinitis Pigmentosa หรือ RP) ส่งผลกระทบต่อผู้คนราว 200 ล้านคนทั่วโลก และเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของภาวะสูญเสียการมองเห็น ที่ผ่านมาแนวทางฟื้นการมองเห็นส่วนใหญ่ต้องพึ่งการผ่าตัดฝังอุปกรณ์หรือการดัดแปลงพันธุกรรม ซึ่งซับซ้อนและเข้าถึงยาก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ล่าสุดทีมนักวิจัยที่นำโดยสถาบันวิศวกรรมชีวภาพแห่งคาตาโลเนีย (Institute for Bioengineering of Catalonia หรือ IBEC) ได้พัฒนายาโมเลกุลเล็กกลุ่มใหม่ที่ทำงานด้วยกลไก 'เปิด-ปิดการทำงานด้วยแสง' (Photoswitchable) และสามารถฟื้นการทำงานหลักของการมองเห็นในสัตว์ทดลองที่ตาบอดได้ โดยตีพิมพ์ผลงานในวารสาร Journal of the American Chemical Society (JACS) เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2026 จุดขายสำคัญคือยาชุดนี้ให้ผลได้แม้ใช้เพียงการหยอดตา โดยไม่ต้องดัดแปลงพันธุกรรมหรือฝังอุปกรณ์ใด ๆ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;'อวัยวะเทียมระดับโมเลกุล' ที่ทำงานแทนเซลล์รับแสง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สารประกอบตระกูลใหม่นี้มีชื่อว่า prosthe6 โดยตัวที่ให้ผลโดดเด่นที่สุดคือ prosthe6-12 และ prosthe6-15 แนวคิดเบื้องหลังอาศัยศาสตร์ที่เรียกว่าเภสัชศาสตร์แสง (Photopharmacology) ซึ่งเป็นเทคนิคควบคุมการออกฤทธิ์ของยาด้วยแสงแบบย้อนกลับได้ สิ่งที่ทำให้แนวทางนี้ต่างจากเทคโนโลยีคืนการมองเห็นอื่น คือความพยายามเลียนแบบกลไกของจอตาที่แข็งแรงให้ใกล้เคียงที่สุด แทนที่จะข้ามขั้นตอนการประมวลผลของจอตาไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Rosalba Sortino นักวิจัยหลังปริญญาเอกในกลุ่มวิจัย Nanoprobes and Nanoswitches ของ IBEC และผู้เขียนร่วมคนแรกของงานวิจัย อธิบายว่าเป้าหมายคือการฟื้นการมองเห็นด้วยกลไกระดับโมเลกุลที่ใกล้เคียงกับการทำงานของจอตาที่แข็งแรงมากที่สุด โดยแทนที่จะข้ามการประมวลผลของจอตา ทีมวิจัยเลือกกระตุ้นวงจรจอตาขึ้นมาใหม่ที่ตำแหน่งเดียวกับเซลล์รับแสงที่สูญเสียไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในเชิงกลไก ยา prosthe6 จะเข้าไปทำหน้าที่แทนเซลล์รับแสงที่ตายไป โดยออกฤทธิ์ที่เซลล์ ON-bipolar และโปรตีนตัวรับชื่อ mGlu6 ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อถัดจากเซลล์รับแสงในวงจรจอตา คุณ Pedro de la Villa จากมหาวิทยาลัย Alcal&amp;aacute; ผู้ร่วมนำงานวิจัย ระบุว่าในโรคจอตาเสื่อม แม้เซลล์รับแสงจะสูญเสียไป แต่วงจรประสาทที่อยู่ถัดไปส่วนใหญ่ 'ยังคงอยู่ครบและทำงานได้ เพียงแต่ถูกปิดการทำงานอยู่' ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการรักษา&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784265862_%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B2_800_%281%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/h2&gt;&lt;h2&gt;ผลทดลอง: ปลาม้าลายกลอกตาได้ หนูกลับมาหลบแสง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ทีมวิจัยทดสอบยากับสัตว์ทดลองหลายชนิด เริ่มจากลูกปลาม้าลาย (Zebrafish) ที่ถูกทำให้ตาบอด ซึ่งหลังได้รับยา ปลาสามารถกลับมากลอกตาตอบสนองต่อภาพเคลื่อนไหว หรือที่เรียกว่าการกลอกตาแบบ Optokinetic Reflex ได้อีกครั้ง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผลที่โดดเด่นยิ่งกว่าคือการทดสอบในหนูโมเดลโรค AMD และ RP หลังได้รับยา prosthe6 หนูกลับมาแสดงพฤติกรรมหลบเลี่ยงแสงตามสัญชาตญาณ คือเลือกอยู่ในบริเวณมืดอย่างชัดเจนและเป็นธรรมชาติ ซึ่งชี้ว่าหนูสามารถรับรู้แสงและใช้ข้อมูลนั้นกำหนดพฤติกรรมของตัวเองได้ โดยไม่ต้องผ่านการฝึกฝนใด ๆ ก่อน สิ่งที่ทำให้ผลนี้มีความหมายในเชิงการนำไปใช้จริง คือพฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้ระดับความสว่างที่ใกล้เคียงกับแสงในอาคารหรือแสงในวันที่ท้องฟ้ามีเมฆ ไม่จำเป็นต้องใช้แหล่งกำเนิดแสงที่เข้มเป็นพิเศษ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;หยอดตาได้ ไม่ต้องผ่าตัดหรือดัดแปลงพันธุกรรม&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;จุดที่ทีมวิจัยเน้นย้ำเป็นพิเศษ คือพฤติกรรมการมองเห็นที่ฟื้นกลับมานั้นเกิดขึ้นได้ทั้งจากการฉีดยาเข้าลูกตาโดยตรงตามแบบยาทางจักษุทั่วไป และจากการให้ยาแบบหยอดตา (Eye Drops) ซึ่งเป็นวิธีที่เรียบง่ายและเป็นมิตรกับผู้ป่วยมากกว่า โดยไม่ต้องอาศัยการดัดแปลงพันธุกรรมหรือการฝังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในดวงตา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณ Pau Gorostiza ศาสตราจารย์วิจัย ICREA ประจำ IBEC และผู้ร่วมนำงานวิจัย ระบุอย่างตรงไปตรงมาว่ายากลุ่มนี้ 'ไม่ได้รักษาโรคตาบอดให้หายขาด เพราะไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุของการเสื่อมของเซลล์รับแสง' แต่มีประสิทธิภาพสูงอย่างน่าทึ่งในการคืนการมองเห็น ด้วยวิธีที่เรียบง่ายและน่าจะเป็นมิตรกับผู้ป่วย นอกจากนี้ทีมวิจัยยังรายงานว่าโมเลกุลชุดนี้มีโปรไฟล์ความปลอดภัยเบื้องต้นที่ดี จึงมีศักยภาพพัฒนาต่อเป็นตัวยาสำหรับผู้ป่วยโรคจอตาเสื่อมได้&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ข้อจำกัดและก้าวต่อไปของงานวิจัยนี้&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;แม้ผลลัพธ์จะน่าตื่นเต้น แต่ต้องเน้นว่างานวิจัยชิ้นนี้ยังเป็นผลในสัตว์ทดลองเท่านั้น และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบในมนุษย์ กว่าจะไปถึงการใช้จริงในผู้ป่วยยังต้องผ่านการทดสอบทางคลินิกอีกหลายขั้น งานวิจัยนี้เกิดจากความร่วมมือของหลายสถาบัน ทั้ง IBEC มหาวิทยาลัย Alcal&amp;aacute; สถาบันเคมีขั้นสูงแห่งคาตาโลเนีย (IQAC-CSIC) มหาวิทยาลัย Barcelona และหน่วยงานพันธมิตรอื่น ๆ โดยได้รับทุนสนับสนุนจากมูลนิธิผู้ป่วย Fundaluce โครงการ CaixaResearch และรัฐบาลแคว้นคาตาโลเนีย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัจจุบันทีมวิจัยอยู่ระหว่างจัดตั้งบริษัท Spin-off ในชื่อ Eyelumina เพื่อพัฒนายาชุดนี้ต่อไปสู่การใช้งานจริง ถือเป็นก้าวสำคัญของแนวทางฟื้นการมองเห็นที่ไม่ต้องพึ่งการผ่าตัดใหญ่หรือพันธุวิศวกรรม และเปิดความเป็นไปได้ใหม่ให้กับผู้ป่วยหลายร้อยล้านคนทั่วโลกที่กำลังเผชิญกับภาวะจอประสาทตาเสื่อม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา:&lt;/strong&gt; &lt;a href="https://www.eurekalert.org/news-releases/1136093" target="_blank"&gt;EurekAlert (IBEC)&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.pcb.ub.edu/en/ibec-led-consortium-develops-light-activated-drugs-that-restore-sight-in-blind-mice/" target="_blank"&gt;Parc Cient&amp;iacute;fic de Barcelona&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://pubs.acs.org/doi/10.1021/jacs.5c18611" target="_blank"&gt;Journal of the American Chemical Society&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://medicalxpress.com/news/2026-07-drugs-sight-mice.html" target="_blank"&gt;Medical Xpress&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.news-medical.net/news/20260715/New-photoswitchable-drugs-restore-light-perception-in-blind-animals.aspx" target="_blank"&gt;News-Medical&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/healthtech/light-activated-drugs-restore-sight-blind-mice"/>
    <summary type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784265797_%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B2_800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;โรคที่ทำให้ตาบอดจากการเสื่อมของเซลล์รับแสง (Photoreceptor) อย่างโรคจอประสาทตาเสื่อมตามวัย (Age-related Macular Degeneration หรือ AMD) และโรคจอประสาทตาเสื่อมทางพันธุกรรม (Retinitis Pigmentosa หรือ RP) ส่งผลกระทบต่อผู้คนราว 200 ล้านคนทั่วโลก และเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของภาวะสูญเสียการมองเห็น ที่ผ่านมาแนวทางฟื้นการมองเห็นส่วนใหญ่ต้องพึ่งการผ่าตัดฝังอุปกรณ์หรือการดัดแปลงพันธุกรรม ซึ่งซับซ้อนและเข้าถึงยาก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ล่าสุดทีมนักวิจัยที่นำโดยสถาบันวิศวกรรมชีวภาพแห่งคาตาโลเนีย (Institute for Bioengineering of Catalonia หรือ IBEC) ได้พัฒนายาโมเลกุลเล็กกลุ่มใหม่ที่ทำงานด้วยกลไก 'เปิด-ปิดการทำงานด้วยแสง' (Photoswitchable) และสามารถฟื้นการทำงานหลักของการมองเห็นในสัตว์ทดลองที่ตาบอดได้ โดยตีพิมพ์ผลงานในวารสาร Journal of the American Chemical Society (JACS) เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2026 จุดขายสำคัญคือยาชุดนี้ให้ผลได้แม้ใช้เพียงการหยอดตา โดยไม่ต้องดัดแปลงพันธุกรรมหรือฝังอุปกรณ์ใด ๆ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;'อวัยวะเทียมระดับโมเลกุล' ที่ทำงานแทนเซลล์รับแสง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สารประกอบตระกูลใหม่นี้มีชื่อว่า prosthe6 โดยตัวที่ให้ผลโดดเด่นที่สุดคือ prosthe6-12 และ prosthe6-15 แนวคิดเบื้องหลังอาศัยศาสตร์ที่เรียกว่าเภสัชศาสตร์แสง (Photopharmacology) ซึ่งเป็นเทคนิคควบคุมการออกฤทธิ์ของยาด้วยแสงแบบย้อนกลับได้ สิ่งที่ทำให้แนวทางนี้ต่างจากเทคโนโลยีคืนการมองเห็นอื่น คือความพยายามเลียนแบบกลไกของจอตาที่แข็งแรงให้ใกล้เคียงที่สุด แทนที่จะข้ามขั้นตอนการประมวลผลของจอตาไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Rosalba Sortino นักวิจัยหลังปริญญาเอกในกลุ่มวิจัย Nanoprobes and Nanoswitches ของ IBEC และผู้เขียนร่วมคนแรกของงานวิจัย อธิบายว่าเป้าหมายคือการฟื้นการมองเห็นด้วยกลไกระดับโมเลกุลที่ใกล้เคียงกับการทำงานของจอตาที่แข็งแรงมากที่สุด โดยแทนที่จะข้ามการประมวลผลของจอตา ทีมวิจัยเลือกกระตุ้นวงจรจอตาขึ้นมาใหม่ที่ตำแหน่งเดียวกับเซลล์รับแสงที่สูญเสียไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในเชิงกลไก ยา prosthe6 จะเข้าไปทำหน้าที่แทนเซลล์รับแสงที่ตายไป โดยออกฤทธิ์ที่เซลล์ ON-bipolar และโปรตีนตัวรับชื่อ mGlu6 ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อถัดจากเซลล์รับแสงในวงจรจอตา คุณ Pedro de la Villa จากมหาวิทยาลัย Alcal&amp;aacute; ผู้ร่วมนำงานวิจัย ระบุว่าในโรคจอตาเสื่อม แม้เซลล์รับแสงจะสูญเสียไป แต่วงจรประสาทที่อยู่ถัดไปส่วนใหญ่ 'ยังคงอยู่ครบและทำงานได้ เพียงแต่ถูกปิดการทำงานอยู่' ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการรักษา&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784265862_%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B2_800_%281%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/h2&gt;&lt;h2&gt;ผลทดลอง: ปลาม้าลายกลอกตาได้ หนูกลับมาหลบแสง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ทีมวิจัยทดสอบยากับสัตว์ทดลองหลายชนิด เริ่มจากลูกปลาม้าลาย (Zebrafish) ที่ถูกทำให้ตาบอด ซึ่งหลังได้รับยา ปลาสามารถกลับมากลอกตาตอบสนองต่อภาพเคลื่อนไหว หรือที่เรียกว่าการกลอกตาแบบ Optokinetic Reflex ได้อีกครั้ง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผลที่โดดเด่นยิ่งกว่าคือการทดสอบในหนูโมเดลโรค AMD และ RP หลังได้รับยา prosthe6 หนูกลับมาแสดงพฤติกรรมหลบเลี่ยงแสงตามสัญชาตญาณ คือเลือกอยู่ในบริเวณมืดอย่างชัดเจนและเป็นธรรมชาติ ซึ่งชี้ว่าหนูสามารถรับรู้แสงและใช้ข้อมูลนั้นกำหนดพฤติกรรมของตัวเองได้ โดยไม่ต้องผ่านการฝึกฝนใด ๆ ก่อน สิ่งที่ทำให้ผลนี้มีความหมายในเชิงการนำไปใช้จริง คือพฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้ระดับความสว่างที่ใกล้เคียงกับแสงในอาคารหรือแสงในวันที่ท้องฟ้ามีเมฆ ไม่จำเป็นต้องใช้แหล่งกำเนิดแสงที่เข้มเป็นพิเศษ&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;หยอดตาได้ ไม่ต้องผ่าตัดหรือดัดแปลงพันธุกรรม&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;จุดที่ทีมวิจัยเน้นย้ำเป็นพิเศษ คือพฤติกรรมการมองเห็นที่ฟื้นกลับมานั้นเกิดขึ้นได้ทั้งจากการฉีดยาเข้าลูกตาโดยตรงตามแบบยาทางจักษุทั่วไป และจากการให้ยาแบบหยอดตา (Eye Drops) ซึ่งเป็นวิธีที่เรียบง่ายและเป็นมิตรกับผู้ป่วยมากกว่า โดยไม่ต้องอาศัยการดัดแปลงพันธุกรรมหรือการฝังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในดวงตา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณ Pau Gorostiza ศาสตราจารย์วิจัย ICREA ประจำ IBEC และผู้ร่วมนำงานวิจัย ระบุอย่างตรงไปตรงมาว่ายากลุ่มนี้ 'ไม่ได้รักษาโรคตาบอดให้หายขาด เพราะไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุของการเสื่อมของเซลล์รับแสง' แต่มีประสิทธิภาพสูงอย่างน่าทึ่งในการคืนการมองเห็น ด้วยวิธีที่เรียบง่ายและน่าจะเป็นมิตรกับผู้ป่วย นอกจากนี้ทีมวิจัยยังรายงานว่าโมเลกุลชุดนี้มีโปรไฟล์ความปลอดภัยเบื้องต้นที่ดี จึงมีศักยภาพพัฒนาต่อเป็นตัวยาสำหรับผู้ป่วยโรคจอตาเสื่อมได้&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ข้อจำกัดและก้าวต่อไปของงานวิจัยนี้&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;แม้ผลลัพธ์จะน่าตื่นเต้น แต่ต้องเน้นว่างานวิจัยชิ้นนี้ยังเป็นผลในสัตว์ทดลองเท่านั้น และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบในมนุษย์ กว่าจะไปถึงการใช้จริงในผู้ป่วยยังต้องผ่านการทดสอบทางคลินิกอีกหลายขั้น งานวิจัยนี้เกิดจากความร่วมมือของหลายสถาบัน ทั้ง IBEC มหาวิทยาลัย Alcal&amp;aacute; สถาบันเคมีขั้นสูงแห่งคาตาโลเนีย (IQAC-CSIC) มหาวิทยาลัย Barcelona และหน่วยงานพันธมิตรอื่น ๆ โดยได้รับทุนสนับสนุนจากมูลนิธิผู้ป่วย Fundaluce โครงการ CaixaResearch และรัฐบาลแคว้นคาตาโลเนีย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัจจุบันทีมวิจัยอยู่ระหว่างจัดตั้งบริษัท Spin-off ในชื่อ Eyelumina เพื่อพัฒนายาชุดนี้ต่อไปสู่การใช้งานจริง ถือเป็นก้าวสำคัญของแนวทางฟื้นการมองเห็นที่ไม่ต้องพึ่งการผ่าตัดใหญ่หรือพันธุวิศวกรรม และเปิดความเป็นไปได้ใหม่ให้กับผู้ป่วยหลายร้อยล้านคนทั่วโลกที่กำลังเผชิญกับภาวะจอประสาทตาเสื่อม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา:&lt;/strong&gt; &lt;a href="https://www.eurekalert.org/news-releases/1136093" target="_blank"&gt;EurekAlert (IBEC)&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.pcb.ub.edu/en/ibec-led-consortium-develops-light-activated-drugs-that-restore-sight-in-blind-mice/" target="_blank"&gt;Parc Cient&amp;iacute;fic de Barcelona&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://pubs.acs.org/doi/10.1021/jacs.5c18611" target="_blank"&gt;Journal of the American Chemical Society&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://medicalxpress.com/news/2026-07-drugs-sight-mice.html" target="_blank"&gt;Medical Xpress&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.news-medical.net/news/20260715/New-photoswitchable-drugs-restore-light-perception-in-blind-animals.aspx" target="_blank"&gt;News-Medical&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-07-16T21:27:12+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/sustainable-focus/worlds-oldest-amber-found-in-china</id>
    <title>พบ ‘อำพัน’ ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก อายุ 385 ล้านปี ก่อนยุคไดโนเสาร์ 150 ล้านปี</title>
    <updated>2026-07-16T19:31:24+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784259010_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%99_%2871%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;'อำพัน' ที่เก่าแก่ที่สุดที่นักวิทยาศาสตร์เคยพบมีอายุอยู่ในช่วงหลังจากที่โลกมีไดโนเสาร์แล้ว แต่การค้นพบล่าสุดในประเทศจีนกำลังทำลายสถิตินั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทีมนักวิจัยได้ค้นพบเศษอำพันขนาดจิ๋วที่มีอายุเก่าแก่ถึง 385 ล้านปี ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำลายสถิติเดิมที่อยู่ 65 ล้านปี แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่เก่าแก่กว่าการปรากฏตัวของไดโนเสาร์บนโลกถึง 150 ล้านปี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความสำคัญของการค้นพบครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเจออำพันที่เก่าแก่ที่สุดในโลก แต่มันเป็นหลักฐานที่ออาจยืนยันได้ว่า พืชบนโลกเริ่มวิวัฒนาการสร้าง &amp;lsquo;ยางไม้&amp;rsquo; ขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองเร็วกว่าที่นักวิทยาศาสตร์เคยเชื่อกันมาตลอด&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;อำพันที่เก่าแก่กว่ายุคไดโนเสาร์&amp;nbsp;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;กว่าจะเป็นอำพันอย่างที่เราเห็น จุดเริ่มต้นของมันมาจากยางไม้ที่ไหลออกมาเคลือบเปลือกไม้ แล้วค่อย ๆ แข็งตัวสะสมผ่านกาลเวลาหลายล้านปีจนกลายเป็นฟอสซิล ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าต้นไม้เริ่มสร้างยางไม้ที่มีโครงสร้างทางเคมีซับซ้อนได้ในช่วงประมาณ 320 ล้านปีก่อน ซึ่งเป็นยุคที่ &amp;lsquo;พืชมีเมล็ด&amp;rsquo; ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่การค้นพบอำพันอายุ 385 ล้านปีนี้ ทำให้ทฤษฎีเดิมถูกปัดตกไป เพราะมันอยู่ในยุคดีโวเนียนตอนกลาง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โลกใบนี้ยังไม่มีพืชมีเมล็ดเกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความสำคัญของเรื่องนี้จึงอยู่ที่มันอาจเป็นหลักฐานว่า แม้แต่พืชไร้เมล็ดในยุคโบราณก็มีความสามารถในการผลิตยางไม้ที่ซับซ้อนได้แล้ว เท่ากับว่าพืชบนโลกมีวิวัฒนาการการสร้างเกราะป้องกันตัวเอง เร็วกว่าที่มนุษย์เคยคาดคิดไว้&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เศษอำพันจิ๋วที่ซ่อนอยู่ในถ่านหิน&amp;nbsp;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;อำพันที่พบในครั้งนี้ไม่ได้เป็นก้อนใสสีเหลืองทองแบบที่เราเห็นตามพิพิธภัณฑ์หรือในร้านเครื่องประดับ แต่มันคือเศษชิ้นส่วนเล็กจิ๋วจำนวน 241 ชิ้น ที่มีขนาดเพียง 0.1&amp;ndash;1.5 มิลลิเมตรเท่านั้น เศษเหล่านี้ซ่อนอยู่ในก้อนถ่านหินหนักถึง 10 กิโลกรัมที่ถูกขุดขึ้นมาจากชั้นหินทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ด้วยความที่มันเล็กจนแทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า การจะสกัดหาเศษจิ๋วเหล่านี้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย นักวิจัยต้องใช้แสง UV ส่องหา เพราะเศษอำพันพวกนี้จะสะท้อนแสงออกมาแตกต่างจากเศษหินรอบๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ซึ่งแม้นักวิจัยจะรู้ว่าชั้นหินบริเวณนี้มีอายุเก่าแก่ถึง 385 ล้านปี แต่ตอนที่เจอครั้งแรก ทีมนักวิจัยก็ยังไม่กล้าฟันธงว่ามันคืออำพันจริงๆ พวกเขาจึงเรียกมันว่าวัสดุคล้ายยางไม้ก่อน แล้วค่อยนำไปตรวจสอบอย่างละเอียด แต่หลังจากผ่านการทดสอบในห้องแล็บ ทั้งส่องกล้องจุลทรรศน์ ตรวจด้วยแสงอินฟราเรด และวิเคราะห์โครงสร้างมวลสาร ผลลัพธ์ทุกอย่างชี้ออกมาตรงกันว่าเศษจิ๋วเหล่านี้มีองค์ประกอบทางเคมีของยางไม้ที่สามารถกลายสภาพเป็นอำพันได้&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ทำไมพืชโบราณต้องสร้างยางไม้&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;หน้าที่หลักของยางไม้ในปัจจุบัน คือการสมานแผล ป้องกันแมลง และต้านทานเชื้อโรคให้กับต้นไม้ แต่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 385 ล้านปีก่อน ระบบนิเวศบนบกยังไม่ได้ซับซ้อนขนาดนี้ ในยุคนั้นแมลงยังไม่ได้วิวัฒนาการมาเป็นศัตรูตัวฉกาจที่คอยกัดกินพืชเหมือนที่เห็นกันทุกวันนี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ต้นไม้โบราณต้องสร้างยางไม้ขึ้นมา ?&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นักวิจัยมองว่าภัยคุกคามในตอนนั้นอาจไม่ได้มาจากแมลง แต่เป็นภัยคุกคามที่มาในรูปแบบอื่น เช่น ไฟป่าหรือเชื้อราปรสิตที่เริ่มแพร่กระจายอยู่ในระบบนิเวศ ต้นไม้จึงต้องสร้างกลไกบางอย่างขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การสร้างยางไม้จึงนับเป็นหนึ่งใน &amp;lsquo;กลไกเอาตัวรอด&amp;rsquo; ของพืชในยุคนั้นควบคู่ไปกับการแตกใบ การหยั่งรากให้ลึกขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้พืชมีชีวิตรอด&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;หลักฐานการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของระบบนิเวศโลก&amp;nbsp;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ช่วงเวลาที่อำพันเหล่านี้ก่อตัวขึ้น เป็นยุคที่โลกกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง ต้นไม้เริ่มวิวัฒนาการมากขึ้นระบบรากที่ซับซ้อนกว่าเดิม สภาพแวดล้อมของโลกจากที่เคยเป็นเพียงพื้นที่โล่งๆ จึงค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นพื้นที่ที่มีพืชพรรณขึ้นหนาแน่น ดังนั้นแม้อำพันที่พบจะชิ้นเล็กมาก แต่มันก็เป็นหลักฐานที่ช่วยเติมเต็มข้อมูลประวัติศาสตร์โลกให้สมบูรณ์ขึ้น ทำให้ได้รู้ว่าพืชเริ่มพัฒนากลไกป้องกันตัวเองมาตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่เริ่มขึ้นมาเติบโตบนพื้นดิน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;มีสิทธิ์พบอำพันที่เก่าแก่กว่านี้อีกหรือไม่ ?&amp;nbsp;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;นักวิจัยเชื่อว่าสถิติการค้นพบครั้งนี้อาจถูกทำลายได้อีก เพราะข้อมูลทางพันธุกรรมของพืชที่เคยศึกษากันมา ชี้ให้เห็นว่าพืชน่าจะมียีนที่ใช้สร้างยางไม้มาตั้งแต่ก่อนยุคดีโวเนียนแล้ว แต่ที่ผ่านมาเราแค่หาไม่เจอ สาเหตุก็เพราะอำพันในยุคแรกเริ่มมีขนาดเล็กจิ๋ว กระจัดกระจาย และถ้าดูแบบเผินๆ ก็เหมือนเศษทั่วไป ทำให้มันอาจถูกมองข้ามมาโดยตลอด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ดังนั้นหากหลังจากนี้นักวิทยาศาสตร์ลองนำเทคนิคฉายแสง UV และการตรวจวิเคราะห์ทางเคมีอย่างละเอียด ไปประยุกต์ใช้กับชั้นหินโบราณแหล่งอื่นๆ ดูบ้าง เราก็มีโอกาสที่จะเจออำพันที่เก่าแก่กว่านี้ได้อีก และถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ ข้อมูลเรื่องวิวัฒนาการพืชบนโลกก็คงต้องมีการปรับแก้กันใหม่อีกรอบเหมือนกับที่การค้นพบครั้งนี้ได้เปิดทางเอาไว้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a class="fr-strong" href="https://www.sciencealert.com/worlds-oldest-amber-comes-from-a-world-150-million-years-before-dinosaurs?utm_source=flipboard&amp;amp;utm_content=user/ScienceAlert" target="_blank"&gt;sciencealert&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/sustainable-focus/worlds-oldest-amber-found-in-china"/>
    <summary type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784259010_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%99_%2871%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;'อำพัน' ที่เก่าแก่ที่สุดที่นักวิทยาศาสตร์เคยพบมีอายุอยู่ในช่วงหลังจากที่โลกมีไดโนเสาร์แล้ว แต่การค้นพบล่าสุดในประเทศจีนกำลังทำลายสถิตินั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทีมนักวิจัยได้ค้นพบเศษอำพันขนาดจิ๋วที่มีอายุเก่าแก่ถึง 385 ล้านปี ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำลายสถิติเดิมที่อยู่ 65 ล้านปี แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่เก่าแก่กว่าการปรากฏตัวของไดโนเสาร์บนโลกถึง 150 ล้านปี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความสำคัญของการค้นพบครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเจออำพันที่เก่าแก่ที่สุดในโลก แต่มันเป็นหลักฐานที่ออาจยืนยันได้ว่า พืชบนโลกเริ่มวิวัฒนาการสร้าง &amp;lsquo;ยางไม้&amp;rsquo; ขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองเร็วกว่าที่นักวิทยาศาสตร์เคยเชื่อกันมาตลอด&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;อำพันที่เก่าแก่กว่ายุคไดโนเสาร์&amp;nbsp;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;กว่าจะเป็นอำพันอย่างที่เราเห็น จุดเริ่มต้นของมันมาจากยางไม้ที่ไหลออกมาเคลือบเปลือกไม้ แล้วค่อย ๆ แข็งตัวสะสมผ่านกาลเวลาหลายล้านปีจนกลายเป็นฟอสซิล ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าต้นไม้เริ่มสร้างยางไม้ที่มีโครงสร้างทางเคมีซับซ้อนได้ในช่วงประมาณ 320 ล้านปีก่อน ซึ่งเป็นยุคที่ &amp;lsquo;พืชมีเมล็ด&amp;rsquo; ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่การค้นพบอำพันอายุ 385 ล้านปีนี้ ทำให้ทฤษฎีเดิมถูกปัดตกไป เพราะมันอยู่ในยุคดีโวเนียนตอนกลาง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โลกใบนี้ยังไม่มีพืชมีเมล็ดเกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความสำคัญของเรื่องนี้จึงอยู่ที่มันอาจเป็นหลักฐานว่า แม้แต่พืชไร้เมล็ดในยุคโบราณก็มีความสามารถในการผลิตยางไม้ที่ซับซ้อนได้แล้ว เท่ากับว่าพืชบนโลกมีวิวัฒนาการการสร้างเกราะป้องกันตัวเอง เร็วกว่าที่มนุษย์เคยคาดคิดไว้&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เศษอำพันจิ๋วที่ซ่อนอยู่ในถ่านหิน&amp;nbsp;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;อำพันที่พบในครั้งนี้ไม่ได้เป็นก้อนใสสีเหลืองทองแบบที่เราเห็นตามพิพิธภัณฑ์หรือในร้านเครื่องประดับ แต่มันคือเศษชิ้นส่วนเล็กจิ๋วจำนวน 241 ชิ้น ที่มีขนาดเพียง 0.1&amp;ndash;1.5 มิลลิเมตรเท่านั้น เศษเหล่านี้ซ่อนอยู่ในก้อนถ่านหินหนักถึง 10 กิโลกรัมที่ถูกขุดขึ้นมาจากชั้นหินทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ด้วยความที่มันเล็กจนแทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า การจะสกัดหาเศษจิ๋วเหล่านี้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย นักวิจัยต้องใช้แสง UV ส่องหา เพราะเศษอำพันพวกนี้จะสะท้อนแสงออกมาแตกต่างจากเศษหินรอบๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ซึ่งแม้นักวิจัยจะรู้ว่าชั้นหินบริเวณนี้มีอายุเก่าแก่ถึง 385 ล้านปี แต่ตอนที่เจอครั้งแรก ทีมนักวิจัยก็ยังไม่กล้าฟันธงว่ามันคืออำพันจริงๆ พวกเขาจึงเรียกมันว่าวัสดุคล้ายยางไม้ก่อน แล้วค่อยนำไปตรวจสอบอย่างละเอียด แต่หลังจากผ่านการทดสอบในห้องแล็บ ทั้งส่องกล้องจุลทรรศน์ ตรวจด้วยแสงอินฟราเรด และวิเคราะห์โครงสร้างมวลสาร ผลลัพธ์ทุกอย่างชี้ออกมาตรงกันว่าเศษจิ๋วเหล่านี้มีองค์ประกอบทางเคมีของยางไม้ที่สามารถกลายสภาพเป็นอำพันได้&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ทำไมพืชโบราณต้องสร้างยางไม้&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;หน้าที่หลักของยางไม้ในปัจจุบัน คือการสมานแผล ป้องกันแมลง และต้านทานเชื้อโรคให้กับต้นไม้ แต่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 385 ล้านปีก่อน ระบบนิเวศบนบกยังไม่ได้ซับซ้อนขนาดนี้ ในยุคนั้นแมลงยังไม่ได้วิวัฒนาการมาเป็นศัตรูตัวฉกาจที่คอยกัดกินพืชเหมือนที่เห็นกันทุกวันนี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ต้นไม้โบราณต้องสร้างยางไม้ขึ้นมา ?&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นักวิจัยมองว่าภัยคุกคามในตอนนั้นอาจไม่ได้มาจากแมลง แต่เป็นภัยคุกคามที่มาในรูปแบบอื่น เช่น ไฟป่าหรือเชื้อราปรสิตที่เริ่มแพร่กระจายอยู่ในระบบนิเวศ ต้นไม้จึงต้องสร้างกลไกบางอย่างขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การสร้างยางไม้จึงนับเป็นหนึ่งใน &amp;lsquo;กลไกเอาตัวรอด&amp;rsquo; ของพืชในยุคนั้นควบคู่ไปกับการแตกใบ การหยั่งรากให้ลึกขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้พืชมีชีวิตรอด&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;หลักฐานการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของระบบนิเวศโลก&amp;nbsp;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ช่วงเวลาที่อำพันเหล่านี้ก่อตัวขึ้น เป็นยุคที่โลกกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง ต้นไม้เริ่มวิวัฒนาการมากขึ้นระบบรากที่ซับซ้อนกว่าเดิม สภาพแวดล้อมของโลกจากที่เคยเป็นเพียงพื้นที่โล่งๆ จึงค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นพื้นที่ที่มีพืชพรรณขึ้นหนาแน่น ดังนั้นแม้อำพันที่พบจะชิ้นเล็กมาก แต่มันก็เป็นหลักฐานที่ช่วยเติมเต็มข้อมูลประวัติศาสตร์โลกให้สมบูรณ์ขึ้น ทำให้ได้รู้ว่าพืชเริ่มพัฒนากลไกป้องกันตัวเองมาตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่เริ่มขึ้นมาเติบโตบนพื้นดิน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;มีสิทธิ์พบอำพันที่เก่าแก่กว่านี้อีกหรือไม่ ?&amp;nbsp;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;นักวิจัยเชื่อว่าสถิติการค้นพบครั้งนี้อาจถูกทำลายได้อีก เพราะข้อมูลทางพันธุกรรมของพืชที่เคยศึกษากันมา ชี้ให้เห็นว่าพืชน่าจะมียีนที่ใช้สร้างยางไม้มาตั้งแต่ก่อนยุคดีโวเนียนแล้ว แต่ที่ผ่านมาเราแค่หาไม่เจอ สาเหตุก็เพราะอำพันในยุคแรกเริ่มมีขนาดเล็กจิ๋ว กระจัดกระจาย และถ้าดูแบบเผินๆ ก็เหมือนเศษทั่วไป ทำให้มันอาจถูกมองข้ามมาโดยตลอด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ดังนั้นหากหลังจากนี้นักวิทยาศาสตร์ลองนำเทคนิคฉายแสง UV และการตรวจวิเคราะห์ทางเคมีอย่างละเอียด ไปประยุกต์ใช้กับชั้นหินโบราณแหล่งอื่นๆ ดูบ้าง เราก็มีโอกาสที่จะเจออำพันที่เก่าแก่กว่านี้ได้อีก และถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ ข้อมูลเรื่องวิวัฒนาการพืชบนโลกก็คงต้องมีการปรับแก้กันใหม่อีกรอบเหมือนกับที่การค้นพบครั้งนี้ได้เปิดทางเอาไว้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a class="fr-strong" href="https://www.sciencealert.com/worlds-oldest-amber-comes-from-a-world-150-million-years-before-dinosaurs?utm_source=flipboard&amp;amp;utm_content=user/ScienceAlert" target="_blank"&gt;sciencealert&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-07-16T19:31:24+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/basedon/imax-technology-vs-standard-cinema-explained</id>
    <title>IMAX ต่างจากโรงหนังปกติอย่างไร? เจาะเทคโนโลยีทั้งระบบ ตั้งแต่ฟิล์มเฟรมยักษ์ถึงเสียง 12 แชนแนล</title>
    <updated>2026-07-16T02:03:40+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784195669_IMAX_800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;ตรงหน้าตู้จองตั๋วในโรงภาพยนตร์ หลายคนเคยเจอวินาทีลังเลแบบเดียวกัน นั่นคือรอบ IMAX ราคาจะสูงกว่ารอบปกติเกือบเท่าตัว ทั้งที่เป็นหนังเรื่องเดียวกัน เวลาฉายก็ใกล้เคียงกัน แล้วส่วนต่างนั้นจ่ายไปเพื่ออะไรกันแน่?&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คำถามนี้ถูกพูดถึงมากกว่าเดิมในสัปดาห์นี้ เมื่อ The Odyssey ของ Christopher Nolan ภาพยนตร์เรื่องแรกของโลกที่ถ่ายด้วยกล้องฟิล์ม IMAX ทั้งเรื่อง เข้าฉายท่ามกลางกระแสตั๋วรอบพิเศษที่ขายหมดล่วงหน้าเป็นปี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คำตอบที่สั้นที่สุดคือ IMAX ไม่ใช่แค่จอที่ใหญ่ขึ้น แต่เป็นระบบปิดที่ออกแบบมาให้ทำงานร่วมกันทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่กล้องและฟิล์มฟอร์แมตเฉพาะ เครื่องฉายที่จดสิทธิบัตรเอง จอและโครงสร้างโรงที่คำนวณด้วยหลักวิทยาศาสตร์ ระบบเสียงที่ออกแบบลำโพงเอง ไปจนถึงกระบวนการรีมาสเตอร์หนังใหม่ทีละเฟรม ขณะที่โรงภาพยนตร์ทั่วไปรับไฟล์หนังมาตรฐานมาฉายด้วยเครื่องฉายเดี่ยวบนจอที่เล็กกว่ากันหลายเท่า และนี่คือความแตกต่างทีละชั้น ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ฟิล์ม 15/70 เฟรมใหญ่กว่าหนังทั่วไป 10 เท่า จุดกำเนิดความคมชัดระดับ 14K ถึง 16K ต่อหนึ่งสี&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ความหมกมุ่นกับขนาดของภาพอยู่ในตัวบริษัทนี้มาตั้งแต่ยังไม่มีชื่อด้วยซ้ำ คำว่า IMAX ถือกำเนิดขึ้นบนกระดาษรองจานในร้านอาหารฮังการีแห่งหนึ่งที่เมือง Montreal เมื่อทีมผู้ก่อตั้งบริษัทสัญชาติแคนาดานั่งระดมชื่อใหม่ หลังทนายแจ้งว่าชื่อเดิมอย่าง Multivision จดเครื่องหมายการค้าไม่ได้ พวกเขาวนเวียนอยู่กับแนวคิด 'ภาพที่ใหญ่ที่สุด' หรือ Maximum Image ก่อนพลิกคำจนได้ชื่อ IMAX ตามที่ Graeme Ferguson หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งเล่าไว้ผ่าน &lt;a href="https://nofilmschool.com/what-is-imax" target="_blank"&gt;No Film School&lt;/a&gt; และแนวคิดนั้นก็ถูกแปลงเป็นของจริงตั้งแต่ต้นทาง ด้วยฟอร์แมตฟิล์มที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เชิงพาณิชย์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;a href="https://ewh.ieee.org/reg/7/millennium/imax/imax_technical.html" target="_blank"&gt;เอกสารทางเทคนิคของ IMAX&lt;/a&gt; ระบุว่าระบบที่เรียกว่า 15/70 ใช้ฟิล์ม 70mm วิ่งผ่านกล้องและเครื่องฉายในแนวนอน โดยหนึ่งเฟรมกินความยาว 15 รูหนามเตย (Perforation) ทำให้พื้นที่รับภาพต่อเฟรมใหญ่กว่าฟิล์ม 35mm ที่โรงภาพยนตร์ทั่วไปใช้กันมาตลอดราว 10 เท่า และใหญ่กว่าฟิล์ม 70mm แบบวิ่งแนวตั้งปกติราว 3 เท่า พื้นที่ฟิล์มที่มากกว่า แปลตรงตัวเป็นรายละเอียดภาพที่มากกว่า โดย &lt;a href="https://ymcinema.com/2026/07/07/imax-odyssey-16k-per-color/" target="_blank"&gt;Y.M.Cinema Magazine&lt;/a&gt; รายงานว่า IMAX ระบุว่าฟิล์มหนึ่งเฟรมเก็บข้อมูลภาพได้ราว 14K ถึง 16K ต่อหนึ่งช่องสี สูงกว่ากล้องดิจิทัลระดับท็อปของวงการที่ยังอยู่แถว 8K&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกความต่างที่คนดูสัมผัสได้ทันทีคือสัดส่วนภาพ (Aspect Ratio) หนังฟอร์มยักษ์ในโรงปกติมักฉายด้วยสัดส่วนกว้างแบน 2.39:1 แต่ฟิล์ม IMAX ให้ภาพในสัดส่วน 1.43:1 ที่สูงเกือบเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ภาพจึงกินพื้นที่การมองเห็นในแนวตั้งมากกว่ามาก นี่คือเหตุผลที่ฉากภูเขา มหาสมุทร หรืออวกาศในภาพยนตร์ของผู้กำกับอย่าง Christopher Nolan จึงให้ความรู้สึกโอบล้อมแบบที่จอปกติทำไม่ได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784195747_IMAX_800_%283%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เครื่องฉายที่ดูดฟิล์มด้วยสุญญากาศ สู่ยุคเลเซอร์ 4K สองเครื่องยิงพร้อมกัน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ฝั่งเครื่องฉายคือจุดที่ IMAX ลงทุนหนักที่สุด เครื่องฉายฟิล์มดั้งเดิมใช้เทคโนโลยีที่จดสิทธิบัตรชื่อ Rolling Loop ซึ่งวางฟิล์มแต่ละเฟรมลงบนหมุดตรึงตำแหน่ง แล้วใช้ระบบสุญญากาศดูดฟิล์มให้แนบสนิทกับชิ้นเลนส์ด้านหลังเพื่อความคมชัดสูงสุด พร้อมชัตเตอร์แบบเปิดรับแสง 68% ที่ส่งผ่านแสงได้มากกว่าชัตเตอร์ 50% ของเครื่องฉายทั่วไปราวหนึ่งในสาม ผลคือภาพที่ทั้งคมและสว่างพอจะเลี้ยงจอขนาดมหึมาได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัล IMAX เปิดตัวระบบ IMAX Digital ในปี 2008 ที่ใช้เครื่องฉายความละเอียด 2K สองเครื่องยิงภาพซ้อนกัน ก่อนยกระดับครั้งใหญ่ด้วย IMAX with Laser ที่เปลี่ยนจากหลอดไฟ Xenon มาเป็นแหล่งกำเนิดแสงเลเซอร์ จับคู่เครื่องฉายแบบ Digital Light Processing (DLP) ความละเอียด 4K สองเครื่อง และตัดปริซึมที่เป็นคอขวดของระบบเดิมออก ทำให้ได้ภาพที่สว่างกว่ามาตรฐานอุตสาหกรรม Digital Cinema Initiatives (DCI) ราว 50% ขอบเขตสี (Color Gamut) กว้างขึ้นถึงระดับ Rec. 2020 พร้อมรองรับอัตราเฟรมสูงสุด 60 เฟรมต่อวินาที ขณะที่โรงภาพยนตร์ทั่วไปส่วนใหญ่ยังฉายด้วยเครื่องเดี่ยวความละเอียด 2K หรือ 4K จากหลอด Xenon บนมาตรฐานความสว่างพื้นฐาน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;จอสูงได้เท่าตึก 8 ชั้น กับโรงที่ออกแบบด้วยงานวิจัย ไม่ใช่แค่ห้องสี่เหลี่ยมติดจอ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;จอ IMAX ขนาดเฉลี่ยกว้าง 22 เมตร สูง 16 เมตร ขณะที่จอโรงภาพยนตร์ทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่กว้าง 16 เมตร สูงราว 6 เมตร เท่ากับว่าพื้นที่จอต่างกันหลายเท่าตัว และเอกสารของ IMAX ระบุว่าจอบางแห่งสูงได้ถึงระดับตึก 8 ชั้น ใหญ่ขนาดที่วาฬบนจอปรากฏตัวเท่าขนาดจริง จุดประสงค์ของขนาดนี้ไม่ใช่ความอลังการเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้ภาพล้นเกินขอบเขตการมองเห็นรอบข้าง (Peripheral Vision) ของผู้ชม จนสมองรู้สึกว่าอยู่ในเหตุการณ์จริงมากกว่ากำลังมองกรอบสี่เหลี่ยม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โครงสร้างโรงก็ต่างกันตั้งแต่พิมพ์เขียว IMAX มีทีมวิจัยเรขาคณิตของโรงภาพยนตร์ (Theatre Geometry) โดยเฉพาะ ที่นั่งไล่ระดับชันกว่าโรงปกติอย่างชัดเจนเพื่อไม่ให้หัวแถวหน้าบังจอ แถวที่นั่งทั้งหมดขยับเข้าใกล้จอมากกว่าปกติเพราะความละเอียดภาพสูงพอที่นั่งใกล้แล้วภาพไม่แตก และจอโค้งรับสายตาเล็กน้อยเพื่อให้ทุกที่นั่งได้ระยะมองที่สม่ำเสมอ ต่างจากโรงทั่วไปที่มักออกแบบห้องก่อนแล้วค่อยหาจอมาติด&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784195764_IMAX_800_%284%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/h2&gt;&lt;h2&gt;เสียง 12 แชนแนลที่ออกแบบลำโพงเอง กับการรีมาสเตอร์หนังใหม่ทีละเฟรมทุกเรื่อง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือหนังทุกเรื่องที่เข้าฉายโรง IMAX ไม่ได้นำไฟล์เดียวกับโรงปกติมาฉายบนจอใหญ่ แต่ผ่านกระบวนการรีมาสเตอร์เฉพาะที่เรียกว่า Digital Media Remastering (DMR) ซึ่งปรับแต่งภาพใหม่ทุกเฟรมให้เหมาะกับจอยักษ์ พร้อมยกเครื่องระบบเสียงใหม่ทั้งหมดภายใต้การดูแลของผู้กำกับหนังเรื่องนั้นๆ เพื่อให้สิ่งที่ขึ้นจอตรงกับวิสัยทัศน์ของคนทำหนังมากที่สุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ฝั่งระบบเสียง IMAX ออกแบบทั้งการประมวลผลสัญญาณ แอมพลิฟายเออร์ และตัวลำโพงเองทั้งหมด โดยโรงระบบ IMAX with Laser ใช้ระบบเสียง 12 แชนแนลที่เพิ่มลำโพงด้านข้างและลำโพงเหนือศีรษะอีก 4 จุด สร้างมิติเสียงแบบสามมิติที่ออกแบบมาแข่งกับระบบ Dolby Atmos โดยตรง ขณะที่โรงภาพยนตร์ทั่วไปส่วนใหญ่ยังใช้ระบบเสียงรอบทิศทางแบบ 5.1 หรือ 7.1 แชนแนลเป็นมาตรฐาน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784195830_IMAX_800_%282%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/h2&gt;&lt;h2&gt;ไม่ได้ถ่ายด้วยกล้อง IMAX ก็ขึ้นจอ IMAX ได้ แต่เห็นภาพไม่เท่ากัน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือหนังทุกเรื่องบนจอ IMAX ถ่ายด้วยกล้อง IMAX ความจริงคือกล้องฟิล์ม IMAX แท้มีอยู่หยิบมือเดียวในโลก IMAX จึงเปิดโครงการ Filmed for IMAX ในปี 2020 เพื่อรับรองกล้องดิจิทัลระดับสูงอย่าง Sony VENICE ที่ใช้ถ่าย Top Gun: Maverick รวมถึงตระกูล ARRI Alexa 65 และ Panavision DXL2 ให้ถ่ายทำภายใต้มาตรฐานที่ IMAX ควบคุม ผลที่คนดูได้รับคือหนังกลุ่มนี้ฉายบนจอ IMAX ด้วยสัดส่วน 1.90:1 ซึ่ง &lt;a href="https://dts.com/insights/ask-the-experts-imax-enhanced-explained/" target="_blank"&gt;DTS&lt;/a&gt; พันธมิตรด้านเสียงของ IMAX อธิบายว่าให้ภาพมากกว่าเวอร์ชันจอกว้างปกติสูงสุด 26% หมายความว่าผู้ชมได้เห็นพื้นที่ภาพด้านบนและด้านล่างมากกว่าฉบับที่ฉายในโรงทั่วไป ทั้งที่เป็นภาพยนตร์เรื่องเดียวกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784195782_IMAX_800_%285%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ส่วนประสบการณ์ขั้นสูงสุดคือภาพยนตร์ที่ถ่ายทำด้วยกล้องฟิล์ม IMAX จริงในสัดส่วนเต็ม 1.43:1 ซึ่งปีนี้มีหมุดหมายสำคัญคือ The Odyssey ของ Christopher Nolan ภาพยนตร์เรื่องแรกในประวัติศาสตร์ที่ถ่ายด้วยกล้องฟิล์ม IMAX ทั้งเรื่องผ่านกล้องรุ่นใหม่ Keighley แต่โรงที่ฉายฟิล์ม 15/70 ได้จริงมีจำนวนจำกัดมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อ The Odyssey เปิดจองตั๋วรอบแรกกลางปี 2025 มีโรงที่พร้อมฉายเพียง 26 แห่งใน 5 ประเทศตามรายงานของ &lt;a href="https://www.cined.com/imax-unveils-new-70mm-film-camera-keighley-debuts-on-nolans-the-odyssey/" target="_blank"&gt;CineD&lt;/a&gt; ก่อนที่ IMAX และเครือโรงภาพยนตร์จะทยอยติดตั้งเครื่องฉายฟิล์มเพิ่มตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา จนขยับมาอยู่ที่ 41 แห่งใน 7 ประเทศเมื่อภาพยนตร์เข้าฉาย ครอบคลุมสหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย เบลเยียม สาธารณรัฐเช็ก และฝรั่งเศส โดยฝรั่งเศสเพิ่งได้โรงฟิล์ม IMAX แห่งแรกที่ Path&amp;eacute; Odysseum เมือง Montpellier ซึ่งติดตั้งเครื่องฉายฟิล์มเพิ่มเพื่อภาพยนตร์เรื่องนี้โดยเฉพาะตามประกาศของ &lt;a href="https://www.pathe.fr/actualites/imax-70-mm-cinema-france-odyssee" target="_blank"&gt;Path&amp;eacute;&lt;/a&gt; ตัวเลขทั้งหมดนี้ยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับโรง IMAX ระบบดิจิทัลและเลเซอร์ราว 1,800 จอใน 90 ประเทศ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับประเทศไทยนั้นยังไม่มีโรงภาพยนตร์ที่ฉายสัดส่วนเต็ม 1.43:1 ได้ โดยโรง IMAX ในไทยทั้ง 10 สาขาในเครือ Major Cineplex ฉายภาพได้สูงสุดที่สัดส่วน 1.90:1 แม้บางสาขาอย่าง Paragon Cineplex และ Major Cineplex รัชโยธิน จะมีจอโครงสร้างสัดส่วน 1.43:1 ตกทอดมาจากยุคที่เคยเป็นโรงฉายฟิล์ม IMAX 70mm ก็ตาม แต่เนื่องจากเครื่องฉายเลเซอร์ที่ติดตั้งในปัจจุบันรองรับสูงสุดที่ 1.90:1 ผู้ชมในไทยจึงได้ชม The Odyssey ผ่านระบบเลเซอร์ ซึ่งยังคงได้เปรียบโรงปกติทั้งขนาดจอ สัดส่วนภาพ ความสว่าง และระบบเสียง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เหตุผลที่ภาพยนตร์บางเรื่องควรได้รับชมในระบบ IMAX สักครั้ง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เหตุผลสำคัญที่ทำให้ IMAX ยังคงเติบโตแม้ค่าตั๋วจะสูงกว่ารอบฉายปกติ คือภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่จำนวนมากถูกออกแบบมาเพื่อจอ IMAX ตั้งแต่ขั้นตอนการถ่ายทำ ผู้กำกับอย่าง Christopher Nolan วางเฟรมภาพ จัดองค์ประกอบ และเลือกสถานที่ถ่ายทำโดยยึดจอสัดส่วนสูงเป็นหลัก การรับชมภาพยนตร์กลุ่มนี้ในโรงภาพยนตร์ทั่วไปจึงหมายถึงการได้เห็นเพียงบางส่วนของภาพที่ผู้สร้างตั้งใจบันทึกไว้ ทั้งที่เป็นภาพยนตร์เรื่องเดียวกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกปัจจัยหนึ่งคือประสบการณ์การรับชมที่อุปกรณ์ภายในบ้านยังทดแทนไม่ได้ ภาพที่ครอบคลุมเกินขอบเขตการมองเห็นรอบข้างจนผู้ชมรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ ผสานกับระบบเสียงที่ปรับแต่งมาเฉพาะโรงแต่ละแห่ง คือคุณสมบัติที่โฮมเธียเตอร์ในปัจจุบันยังเทียบไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างนี้จะชัดเจนที่สุดกับภาพยนตร์ที่ถ่ายทำด้วยกล้อง IMAX โดยตรง หรืออยู่ในโครงการ Filmed for IMAX ขณะที่ภาพยนตร์ที่เน้นบทสนทนาเป็นหลัก ความแตกต่างอาจไม่มากพอจะคุ้มกับส่วนต่างของราคา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับผู้ที่ต้องการพิสูจน์ความแตกต่างนี้ด้วยตัวเอง The Odyssey ซึ่งกำลังเข้าฉายทั่วโลก นับเป็นโอกาสที่เหมาะสมที่สุดในรอบหลายปี ในฐานะภาพยนตร์เรื่องแรกในประวัติศาสตร์ที่ถ่ายทำด้วยกล้องฟิล์ม IMAX ตลอดทั้งเรื่อง และเป็นบทพิสูจน์ว่าแนวคิด 'ภาพที่ใหญ่ที่สุด' ที่เริ่มต้นบนกระดาษรองจานเมื่อเกือบ 60 ปีก่อน เดินทางมาไกลเพียงใด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา:&lt;/strong&gt; &lt;a href="https://nofilmschool.com/what-is-imax" target="_blank"&gt;No Film School&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://ewh.ieee.org/reg/7/millennium/imax/imax_technical.html" target="_blank"&gt;IMAX Technical Facts (IEEE)&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.engadget.com/2016/05/10/imax-laser-projection/" target="_blank"&gt;Engadget&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://ymcinema.com/2026/07/07/imax-odyssey-16k-per-color/" target="_blank"&gt;Y.M.Cinema Magazine&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.cined.com/imax-unveils-new-70mm-film-camera-keighley-debuts-on-nolans-the-odyssey/" target="_blank"&gt;CineD&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://dts.com/insights/ask-the-experts-imax-enhanced-explained/" target="_blank"&gt;DTS&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.pathe.fr/actualites/imax-70-mm-cinema-france-odyssee" target="_blank"&gt;Path&amp;eacute;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/basedon/imax-technology-vs-standard-cinema-explained"/>
    <summary type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784195669_IMAX_800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;ตรงหน้าตู้จองตั๋วในโรงภาพยนตร์ หลายคนเคยเจอวินาทีลังเลแบบเดียวกัน นั่นคือรอบ IMAX ราคาจะสูงกว่ารอบปกติเกือบเท่าตัว ทั้งที่เป็นหนังเรื่องเดียวกัน เวลาฉายก็ใกล้เคียงกัน แล้วส่วนต่างนั้นจ่ายไปเพื่ออะไรกันแน่?&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คำถามนี้ถูกพูดถึงมากกว่าเดิมในสัปดาห์นี้ เมื่อ The Odyssey ของ Christopher Nolan ภาพยนตร์เรื่องแรกของโลกที่ถ่ายด้วยกล้องฟิล์ม IMAX ทั้งเรื่อง เข้าฉายท่ามกลางกระแสตั๋วรอบพิเศษที่ขายหมดล่วงหน้าเป็นปี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คำตอบที่สั้นที่สุดคือ IMAX ไม่ใช่แค่จอที่ใหญ่ขึ้น แต่เป็นระบบปิดที่ออกแบบมาให้ทำงานร่วมกันทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่กล้องและฟิล์มฟอร์แมตเฉพาะ เครื่องฉายที่จดสิทธิบัตรเอง จอและโครงสร้างโรงที่คำนวณด้วยหลักวิทยาศาสตร์ ระบบเสียงที่ออกแบบลำโพงเอง ไปจนถึงกระบวนการรีมาสเตอร์หนังใหม่ทีละเฟรม ขณะที่โรงภาพยนตร์ทั่วไปรับไฟล์หนังมาตรฐานมาฉายด้วยเครื่องฉายเดี่ยวบนจอที่เล็กกว่ากันหลายเท่า และนี่คือความแตกต่างทีละชั้น ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ฟิล์ม 15/70 เฟรมใหญ่กว่าหนังทั่วไป 10 เท่า จุดกำเนิดความคมชัดระดับ 14K ถึง 16K ต่อหนึ่งสี&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ความหมกมุ่นกับขนาดของภาพอยู่ในตัวบริษัทนี้มาตั้งแต่ยังไม่มีชื่อด้วยซ้ำ คำว่า IMAX ถือกำเนิดขึ้นบนกระดาษรองจานในร้านอาหารฮังการีแห่งหนึ่งที่เมือง Montreal เมื่อทีมผู้ก่อตั้งบริษัทสัญชาติแคนาดานั่งระดมชื่อใหม่ หลังทนายแจ้งว่าชื่อเดิมอย่าง Multivision จดเครื่องหมายการค้าไม่ได้ พวกเขาวนเวียนอยู่กับแนวคิด 'ภาพที่ใหญ่ที่สุด' หรือ Maximum Image ก่อนพลิกคำจนได้ชื่อ IMAX ตามที่ Graeme Ferguson หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งเล่าไว้ผ่าน &lt;a href="https://nofilmschool.com/what-is-imax" target="_blank"&gt;No Film School&lt;/a&gt; และแนวคิดนั้นก็ถูกแปลงเป็นของจริงตั้งแต่ต้นทาง ด้วยฟอร์แมตฟิล์มที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เชิงพาณิชย์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;a href="https://ewh.ieee.org/reg/7/millennium/imax/imax_technical.html" target="_blank"&gt;เอกสารทางเทคนิคของ IMAX&lt;/a&gt; ระบุว่าระบบที่เรียกว่า 15/70 ใช้ฟิล์ม 70mm วิ่งผ่านกล้องและเครื่องฉายในแนวนอน โดยหนึ่งเฟรมกินความยาว 15 รูหนามเตย (Perforation) ทำให้พื้นที่รับภาพต่อเฟรมใหญ่กว่าฟิล์ม 35mm ที่โรงภาพยนตร์ทั่วไปใช้กันมาตลอดราว 10 เท่า และใหญ่กว่าฟิล์ม 70mm แบบวิ่งแนวตั้งปกติราว 3 เท่า พื้นที่ฟิล์มที่มากกว่า แปลตรงตัวเป็นรายละเอียดภาพที่มากกว่า โดย &lt;a href="https://ymcinema.com/2026/07/07/imax-odyssey-16k-per-color/" target="_blank"&gt;Y.M.Cinema Magazine&lt;/a&gt; รายงานว่า IMAX ระบุว่าฟิล์มหนึ่งเฟรมเก็บข้อมูลภาพได้ราว 14K ถึง 16K ต่อหนึ่งช่องสี สูงกว่ากล้องดิจิทัลระดับท็อปของวงการที่ยังอยู่แถว 8K&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกความต่างที่คนดูสัมผัสได้ทันทีคือสัดส่วนภาพ (Aspect Ratio) หนังฟอร์มยักษ์ในโรงปกติมักฉายด้วยสัดส่วนกว้างแบน 2.39:1 แต่ฟิล์ม IMAX ให้ภาพในสัดส่วน 1.43:1 ที่สูงเกือบเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ภาพจึงกินพื้นที่การมองเห็นในแนวตั้งมากกว่ามาก นี่คือเหตุผลที่ฉากภูเขา มหาสมุทร หรืออวกาศในภาพยนตร์ของผู้กำกับอย่าง Christopher Nolan จึงให้ความรู้สึกโอบล้อมแบบที่จอปกติทำไม่ได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784195747_IMAX_800_%283%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เครื่องฉายที่ดูดฟิล์มด้วยสุญญากาศ สู่ยุคเลเซอร์ 4K สองเครื่องยิงพร้อมกัน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ฝั่งเครื่องฉายคือจุดที่ IMAX ลงทุนหนักที่สุด เครื่องฉายฟิล์มดั้งเดิมใช้เทคโนโลยีที่จดสิทธิบัตรชื่อ Rolling Loop ซึ่งวางฟิล์มแต่ละเฟรมลงบนหมุดตรึงตำแหน่ง แล้วใช้ระบบสุญญากาศดูดฟิล์มให้แนบสนิทกับชิ้นเลนส์ด้านหลังเพื่อความคมชัดสูงสุด พร้อมชัตเตอร์แบบเปิดรับแสง 68% ที่ส่งผ่านแสงได้มากกว่าชัตเตอร์ 50% ของเครื่องฉายทั่วไปราวหนึ่งในสาม ผลคือภาพที่ทั้งคมและสว่างพอจะเลี้ยงจอขนาดมหึมาได้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัล IMAX เปิดตัวระบบ IMAX Digital ในปี 2008 ที่ใช้เครื่องฉายความละเอียด 2K สองเครื่องยิงภาพซ้อนกัน ก่อนยกระดับครั้งใหญ่ด้วย IMAX with Laser ที่เปลี่ยนจากหลอดไฟ Xenon มาเป็นแหล่งกำเนิดแสงเลเซอร์ จับคู่เครื่องฉายแบบ Digital Light Processing (DLP) ความละเอียด 4K สองเครื่อง และตัดปริซึมที่เป็นคอขวดของระบบเดิมออก ทำให้ได้ภาพที่สว่างกว่ามาตรฐานอุตสาหกรรม Digital Cinema Initiatives (DCI) ราว 50% ขอบเขตสี (Color Gamut) กว้างขึ้นถึงระดับ Rec. 2020 พร้อมรองรับอัตราเฟรมสูงสุด 60 เฟรมต่อวินาที ขณะที่โรงภาพยนตร์ทั่วไปส่วนใหญ่ยังฉายด้วยเครื่องเดี่ยวความละเอียด 2K หรือ 4K จากหลอด Xenon บนมาตรฐานความสว่างพื้นฐาน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;จอสูงได้เท่าตึก 8 ชั้น กับโรงที่ออกแบบด้วยงานวิจัย ไม่ใช่แค่ห้องสี่เหลี่ยมติดจอ&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;จอ IMAX ขนาดเฉลี่ยกว้าง 22 เมตร สูง 16 เมตร ขณะที่จอโรงภาพยนตร์ทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่กว้าง 16 เมตร สูงราว 6 เมตร เท่ากับว่าพื้นที่จอต่างกันหลายเท่าตัว และเอกสารของ IMAX ระบุว่าจอบางแห่งสูงได้ถึงระดับตึก 8 ชั้น ใหญ่ขนาดที่วาฬบนจอปรากฏตัวเท่าขนาดจริง จุดประสงค์ของขนาดนี้ไม่ใช่ความอลังการเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้ภาพล้นเกินขอบเขตการมองเห็นรอบข้าง (Peripheral Vision) ของผู้ชม จนสมองรู้สึกว่าอยู่ในเหตุการณ์จริงมากกว่ากำลังมองกรอบสี่เหลี่ยม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โครงสร้างโรงก็ต่างกันตั้งแต่พิมพ์เขียว IMAX มีทีมวิจัยเรขาคณิตของโรงภาพยนตร์ (Theatre Geometry) โดยเฉพาะ ที่นั่งไล่ระดับชันกว่าโรงปกติอย่างชัดเจนเพื่อไม่ให้หัวแถวหน้าบังจอ แถวที่นั่งทั้งหมดขยับเข้าใกล้จอมากกว่าปกติเพราะความละเอียดภาพสูงพอที่นั่งใกล้แล้วภาพไม่แตก และจอโค้งรับสายตาเล็กน้อยเพื่อให้ทุกที่นั่งได้ระยะมองที่สม่ำเสมอ ต่างจากโรงทั่วไปที่มักออกแบบห้องก่อนแล้วค่อยหาจอมาติด&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784195764_IMAX_800_%284%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/h2&gt;&lt;h2&gt;เสียง 12 แชนแนลที่ออกแบบลำโพงเอง กับการรีมาสเตอร์หนังใหม่ทีละเฟรมทุกเรื่อง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือหนังทุกเรื่องที่เข้าฉายโรง IMAX ไม่ได้นำไฟล์เดียวกับโรงปกติมาฉายบนจอใหญ่ แต่ผ่านกระบวนการรีมาสเตอร์เฉพาะที่เรียกว่า Digital Media Remastering (DMR) ซึ่งปรับแต่งภาพใหม่ทุกเฟรมให้เหมาะกับจอยักษ์ พร้อมยกเครื่องระบบเสียงใหม่ทั้งหมดภายใต้การดูแลของผู้กำกับหนังเรื่องนั้นๆ เพื่อให้สิ่งที่ขึ้นจอตรงกับวิสัยทัศน์ของคนทำหนังมากที่สุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ฝั่งระบบเสียง IMAX ออกแบบทั้งการประมวลผลสัญญาณ แอมพลิฟายเออร์ และตัวลำโพงเองทั้งหมด โดยโรงระบบ IMAX with Laser ใช้ระบบเสียง 12 แชนแนลที่เพิ่มลำโพงด้านข้างและลำโพงเหนือศีรษะอีก 4 จุด สร้างมิติเสียงแบบสามมิติที่ออกแบบมาแข่งกับระบบ Dolby Atmos โดยตรง ขณะที่โรงภาพยนตร์ทั่วไปส่วนใหญ่ยังใช้ระบบเสียงรอบทิศทางแบบ 5.1 หรือ 7.1 แชนแนลเป็นมาตรฐาน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784195830_IMAX_800_%282%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/h2&gt;&lt;h2&gt;ไม่ได้ถ่ายด้วยกล้อง IMAX ก็ขึ้นจอ IMAX ได้ แต่เห็นภาพไม่เท่ากัน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือหนังทุกเรื่องบนจอ IMAX ถ่ายด้วยกล้อง IMAX ความจริงคือกล้องฟิล์ม IMAX แท้มีอยู่หยิบมือเดียวในโลก IMAX จึงเปิดโครงการ Filmed for IMAX ในปี 2020 เพื่อรับรองกล้องดิจิทัลระดับสูงอย่าง Sony VENICE ที่ใช้ถ่าย Top Gun: Maverick รวมถึงตระกูล ARRI Alexa 65 และ Panavision DXL2 ให้ถ่ายทำภายใต้มาตรฐานที่ IMAX ควบคุม ผลที่คนดูได้รับคือหนังกลุ่มนี้ฉายบนจอ IMAX ด้วยสัดส่วน 1.90:1 ซึ่ง &lt;a href="https://dts.com/insights/ask-the-experts-imax-enhanced-explained/" target="_blank"&gt;DTS&lt;/a&gt; พันธมิตรด้านเสียงของ IMAX อธิบายว่าให้ภาพมากกว่าเวอร์ชันจอกว้างปกติสูงสุด 26% หมายความว่าผู้ชมได้เห็นพื้นที่ภาพด้านบนและด้านล่างมากกว่าฉบับที่ฉายในโรงทั่วไป ทั้งที่เป็นภาพยนตร์เรื่องเดียวกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784195782_IMAX_800_%285%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ส่วนประสบการณ์ขั้นสูงสุดคือภาพยนตร์ที่ถ่ายทำด้วยกล้องฟิล์ม IMAX จริงในสัดส่วนเต็ม 1.43:1 ซึ่งปีนี้มีหมุดหมายสำคัญคือ The Odyssey ของ Christopher Nolan ภาพยนตร์เรื่องแรกในประวัติศาสตร์ที่ถ่ายด้วยกล้องฟิล์ม IMAX ทั้งเรื่องผ่านกล้องรุ่นใหม่ Keighley แต่โรงที่ฉายฟิล์ม 15/70 ได้จริงมีจำนวนจำกัดมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อ The Odyssey เปิดจองตั๋วรอบแรกกลางปี 2025 มีโรงที่พร้อมฉายเพียง 26 แห่งใน 5 ประเทศตามรายงานของ &lt;a href="https://www.cined.com/imax-unveils-new-70mm-film-camera-keighley-debuts-on-nolans-the-odyssey/" target="_blank"&gt;CineD&lt;/a&gt; ก่อนที่ IMAX และเครือโรงภาพยนตร์จะทยอยติดตั้งเครื่องฉายฟิล์มเพิ่มตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา จนขยับมาอยู่ที่ 41 แห่งใน 7 ประเทศเมื่อภาพยนตร์เข้าฉาย ครอบคลุมสหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย เบลเยียม สาธารณรัฐเช็ก และฝรั่งเศส โดยฝรั่งเศสเพิ่งได้โรงฟิล์ม IMAX แห่งแรกที่ Path&amp;eacute; Odysseum เมือง Montpellier ซึ่งติดตั้งเครื่องฉายฟิล์มเพิ่มเพื่อภาพยนตร์เรื่องนี้โดยเฉพาะตามประกาศของ &lt;a href="https://www.pathe.fr/actualites/imax-70-mm-cinema-france-odyssee" target="_blank"&gt;Path&amp;eacute;&lt;/a&gt; ตัวเลขทั้งหมดนี้ยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับโรง IMAX ระบบดิจิทัลและเลเซอร์ราว 1,800 จอใน 90 ประเทศ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับประเทศไทยนั้นยังไม่มีโรงภาพยนตร์ที่ฉายสัดส่วนเต็ม 1.43:1 ได้ โดยโรง IMAX ในไทยทั้ง 10 สาขาในเครือ Major Cineplex ฉายภาพได้สูงสุดที่สัดส่วน 1.90:1 แม้บางสาขาอย่าง Paragon Cineplex และ Major Cineplex รัชโยธิน จะมีจอโครงสร้างสัดส่วน 1.43:1 ตกทอดมาจากยุคที่เคยเป็นโรงฉายฟิล์ม IMAX 70mm ก็ตาม แต่เนื่องจากเครื่องฉายเลเซอร์ที่ติดตั้งในปัจจุบันรองรับสูงสุดที่ 1.90:1 ผู้ชมในไทยจึงได้ชม The Odyssey ผ่านระบบเลเซอร์ ซึ่งยังคงได้เปรียบโรงปกติทั้งขนาดจอ สัดส่วนภาพ ความสว่าง และระบบเสียง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เหตุผลที่ภาพยนตร์บางเรื่องควรได้รับชมในระบบ IMAX สักครั้ง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เหตุผลสำคัญที่ทำให้ IMAX ยังคงเติบโตแม้ค่าตั๋วจะสูงกว่ารอบฉายปกติ คือภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่จำนวนมากถูกออกแบบมาเพื่อจอ IMAX ตั้งแต่ขั้นตอนการถ่ายทำ ผู้กำกับอย่าง Christopher Nolan วางเฟรมภาพ จัดองค์ประกอบ และเลือกสถานที่ถ่ายทำโดยยึดจอสัดส่วนสูงเป็นหลัก การรับชมภาพยนตร์กลุ่มนี้ในโรงภาพยนตร์ทั่วไปจึงหมายถึงการได้เห็นเพียงบางส่วนของภาพที่ผู้สร้างตั้งใจบันทึกไว้ ทั้งที่เป็นภาพยนตร์เรื่องเดียวกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกปัจจัยหนึ่งคือประสบการณ์การรับชมที่อุปกรณ์ภายในบ้านยังทดแทนไม่ได้ ภาพที่ครอบคลุมเกินขอบเขตการมองเห็นรอบข้างจนผู้ชมรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ ผสานกับระบบเสียงที่ปรับแต่งมาเฉพาะโรงแต่ละแห่ง คือคุณสมบัติที่โฮมเธียเตอร์ในปัจจุบันยังเทียบไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างนี้จะชัดเจนที่สุดกับภาพยนตร์ที่ถ่ายทำด้วยกล้อง IMAX โดยตรง หรืออยู่ในโครงการ Filmed for IMAX ขณะที่ภาพยนตร์ที่เน้นบทสนทนาเป็นหลัก ความแตกต่างอาจไม่มากพอจะคุ้มกับส่วนต่างของราคา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สำหรับผู้ที่ต้องการพิสูจน์ความแตกต่างนี้ด้วยตัวเอง The Odyssey ซึ่งกำลังเข้าฉายทั่วโลก นับเป็นโอกาสที่เหมาะสมที่สุดในรอบหลายปี ในฐานะภาพยนตร์เรื่องแรกในประวัติศาสตร์ที่ถ่ายทำด้วยกล้องฟิล์ม IMAX ตลอดทั้งเรื่อง และเป็นบทพิสูจน์ว่าแนวคิด 'ภาพที่ใหญ่ที่สุด' ที่เริ่มต้นบนกระดาษรองจานเมื่อเกือบ 60 ปีก่อน เดินทางมาไกลเพียงใด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา:&lt;/strong&gt; &lt;a href="https://nofilmschool.com/what-is-imax" target="_blank"&gt;No Film School&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://ewh.ieee.org/reg/7/millennium/imax/imax_technical.html" target="_blank"&gt;IMAX Technical Facts (IEEE)&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.engadget.com/2016/05/10/imax-laser-projection/" target="_blank"&gt;Engadget&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://ymcinema.com/2026/07/07/imax-odyssey-16k-per-color/" target="_blank"&gt;Y.M.Cinema Magazine&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.cined.com/imax-unveils-new-70mm-film-camera-keighley-debuts-on-nolans-the-odyssey/" target="_blank"&gt;CineD&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://dts.com/insights/ask-the-experts-imax-enhanced-explained/" target="_blank"&gt;DTS&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.pathe.fr/actualites/imax-70-mm-cinema-france-odyssee" target="_blank"&gt;Path&amp;eacute;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-07-16T02:03:40+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/news/huawei-pura-90s-freeclip-2s-matepad-air-global-launch</id>
    <title>Huawei เปิดตัว Pura 90s Series พร้อม FreeClip 2 S และ MatePad Air สะท้อนอนาคตที่ AI อยู่ในทุกจังหวะการใช้งาน</title>
    <updated>2026-07-16T00:44:57+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;strong&gt;Huawei&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;เปิดตัวผลิตภัณฑ์เรือธงชุดใหม่ในงาน &lt;strong&gt;HUAWEI Flagship Product Global Launch&lt;/strong&gt; ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นำโดย &lt;strong&gt;HUAWEI Pura 90s Series, HUAWEI FreeClip 2 S&lt;/strong&gt; และ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;HUAWEI MatePad Air&lt;/strong&gt; ภายใต้แนวคิด &lt;strong&gt;&amp;quot;Now is Your Moment&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ที่มุ่งยกระดับการถ่ายภาพ การสร้างสรรค์คอนเทนต์ และการใช้งานในชีวิตประจำวันผ่านการผสาน AI เข้ากับฮาร์ดแวร์และระบบนิเวศของอุปกรณ์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เบื้องหลังผลิตภัณฑ์เหล่านี้คือการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&amp;amp;D) อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2025 Huawei ลงทุนด้าน R&amp;amp;D สูงถึง &lt;strong&gt;192.3 พันล้านหยวน&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;หรือคิดเป็น &lt;strong&gt;21.8%&lt;/strong&gt; ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท ขณะที่ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา Huawei ลงทุนด้าน R&amp;amp;D ไปแล้วกว่า&lt;strong&gt;&amp;nbsp;1.382 ล้านล้านหยวน&lt;/strong&gt; และปัจจุบันถือครองสิทธิบัตรที่ได้รับการอนุมัติมากกว่า 165,000 รายการทั่วโลก&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;Pura 90s Series ยกระดับการถ่ายภาพด้วย AI และกล้อง 200MP&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784191363_Website_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_%283%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ไฮไลต์สำคัญของงานคือ &lt;strong&gt;HUAWEI Pura 90s Series&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;สมาร์ตโฟนเรือธงรุ่นใหม่ที่ยังคงชูจุดแข็งด้านการถ่ายภาพ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของซีรีส์ Pura&lt;/p&gt;&lt;p&gt;รุ่น Pura 90s Pro Max มาพร้อม &lt;strong&gt;200MP Ultra Large Sensor Telephoto Camera&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการซูมระยะไกล พร้อม &lt;strong&gt;True-to-Colour Camera 2.0&lt;/strong&gt; ที่ช่วยถ่ายทอดสีสันได้แม่นยำยิ่งขึ้น รองรับการถ่ายภาพทั้งระยะไกล มาโคร และในสภาพแสงที่ท้าทาย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่น่าสนใจคือ Huawei นำ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการถ่ายภาพตั้งแต่ก่อนกดชัตเตอร์ไปจนถึงหลังถ่าย ไม่ว่าจะเป็น &lt;strong&gt;AI Composition&lt;/strong&gt; ที่ช่วยแนะนำองค์ประกอบภาพ, &lt;strong&gt;AI De-glare&lt;/strong&gt; ที่ช่วยลดแสงสะท้อนจากกระจก รวมถึง&lt;strong&gt;&amp;nbsp;AI Move&lt;/strong&gt; ที่สามารถย้ายหรือคัดลอกวัตถุในภาพ พร้อมเติมพื้นหลังให้กลมกลืนโดยอัตโนมัติ ช่วยลดขั้นตอนการแต่งภาพและทำให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถสร้างภาพที่ดูเป็นมืออาชีพได้ง่ายขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากด้านกล้องแล้ว Pura 90s Series ยังมาพร้อมผู้ช่วย &lt;strong&gt;AI Celia&lt;/strong&gt; ที่สามารถตอบคำถาม ช่วยร่างข้อความ รองรับการค้นหาสถานที่ การนำทางผ่าน Petal Maps และบริการเรียกรถ เพื่อขยายบทบาทของ AI ไปสู่การใช้งานในชีวิตประจำวันมากขึ้น&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;FreeClip 2 S เมื่อหูฟังไม่ได้แข่งขันกันแค่คุณภาพเสียง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784191371_Website_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_%284%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความสนใจในงานคือ &lt;strong&gt;HUAWEI FreeClip 2 S&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;หูฟังแบบ Open-ear ที่สะท้อนแนวโน้มของตลาดหูฟังยุคใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับ &amp;quot;ประสบการณ์การสวมใส่&amp;quot; พอ ๆ กับคุณภาพเสียง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;FreeClip 2 S มาในดีไซน์ Luminous Aesthetics พร้อมสีใหม่ &lt;strong&gt;Deepsea Blue&lt;/strong&gt; และ &lt;strong&gt;Space Silver&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ขณะที่เคสชาร์จได้รับการออกแบบใหม่ให้มีพื้นที่ใช้งานภายในเพิ่มขึ้น 20% ส่วนตัวหูฟังใช้โครงสร้าง &lt;strong&gt;Airy C-Bridge&lt;/strong&gt; ที่ผสานซิลิโคนเข้ากับพื้นผิวแบบเมทัลลิก เพื่อให้สวมใส่สบายตลอดวัน และยังคงจุดเด่นของหูฟังแบบ Open-ear ที่สามารถฟังเพลงหรือรับสาย พร้อมรับรู้เสียงรอบตัวได้ในเวลาเดียวกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Huawei ยังเปิดเผยว่า เบื้องหลัง FreeClip Series คือการพัฒนาสิทธิบัตรเฉพาะสำหรับหูฟังแบบ Clip-on ทั้งด้านการออกแบบและเทคโนโลยี ครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้าง &lt;strong&gt;Comfort Bean&amp;ndash;C-Bridge&amp;ndash;Acoustic Ball&lt;/strong&gt; ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงระบบ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;Auto Left-Right Recognition&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ที่สามารถตรวจจับหูซ้ายและขวาอัตโนมัติ ทำให้ผู้ใช้หยิบใส่ข้างไหนก็ใช้งานได้ทันที&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;MatePad Air ตอบโจทย์การทำงานและการสร้างสรรค์คอนเทนต์&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784191377_Website_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_%282%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Huawei ยังเปิดตัว&lt;strong&gt;&amp;nbsp;HUAWEI MatePad Air&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;แท็บเล็ตรุ่นใหม่ที่เน้นความบางเบาเพียง 5.3 มิลลิเมตร พร้อมหน้าจอ 12 นิ้ว OLED PaperMatte Display ความละเอียด 2.8K รีเฟรชเรตสูงสุด 144Hz ที่ลดแสงสะท้อนและให้ประสบการณ์การเขียนใกล้เคียงกระดาษ เหมาะสำหรับการอ่าน จดโน้ต วาดภาพ และการทำงานสร้างสรรค์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ด้านซอฟต์แวร์ Huawei ยังคงผลักดันการทำงานระดับ PC ผ่านแอปอย่าง &lt;strong&gt;HUAWEI Notes, GoPaint&lt;/strong&gt; และ &lt;strong&gt;WPS Office&lt;/strong&gt; พร้อมรองรับ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;HUAWEI M-Pencil Pro&lt;/strong&gt; และ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;Smart Magnetic Keyboard&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;เพื่อให้แท็บเล็ตสามารถใช้งานได้ทั้งการเรียน การทำงาน และการสร้างคอนเทนต์ในเครื่องเดียว&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;สะท้อนทิศทางของ Huawei จากอุปกรณ์สู่ระบบนิเวศ AI&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784191384_Website_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_%281%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แม้ Pura 90s Series, FreeClip 2 S และ MatePad Air จะเป็นผลิตภัณฑ์คนละประเภท แต่ทั้งหมดสะท้อนแนวคิดเดียวกัน คือ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;การสร้างประสบการณ์การใช้งานที่เชื่อมต่อกันผ่าน AI และระบบนิเวศของอุปกรณ์&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Pura 90s Series มุ่งยกระดับการถ่ายภาพด้วย AI, FreeClip 2 S ให้ความสำคัญกับการสวมใส่ที่สบายและการใช้งานตลอดวัน ส่วน MatePad Air ช่วยเปลี่ยนแท็บเล็ตให้กลายเป็นเครื่องมือสำหรับการทำงานและการสร้างสรรค์คอนเทนต์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;เมื่อทำงานร่วมกัน อุปกรณ์ทั้งสามจึงสะท้อนทิศทางของ Huawei ที่ไม่ได้พัฒนาเพียงฮาร์ดแวร์แต่ละชิ้น แต่กำลังสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงการถ่ายภาพ การสื่อสาร และการทำงานเข้าด้วยกัน เพื่อให้ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างเป็นธรรมชาติ&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/news/huawei-pura-90s-freeclip-2s-matepad-air-global-launch"/>
    <summary type="html">&lt;p&gt;&lt;strong&gt;Huawei&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;เปิดตัวผลิตภัณฑ์เรือธงชุดใหม่ในงาน &lt;strong&gt;HUAWEI Flagship Product Global Launch&lt;/strong&gt; ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นำโดย &lt;strong&gt;HUAWEI Pura 90s Series, HUAWEI FreeClip 2 S&lt;/strong&gt; และ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;HUAWEI MatePad Air&lt;/strong&gt; ภายใต้แนวคิด &lt;strong&gt;&amp;quot;Now is Your Moment&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ที่มุ่งยกระดับการถ่ายภาพ การสร้างสรรค์คอนเทนต์ และการใช้งานในชีวิตประจำวันผ่านการผสาน AI เข้ากับฮาร์ดแวร์และระบบนิเวศของอุปกรณ์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เบื้องหลังผลิตภัณฑ์เหล่านี้คือการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&amp;amp;D) อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2025 Huawei ลงทุนด้าน R&amp;amp;D สูงถึง &lt;strong&gt;192.3 พันล้านหยวน&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;หรือคิดเป็น &lt;strong&gt;21.8%&lt;/strong&gt; ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท ขณะที่ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา Huawei ลงทุนด้าน R&amp;amp;D ไปแล้วกว่า&lt;strong&gt;&amp;nbsp;1.382 ล้านล้านหยวน&lt;/strong&gt; และปัจจุบันถือครองสิทธิบัตรที่ได้รับการอนุมัติมากกว่า 165,000 รายการทั่วโลก&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;Pura 90s Series ยกระดับการถ่ายภาพด้วย AI และกล้อง 200MP&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784191363_Website_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_%283%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ไฮไลต์สำคัญของงานคือ &lt;strong&gt;HUAWEI Pura 90s Series&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;สมาร์ตโฟนเรือธงรุ่นใหม่ที่ยังคงชูจุดแข็งด้านการถ่ายภาพ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของซีรีส์ Pura&lt;/p&gt;&lt;p&gt;รุ่น Pura 90s Pro Max มาพร้อม &lt;strong&gt;200MP Ultra Large Sensor Telephoto Camera&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการซูมระยะไกล พร้อม &lt;strong&gt;True-to-Colour Camera 2.0&lt;/strong&gt; ที่ช่วยถ่ายทอดสีสันได้แม่นยำยิ่งขึ้น รองรับการถ่ายภาพทั้งระยะไกล มาโคร และในสภาพแสงที่ท้าทาย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่น่าสนใจคือ Huawei นำ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการถ่ายภาพตั้งแต่ก่อนกดชัตเตอร์ไปจนถึงหลังถ่าย ไม่ว่าจะเป็น &lt;strong&gt;AI Composition&lt;/strong&gt; ที่ช่วยแนะนำองค์ประกอบภาพ, &lt;strong&gt;AI De-glare&lt;/strong&gt; ที่ช่วยลดแสงสะท้อนจากกระจก รวมถึง&lt;strong&gt;&amp;nbsp;AI Move&lt;/strong&gt; ที่สามารถย้ายหรือคัดลอกวัตถุในภาพ พร้อมเติมพื้นหลังให้กลมกลืนโดยอัตโนมัติ ช่วยลดขั้นตอนการแต่งภาพและทำให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถสร้างภาพที่ดูเป็นมืออาชีพได้ง่ายขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากด้านกล้องแล้ว Pura 90s Series ยังมาพร้อมผู้ช่วย &lt;strong&gt;AI Celia&lt;/strong&gt; ที่สามารถตอบคำถาม ช่วยร่างข้อความ รองรับการค้นหาสถานที่ การนำทางผ่าน Petal Maps และบริการเรียกรถ เพื่อขยายบทบาทของ AI ไปสู่การใช้งานในชีวิตประจำวันมากขึ้น&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;FreeClip 2 S เมื่อหูฟังไม่ได้แข่งขันกันแค่คุณภาพเสียง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784191371_Website_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_%284%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความสนใจในงานคือ &lt;strong&gt;HUAWEI FreeClip 2 S&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;หูฟังแบบ Open-ear ที่สะท้อนแนวโน้มของตลาดหูฟังยุคใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับ &amp;quot;ประสบการณ์การสวมใส่&amp;quot; พอ ๆ กับคุณภาพเสียง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;FreeClip 2 S มาในดีไซน์ Luminous Aesthetics พร้อมสีใหม่ &lt;strong&gt;Deepsea Blue&lt;/strong&gt; และ &lt;strong&gt;Space Silver&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ขณะที่เคสชาร์จได้รับการออกแบบใหม่ให้มีพื้นที่ใช้งานภายในเพิ่มขึ้น 20% ส่วนตัวหูฟังใช้โครงสร้าง &lt;strong&gt;Airy C-Bridge&lt;/strong&gt; ที่ผสานซิลิโคนเข้ากับพื้นผิวแบบเมทัลลิก เพื่อให้สวมใส่สบายตลอดวัน และยังคงจุดเด่นของหูฟังแบบ Open-ear ที่สามารถฟังเพลงหรือรับสาย พร้อมรับรู้เสียงรอบตัวได้ในเวลาเดียวกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Huawei ยังเปิดเผยว่า เบื้องหลัง FreeClip Series คือการพัฒนาสิทธิบัตรเฉพาะสำหรับหูฟังแบบ Clip-on ทั้งด้านการออกแบบและเทคโนโลยี ครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้าง &lt;strong&gt;Comfort Bean&amp;ndash;C-Bridge&amp;ndash;Acoustic Ball&lt;/strong&gt; ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงระบบ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;Auto Left-Right Recognition&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ที่สามารถตรวจจับหูซ้ายและขวาอัตโนมัติ ทำให้ผู้ใช้หยิบใส่ข้างไหนก็ใช้งานได้ทันที&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;MatePad Air ตอบโจทย์การทำงานและการสร้างสรรค์คอนเทนต์&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784191377_Website_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_%282%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Huawei ยังเปิดตัว&lt;strong&gt;&amp;nbsp;HUAWEI MatePad Air&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;แท็บเล็ตรุ่นใหม่ที่เน้นความบางเบาเพียง 5.3 มิลลิเมตร พร้อมหน้าจอ 12 นิ้ว OLED PaperMatte Display ความละเอียด 2.8K รีเฟรชเรตสูงสุด 144Hz ที่ลดแสงสะท้อนและให้ประสบการณ์การเขียนใกล้เคียงกระดาษ เหมาะสำหรับการอ่าน จดโน้ต วาดภาพ และการทำงานสร้างสรรค์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ด้านซอฟต์แวร์ Huawei ยังคงผลักดันการทำงานระดับ PC ผ่านแอปอย่าง &lt;strong&gt;HUAWEI Notes, GoPaint&lt;/strong&gt; และ &lt;strong&gt;WPS Office&lt;/strong&gt; พร้อมรองรับ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;HUAWEI M-Pencil Pro&lt;/strong&gt; และ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;Smart Magnetic Keyboard&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;เพื่อให้แท็บเล็ตสามารถใช้งานได้ทั้งการเรียน การทำงาน และการสร้างคอนเทนต์ในเครื่องเดียว&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;สะท้อนทิศทางของ Huawei จากอุปกรณ์สู่ระบบนิเวศ AI&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784191384_Website_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_%281%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แม้ Pura 90s Series, FreeClip 2 S และ MatePad Air จะเป็นผลิตภัณฑ์คนละประเภท แต่ทั้งหมดสะท้อนแนวคิดเดียวกัน คือ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;การสร้างประสบการณ์การใช้งานที่เชื่อมต่อกันผ่าน AI และระบบนิเวศของอุปกรณ์&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Pura 90s Series มุ่งยกระดับการถ่ายภาพด้วย AI, FreeClip 2 S ให้ความสำคัญกับการสวมใส่ที่สบายและการใช้งานตลอดวัน ส่วน MatePad Air ช่วยเปลี่ยนแท็บเล็ตให้กลายเป็นเครื่องมือสำหรับการทำงานและการสร้างสรรค์คอนเทนต์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;เมื่อทำงานร่วมกัน อุปกรณ์ทั้งสามจึงสะท้อนทิศทางของ Huawei ที่ไม่ได้พัฒนาเพียงฮาร์ดแวร์แต่ละชิ้น แต่กำลังสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงการถ่ายภาพ การสื่อสาร และการทำงานเข้าด้วยกัน เพื่อให้ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างเป็นธรรมชาติ&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-07-16T00:44:57+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/ai/thailand-ai-usage-gemini-report-2026</id>
    <title>คนไทยใช้ AI เป็น 'เพื่อนสนิท'  ส่องอินไซต์การใช้ AI ของคนไทย จาก Gemini Report 2026</title>
    <updated>2026-07-16T00:12:24+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img alt="Gemini Report 2026" class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784189403_Gemini_Report_2026.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;ถ้าย้อนกลับไปสัก 2-3 ปีก่อน เวลาพูดถึง AI หลายคนคงนึกถึงแค่แชตบอตที่เอาไว้ถาม-ตอบคำถามทั่วไป แต่วันนี้ภาพจำเหล่านั้นกำลังเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะตอนนี้ AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือที่คนเฉพาะกลุ่มใช้ แต่กลายร่างมาเป็น &amp;lsquo;ผู้ช่วยส่วนตัว&amp;rsquo; ที่ค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของแทบทุกคน จากรายงาน &lt;a class="fr-strong" href="https://services.google.com/fh/files/misc/gemini-report-sea-2026-en.pdf?fbclid=IwZnRzaATDzVBwZG9mAWZkaWQWUKnXaTJA0lzrqAuJHvaBL5vcOvbWgGV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkCjY2Mjg1NjgzNzkAAR4Xe9_yf6Atv1qvrmsYe-mhtPiXNDgU8O7kY3NGHBokQ6Uvmi0N-ZRmUUj5VQ_aem_CfpdFUGUVQH4_EMC2Xvlcg" target="_blank"&gt;The Gemini Report: Southeast Asia 2026&lt;/a&gt; ที่เจาะลึกพฤติกรรมใน 6 ประเทศอาเซียน ทั้งไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ยืนยันว่าผู้คนในภูมิภาคนี้ก้าวข้ามจุดที่เรียกว่า &amp;lsquo;เข้ามาลองเล่น&amp;rsquo; และหันไปใช้ AI อย่างจริงจังแล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และไฮไลต์ที่น่าสนใจที่สุดก็อยู่ที่ &lt;strong&gt;&amp;lsquo;ประเทศไทย&amp;rsquo;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เพราะข้อมูลระบุว่าคนไทยใช้ AI ได้มีสีสันและเป็นเอกลักษณ์มาก จน Google ต้องจัดอันดับให้เรายืนหนึ่งในภูมิภาค ในฐานะประเทศที่ใช้ Gemini เป็น &amp;lsquo;Lifestyle Companion&amp;rsquo; มากที่สุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;พอเจาะลึกลงไปดูข้อมูลในระดับอาเซียนจะเห็นเลยว่าแต่ละประเทศมีสไตล์การใช้งาน Gemini ที่แตกต่างกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อย่างสิงคโปร์จะมาในโหมดเน้นใช้เพื่อการทำงาน ส่วนเวียดนามก็มาแนวสายวิชาการเน้นใช้เป็นตัวช่วยเรื่องการเรียน การแปลภาษา ขยับมาที่อินโดนีเซียจะออกแนวสายครีเอเตอร์ ใช้คิดไอเดีย สร้างสรรค์คอนเทนต์ ในขณะที่ฟิลิปปินส์จะเน้นใช้เป็นลูกมือที่ช่วยซัพพอร์ตงานบริการลูกค้าและการเขียนเป็นหลัก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;แต่พอหันมาดู &amp;lsquo;ประเทศไทย&amp;rsquo; พฤติกรรมการใช้งานกลับพุ่งไปในทิศทางที่แตกต่างจากคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทาง Google ระบุว่าคนไทยมีแนวโน้มดึง AI เข้ามาผูกติดกับเรื่องไลฟ์สไตล์ การพูดคุย และกิจวัตรประจำวันมากกว่าทุกชาติในภูมิภาค &lt;strong&gt;ไทยจะเน้นใช้งาน Gemini ในฐานะเหมือนเป็นเพื่อนสนิท&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ที่ทักไปชวนคุยสัพเพเหระ ปรึกษาปัญหาชีวิตหรือให้ช่วยคิดเรื่องจิปาถะในแต่ละวันเรื่อย ๆ แบบไม่มีจุดหมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่น่าสนใจคือตัวเลขจากรายงานยังระบุด้วยว่า 1 ใน 3 ของ Prompt ที่คนไทยพิมพ์หา Gemini เป็นรูปแบบการใช้งานเชิงพูดคุย ขอคำแนะนำ และใช้เป็นผู้ช่วยส่วนตัวมากกว่าจะใช้ในการทำงานอย่างเดียว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทำให้เห็นว่าสำหรับคนไทยแล้ว AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือที่ใช้เฉพาะเวลาทำงาน แต่มันเหมือนเป็นเป็นไอเทมติดตัวที่หยิบมาทักหาได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการขอไอเดียแต่งห้อง จัดแพลนทริปเที่ยว แก้ปัญหาโลกแตกอย่างการคิดว่าวันนี้จะกินอะไรดี เช็กอาการป่วยเบื้องต้น รับบทเป็นที่ปรึกษาปัญหาหัวใจ หรือแม้แต่การทักคุยเล่นไปเรื่อยแก้เบื่อ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ Google ได้กางสถิติการใช้งานของผู้คนทั่วอาเซียนดูก็พบว่า AI ถูกมอบหมายให้สวมหมวกหลายใบ มากกว่าแค่การเป็นโปรแกรมถาม-ตอบ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ซึ่งถ้าลองเจาะดูสัดส่วนการใช้งานจะเห็นภาพชัดเจนว่า 40% คนเน้นเอาไปใช้เป็นตัวช่วยปั่นงานหรือสร้างงานใหม่ ๆ ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการให้ช่วยร่างบทความ พิมพ์เอกสาร เขียนโค้ด หรือเจนรูป รองลงมา 20% เป็นสายวิชาการ เน้นให้ช่วยค้นคว้าและสรุปข้อมูลให้ย่อยง่าย ขณะที่อีก 10% ใช้งานในฐานะคู่คิด คอยให้คำแนะนำและช่วยตัดสินใจเรื่องยาก ๆ ส่วนที่เหลืออีก 30% เป็นการใช้งานครอบจักรวาล ตั้งแต่วางแผนชีวิต จัดตารางงาน ไปจนถึงทักไปคุยเล่นเรื่อยเปื่อย ตัวเลขเหล่านี้กำลังสะท้อนว่า AI ได้ขยับร่างไปไกลมากจนกลายเป็น &amp;lsquo;ผู้ช่วย Multifunction&amp;rsquo; แบบเต็มตัวแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;คนไทยใช้ Gemini ไปทำอะไรมากที่สุด&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;แม้ในรายงาน Google จะไม่ได้กางตัวเลขสัดส่วนของคนไทยออกมาให้ดูแบบเป๊ะ ๆ ในทุกหมวด แต่ถ้าเจาะดูพฤติกรรมเด่น ๆ จะพบดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เพราะนอกจากจะยืนหนึ่งในอาเซียนเรื่องการใช้ AI เป็นเพื่อนคู่คิดแล้ว อีกมุมที่น่าสนใจมาก ๆ คือการนำไปใช้ในสาย Creative Journey หรือการสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 1 ใน 4 ของการใช้งานทั้งหมด แถมยังพุ่งขึ้นไปทำสถิติเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทำให้เห็นว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยไม่ได้ใช้ AI แค่ไว้หาคำตอบ แต่ดึงมาเป็น &amp;lsquo;ผู้ช่วยคิดไอเดีย&amp;rsquo; อย่างจริงจัง ทั้งช่วยคิดคอนเทนต์ ร่างข้อความ เจนรูปภาพ หรือเอาไว้ Brainstorm ในการต่อยอดความคิด ที่น่าจับตาอีกอย่างคือ ข้อมูลยังบอกด้วยว่าผู้หญิงไทยมีการใช้งานฟีเจอร์สายครีเอทีฟเหล่านี้มากกว่าผู้ชายถึง 50%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ทำไมไทยถึงถูกจัดเป็น &amp;lsquo;Lifestyle Companion&amp;rsquo;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;คำว่า Lifestyle Companion ไม่ได้หมายถึงแค่การเอา AI มาไว้คุยเล่นขำ ๆ หรือคุยแก้เหงาอย่างเดียว แต่คนไทยกลับเลือกที่จะหยิบ AI มาใช้กับโมเมนต์เล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ช่วยแมตช์ชุดก่อนออกจากบ้าน คิดเมนูมื้อเย็นจากวัตถุดิบที่เหลือติดตู้เย็น ขอคำแนะนำเพื่อประกอบการตัดสินใจ วางแพลนทริปเที่ยว คิดกิจกรรมทำช่วงสุดสัปดาห์ หรือแม้แต่ให้ช่วยหาวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบด่วน ๆ คนไทยก็ให้ AI รับจบหมด &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกหนึ่งอินไซต์ที่น่าสนใจคือปัจจุบันคนไทยไม่ได้พยายามป้อนคำสั่งเป็นภาษาอังกฤษเหมือนสมัยก่อนแล้วเพราะรายงานระบุว่า 87% ของการ Promptที่คนไทยส่งเป็น &amp;lsquo;ภาษาไทย&amp;rsquo; ล้วน ๆ ซึ่งถือเป็นสัดส่วนการใช้ภาษาท้องถิ่นที่สูงเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตัวเลขนี้ยังซ่อนนัยยะสำคัญที่น่าสนใจไว้สองเรื่อง คือ&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;อย่างแรก สะท้อนให้เห็นว่าผู้ใช้งานเริ่มมั่นใจแล้วว่า AI ยุคนี้สอบผ่านวิชาภาษาไทยและสามารถทำความเข้าใจบริบทของเราได้ดีขึ้น&lt;/li&gt;&lt;li&gt;อย่างที่สอง เป็นการทลายกำแพงด้านภาษา เพราะทำให้ AI สามารถเข้าถึงคนกลุ่มกว้างได้แบบไร้รอยต่อ ไม่ได้ถูกตีกรอบจำกัดไว้เฉพาะกลุ่มคนที่ถนัดภาษาอังกฤษอีกต่อไป&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ซึ่งแน่นอนว่าพอเราสามารถพิมพ์หรือพูดคุยด้วยภาษาของตัวเองที่คุ้นเคยได้อย่างสบายใจก็อาจไม่แปลกที่ AI จะถูกดึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และ 74% ของการใช้งาน Gemini ในไทยเกิดขึ้นบนจอมือถือทิ้งห่างคอมพิวเตอร์ที่มีสัดส่วนเพียง 19% ไปแบบขาดลอย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การที่คนไทยเน้นหยิบมือถือขึ้นมาใช้งาน ทำให้ลักษณะของคำสั่งมักจะมาในรูปแบบที่กระชับ รวดเร็ว และอิงกับสถานการณ์ตรงหน้าในชีวิตประจำวันเป็นหลัก ลองนึกภาพว่าเวลาเราเดินไปเจอของแปลก ๆ ตรงหน้าก็แค่ยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูปแล้วให้ AI ช่วยหาคำตอบ ให้ช่วยแปลป้ายภาษาต่างประเทศแบบด่วน ๆ ถามหาเส้นทาง ขอสูตรอาหาร หรือแม้แต่สั่งเจนรูปภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สถิติเหล่านี้กำลังบอกเราว่าภาพจำของการใช้ AI ที่ต้องนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์กำลังจะค่อย ๆ หายไป เพราะวันนี้ AI ได้กลายร่างเป็นเหมือน &amp;lsquo;ผู้ช่วยพกพา&amp;rsquo; ที่พร้อมให้หยิบขึ้นมาใช้งานได้ทุกที่ ทุกเวลา และทุกสถานการณ์&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;คนรุ่นใหม่ vs ผู้สูงอายุ ใช้ AI ต่างกันอย่างไร&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ใครที่คิดว่า AI เป็นเรื่องของเด็กรุ่นใหม่เท่านั้น อาจต้องคิดใหม่ เพราะข้อมูลจาก Google ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมการใช้งานในไทยเปิดกว้างและมีมิติมากกว่านั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วัยรุ่นต่ำกว่า 25 ปี ยังคงครองแชมป์ใช้งานบ่อยและป้อนคำสั่งเยอะที่สุด แต่ไฮไลต์กลับไปตกอยู่ที่กลุ่มคนวัย 54 ปีขึ้นไป แม้จะมีสัดส่วนผู้ใช้แค่ 10% แต่คนกลุ่มนี้กลับเป็นกลุ่มที่ดึงฟีเจอร์ล้ำ ๆ มาใช้จัดเต็มที่สุด ทั้งส่งรูปภาพ สั่งงานด้วยเสียงและอัปโหลดไฟล์ให้ AI วิเคราะห์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เคสตัวอย่างที่ Google หยิบมาเล่า คือกรณีแรกคือ นักศึกษาในกรุงเทพโยนไฟล์สไลด์เรียนให้ Gemini แล้วใช้คำสั่งเสียงภาษาไทยให้ AI ช่วยสรุปเนื้อหายาก ๆ ให้แทน ส่วนอีกเคสคือ ครูเกษียณที่ใถ่ายรูปขนมไทยส่งให้ AI ช่วยประเมินปริมาณน้ำตาลก่อนกินเพื่อดูแลสุขภาพ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สตอรี่เหล่านี้ยืนยันได้ว่า AI แทรกซึมเข้าไปอยู่ในทุกมิติของคนไทย ตั้งแต่เรื่องเรียน งาน ไปจนถึงการดูแลตัวเอง และนี่คือเหตุผลที่ Google มั่นใจว่าประเทศไทยคือตลาดที่ AI ได้ขยับสถานะมาเป็น &amp;lsquo;ผู้ช่วยส่วนตัว&amp;rsquo; แบบเต็มตัวจริง ๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;AI กับ ภาพรวมอาเซียน &amp;nbsp;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;พอซูมออกไปดูภาพรวมของทั้งอาเซียนจะเห็นว่าเทรนด์การใช้ AI กำลังเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือยุคของการ &amp;lsquo;ทดลองเล่น&amp;rsquo; จบลงแล้ว และกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ AI เป็นไอเทมที่หลายคนต้องเปิดใช้งานกันเป็นรูทีน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สถิติจาก Google ยืนยันว่าภายในเวลาแค่ 12 เดือน ยอดผู้ใช้งาน Gemini ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเติบโตแบบก้าวกระโดดกว่าเท่าตัว ขณะที่ตัวเลขระดับโลก (จากข้อมูลล่าสุดเดือนเมษายน 2026) ก็มีผู้ใช้งานต่อเดือนทะลุ 900 ล้านคนเข้าไปแล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ประเด็นที่น่าสนใจกว่าเรื่องของจำนวนคน ก็คือ &amp;lsquo;ความถี่&amp;rsquo; ในการใช้งาน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เพราะเมื่อเทียบกับช่วงกลางปี 2025 คนในอาเซียนกลับมาเปิดใช้ Gemini บ่อยขึ้นถึง 50% แถมปริมาณ Prompt ที่แต่ละคนป้อนให้ AI ก็เพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าที่สำคัญคือแต่ละบทสนทนายังลากยาวและคุยกันลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิมด้วย ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าผู้คนไม่ได้เปิด AI ขึ้นมาเพื่อทดลองเล่นแป๊ปเดียวอีกต่อไป แต่เริ่มขยับมาพึ่งพาให้ AI เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนทั้งการทำงาน การเรียน และการใช้ชีวิตประจำวัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทำให้ตอนนี้ Google ยกให้ Gemini ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในแอปพลิเคชันที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปแล้วเรียบร้อย โดยจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นช่วงเดือนสิงหาคมปี 2025 หลังจากมีการเปิดตัวโมเดลสร้างภาพใหม่อย่าง Nano Banana ซึ่งกลายเป็นกระแสปลุกให้คนหันมาเจนรูปภาพด้วย AI ส่งผลให้ Gemini ทะยานขึ้นเป็น AI Assistant ที่ถูกค้นหามากที่สุดในไทย อินโดนีเซีย และเวียดนามทันที ปรากฏการณ์นี้ทำให้เห็นว่าความปังของ AI วันนี้ไม่ได้อยู่แค่การถาม-ตอบข้อมูลทั่วไป แต่เกิดจากการที่ผู้ใช้เห็นศักยภาพว่ามันสามารถ &amp;lsquo;สร้างสรรค์ผลงาน&amp;rsquo; ได้จริง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;แต่ละประเทศใช้งาน AI ไม่เหมือนกัน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ข้อมูลพฤติกรรมการใช้ Gemini ของแต่ละประเทศมีคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;อินโดนีเซีย ที่ขอสวมบทบาทสายครีเอทีฟ เพราะสถิติชี้ว่าเป็นประเทศที่เน้นเจนรูปภาพเป็นหลัก แถมยังชอบส่งรูปหรือกดอัดเสียงคุยกับ AI มากที่สุดในภูมิภาค&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;มาเลเซีย จะเด่นเรื่องแปลภาษาและงานออกแบบ โดยคนมาเลย์มีความยืดหยุ่นสูงมากสลับโหมดพิมพ์คำสั่งทั้งภาษามาเลย์และภาษาอังกฤษไปมาตามความเหมาะสมของงาน&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ฟิลิปปินส์ เน้นดึง AI ไปช่วยงานเขียน คอนเนกต์กับลูกค้า หรือแม้แต่ใช้ลุยหาแหล่งงานใหม่ ๆ มากกว่าประเทศอื่น&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สิงคโปร์ จะเน้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานล้วน ๆ &amp;nbsp;เช่น ให้วิเคราะห์ข้อมูลตัวเลขและสรุปรายงานสรุปภาพรวม&lt;/li&gt;&lt;li&gt;เวียดนาม ปักหมุดเป็นสายวิชาการและเทคโนโลยี เน้นชวน AI คุยเรื่องการศึกษา แปลภาษา ลุยโจทย์คณิตศาสตร์ ไปจนถึงช่วยเขียนโค้ด&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;และแน่นอนเมื่อหันกลับมามอง ประเทศไทย ที่ขอจองตำแหน่ง &amp;lsquo;Lifestyle Companion&amp;rsquo; ที่โดดเด่นสุด ๆ ความต่างนี้สะท้อนเรื่องสำคัญไว้อย่างหนึ่งว่าต่อให้จะเป็นเทคโนโลยี AI ตัวเดียวกันเป๊ะ แต่สุดท้ายแล้วมนุษย์เราก็มีวิธีปรับแต่งและเลือกใช้งานมันตามบริบท วัฒนธรรม และสไตล์ชีวิตของตัวเอง โดยไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สถิติยังระบุว่า 40% ของคำสั่งทั้งหมดถูกใช้ไปกับการสร้างผลงานใหม่ ทั้งร่างเอกสาร ทำรูปภาพ เขียนโค้ดหรือคิดไอเดีย อีก 20% ใช้ค้นคว้าและสรุปข้อมูล ส่วนอีก 10% ใช้เป็นที่ปรึกษาช่วยเคาะการตัดสินใจ นั่นแปลว่า AI ได้เปลี่ยนสถานะจากเครื่องมือช่วยหาคำตอบมาเป็นเพื่อนร่วมงาน สังเกตได้จากวิธีสั่งงานที่เราเลิกถามว่า &amp;lsquo;นี่คืออะไร&amp;rsquo; แต่เปลี่ยนมาสั่งว่า &amp;lsquo;ช่วยเขียนหน่อย ช่วยออกแบบหรือสรุปเนื้อหานี้ให้หน่อย&amp;rsquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;Google กำลังพา Gemini ไปทางไหน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เป้าหมายของ Google ตอนนี้คือการดัน Gemini เป็นผู้ช่วยส่วนตัวของคน 600 ล้านคนในอาเซียน ซึ่งก้าวต่อไปจะเน้นเชื่อมทุกบริการเข้าด้วยกันแบบไร้รอยต่อ ทำให้เราสั่งคำสั่งเดียวแล้วได้ครบทั้งวิดีโอ เพลง และรูปภาพ พร้อมระบบคุยเสียงธรรมชาติผ่าน Gemini Live รวมถึงเป็นเครื่องมือช่วยวางแผนการเรียนและอาชีพที่เข้าใจตัวตนเราผ่านแอปต่าง ๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ Google ยังเดินหน้าอัปสกิลคนไทยผ่านโครงการ Gemini Academy และหลักสูตร AI Literacy เพื่อติดอาวุธให้คนรุ่นใหม่ดึงพลัง AI มาใช้ขับเคลื่อนชีวิตได้อย่างปลอดภัยและเต็มประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a class="fr-strong" href="https://services.google.com/fh/files/misc/gemini-report-sea-2026-en.pdf?fbclid=IwZnRzaATDzVBwZG9mAWZkaWQWUKnXaTJA0lzrqAuJHvaBL5vcOvbWgGV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkCjY2Mjg1NjgzNzkAAR4Xe9_yf6Atv1qvrmsYe-mhtPiXNDgU8O7kY3NGHBokQ6Uvmi0N-ZRmUUj5VQ_aem_CfpdFUGUVQH4_EMC2Xvlcg" target="_blank"&gt;google&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/ai/thailand-ai-usage-gemini-report-2026"/>
    <summary type="html">&lt;p&gt;&lt;img alt="Gemini Report 2026" class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784189403_Gemini_Report_2026.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;ถ้าย้อนกลับไปสัก 2-3 ปีก่อน เวลาพูดถึง AI หลายคนคงนึกถึงแค่แชตบอตที่เอาไว้ถาม-ตอบคำถามทั่วไป แต่วันนี้ภาพจำเหล่านั้นกำลังเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะตอนนี้ AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือที่คนเฉพาะกลุ่มใช้ แต่กลายร่างมาเป็น &amp;lsquo;ผู้ช่วยส่วนตัว&amp;rsquo; ที่ค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของแทบทุกคน จากรายงาน &lt;a class="fr-strong" href="https://services.google.com/fh/files/misc/gemini-report-sea-2026-en.pdf?fbclid=IwZnRzaATDzVBwZG9mAWZkaWQWUKnXaTJA0lzrqAuJHvaBL5vcOvbWgGV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkCjY2Mjg1NjgzNzkAAR4Xe9_yf6Atv1qvrmsYe-mhtPiXNDgU8O7kY3NGHBokQ6Uvmi0N-ZRmUUj5VQ_aem_CfpdFUGUVQH4_EMC2Xvlcg" target="_blank"&gt;The Gemini Report: Southeast Asia 2026&lt;/a&gt; ที่เจาะลึกพฤติกรรมใน 6 ประเทศอาเซียน ทั้งไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ยืนยันว่าผู้คนในภูมิภาคนี้ก้าวข้ามจุดที่เรียกว่า &amp;lsquo;เข้ามาลองเล่น&amp;rsquo; และหันไปใช้ AI อย่างจริงจังแล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และไฮไลต์ที่น่าสนใจที่สุดก็อยู่ที่ &lt;strong&gt;&amp;lsquo;ประเทศไทย&amp;rsquo;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เพราะข้อมูลระบุว่าคนไทยใช้ AI ได้มีสีสันและเป็นเอกลักษณ์มาก จน Google ต้องจัดอันดับให้เรายืนหนึ่งในภูมิภาค ในฐานะประเทศที่ใช้ Gemini เป็น &amp;lsquo;Lifestyle Companion&amp;rsquo; มากที่สุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;พอเจาะลึกลงไปดูข้อมูลในระดับอาเซียนจะเห็นเลยว่าแต่ละประเทศมีสไตล์การใช้งาน Gemini ที่แตกต่างกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อย่างสิงคโปร์จะมาในโหมดเน้นใช้เพื่อการทำงาน ส่วนเวียดนามก็มาแนวสายวิชาการเน้นใช้เป็นตัวช่วยเรื่องการเรียน การแปลภาษา ขยับมาที่อินโดนีเซียจะออกแนวสายครีเอเตอร์ ใช้คิดไอเดีย สร้างสรรค์คอนเทนต์ ในขณะที่ฟิลิปปินส์จะเน้นใช้เป็นลูกมือที่ช่วยซัพพอร์ตงานบริการลูกค้าและการเขียนเป็นหลัก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;แต่พอหันมาดู &amp;lsquo;ประเทศไทย&amp;rsquo; พฤติกรรมการใช้งานกลับพุ่งไปในทิศทางที่แตกต่างจากคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทาง Google ระบุว่าคนไทยมีแนวโน้มดึง AI เข้ามาผูกติดกับเรื่องไลฟ์สไตล์ การพูดคุย และกิจวัตรประจำวันมากกว่าทุกชาติในภูมิภาค &lt;strong&gt;ไทยจะเน้นใช้งาน Gemini ในฐานะเหมือนเป็นเพื่อนสนิท&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ที่ทักไปชวนคุยสัพเพเหระ ปรึกษาปัญหาชีวิตหรือให้ช่วยคิดเรื่องจิปาถะในแต่ละวันเรื่อย ๆ แบบไม่มีจุดหมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่น่าสนใจคือตัวเลขจากรายงานยังระบุด้วยว่า 1 ใน 3 ของ Prompt ที่คนไทยพิมพ์หา Gemini เป็นรูปแบบการใช้งานเชิงพูดคุย ขอคำแนะนำ และใช้เป็นผู้ช่วยส่วนตัวมากกว่าจะใช้ในการทำงานอย่างเดียว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทำให้เห็นว่าสำหรับคนไทยแล้ว AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือที่ใช้เฉพาะเวลาทำงาน แต่มันเหมือนเป็นเป็นไอเทมติดตัวที่หยิบมาทักหาได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการขอไอเดียแต่งห้อง จัดแพลนทริปเที่ยว แก้ปัญหาโลกแตกอย่างการคิดว่าวันนี้จะกินอะไรดี เช็กอาการป่วยเบื้องต้น รับบทเป็นที่ปรึกษาปัญหาหัวใจ หรือแม้แต่การทักคุยเล่นไปเรื่อยแก้เบื่อ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ Google ได้กางสถิติการใช้งานของผู้คนทั่วอาเซียนดูก็พบว่า AI ถูกมอบหมายให้สวมหมวกหลายใบ มากกว่าแค่การเป็นโปรแกรมถาม-ตอบ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ซึ่งถ้าลองเจาะดูสัดส่วนการใช้งานจะเห็นภาพชัดเจนว่า 40% คนเน้นเอาไปใช้เป็นตัวช่วยปั่นงานหรือสร้างงานใหม่ ๆ ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการให้ช่วยร่างบทความ พิมพ์เอกสาร เขียนโค้ด หรือเจนรูป รองลงมา 20% เป็นสายวิชาการ เน้นให้ช่วยค้นคว้าและสรุปข้อมูลให้ย่อยง่าย ขณะที่อีก 10% ใช้งานในฐานะคู่คิด คอยให้คำแนะนำและช่วยตัดสินใจเรื่องยาก ๆ ส่วนที่เหลืออีก 30% เป็นการใช้งานครอบจักรวาล ตั้งแต่วางแผนชีวิต จัดตารางงาน ไปจนถึงทักไปคุยเล่นเรื่อยเปื่อย ตัวเลขเหล่านี้กำลังสะท้อนว่า AI ได้ขยับร่างไปไกลมากจนกลายเป็น &amp;lsquo;ผู้ช่วย Multifunction&amp;rsquo; แบบเต็มตัวแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;คนไทยใช้ Gemini ไปทำอะไรมากที่สุด&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;แม้ในรายงาน Google จะไม่ได้กางตัวเลขสัดส่วนของคนไทยออกมาให้ดูแบบเป๊ะ ๆ ในทุกหมวด แต่ถ้าเจาะดูพฤติกรรมเด่น ๆ จะพบดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เพราะนอกจากจะยืนหนึ่งในอาเซียนเรื่องการใช้ AI เป็นเพื่อนคู่คิดแล้ว อีกมุมที่น่าสนใจมาก ๆ คือการนำไปใช้ในสาย Creative Journey หรือการสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 1 ใน 4 ของการใช้งานทั้งหมด แถมยังพุ่งขึ้นไปทำสถิติเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทำให้เห็นว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยไม่ได้ใช้ AI แค่ไว้หาคำตอบ แต่ดึงมาเป็น &amp;lsquo;ผู้ช่วยคิดไอเดีย&amp;rsquo; อย่างจริงจัง ทั้งช่วยคิดคอนเทนต์ ร่างข้อความ เจนรูปภาพ หรือเอาไว้ Brainstorm ในการต่อยอดความคิด ที่น่าจับตาอีกอย่างคือ ข้อมูลยังบอกด้วยว่าผู้หญิงไทยมีการใช้งานฟีเจอร์สายครีเอทีฟเหล่านี้มากกว่าผู้ชายถึง 50%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ทำไมไทยถึงถูกจัดเป็น &amp;lsquo;Lifestyle Companion&amp;rsquo;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;คำว่า Lifestyle Companion ไม่ได้หมายถึงแค่การเอา AI มาไว้คุยเล่นขำ ๆ หรือคุยแก้เหงาอย่างเดียว แต่คนไทยกลับเลือกที่จะหยิบ AI มาใช้กับโมเมนต์เล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ช่วยแมตช์ชุดก่อนออกจากบ้าน คิดเมนูมื้อเย็นจากวัตถุดิบที่เหลือติดตู้เย็น ขอคำแนะนำเพื่อประกอบการตัดสินใจ วางแพลนทริปเที่ยว คิดกิจกรรมทำช่วงสุดสัปดาห์ หรือแม้แต่ให้ช่วยหาวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบด่วน ๆ คนไทยก็ให้ AI รับจบหมด &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อีกหนึ่งอินไซต์ที่น่าสนใจคือปัจจุบันคนไทยไม่ได้พยายามป้อนคำสั่งเป็นภาษาอังกฤษเหมือนสมัยก่อนแล้วเพราะรายงานระบุว่า 87% ของการ Promptที่คนไทยส่งเป็น &amp;lsquo;ภาษาไทย&amp;rsquo; ล้วน ๆ ซึ่งถือเป็นสัดส่วนการใช้ภาษาท้องถิ่นที่สูงเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตัวเลขนี้ยังซ่อนนัยยะสำคัญที่น่าสนใจไว้สองเรื่อง คือ&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;อย่างแรก สะท้อนให้เห็นว่าผู้ใช้งานเริ่มมั่นใจแล้วว่า AI ยุคนี้สอบผ่านวิชาภาษาไทยและสามารถทำความเข้าใจบริบทของเราได้ดีขึ้น&lt;/li&gt;&lt;li&gt;อย่างที่สอง เป็นการทลายกำแพงด้านภาษา เพราะทำให้ AI สามารถเข้าถึงคนกลุ่มกว้างได้แบบไร้รอยต่อ ไม่ได้ถูกตีกรอบจำกัดไว้เฉพาะกลุ่มคนที่ถนัดภาษาอังกฤษอีกต่อไป&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ซึ่งแน่นอนว่าพอเราสามารถพิมพ์หรือพูดคุยด้วยภาษาของตัวเองที่คุ้นเคยได้อย่างสบายใจก็อาจไม่แปลกที่ AI จะถูกดึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และ 74% ของการใช้งาน Gemini ในไทยเกิดขึ้นบนจอมือถือทิ้งห่างคอมพิวเตอร์ที่มีสัดส่วนเพียง 19% ไปแบบขาดลอย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การที่คนไทยเน้นหยิบมือถือขึ้นมาใช้งาน ทำให้ลักษณะของคำสั่งมักจะมาในรูปแบบที่กระชับ รวดเร็ว และอิงกับสถานการณ์ตรงหน้าในชีวิตประจำวันเป็นหลัก ลองนึกภาพว่าเวลาเราเดินไปเจอของแปลก ๆ ตรงหน้าก็แค่ยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูปแล้วให้ AI ช่วยหาคำตอบ ให้ช่วยแปลป้ายภาษาต่างประเทศแบบด่วน ๆ ถามหาเส้นทาง ขอสูตรอาหาร หรือแม้แต่สั่งเจนรูปภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สถิติเหล่านี้กำลังบอกเราว่าภาพจำของการใช้ AI ที่ต้องนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์กำลังจะค่อย ๆ หายไป เพราะวันนี้ AI ได้กลายร่างเป็นเหมือน &amp;lsquo;ผู้ช่วยพกพา&amp;rsquo; ที่พร้อมให้หยิบขึ้นมาใช้งานได้ทุกที่ ทุกเวลา และทุกสถานการณ์&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;คนรุ่นใหม่ vs ผู้สูงอายุ ใช้ AI ต่างกันอย่างไร&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ใครที่คิดว่า AI เป็นเรื่องของเด็กรุ่นใหม่เท่านั้น อาจต้องคิดใหม่ เพราะข้อมูลจาก Google ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมการใช้งานในไทยเปิดกว้างและมีมิติมากกว่านั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วัยรุ่นต่ำกว่า 25 ปี ยังคงครองแชมป์ใช้งานบ่อยและป้อนคำสั่งเยอะที่สุด แต่ไฮไลต์กลับไปตกอยู่ที่กลุ่มคนวัย 54 ปีขึ้นไป แม้จะมีสัดส่วนผู้ใช้แค่ 10% แต่คนกลุ่มนี้กลับเป็นกลุ่มที่ดึงฟีเจอร์ล้ำ ๆ มาใช้จัดเต็มที่สุด ทั้งส่งรูปภาพ สั่งงานด้วยเสียงและอัปโหลดไฟล์ให้ AI วิเคราะห์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เคสตัวอย่างที่ Google หยิบมาเล่า คือกรณีแรกคือ นักศึกษาในกรุงเทพโยนไฟล์สไลด์เรียนให้ Gemini แล้วใช้คำสั่งเสียงภาษาไทยให้ AI ช่วยสรุปเนื้อหายาก ๆ ให้แทน ส่วนอีกเคสคือ ครูเกษียณที่ใถ่ายรูปขนมไทยส่งให้ AI ช่วยประเมินปริมาณน้ำตาลก่อนกินเพื่อดูแลสุขภาพ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สตอรี่เหล่านี้ยืนยันได้ว่า AI แทรกซึมเข้าไปอยู่ในทุกมิติของคนไทย ตั้งแต่เรื่องเรียน งาน ไปจนถึงการดูแลตัวเอง และนี่คือเหตุผลที่ Google มั่นใจว่าประเทศไทยคือตลาดที่ AI ได้ขยับสถานะมาเป็น &amp;lsquo;ผู้ช่วยส่วนตัว&amp;rsquo; แบบเต็มตัวจริง ๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;AI กับ ภาพรวมอาเซียน &amp;nbsp;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;พอซูมออกไปดูภาพรวมของทั้งอาเซียนจะเห็นว่าเทรนด์การใช้ AI กำลังเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือยุคของการ &amp;lsquo;ทดลองเล่น&amp;rsquo; จบลงแล้ว และกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ AI เป็นไอเทมที่หลายคนต้องเปิดใช้งานกันเป็นรูทีน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สถิติจาก Google ยืนยันว่าภายในเวลาแค่ 12 เดือน ยอดผู้ใช้งาน Gemini ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเติบโตแบบก้าวกระโดดกว่าเท่าตัว ขณะที่ตัวเลขระดับโลก (จากข้อมูลล่าสุดเดือนเมษายน 2026) ก็มีผู้ใช้งานต่อเดือนทะลุ 900 ล้านคนเข้าไปแล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ประเด็นที่น่าสนใจกว่าเรื่องของจำนวนคน ก็คือ &amp;lsquo;ความถี่&amp;rsquo; ในการใช้งาน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เพราะเมื่อเทียบกับช่วงกลางปี 2025 คนในอาเซียนกลับมาเปิดใช้ Gemini บ่อยขึ้นถึง 50% แถมปริมาณ Prompt ที่แต่ละคนป้อนให้ AI ก็เพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าที่สำคัญคือแต่ละบทสนทนายังลากยาวและคุยกันลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิมด้วย ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าผู้คนไม่ได้เปิด AI ขึ้นมาเพื่อทดลองเล่นแป๊ปเดียวอีกต่อไป แต่เริ่มขยับมาพึ่งพาให้ AI เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนทั้งการทำงาน การเรียน และการใช้ชีวิตประจำวัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทำให้ตอนนี้ Google ยกให้ Gemini ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในแอปพลิเคชันที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปแล้วเรียบร้อย โดยจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นช่วงเดือนสิงหาคมปี 2025 หลังจากมีการเปิดตัวโมเดลสร้างภาพใหม่อย่าง Nano Banana ซึ่งกลายเป็นกระแสปลุกให้คนหันมาเจนรูปภาพด้วย AI ส่งผลให้ Gemini ทะยานขึ้นเป็น AI Assistant ที่ถูกค้นหามากที่สุดในไทย อินโดนีเซีย และเวียดนามทันที ปรากฏการณ์นี้ทำให้เห็นว่าความปังของ AI วันนี้ไม่ได้อยู่แค่การถาม-ตอบข้อมูลทั่วไป แต่เกิดจากการที่ผู้ใช้เห็นศักยภาพว่ามันสามารถ &amp;lsquo;สร้างสรรค์ผลงาน&amp;rsquo; ได้จริง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;แต่ละประเทศใช้งาน AI ไม่เหมือนกัน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ข้อมูลพฤติกรรมการใช้ Gemini ของแต่ละประเทศมีคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;อินโดนีเซีย ที่ขอสวมบทบาทสายครีเอทีฟ เพราะสถิติชี้ว่าเป็นประเทศที่เน้นเจนรูปภาพเป็นหลัก แถมยังชอบส่งรูปหรือกดอัดเสียงคุยกับ AI มากที่สุดในภูมิภาค&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;มาเลเซีย จะเด่นเรื่องแปลภาษาและงานออกแบบ โดยคนมาเลย์มีความยืดหยุ่นสูงมากสลับโหมดพิมพ์คำสั่งทั้งภาษามาเลย์และภาษาอังกฤษไปมาตามความเหมาะสมของงาน&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ฟิลิปปินส์ เน้นดึง AI ไปช่วยงานเขียน คอนเนกต์กับลูกค้า หรือแม้แต่ใช้ลุยหาแหล่งงานใหม่ ๆ มากกว่าประเทศอื่น&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สิงคโปร์ จะเน้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานล้วน ๆ &amp;nbsp;เช่น ให้วิเคราะห์ข้อมูลตัวเลขและสรุปรายงานสรุปภาพรวม&lt;/li&gt;&lt;li&gt;เวียดนาม ปักหมุดเป็นสายวิชาการและเทคโนโลยี เน้นชวน AI คุยเรื่องการศึกษา แปลภาษา ลุยโจทย์คณิตศาสตร์ ไปจนถึงช่วยเขียนโค้ด&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;และแน่นอนเมื่อหันกลับมามอง ประเทศไทย ที่ขอจองตำแหน่ง &amp;lsquo;Lifestyle Companion&amp;rsquo; ที่โดดเด่นสุด ๆ ความต่างนี้สะท้อนเรื่องสำคัญไว้อย่างหนึ่งว่าต่อให้จะเป็นเทคโนโลยี AI ตัวเดียวกันเป๊ะ แต่สุดท้ายแล้วมนุษย์เราก็มีวิธีปรับแต่งและเลือกใช้งานมันตามบริบท วัฒนธรรม และสไตล์ชีวิตของตัวเอง โดยไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สถิติยังระบุว่า 40% ของคำสั่งทั้งหมดถูกใช้ไปกับการสร้างผลงานใหม่ ทั้งร่างเอกสาร ทำรูปภาพ เขียนโค้ดหรือคิดไอเดีย อีก 20% ใช้ค้นคว้าและสรุปข้อมูล ส่วนอีก 10% ใช้เป็นที่ปรึกษาช่วยเคาะการตัดสินใจ นั่นแปลว่า AI ได้เปลี่ยนสถานะจากเครื่องมือช่วยหาคำตอบมาเป็นเพื่อนร่วมงาน สังเกตได้จากวิธีสั่งงานที่เราเลิกถามว่า &amp;lsquo;นี่คืออะไร&amp;rsquo; แต่เปลี่ยนมาสั่งว่า &amp;lsquo;ช่วยเขียนหน่อย ช่วยออกแบบหรือสรุปเนื้อหานี้ให้หน่อย&amp;rsquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;Google กำลังพา Gemini ไปทางไหน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เป้าหมายของ Google ตอนนี้คือการดัน Gemini เป็นผู้ช่วยส่วนตัวของคน 600 ล้านคนในอาเซียน ซึ่งก้าวต่อไปจะเน้นเชื่อมทุกบริการเข้าด้วยกันแบบไร้รอยต่อ ทำให้เราสั่งคำสั่งเดียวแล้วได้ครบทั้งวิดีโอ เพลง และรูปภาพ พร้อมระบบคุยเสียงธรรมชาติผ่าน Gemini Live รวมถึงเป็นเครื่องมือช่วยวางแผนการเรียนและอาชีพที่เข้าใจตัวตนเราผ่านแอปต่าง ๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ Google ยังเดินหน้าอัปสกิลคนไทยผ่านโครงการ Gemini Academy และหลักสูตร AI Literacy เพื่อติดอาวุธให้คนรุ่นใหม่ดึงพลัง AI มาใช้ขับเคลื่อนชีวิตได้อย่างปลอดภัยและเต็มประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a class="fr-strong" href="https://services.google.com/fh/files/misc/gemini-report-sea-2026-en.pdf?fbclid=IwZnRzaATDzVBwZG9mAWZkaWQWUKnXaTJA0lzrqAuJHvaBL5vcOvbWgGV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkCjY2Mjg1NjgzNzkAAR4Xe9_yf6Atv1qvrmsYe-mhtPiXNDgU8O7kY3NGHBokQ6Uvmi0N-ZRmUUj5VQ_aem_CfpdFUGUVQH4_EMC2Xvlcg" target="_blank"&gt;google&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-07-16T00:12:24+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/ai/thinking-machines-inkling-open-weight-model</id>
    <title>รู้จักโมเดล AI ‘Inkling’ จาก Thinking Machines Lab โมเดลที่เปิดให้องค์กรปรับแต่งเองได้ ท้าชนแนวคิด AI สำเร็จรูปจากค่ายใหญ่</title>
    <updated>2026-07-15T21:24:20+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784179011_Inkling_800_%281%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หลังจากซุ่มสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างเงียบ ๆ มาราวปีครึ่ง Thinking Machines Lab สตาร์ทอัพของ Mira Murati อดีต Chief Technology Officer ของ OpenAI ก็ส่งผลงานชิ้นแรกออกสู่สาธารณะ และเป็นผลงานที่เลือกเดินคนละทางกับ OpenAI, Anthropic และ Google อย่างชัดเจน เพราะแทนที่จะปั้นแชทบอทสำเร็จรูปมาแข่ง บริษัทกลับวางเดิมพันว่า AI ที่องค์กรปรับแต่งเองได้จะชนะ AI แบบครอบจักรวาลในระยะยาว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Thinking Machines Lab เปิดตัว 'Inkling' โมเดล AI ตัวแรกที่พัฒนาขึ้นเองทั้งหมด โดยปล่อยเป็นโมเดลแบบ Open-weight หมายถึงการเปิดเผยน้ำหนักโมเดล (Weights) หรือชุดตัวเลขมหาศาลที่ทำหน้าที่เสมือนสมองของ AI ให้สาธารณะดาวน์โหลดได้ฟรี นักพัฒนาและองค์กรภายนอกจึงนำโมเดลไปติดตั้งบนเซิร์ฟเวอร์ของตัวเอง ดัดแปลง หรือฝึกเพิ่มเติมได้อย่างอิสระ ต่างจากโมเดลเรือธงของค่ายใหญ่ที่เก็บน้ำหนักโมเดลไว้เป็นความลับ และเปิดให้ใช้ผ่านระบบของบริษัทเท่านั้น&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;แกะสเปก Inkling โมเดลเกือบล้านล้านพารามิเตอร์ที่รันจริงแค่เสี้ยวเดียว&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;Inkling ใช้สถาปัตยกรรมแบบ Mixture-of-Experts (MoE) ที่มีพารามิเตอร์รวม 975,000 ล้านตัว แต่เรียกใช้จริงเพียงราว 41,000 ล้านตัวต่อการประมวลผลแต่ละครั้ง ซึ่งเป็นเทคนิคยอดนิยมที่ช่วยให้โมเดลขนาดใหญ่มากทำงานได้เร็วขึ้นและถูกลง โมเดลถูกฝึกด้วยข้อมูล 45 ล้านล้านโทเคน ครอบคลุมทั้งข้อความ ภาพ เสียง และวิดีโอ จึงเข้าใจข้อมูลได้หลายรูปแบบโดยกำเนิด และรองรับ Context Window ได้ยาวถึง 1 ล้านโทเคน แม้ว่าตอนนี้ผลลัพธ์ที่โมเดลสร้างออกมาจะยังจำกัดอยู่ที่ข้อความ โค้ด และข้อมูลแบบมีโครงสร้างเท่านั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จุดที่บริษัทชูเป็นพิเศษคือ Inkling ถูกออกแบบให้ตอบแบบ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;'ประเมินความมั่นใจของตัวเองได้'&lt;/strong&gt; คือยอมบอกตรง ๆ เมื่อไม่แน่ใจแทนที่จะเดามั่ว และเปิดให้ผู้ใช้ปรับระดับ &lt;strong&gt;'ความพยายามในการคิด' (Thinking Effort)&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ขึ้นลงได้ตามต้องการ เพื่อแลกความแม่นยำกับความเร็วและต้นทุน โดยบริษัทระบุว่าในการทดสอบมาตรฐานด้านการเขียนโค้ดอย่าง Terminal Bench นั้น Inkling ใช้โทเคนเพียงราว 1 ใน 3 ของ Nemotron 3 Ultra โมเดลแบบ Open-weight รุ่นล่าสุดของ Nvidia เพื่อทำคะแนนเท่ากัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผลทดสอบอื่น ๆ ที่บริษัทเปิดเผยก็อยู่ในระดับแข็งแรง เช่น SWE-bench Verified ด้านการแก้โจทย์ซอฟต์แวร์จริงได้ 77.6% โจทย์คณิตศาสตร์ AIME 2026 ได้ 97.1% และ GPQA Diamond ด้านความรู้วิทยาศาสตร์ระดับสูงได้ 87.2% นอกจากนี้ยังเปิดตัวรุ่นเล็กอย่าง &lt;strong&gt;'Inkling-Small'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ที่มีพารามิเตอร์รวม 276,000 ล้านตัวและใช้งานจริง 12,000 ล้านตัวมาให้ทดลองล่วงหน้า สำหรับงานที่ต้องการต้นทุนต่ำและความเร็วสูงกว่าด้วย&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ไม่ได้อยากเป็นที่หนึ่ง แต่อยากเป็น 'จุดตั้งต้น' ให้องค์กรปั้นโมเดลของตัวเอง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่น่าสนใจคือ Thinking Machines ไม่ได้อ้างเลยว่า Inkling คือโมเดลที่เก่งที่สุด บล็อกโพสต์ของบริษัทเขียนไว้ตรง ๆ ว่า Inkling&lt;strong&gt;&amp;nbsp;'ไม่ใช่โมเดลที่แข็งแกร่งที่สุดในตลาดวันนี้ ไม่ว่าจะเทียบกับโมเดลเปิดหรือปิด'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;เพราะเป้าหมายที่แท้จริงคือการเป็นโมเดลพื้นฐานที่สมดุลรอบด้าน สำหรับให้องค์กรนำไปปรับจูนต่อเองผ่าน Tinker แพลตฟอร์มปรับแต่งโมเดลของบริษัท ซึ่งแนวทางนี้ก็หมายความว่าลูกค้าต้องรับผิดชอบเรื่องความปลอดภัยของโมเดลที่ปรับแต่งเอง และต้องมีทีมวิศวกรด้าน Machine Learning ที่เก่งพอสมควรด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แนวทางนี้ตรงข้ามกับ OpenAI, Anthropic และ Google ที่สร้าง ChatGPT, Claude และ Gemini ให้เป็นแชทบอทอเนกประสงค์สำหรับทุกคนก่อน แล้วค่อยต่อยอดความสามารถเชิงเอเจนต์ (Agentic) ทีหลัง โดยหนึ่งสัปดาห์ก่อนการเปิดตัว Thinking Machines ได้ปูพื้นความคิดนี้ผ่านบทความที่ให้เหตุผลว่า AI ที่ถูกฝึกจากศูนย์กลางโดยบริษัทเดียวแล้วตรึงไว้ตายตัว จะทำผลงานได้ด้อยกว่า AI ที่แต่ละองค์กรปั้นขึ้นเอง เพราะความเชี่ยวชาญจำนวนมากผูกติดอยู่กับคนที่ถือความรู้นั้น&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;กระแส 'เลิกจ่ายสองต่อ' ที่กำลังหนุนโมเดลเปิด&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ข้อโต้แย้งต่อโมเดลปิดกำลังดังขึ้นเรื่อย ๆ ในอุตสาหกรรม Satya Nadella CEO ของ Microsoft ซึ่งลงทุนมหาศาลทั้งใน OpenAI และ Anthropic เพิ่งเขียนบล็อกเตือนว่าองค์กรที่ใช้โมเดล AI แบบปิดกำลัง &lt;strong&gt;'จ่ายสองต่อ'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;คือจ่ายค่าบริการรายเดือนหนึ่งต่อ และจ่ายด้วยความรู้ทางธุรกิจที่ฝังอยู่ในคำสั่งและการแก้ไขต่าง ๆ ซึ่งอาจถูกดูดซับเข้าไปในโมเดลรุ่นถัดไปอีกหนึ่งต่อ ขณะที่ Clem Delangue CEO ของ Hugging Face ก็คาดการณ์ในทิศทางเดียวกันว่าโมเดลระดับ Frontier Model จะถูกสงวนไว้สำหรับงานทดลองและงานมูลค่าสูง ส่วนงาน AI ในระบบจริงส่วนใหญ่จะย้ายไปใช้ทางเลือกแบบส่วนตัวหรือโอเพนซอร์สแทน ซึ่งตรงกับสมมติฐานที่ Thinking Machines วางธุรกิจไว้พอดี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หลักฐานที่จับต้องได้ที่สุดของแนวทางนี้มาจากโปรเจกต์ร่วมกับ Bridgewater Associates กองทุนเฮดจ์ฟันด์ใหญ่ที่สุดในโลก ที่นักวิจัยของทั้งสองบริษัทนำโมเดลโอเพนซอร์สที่มีอยู่มาฝึกต่อด้วยความเชี่ยวชาญด้านการเงินของ Bridgewater เอง ผลลัพธ์ที่ได้ทำคะแนนการใช้เหตุผลทางการเงินได้ 84.7% เหนือกว่าโมเดลปิดชั้นนำ แถมต้นทุนการรันถูกกว่าราว 14 เท่า แม้ตัวเลขนี้จะมาจากการประเมินของทั้งสองบริษัทเอง ไม่ใช่หน่วยงานอิสระก็ตาม&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;คำถามที่ยังไร้คำตอบ ทั้งเรื่องเงินและที่มาของข้อมูลฝึก&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;Thinking Machines เน้นย้ำเรื่องความเร็วในการไปถึงจุดนี้ โดยชี้ว่า OpenAI ใช้เวลาราว 5 ปีกว่าจะนำเทคโนโลยีออกสู่ตลาดและมีรายได้ ส่วน Anthropic ใช้ราว 3 ปี ขณะที่บริษัททำได้ในเวลาประมาณ 9 เดือน แต่ก็มีคำถามตามมา เช่น ประเด็นที่ว่า Inkling ถูกฝึกจากผลลัพธ์ของโมเดลคู่แข่งหรือไม่ ซึ่งเป็นแนวทางที่เรียกว่าการกลั่นความรู้ (Distillation) ที่ถูกจับตาทั่วทั้งอุตสาหกรรม คำตอบจากเอกสารของบริษัทเองคือ 'มีส่วนหนึ่ง' เพราะแม้จะฝึกโมเดลขั้นต้นจากศูนย์ทั้งหมด แต่บริษัทยอมรับว่าใช้โมเดลแบบ Open-weight ตัวอื่น รวมถึง Kimi K2.5 ของ Moonshot AI ช่วยสร้างข้อมูลฝึกช่วงหลังในระยะแรก ก่อนที่การเรียนรู้แบบเสริมกำลังขนาดใหญ่จะเข้ามารับช่วงต่อ โดยยืนยันว่าโมเดลรุ่นถัดไปจะใช้กระบวนการที่พึ่งพาตัวเองทั้งหมด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ด้านต้นทุน บริษัทยังคงปิดปากเงียบ แม้จะจับมือกับ Nvidia ตั้งแต่เดือนมีนาคมเพื่อวางกำลังประมวลผล Vera Rubin ขนาด 1 กิกะวัตต์ และฝึก Inkling ทั้งหมดบนระบบ GB300 NVL72 ของ Nvidia แต่ก็ยังไม่เคยบอกว่าจะหาเงินมาจ่ายค่าใช้จ่ายเหล่านี้อย่างไร ส่วนรอบระดมทุนมูลค่า 50,000 ล้านดอลลาร์ที่มีรายงานว่ากำลังเจรจาเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ก็มีข่าวว่าชะงักไปตั้งแต่เดือนมกราคม และบริษัทปฏิเสธที่จะพูดถึงสถานะการระดมทุนนับแต่นั้น ซึ่งเมื่อน้ำหนักโมเดลเปิดเป็นสาธารณะแล้ว ใครดาวน์โหลดไปรันเองก็ไม่ต้องจ่ายเงินให้บริษัทเลย รายได้จริงจึงต้องมาจาก Tinker ผ่านค่าบริการฝึกโมเดล การปรับจูน และส่วนแบ่งจากระบบนิเวศการให้บริการโฮสต์โมเดลที่กำลังก่อตัวขึ้นรอบ ๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัจจุบัน Inkling เปิดให้ดาวน์โหลดน้ำหนักโมเดลฉบับเต็มแล้วบน Hugging Face และพร้อมให้ปรับจูนบน Tinker ซึ่งจัดโปรโมชันลดราคา 50% ในช่วงเปิดตัว พร้อมพื้นที่ทดลองใช้งานอย่าง Inkling Playground ที่เปิดให้เล่นฟรีแบบจำกัดเวลา รวมถึงเรียกใช้ผ่านผู้ให้บริการอย่าง Together AI, Fireworks, Modal, Databricks และ Baseten ได้ทันที&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา: &lt;/strong&gt;&lt;a href="https://techcrunch.com/2026/07/15/thinking-machines-amps-up-its-bet-against-one-size-fits-all-ai-with-its-first-open-model-inkling/" target="_blank"&gt;TechCrunch&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://thinkingmachines.ai/news/introducing-inkling/" target="_blank"&gt;Thinking Machines Lab&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/ai/thinking-machines-inkling-open-weight-model"/>
    <summary type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784179011_Inkling_800_%281%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หลังจากซุ่มสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างเงียบ ๆ มาราวปีครึ่ง Thinking Machines Lab สตาร์ทอัพของ Mira Murati อดีต Chief Technology Officer ของ OpenAI ก็ส่งผลงานชิ้นแรกออกสู่สาธารณะ และเป็นผลงานที่เลือกเดินคนละทางกับ OpenAI, Anthropic และ Google อย่างชัดเจน เพราะแทนที่จะปั้นแชทบอทสำเร็จรูปมาแข่ง บริษัทกลับวางเดิมพันว่า AI ที่องค์กรปรับแต่งเองได้จะชนะ AI แบบครอบจักรวาลในระยะยาว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Thinking Machines Lab เปิดตัว 'Inkling' โมเดล AI ตัวแรกที่พัฒนาขึ้นเองทั้งหมด โดยปล่อยเป็นโมเดลแบบ Open-weight หมายถึงการเปิดเผยน้ำหนักโมเดล (Weights) หรือชุดตัวเลขมหาศาลที่ทำหน้าที่เสมือนสมองของ AI ให้สาธารณะดาวน์โหลดได้ฟรี นักพัฒนาและองค์กรภายนอกจึงนำโมเดลไปติดตั้งบนเซิร์ฟเวอร์ของตัวเอง ดัดแปลง หรือฝึกเพิ่มเติมได้อย่างอิสระ ต่างจากโมเดลเรือธงของค่ายใหญ่ที่เก็บน้ำหนักโมเดลไว้เป็นความลับ และเปิดให้ใช้ผ่านระบบของบริษัทเท่านั้น&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;แกะสเปก Inkling โมเดลเกือบล้านล้านพารามิเตอร์ที่รันจริงแค่เสี้ยวเดียว&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;Inkling ใช้สถาปัตยกรรมแบบ Mixture-of-Experts (MoE) ที่มีพารามิเตอร์รวม 975,000 ล้านตัว แต่เรียกใช้จริงเพียงราว 41,000 ล้านตัวต่อการประมวลผลแต่ละครั้ง ซึ่งเป็นเทคนิคยอดนิยมที่ช่วยให้โมเดลขนาดใหญ่มากทำงานได้เร็วขึ้นและถูกลง โมเดลถูกฝึกด้วยข้อมูล 45 ล้านล้านโทเคน ครอบคลุมทั้งข้อความ ภาพ เสียง และวิดีโอ จึงเข้าใจข้อมูลได้หลายรูปแบบโดยกำเนิด และรองรับ Context Window ได้ยาวถึง 1 ล้านโทเคน แม้ว่าตอนนี้ผลลัพธ์ที่โมเดลสร้างออกมาจะยังจำกัดอยู่ที่ข้อความ โค้ด และข้อมูลแบบมีโครงสร้างเท่านั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จุดที่บริษัทชูเป็นพิเศษคือ Inkling ถูกออกแบบให้ตอบแบบ&lt;strong&gt;&amp;nbsp;'ประเมินความมั่นใจของตัวเองได้'&lt;/strong&gt; คือยอมบอกตรง ๆ เมื่อไม่แน่ใจแทนที่จะเดามั่ว และเปิดให้ผู้ใช้ปรับระดับ &lt;strong&gt;'ความพยายามในการคิด' (Thinking Effort)&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ขึ้นลงได้ตามต้องการ เพื่อแลกความแม่นยำกับความเร็วและต้นทุน โดยบริษัทระบุว่าในการทดสอบมาตรฐานด้านการเขียนโค้ดอย่าง Terminal Bench นั้น Inkling ใช้โทเคนเพียงราว 1 ใน 3 ของ Nemotron 3 Ultra โมเดลแบบ Open-weight รุ่นล่าสุดของ Nvidia เพื่อทำคะแนนเท่ากัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผลทดสอบอื่น ๆ ที่บริษัทเปิดเผยก็อยู่ในระดับแข็งแรง เช่น SWE-bench Verified ด้านการแก้โจทย์ซอฟต์แวร์จริงได้ 77.6% โจทย์คณิตศาสตร์ AIME 2026 ได้ 97.1% และ GPQA Diamond ด้านความรู้วิทยาศาสตร์ระดับสูงได้ 87.2% นอกจากนี้ยังเปิดตัวรุ่นเล็กอย่าง &lt;strong&gt;'Inkling-Small'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;ที่มีพารามิเตอร์รวม 276,000 ล้านตัวและใช้งานจริง 12,000 ล้านตัวมาให้ทดลองล่วงหน้า สำหรับงานที่ต้องการต้นทุนต่ำและความเร็วสูงกว่าด้วย&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ไม่ได้อยากเป็นที่หนึ่ง แต่อยากเป็น 'จุดตั้งต้น' ให้องค์กรปั้นโมเดลของตัวเอง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่น่าสนใจคือ Thinking Machines ไม่ได้อ้างเลยว่า Inkling คือโมเดลที่เก่งที่สุด บล็อกโพสต์ของบริษัทเขียนไว้ตรง ๆ ว่า Inkling&lt;strong&gt;&amp;nbsp;'ไม่ใช่โมเดลที่แข็งแกร่งที่สุดในตลาดวันนี้ ไม่ว่าจะเทียบกับโมเดลเปิดหรือปิด'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;เพราะเป้าหมายที่แท้จริงคือการเป็นโมเดลพื้นฐานที่สมดุลรอบด้าน สำหรับให้องค์กรนำไปปรับจูนต่อเองผ่าน Tinker แพลตฟอร์มปรับแต่งโมเดลของบริษัท ซึ่งแนวทางนี้ก็หมายความว่าลูกค้าต้องรับผิดชอบเรื่องความปลอดภัยของโมเดลที่ปรับแต่งเอง และต้องมีทีมวิศวกรด้าน Machine Learning ที่เก่งพอสมควรด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แนวทางนี้ตรงข้ามกับ OpenAI, Anthropic และ Google ที่สร้าง ChatGPT, Claude และ Gemini ให้เป็นแชทบอทอเนกประสงค์สำหรับทุกคนก่อน แล้วค่อยต่อยอดความสามารถเชิงเอเจนต์ (Agentic) ทีหลัง โดยหนึ่งสัปดาห์ก่อนการเปิดตัว Thinking Machines ได้ปูพื้นความคิดนี้ผ่านบทความที่ให้เหตุผลว่า AI ที่ถูกฝึกจากศูนย์กลางโดยบริษัทเดียวแล้วตรึงไว้ตายตัว จะทำผลงานได้ด้อยกว่า AI ที่แต่ละองค์กรปั้นขึ้นเอง เพราะความเชี่ยวชาญจำนวนมากผูกติดอยู่กับคนที่ถือความรู้นั้น&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;กระแส 'เลิกจ่ายสองต่อ' ที่กำลังหนุนโมเดลเปิด&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ข้อโต้แย้งต่อโมเดลปิดกำลังดังขึ้นเรื่อย ๆ ในอุตสาหกรรม Satya Nadella CEO ของ Microsoft ซึ่งลงทุนมหาศาลทั้งใน OpenAI และ Anthropic เพิ่งเขียนบล็อกเตือนว่าองค์กรที่ใช้โมเดล AI แบบปิดกำลัง &lt;strong&gt;'จ่ายสองต่อ'&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;คือจ่ายค่าบริการรายเดือนหนึ่งต่อ และจ่ายด้วยความรู้ทางธุรกิจที่ฝังอยู่ในคำสั่งและการแก้ไขต่าง ๆ ซึ่งอาจถูกดูดซับเข้าไปในโมเดลรุ่นถัดไปอีกหนึ่งต่อ ขณะที่ Clem Delangue CEO ของ Hugging Face ก็คาดการณ์ในทิศทางเดียวกันว่าโมเดลระดับ Frontier Model จะถูกสงวนไว้สำหรับงานทดลองและงานมูลค่าสูง ส่วนงาน AI ในระบบจริงส่วนใหญ่จะย้ายไปใช้ทางเลือกแบบส่วนตัวหรือโอเพนซอร์สแทน ซึ่งตรงกับสมมติฐานที่ Thinking Machines วางธุรกิจไว้พอดี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หลักฐานที่จับต้องได้ที่สุดของแนวทางนี้มาจากโปรเจกต์ร่วมกับ Bridgewater Associates กองทุนเฮดจ์ฟันด์ใหญ่ที่สุดในโลก ที่นักวิจัยของทั้งสองบริษัทนำโมเดลโอเพนซอร์สที่มีอยู่มาฝึกต่อด้วยความเชี่ยวชาญด้านการเงินของ Bridgewater เอง ผลลัพธ์ที่ได้ทำคะแนนการใช้เหตุผลทางการเงินได้ 84.7% เหนือกว่าโมเดลปิดชั้นนำ แถมต้นทุนการรันถูกกว่าราว 14 เท่า แม้ตัวเลขนี้จะมาจากการประเมินของทั้งสองบริษัทเอง ไม่ใช่หน่วยงานอิสระก็ตาม&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;คำถามที่ยังไร้คำตอบ ทั้งเรื่องเงินและที่มาของข้อมูลฝึก&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;Thinking Machines เน้นย้ำเรื่องความเร็วในการไปถึงจุดนี้ โดยชี้ว่า OpenAI ใช้เวลาราว 5 ปีกว่าจะนำเทคโนโลยีออกสู่ตลาดและมีรายได้ ส่วน Anthropic ใช้ราว 3 ปี ขณะที่บริษัททำได้ในเวลาประมาณ 9 เดือน แต่ก็มีคำถามตามมา เช่น ประเด็นที่ว่า Inkling ถูกฝึกจากผลลัพธ์ของโมเดลคู่แข่งหรือไม่ ซึ่งเป็นแนวทางที่เรียกว่าการกลั่นความรู้ (Distillation) ที่ถูกจับตาทั่วทั้งอุตสาหกรรม คำตอบจากเอกสารของบริษัทเองคือ 'มีส่วนหนึ่ง' เพราะแม้จะฝึกโมเดลขั้นต้นจากศูนย์ทั้งหมด แต่บริษัทยอมรับว่าใช้โมเดลแบบ Open-weight ตัวอื่น รวมถึง Kimi K2.5 ของ Moonshot AI ช่วยสร้างข้อมูลฝึกช่วงหลังในระยะแรก ก่อนที่การเรียนรู้แบบเสริมกำลังขนาดใหญ่จะเข้ามารับช่วงต่อ โดยยืนยันว่าโมเดลรุ่นถัดไปจะใช้กระบวนการที่พึ่งพาตัวเองทั้งหมด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ด้านต้นทุน บริษัทยังคงปิดปากเงียบ แม้จะจับมือกับ Nvidia ตั้งแต่เดือนมีนาคมเพื่อวางกำลังประมวลผล Vera Rubin ขนาด 1 กิกะวัตต์ และฝึก Inkling ทั้งหมดบนระบบ GB300 NVL72 ของ Nvidia แต่ก็ยังไม่เคยบอกว่าจะหาเงินมาจ่ายค่าใช้จ่ายเหล่านี้อย่างไร ส่วนรอบระดมทุนมูลค่า 50,000 ล้านดอลลาร์ที่มีรายงานว่ากำลังเจรจาเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ก็มีข่าวว่าชะงักไปตั้งแต่เดือนมกราคม และบริษัทปฏิเสธที่จะพูดถึงสถานะการระดมทุนนับแต่นั้น ซึ่งเมื่อน้ำหนักโมเดลเปิดเป็นสาธารณะแล้ว ใครดาวน์โหลดไปรันเองก็ไม่ต้องจ่ายเงินให้บริษัทเลย รายได้จริงจึงต้องมาจาก Tinker ผ่านค่าบริการฝึกโมเดล การปรับจูน และส่วนแบ่งจากระบบนิเวศการให้บริการโฮสต์โมเดลที่กำลังก่อตัวขึ้นรอบ ๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัจจุบัน Inkling เปิดให้ดาวน์โหลดน้ำหนักโมเดลฉบับเต็มแล้วบน Hugging Face และพร้อมให้ปรับจูนบน Tinker ซึ่งจัดโปรโมชันลดราคา 50% ในช่วงเปิดตัว พร้อมพื้นที่ทดลองใช้งานอย่าง Inkling Playground ที่เปิดให้เล่นฟรีแบบจำกัดเวลา รวมถึงเรียกใช้ผ่านผู้ให้บริการอย่าง Together AI, Fireworks, Modal, Databricks และ Baseten ได้ทันที&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา: &lt;/strong&gt;&lt;a href="https://techcrunch.com/2026/07/15/thinking-machines-amps-up-its-bet-against-one-size-fits-all-ai-with-its-first-open-model-inkling/" target="_blank"&gt;TechCrunch&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://thinkingmachines.ai/news/introducing-inkling/" target="_blank"&gt;Thinking Machines Lab&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-07-15T21:24:20+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/ai/openai-codex-micro-keyboard-ai-agents</id>
    <title>OpenAI เปิดตัว Codex Micro แผงควบคุม AI Agents เกือบ 8,000 บาท มาพร้อมจอยสติ๊กและปุ่มลัด</title>
    <updated>2026-07-15T19:34:29+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;OpenAI ประกาศก้าวเข้าสู่ตลาดฮาร์ดแวร์อย่างเป็นทางการ ผ่านการเปิดตัวอุปกรณ์ชิ้นแรกอย่าง Codex Micro คีย์บอร์ดดีไซน์สุดล้ำในราคา 230 ดอลลาร์สหรัฐ หรือแปลงเป็นเงินไทยกลม ๆ อยู่ที่ประมาณ 8,000 บาท ซึ่งออกแบบมาเพื่อทำงานร่วมกับ Codex หรือระบบผู้ช่วยเขียนโค้ดอัจฉริยะของบริษัทโดยเฉพาะ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การขยับตัวครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การขายสินค้าไอทีทั่วไป แต่เป็นสัญญาณแรกที่บ่งบอกว่า OpenAI กำลังพยายามสร้าง Ecosystem ของตัวเองที่จับต้องได้ เพื่อรองรับเทรนด์ใหญ่อย่าง AI Agents ที่กำลังจะเปลี่ยนวิถีชีวิตและการทำงานของเราในอนาคตอันใกล้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784172768_Codex_Micro_2.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;Codex Micro คือศูนย์บัญชาการ AI&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สำหรับคีย์บอร์ด Codex Micro รุ่นนี้ OpenAI ได้จับมือร่วมพัฒนากับ Work Louder แบรนด์ผู้ผลิตคีย์บอร์ดเฉพาะทางที่มีชื่อเสียงด้านดีไซน์ โดยเป้าหมายหลักของมันไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้คนนำไปพิมพ์งานทั่วไป แต่ถูกโฆษณาว่าเป็นเครื่องมือสุดล้ำสำหรับผู้ใช้ ChatGPT ในการบริหารจัดการและสั่งการกลุ่ม AI Agents&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความน่าสนใจของคีย์บอร์ดตัวนี้อยู่ที่การออกแบบฮาร์ดแวร์ให้สอดรับกับการทำงานของ AI อย่างแท้จริง บนตัวเครื่องจะประกอบไปด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784172932_1784172932004.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;Agent Keys หรือปุ่มไฟเรืองแสงที่จะคอยกะพริบหรือเปลี่ยนสีเพื่อบอกสถานะว่าตอนนี้เอเจนต์ AI ของเรากำลังทำงานอยู่ หรือทำภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Command Keys ที่ผู้ใช้สามารถตั้งค่าให้เป็นปุ่มลัดสำหรับคำสั่งที่ต้องใช้งานบ่อย ๆ ในระบบ Codex&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;จอยสติ๊กขนาดเล็กสำหรับเรียกใช้เวิร์กโฟลว์หรือคำสั่งทำงานร่วมกันอย่างรวดเร็ว&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ปุ่มหมุนแบบอนาล็อก (Dial) ที่มีหน้าที่ควบคุมระดับการใช้เหตุผล (Agent Reasoning Level) ของ AI ซึ่งอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ เป็นปุ่มที่ให้ผู้ใช้เลือกว่าจะให้บอท AI ใช้เวลาและกำลังในการประมวลผลกับงานชิ้นนั้น ๆ มากน้อยแค่ไหน หากเป็นงานยากก็หมุนเพิ่มพลังเพื่อให้ AI คิดวิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วน หรือหากเป็นงานง่ายก็ลดระดับลงเพื่อความรวดเร็วและประหยัดทรัพยากร&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784172953_1784172953016.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แนวคิดเบื้องหลังของ OpenAI คือการเปลี่ยนประสบการณ์ของผู้ใช้ จากเดิมที่เราต้องคอยพิมพ์คำสั่งสั่งการ AI ผ่านหน้าจอสมาร์ตโฟนหรือเปิดแอปพลิเคชันบนคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้ ให้กลายมาเป็นการควบคุมทุกอย่างผ่านแอนาล็อกฮาร์ดแวร์บนโต๊ะทำงาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม TechCrunch รายงานว่า คีย์บอร์ด Codex Micro นี้เป็นการผลิตร่วมกันในจำนวนจำกัด (Limited-run collaboration) ซึ่งเป็นสัญญาณที่บอกว่าอุปกรณ์ชิ้นนี้อาจจะยังไม่ใช่สินค้าที่คาดหวังยอดขายในวงกว้าง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;โปรเจกต์ลับ &amp;lsquo;ลำโพงเคลื่อนไหวไร้จอ&amp;rsquo;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;แม้คีย์บอร์ด Codex Micro จะเรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย แต่ข่าวฮาร์ดแวร์ที่มีนัยสำคัญและน่าจับตามองมากกว่า กลับเป็นรายงานจากสำนักข่าว Bloomberg ที่เปิดเผยถึงโปรเจกต์ลับที่ OpenAI กำลังซุ่มพัฒนาอยู่ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นฮาร์ดแวร์หลักในระยะยาวของบริษัท โดยแหล่งข่าวระบุว่ามันคือ ลำโพงอัจฉริยะแบบพกพาที่ไม่มีหน้าจอ ซึ่งจะเชื่อมต่อการทำงานกับ ChatGPT&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ซึ่งทาง OpenAI เองก็ยังปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลในส่วนนี้ แต่กระแสข่าวดังกล่าวได้สร้างความตื่นตัวให้กับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอย่างมาก อย่างไรก็ตาม รายงานเน้นย้ำว่าอุปกรณ์ลึกลับชิ้นนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาเบื้องต้นและสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ประเด็นที่กลายเป็นดราม่าร้อนแรงที่สุดในเวลานี้ คือมีรายงานว่าทีมวิศวกรที่กำลังพัฒนาฮาร์ดแวร์ชิ้นใหม่นี้ ส่วนใหญ่เป็นอดีตทีมงานที่ย้ายมาจาก Apple ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่กำลังเปิดศึกฟ้องร้อง OpenAI อยู่ในขณะนี้ โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Apple ได้ยื่นฟ้อง OpenAI อย่างเป็นทางการในข้อหา ขโมยความลับทางการค้า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ฝั่ง Apple กล่าวหาผู้บริหารระดับสูงของ OpenAI ว่ามีกลยุทธ์ที่จงใจลักลอบนำข้อมูลความลับและเทคโนโลยีภายในของ Apple ออกไป เพื่อใช้เป็นสารตั้งต้นในการพัฒนาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ของตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าทาง OpenAI ได้ออกมาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและยืนยันในความบริสุทธิ์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การเปิดตัวคีย์บอร์ด Codex Micro และข่าวลือเรื่องลำโพงอัจฉริยะในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่คือจุดเริ่มต้นของสงครามเทคโนโลยีระลอกใหม่ เมื่อยักษ์ใหญ่ฝั่งซอฟต์แวร์ AI กำลังก้าวข้ามเส้นมาท้าทายเจ้าตลาดฮาร์ดแวร์เดิม และศึกครั้งนี้ก็มีเดิมพันที่สูงลิ่ว ทั้งในแง่ของนวัตกรรมและข้อพิพาททางกฎหมายที่ต้องจับตามองกันต่อไปอย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a href="https://techcrunch.com/2026/07/15/amid-hardware-legal-battle-openai-releases-a-230-keyboard-for-codex/?utm_source=dlvr.it&amp;amp;utm_medium=twitter"&gt;techcrunch&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/ai/openai-codex-micro-keyboard-ai-agents"/>
    <summary type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;OpenAI ประกาศก้าวเข้าสู่ตลาดฮาร์ดแวร์อย่างเป็นทางการ ผ่านการเปิดตัวอุปกรณ์ชิ้นแรกอย่าง Codex Micro คีย์บอร์ดดีไซน์สุดล้ำในราคา 230 ดอลลาร์สหรัฐ หรือแปลงเป็นเงินไทยกลม ๆ อยู่ที่ประมาณ 8,000 บาท ซึ่งออกแบบมาเพื่อทำงานร่วมกับ Codex หรือระบบผู้ช่วยเขียนโค้ดอัจฉริยะของบริษัทโดยเฉพาะ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การขยับตัวครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การขายสินค้าไอทีทั่วไป แต่เป็นสัญญาณแรกที่บ่งบอกว่า OpenAI กำลังพยายามสร้าง Ecosystem ของตัวเองที่จับต้องได้ เพื่อรองรับเทรนด์ใหญ่อย่าง AI Agents ที่กำลังจะเปลี่ยนวิถีชีวิตและการทำงานของเราในอนาคตอันใกล้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784172768_Codex_Micro_2.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;Codex Micro คือศูนย์บัญชาการ AI&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สำหรับคีย์บอร์ด Codex Micro รุ่นนี้ OpenAI ได้จับมือร่วมพัฒนากับ Work Louder แบรนด์ผู้ผลิตคีย์บอร์ดเฉพาะทางที่มีชื่อเสียงด้านดีไซน์ โดยเป้าหมายหลักของมันไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้คนนำไปพิมพ์งานทั่วไป แต่ถูกโฆษณาว่าเป็นเครื่องมือสุดล้ำสำหรับผู้ใช้ ChatGPT ในการบริหารจัดการและสั่งการกลุ่ม AI Agents&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความน่าสนใจของคีย์บอร์ดตัวนี้อยู่ที่การออกแบบฮาร์ดแวร์ให้สอดรับกับการทำงานของ AI อย่างแท้จริง บนตัวเครื่องจะประกอบไปด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784172932_1784172932004.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;Agent Keys หรือปุ่มไฟเรืองแสงที่จะคอยกะพริบหรือเปลี่ยนสีเพื่อบอกสถานะว่าตอนนี้เอเจนต์ AI ของเรากำลังทำงานอยู่ หรือทำภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Command Keys ที่ผู้ใช้สามารถตั้งค่าให้เป็นปุ่มลัดสำหรับคำสั่งที่ต้องใช้งานบ่อย ๆ ในระบบ Codex&amp;nbsp;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;จอยสติ๊กขนาดเล็กสำหรับเรียกใช้เวิร์กโฟลว์หรือคำสั่งทำงานร่วมกันอย่างรวดเร็ว&lt;/li&gt;&lt;li&gt;ปุ่มหมุนแบบอนาล็อก (Dial) ที่มีหน้าที่ควบคุมระดับการใช้เหตุผล (Agent Reasoning Level) ของ AI ซึ่งอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ เป็นปุ่มที่ให้ผู้ใช้เลือกว่าจะให้บอท AI ใช้เวลาและกำลังในการประมวลผลกับงานชิ้นนั้น ๆ มากน้อยแค่ไหน หากเป็นงานยากก็หมุนเพิ่มพลังเพื่อให้ AI คิดวิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วน หรือหากเป็นงานง่ายก็ลดระดับลงเพื่อความรวดเร็วและประหยัดทรัพยากร&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784172953_1784172953016.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แนวคิดเบื้องหลังของ OpenAI คือการเปลี่ยนประสบการณ์ของผู้ใช้ จากเดิมที่เราต้องคอยพิมพ์คำสั่งสั่งการ AI ผ่านหน้าจอสมาร์ตโฟนหรือเปิดแอปพลิเคชันบนคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้ ให้กลายมาเป็นการควบคุมทุกอย่างผ่านแอนาล็อกฮาร์ดแวร์บนโต๊ะทำงาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม TechCrunch รายงานว่า คีย์บอร์ด Codex Micro นี้เป็นการผลิตร่วมกันในจำนวนจำกัด (Limited-run collaboration) ซึ่งเป็นสัญญาณที่บอกว่าอุปกรณ์ชิ้นนี้อาจจะยังไม่ใช่สินค้าที่คาดหวังยอดขายในวงกว้าง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;โปรเจกต์ลับ &amp;lsquo;ลำโพงเคลื่อนไหวไร้จอ&amp;rsquo;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;แม้คีย์บอร์ด Codex Micro จะเรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย แต่ข่าวฮาร์ดแวร์ที่มีนัยสำคัญและน่าจับตามองมากกว่า กลับเป็นรายงานจากสำนักข่าว Bloomberg ที่เปิดเผยถึงโปรเจกต์ลับที่ OpenAI กำลังซุ่มพัฒนาอยู่ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นฮาร์ดแวร์หลักในระยะยาวของบริษัท โดยแหล่งข่าวระบุว่ามันคือ ลำโพงอัจฉริยะแบบพกพาที่ไม่มีหน้าจอ ซึ่งจะเชื่อมต่อการทำงานกับ ChatGPT&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ซึ่งทาง OpenAI เองก็ยังปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลในส่วนนี้ แต่กระแสข่าวดังกล่าวได้สร้างความตื่นตัวให้กับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอย่างมาก อย่างไรก็ตาม รายงานเน้นย้ำว่าอุปกรณ์ลึกลับชิ้นนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาเบื้องต้นและสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่ประเด็นที่กลายเป็นดราม่าร้อนแรงที่สุดในเวลานี้ คือมีรายงานว่าทีมวิศวกรที่กำลังพัฒนาฮาร์ดแวร์ชิ้นใหม่นี้ ส่วนใหญ่เป็นอดีตทีมงานที่ย้ายมาจาก Apple ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่กำลังเปิดศึกฟ้องร้อง OpenAI อยู่ในขณะนี้ โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Apple ได้ยื่นฟ้อง OpenAI อย่างเป็นทางการในข้อหา ขโมยความลับทางการค้า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ฝั่ง Apple กล่าวหาผู้บริหารระดับสูงของ OpenAI ว่ามีกลยุทธ์ที่จงใจลักลอบนำข้อมูลความลับและเทคโนโลยีภายในของ Apple ออกไป เพื่อใช้เป็นสารตั้งต้นในการพัฒนาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ของตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าทาง OpenAI ได้ออกมาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและยืนยันในความบริสุทธิ์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การเปิดตัวคีย์บอร์ด Codex Micro และข่าวลือเรื่องลำโพงอัจฉริยะในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่คือจุดเริ่มต้นของสงครามเทคโนโลยีระลอกใหม่ เมื่อยักษ์ใหญ่ฝั่งซอฟต์แวร์ AI กำลังก้าวข้ามเส้นมาท้าทายเจ้าตลาดฮาร์ดแวร์เดิม และศึกครั้งนี้ก็มีเดิมพันที่สูงลิ่ว ทั้งในแง่ของนวัตกรรมและข้อพิพาททางกฎหมายที่ต้องจับตามองกันต่อไปอย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a href="https://techcrunch.com/2026/07/15/amid-hardware-legal-battle-openai-releases-a-230-keyboard-for-codex/?utm_source=dlvr.it&amp;amp;utm_medium=twitter"&gt;techcrunch&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-07-15T19:34:29+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/tech-and-biz/what-is-agentic-commerce</id>
    <title>Agentic Commerce คืออะไร? เมื่อ AI เริ่มช้อปปิ้งแทนคน โจทย์ใหม่ที่แบรนด์ต้องรู้</title>
    <updated>2026-07-15T02:13:33+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784110539_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%99_%2868%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;ในอนาคตเราอาจไม่ต้องมาเปรียบเทียบราคาหรืออ่านรีวิวสินค้าเองอีกต่อไป เพราะเรากำลังเข้าสู่ปรากฎการณ์การให้ AI ซื้อของแทนเรา หรือที่เรียกว่า &amp;lsquo;Agentic Commerce&amp;rsquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หลักการทำงานคือเราแค่กำหนดเงื่อนไขสิ่งที่เราต้องการให้ AI รู้ เช่นอยากได้รองเท้า งบไม่เกิน 5,000 บาท จากนั้น AI จะไปจัดการหา เทียบราคา ดูรีวิว กดสั่งซื้อและตามของให้เราเสร็จสรรพ โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่คำถามคือ คนทั่วไปพร้อมหรือยังที่จะให้ AI มาซื้อของแทน ?&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผลสำรวจจาก Accenture ในปี 2026 ระบุชัดเจนว่าผู้บริโภคในแถบเอเชียแปซิฟิกมีความพร้อมที่จะใช้งานระบบนี้แล้ว และพร้อมมากกว่าที่หลาย ๆ ธุรกิจคิดไว้ด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;หลายคนไม่ได้ใช้ AI แค่ถามคำถามแล้ว&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ปัจจุบัน AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือค้นหาข้อมูล แต่เริ่มกลายเป็น &amp;lsquo;ผู้ช่วยตัดสินใจ&amp;rsquo; ในการเลือกซื้อสินค้าของคนยุคนี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผลสำรวจจากผู้บริโภค 25,590 คนใน 16 ประเทศ ยืนยันว่า AI ได้เข้ามาอยู่ในกระบวนการเลือกซื้อสินค้าแล้วเป็นที่เรียบร้อย โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้:&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ผู้บริโภคมากกว่า 1 ใน 4 ใช้ AI เป็นช่องทางหลักในการหาสินค้า&lt;/li&gt;&lt;li&gt;9 ใน 10 คน ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่าน AI ได้โดยตรง&lt;/li&gt;&lt;li&gt;8 ใน 10 คน พร้อมให้ AI มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อถึงครึ่งหนึ่งของการช้อปปิ้งทั้งหมด&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีอีกตัวเลขที่สำคัญ คือผู้บริโภคถึง 68% ไม่ได้ต้องการให้ AI แค่หา &amp;lsquo;ของที่ถูกที่สุด&amp;rsquo; ให้ แต่ต้องการให้ ช่วยเลือกสินค้าที่ตอบโจทย์เป้าหมายการใช้ชีวิตด้วย เช่น ให้ช่วยแนะนำอาหารเพื่อสุขภาพหรือการหาของที่คุ้มค่าเงินที่สุด สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มมองข้ามการใช้ AI เพื่อค้นหาข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่พร้อมที่จะให้ AI เข้ามาช่วยคิดและตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองแล้ว&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;แบรนด์จะยังมีความหมายอยู่ไหม ?&amp;nbsp;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ถึง AI จะเข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจมากขึ้น แต่ผู้บริโภคก็ไม่ได้เลิกให้ความสำคัญกับ &amp;lsquo;แบรนด์&amp;rsquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผลสำรวจชี้ว่าผู้บริโภค 57% ยังคงเป็นคนกำหนดเองว่าอยากให้ AI พิจารณาสินค้าจากแบรนด์ไหนบ้าง แต่ในขณะเดียวกันก็มีผู้บริโภคถึง 1 ใน 3 ที่พร้อมจะเปลี่ยนใจไปใช้แบรนด์อื่นทันที หาก AI แนะนำว่ามีตัวเลือกที่เหมาะสมกับตัวเองมากกว่า อีกตัวเลขที่น่าสนใจมากคือผู้บริโภคถึง 85% ไว้วางใจคำแนะนำจาก AI มากกว่าการเชื่อเพื่อนสนิทของตัวเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ข้อมูลทั้งหมดนี้จึงสรุปได้ว่าแบรนด์ยังคงมีความสำคัญ แต่เกมการแข่งขันได้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะนอกจากจะต้องทำสินค้าให้ถูกใจลูกค้าแล้ว แบรนด์ยังมีหน้าที่ต้องจัดการข้อมูลเพื่อพิสูจน์ให้ AI เห็นและประเมินผลออกมาให้ได้ว่า สินค้าของคุณคือตัวเลือกที่เหมาะสมกับลูกค้าคนนั้นมากที่สุดจริงๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โจทย์สำคัญของธุรกิจในตอนนี้คือ ต้องเริ่มทำข้อมูลให้ AI &amp;lsquo;อ่านรู้เรื่อง&amp;rsquo;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Accenture แนะนำว่าในช่วงแรก สิ่งที่ธุรกิจควรทำคือการทำให้แบรนด์ตัวเองกลายเป็น 'Choice of Agents' หรือเป็นตัวเลือกที่ระบบ AI ทั่วไปมักจะหยิบมาแนะนำให้กับลูกค้า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วิธีการนั้นไม่ใช่การรีบลงทุนสร้าง AI ของตัวเองขึ้นมาทันที แต่คือการจัดระเบียบข้อมูลสินค้าให้มีโครงสร้างแบบที่ AI อ่านแล้วเข้าใจได้ง่าย มีรายละเอียดที่ตรวจสอบได้ ราคาโปร่งใส และมีข้อมูลประวัติ ประสบการณ์ของลูกค้าที่น่าเชื่อถือเหตุผลก็เพราะว่าในอนาคตเมื่อ AI ต้องรับหน้าที่เปรียบเทียบสินค้าแทนผู้บริโภค ข้อมูลพื้นฐานที่แบรนด์เตรียมไว้อย่างเป็นระบบเหล่านี้จะเป็นสิ่งเดียวที่ AI นำมาใช้ตัดสินใจว่าจะเลือกสินค้าของคุณหรือไม่&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ในอนาคตแบรนด์ใหญ่อาจมี AI เป็นของตัวเอง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ในระยะยาว Accenture มองว่าแบรนด์ที่เป็นผู้นำในแต่ละอุตสาหกรรมจะเริ่มหันมาพัฒนา Vertical Agent หรือระบบ AI เฉพาะทางเป็นของตัวเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;AI กลุ่มนี้จะไม่ได้ทำหน้าที่ครอบจักรวาลเหมือนผู้ช่วยทั่วไป แต่จะเน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านไปเลย เช่น การท่องเที่ยว สุขภาพ หรือการเงิน โดยสามารถแนะนำสินค้า จัดการธุรกรรม ละให้บริการลูกค้าในหมวดนั้นๆ ได้จบในตัว แต่การจะสร้าง AI ระดับนี้ได้แบรนด์ต้องมีความพร้อมอย่างมาก เพราะต้องอาศัยทั้งความรู้เชิงลึกในธุรกิจ มีข้อมูลลูกค้าโดยตรง รวมถึงต้องวางระบบบริการและกระบวนการทำงานให้เชื่อมต่อถึงกันทั้งองค์กร&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ธุรกิจยังต้องลงทุนกับคน ไม่ใช่แค่ AI&amp;nbsp;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;Agentic Commerce ถือเป็นโอกาสสำคัญของธุรกิจโรงแรม เพราะ AI จะเข้ามามีบทบาทตั้งแต่ขั้นตอนการค้นหาที่พักไปจนถึงการดูแลความสัมพันธ์กับลูกค้า นี่คือมุมมองจาก Tan Bee Leng Chief Commercial Officer, The Ascott Limited Managing Director, Digital Ventures, CapitaLand Investment&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่อย่างไรก็ตาม เธอย้ำว่าแม้ AI จะช่วยให้การบริการสะดวกและตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละคนได้ดีขึ้น แต่แก่นแท้ของธุรกิจโรงแรมก็ยังต้องขับเคลื่อนด้วย &amp;lsquo;คน&amp;rsquo; ความอบอุ่น ความเข้าใจและไหวพริบการตัดสินใจของพนักงาน ที่ยังเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีเข้ามาแทนไม่ได้&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;โจทย์ใหญ่แบรนด์ ขายให้คนไม่พอ ต้องขายให้ AI ด้วย&amp;nbsp;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;Vivek Luthra ตำแหน่ง Senior Managing Director และ Lead, AI &amp;amp; Data ประจำภูมิภาค Asia Oceania ของ Accenture ชี้ให้เห็นว่าการนำ Agentic Commerce มาใช้ ไม่ใช่แค่การปรับประสบการณ์ของลูกค้า แต่คือการเปลี่ยนวิธีทำงานทั้งองค์กร ตั้งแต่ฝ่ายการตลาด การขาย การบริการ การดำเนินงานไปจนถึงเทคโนโลยี ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับการลงทุนเรื่องคน ระบบกำกับดูแลและรูปแบบการทำงานใหม่ๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในมุมของแบรนด์ Patricio De Matteis Managing Director and Lead, Southeast Asia, Accenture Song มองว่าเมื่อ AI เข้ามาช่วยตัดสินใจซื้อของ ความภักดีต่อแบรนด์จะวัดกันที่ว่าแบรนด์สามารถพิสูจน์ได้หรือไม่ว่าสินค้านั้นตอบโจทย์ความต้องการ ค่านิยมและสถานการณ์ของลูกค้าในเวลานั้นจริงๆ ดังนั้นการสร้างความเชื่อมั่นให้ได้ทั้งกับ &amp;lsquo;ผู้บริโภค&amp;rsquo; และ &amp;lsquo;ตัวระบบ AI&amp;rsquo; จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขณะที่ Nhung Mason Managing Director, Products Group Lead, Asia Oceania, Accenture ทิ้งท้ายว่า บริษัทที่ใช้ AI แล้วเห็นผลจริง จะไม่มองว่านี่เป็นแค่โปรเจกต์ทดลอง แต่จะกล้าลงทุนในกระบวนการหลักของธุรกิจอย่างจริงจัง ยิ่งในธุรกิจที่ขายสินค้าและบริการให้คนทั่วไป การที่ผู้บริโภคเริ่มเชื่อใจให้ AI ช่วยซื้อของกำลังเปิดทางให้ Agentic Commerce กลายเป็นโอกาสใหม่ในการสร้างการเติบโตและทำกำไรให้กับธุรกิจ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คนที่แบรนด์ต้องทำให้เชื่ออาจไม่ได้มีแค่ลูกค้า เพราะที่ผ่านมางานการตลาดมักจะเน้นไปที่การทำโฆษณา สร้างภาพลักษณ์ และทำให้ลูกค้าจำแบรนด์ได้ แต่ในเมื่ออนาคต AI จะกลายเป็นคนค้นหา เทียบข้อมูล และเลือกสินค้าให้ผู้บริโภค แบรนด์จึงไม่สามารถโฟกัสแค่การสื่อสารกับ &amp;lsquo;คน&amp;rsquo; ได้อีกต่อไป แต่ต้องทำข้อมูลให้ AI เข้าใจและเชื่อด้วยว่า สินค้าของคุณคือคำตอบที่ดีที่สุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการค้าปลีกและการตลาด ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคนเลิกซื้อของ แต่เป็นเพราะ &amp;lsquo;วิธีการตัดสินใจซื้อ&amp;rsquo; ของผู้บริโภคกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนไปจากเดิม&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/tech-and-biz/what-is-agentic-commerce"/>
    <summary type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784110539_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%99_%2868%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;ในอนาคตเราอาจไม่ต้องมาเปรียบเทียบราคาหรืออ่านรีวิวสินค้าเองอีกต่อไป เพราะเรากำลังเข้าสู่ปรากฎการณ์การให้ AI ซื้อของแทนเรา หรือที่เรียกว่า &amp;lsquo;Agentic Commerce&amp;rsquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หลักการทำงานคือเราแค่กำหนดเงื่อนไขสิ่งที่เราต้องการให้ AI รู้ เช่นอยากได้รองเท้า งบไม่เกิน 5,000 บาท จากนั้น AI จะไปจัดการหา เทียบราคา ดูรีวิว กดสั่งซื้อและตามของให้เราเสร็จสรรพ โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่คำถามคือ คนทั่วไปพร้อมหรือยังที่จะให้ AI มาซื้อของแทน ?&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผลสำรวจจาก Accenture ในปี 2026 ระบุชัดเจนว่าผู้บริโภคในแถบเอเชียแปซิฟิกมีความพร้อมที่จะใช้งานระบบนี้แล้ว และพร้อมมากกว่าที่หลาย ๆ ธุรกิจคิดไว้ด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;หลายคนไม่ได้ใช้ AI แค่ถามคำถามแล้ว&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ปัจจุบัน AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือค้นหาข้อมูล แต่เริ่มกลายเป็น &amp;lsquo;ผู้ช่วยตัดสินใจ&amp;rsquo; ในการเลือกซื้อสินค้าของคนยุคนี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผลสำรวจจากผู้บริโภค 25,590 คนใน 16 ประเทศ ยืนยันว่า AI ได้เข้ามาอยู่ในกระบวนการเลือกซื้อสินค้าแล้วเป็นที่เรียบร้อย โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้:&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ผู้บริโภคมากกว่า 1 ใน 4 ใช้ AI เป็นช่องทางหลักในการหาสินค้า&lt;/li&gt;&lt;li&gt;9 ใน 10 คน ต้องการสั่งซื้อสินค้าผ่าน AI ได้โดยตรง&lt;/li&gt;&lt;li&gt;8 ใน 10 คน พร้อมให้ AI มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อถึงครึ่งหนึ่งของการช้อปปิ้งทั้งหมด&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีอีกตัวเลขที่สำคัญ คือผู้บริโภคถึง 68% ไม่ได้ต้องการให้ AI แค่หา &amp;lsquo;ของที่ถูกที่สุด&amp;rsquo; ให้ แต่ต้องการให้ ช่วยเลือกสินค้าที่ตอบโจทย์เป้าหมายการใช้ชีวิตด้วย เช่น ให้ช่วยแนะนำอาหารเพื่อสุขภาพหรือการหาของที่คุ้มค่าเงินที่สุด สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มมองข้ามการใช้ AI เพื่อค้นหาข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่พร้อมที่จะให้ AI เข้ามาช่วยคิดและตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองแล้ว&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;แบรนด์จะยังมีความหมายอยู่ไหม ?&amp;nbsp;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ถึง AI จะเข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจมากขึ้น แต่ผู้บริโภคก็ไม่ได้เลิกให้ความสำคัญกับ &amp;lsquo;แบรนด์&amp;rsquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ผลสำรวจชี้ว่าผู้บริโภค 57% ยังคงเป็นคนกำหนดเองว่าอยากให้ AI พิจารณาสินค้าจากแบรนด์ไหนบ้าง แต่ในขณะเดียวกันก็มีผู้บริโภคถึง 1 ใน 3 ที่พร้อมจะเปลี่ยนใจไปใช้แบรนด์อื่นทันที หาก AI แนะนำว่ามีตัวเลือกที่เหมาะสมกับตัวเองมากกว่า อีกตัวเลขที่น่าสนใจมากคือผู้บริโภคถึง 85% ไว้วางใจคำแนะนำจาก AI มากกว่าการเชื่อเพื่อนสนิทของตัวเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ข้อมูลทั้งหมดนี้จึงสรุปได้ว่าแบรนด์ยังคงมีความสำคัญ แต่เกมการแข่งขันได้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะนอกจากจะต้องทำสินค้าให้ถูกใจลูกค้าแล้ว แบรนด์ยังมีหน้าที่ต้องจัดการข้อมูลเพื่อพิสูจน์ให้ AI เห็นและประเมินผลออกมาให้ได้ว่า สินค้าของคุณคือตัวเลือกที่เหมาะสมกับลูกค้าคนนั้นมากที่สุดจริงๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โจทย์สำคัญของธุรกิจในตอนนี้คือ ต้องเริ่มทำข้อมูลให้ AI &amp;lsquo;อ่านรู้เรื่อง&amp;rsquo;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Accenture แนะนำว่าในช่วงแรก สิ่งที่ธุรกิจควรทำคือการทำให้แบรนด์ตัวเองกลายเป็น 'Choice of Agents' หรือเป็นตัวเลือกที่ระบบ AI ทั่วไปมักจะหยิบมาแนะนำให้กับลูกค้า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;วิธีการนั้นไม่ใช่การรีบลงทุนสร้าง AI ของตัวเองขึ้นมาทันที แต่คือการจัดระเบียบข้อมูลสินค้าให้มีโครงสร้างแบบที่ AI อ่านแล้วเข้าใจได้ง่าย มีรายละเอียดที่ตรวจสอบได้ ราคาโปร่งใส และมีข้อมูลประวัติ ประสบการณ์ของลูกค้าที่น่าเชื่อถือเหตุผลก็เพราะว่าในอนาคตเมื่อ AI ต้องรับหน้าที่เปรียบเทียบสินค้าแทนผู้บริโภค ข้อมูลพื้นฐานที่แบรนด์เตรียมไว้อย่างเป็นระบบเหล่านี้จะเป็นสิ่งเดียวที่ AI นำมาใช้ตัดสินใจว่าจะเลือกสินค้าของคุณหรือไม่&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ในอนาคตแบรนด์ใหญ่อาจมี AI เป็นของตัวเอง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ในระยะยาว Accenture มองว่าแบรนด์ที่เป็นผู้นำในแต่ละอุตสาหกรรมจะเริ่มหันมาพัฒนา Vertical Agent หรือระบบ AI เฉพาะทางเป็นของตัวเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;AI กลุ่มนี้จะไม่ได้ทำหน้าที่ครอบจักรวาลเหมือนผู้ช่วยทั่วไป แต่จะเน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านไปเลย เช่น การท่องเที่ยว สุขภาพ หรือการเงิน โดยสามารถแนะนำสินค้า จัดการธุรกรรม ละให้บริการลูกค้าในหมวดนั้นๆ ได้จบในตัว แต่การจะสร้าง AI ระดับนี้ได้แบรนด์ต้องมีความพร้อมอย่างมาก เพราะต้องอาศัยทั้งความรู้เชิงลึกในธุรกิจ มีข้อมูลลูกค้าโดยตรง รวมถึงต้องวางระบบบริการและกระบวนการทำงานให้เชื่อมต่อถึงกันทั้งองค์กร&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ธุรกิจยังต้องลงทุนกับคน ไม่ใช่แค่ AI&amp;nbsp;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;Agentic Commerce ถือเป็นโอกาสสำคัญของธุรกิจโรงแรม เพราะ AI จะเข้ามามีบทบาทตั้งแต่ขั้นตอนการค้นหาที่พักไปจนถึงการดูแลความสัมพันธ์กับลูกค้า นี่คือมุมมองจาก Tan Bee Leng Chief Commercial Officer, The Ascott Limited Managing Director, Digital Ventures, CapitaLand Investment&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่อย่างไรก็ตาม เธอย้ำว่าแม้ AI จะช่วยให้การบริการสะดวกและตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละคนได้ดีขึ้น แต่แก่นแท้ของธุรกิจโรงแรมก็ยังต้องขับเคลื่อนด้วย &amp;lsquo;คน&amp;rsquo; ความอบอุ่น ความเข้าใจและไหวพริบการตัดสินใจของพนักงาน ที่ยังเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีเข้ามาแทนไม่ได้&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;โจทย์ใหญ่แบรนด์ ขายให้คนไม่พอ ต้องขายให้ AI ด้วย&amp;nbsp;&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;Vivek Luthra ตำแหน่ง Senior Managing Director และ Lead, AI &amp;amp; Data ประจำภูมิภาค Asia Oceania ของ Accenture ชี้ให้เห็นว่าการนำ Agentic Commerce มาใช้ ไม่ใช่แค่การปรับประสบการณ์ของลูกค้า แต่คือการเปลี่ยนวิธีทำงานทั้งองค์กร ตั้งแต่ฝ่ายการตลาด การขาย การบริการ การดำเนินงานไปจนถึงเทคโนโลยี ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับการลงทุนเรื่องคน ระบบกำกับดูแลและรูปแบบการทำงานใหม่ๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ในมุมของแบรนด์ Patricio De Matteis Managing Director and Lead, Southeast Asia, Accenture Song มองว่าเมื่อ AI เข้ามาช่วยตัดสินใจซื้อของ ความภักดีต่อแบรนด์จะวัดกันที่ว่าแบรนด์สามารถพิสูจน์ได้หรือไม่ว่าสินค้านั้นตอบโจทย์ความต้องการ ค่านิยมและสถานการณ์ของลูกค้าในเวลานั้นจริงๆ ดังนั้นการสร้างความเชื่อมั่นให้ได้ทั้งกับ &amp;lsquo;ผู้บริโภค&amp;rsquo; และ &amp;lsquo;ตัวระบบ AI&amp;rsquo; จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ขณะที่ Nhung Mason Managing Director, Products Group Lead, Asia Oceania, Accenture ทิ้งท้ายว่า บริษัทที่ใช้ AI แล้วเห็นผลจริง จะไม่มองว่านี่เป็นแค่โปรเจกต์ทดลอง แต่จะกล้าลงทุนในกระบวนการหลักของธุรกิจอย่างจริงจัง ยิ่งในธุรกิจที่ขายสินค้าและบริการให้คนทั่วไป การที่ผู้บริโภคเริ่มเชื่อใจให้ AI ช่วยซื้อของกำลังเปิดทางให้ Agentic Commerce กลายเป็นโอกาสใหม่ในการสร้างการเติบโตและทำกำไรให้กับธุรกิจ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คนที่แบรนด์ต้องทำให้เชื่ออาจไม่ได้มีแค่ลูกค้า เพราะที่ผ่านมางานการตลาดมักจะเน้นไปที่การทำโฆษณา สร้างภาพลักษณ์ และทำให้ลูกค้าจำแบรนด์ได้ แต่ในเมื่ออนาคต AI จะกลายเป็นคนค้นหา เทียบข้อมูล และเลือกสินค้าให้ผู้บริโภค แบรนด์จึงไม่สามารถโฟกัสแค่การสื่อสารกับ &amp;lsquo;คน&amp;rsquo; ได้อีกต่อไป แต่ต้องทำข้อมูลให้ AI เข้าใจและเชื่อด้วยว่า สินค้าของคุณคือคำตอบที่ดีที่สุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการค้าปลีกและการตลาด ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคนเลิกซื้อของ แต่เป็นเพราะ &amp;lsquo;วิธีการตัดสินใจซื้อ&amp;rsquo; ของผู้บริโภคกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนไปจากเดิม&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-07-15T02:13:33+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/ai/remi-cadene-ex-tesla-optimus-engineer-founded-uma-humanoid-robot</id>
    <title>UMA สาร์ทอัปหุ่นยนต์ก่อตั้งโดยอดีตวิศวกรของ Elon Musk คนวางโครงข่ายประสาทตัวแรกให้ Optimus</title>
    <updated>2026-07-15T02:03:04+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;ถ้าให้เดาว่าใครเข้าใจหุ่นยนต์ Optimus ของ Tesla ดีที่สุด หลายคนคงนึกถึง Elon Musk เป็นชื่อแรก แต่คนที่รู้จริงว่า Optimus เรียนรู้ยังไง ติดขัดตรงไหน กลับเป็นวิศวกรอีกคนที่แทบไม่มีใครรู้จักชื่อมาก่อน จนกระทั่งเขาลาออกมาตั้งบริษัทของตัวเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;R&amp;eacute;mi Cad&amp;egrave;ne ใช้เวลา 3 ปีเต็มอยู่ในทีมที่สร้าง Optimus ขึ้นมาตั้งแต่บรรทัดโค้ดแรก เป็นคนวางโครงข่ายประสาทตัวแรกให้มันด้วยตัวเอง ก่อนจะย้ายไปคุมโปรเจกต์โอเพนซอร์สที่ Hugging Face จนกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่คนทำหุ่นยนต์ทั่วโลกใช้ร่วมกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตอนนี้เขาเอาทุกอย่างที่สั่งสมมาตลอดทางนั้น มาเปิดบริษัทชื่อ UMA ขึ้นในปารีส ด้วยเป้าหมายที่ใหญ่ไม่แพ้ Tesla คือสร้างหุ่นยนต์ humanoid คู่แข่งของ Optimus ขึ้นมาเอง แล้วชายคนนี้คือใคร และบริษัทที่เขาสร้างขึ้นจะไปได้ไกลแค่ไหน บทความนี้ Techsauce จะมาเล่าให้ฟัง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784109488_UMA_2.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;R&amp;eacute;mi Cad&amp;egrave;ne คือใคร&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;R&amp;eacute;mi Cad&amp;egrave;ne เป็นวิศวกรสายดีปเทคตัวจริง เขาจบปริญญาเอกจาก Sorbonne และไปทำวิจัยหลังปริญญาเอกที่ Brown University โปรไฟล์ที่ทำให้คนในวงการต้องหันมามองคือผลงานช่วงปี 2021-2024 ตอนที่อยู่กับ Tesla เขาไม่ได้ทำแค่ระบบ AI ให้ Autopilot แต่เป็นคนที่เขียนโค้ดโครงข่ายประสาท (Neural Network) ชุดแรกให้กับหุ่นยนต์ Optimus ด้วยตัวเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ก่อนจะออกมาตั้งบริษัท UMA เขาแวะไปเป็นหัวหน้าทีมโปรเจกต์ LeRobot ที่ Hugging Face มาก่อน โปรเจกต์นี้คือการทำระบบสอนหุ่นยนต์แบบโอเพนซอร์สให้คนเอาไปใช้ฟรี ผลคือมันเวิร์กมากจนกลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่นักพัฒนาทั่วโลกหยิบไปใช้ การันตีด้วยยอดคนกดดาวบน GitHub ถึง 12,000 ดาว การเปิดเทคโนโลยีให้ทุกคนใช้ในวันนั้น ทำให้เขาได้คอนเนคชันระดับโลกกลับมาแบบเต็ม ๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;พอเปิดบริษัทปุ๊บ คอนเนคชันที่ว่าก็ดึงดูดคนเก่ง ๆ ระดับท็อปมาช่วยทันที ไม่ว่าจะเป็น Yann LeCun (หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ AI ของ Meta) และ Thomas Wolf (ผู้ร่วมก่อตั้ง Hugging Face) ที่เข้ามาเป็นที่ปรึกษาให้ ส่วนทีมบริหารที่ดึงมาร่วมก่อตั้งก็เป็นคนในวงการที่เคยทำงานด้วยกันมาแล้ว&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;Simon Alibert (CTO) คนที่ร่วมปั้นโปรเจกต์ LeRobot มาด้วยกัน&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Pierre Sermanet (Chief Science Officer) อดีตนักวิจัยจาก Google DeepMind&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Robert Knight (Chief Robot Officer) คนออกแบบ SO-100 แขนหุ่นยนต์แบบโอเพนซอร์สที่ฮิตใช้กันแพร่หลาย&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ด้วยโปรไฟล์และทีมงานระดับนี้ ทำให้ตอนเปิดระดมทุนรอบ Seed สตาร์ทอัพของเขาได้รับเงินสนับสนุนจากกลุ่มนักลงทุน VC ที่เชี่ยวชาญด้าน Deep Tech ในยุโรปโดยตรง ทั้ง Greycroft, Red River West, Kima Ventures และ Factorial แบบไม่ต้องพึ่งพาทุนจากฝั่งซิลิคอนแวลลีย์&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ทำไมเลือกเดินออกมาแข่งสร้าง Humanoid&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ Humanoid ในปี 2026 มีอัตราการแข่งขันสูงและขับเคลื่อนด้วยตัวเลขการใช้งานจริงในสายการผลิต&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัจจุบัน Figure AI นำหุ่นยนต์ Figure 02 เข้าทำงานในโรงงาน BMW ที่ Spartanburg ซึ่งมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตรถยนต์ไปแล้วกว่า 30,000 คัน ฝั่ง Hyundai ก็ประกาศบูรณาการหุ่นยนต์ Atlas จาก Boston Dynamics จำนวน 25,000 ตัวเข้าสายการผลิตภายในปี 2028&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตลาดยุโรปยังคงขาดแคลนบริษัทผู้นำทางเทคโนโลยีในกลุ่มนี้ ทั้งในแง่ของเม็ดเงินลงทุนและโครงสร้างพื้นฐานการทดสอบระบบเมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกา นี่คือช่องว่างทางธุรกิจที่ Cad&amp;egrave;ne ประเมินว่าเป็นโอกาสสำคัญ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span class="fr-video fr-deletable fr-fvc fr-dvb fr-draggable" contenteditable="false" draggable="true"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;จุดขายที่สร้างความแตกต่างให้ UMA คือกระบวนการเรียนรู้ของระบบปฏิบัติการ หุ่นยนต์รุ่น Northstar ใช้สถาปัตยกรรม Real-Time Learning Architecture แทนการเขียนโปรแกรมสั่งงานตามลำดับขั้นตอนแบบหุ่นยนต์อุตสาหกรรมดั้งเดิม &lt;strong&gt;Northstar จะเรียนรู้ผ่านการสังเกตการสาธิตของมนุษย์และฝึกฝนซ้ำ (Imitation Learning)&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตัวผลิตภัณฑ์ถูกออกแบบให้มีน้ำหนักเบาเพียง 40 กิโลกรัม เน้นโครงสร้างที่ง่ายต่อการบำรุงรักษาเพื่อควบคุมต้นทุนการดำเนินงาน UMA เพิ่งนำ Northstar ไปเปิดตัวในงาน Machina Summit เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2026 ที่ผ่านมา พร้อมตั้งเป้านำเสนอ Proof-of-Concept ที่ใช้งานได้จริงภายในสิ้นปีนี้&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ทำไมถึงเลือกยุโรปเป็นที่ตั้ง UMA&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เหตุผลที่ UMA เลือกตั้งในยุโรปเป็นเพราะปัญหาโครงสร้างประชากรที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ทำให้หาคนทำงานยากและค่าจ้างก็แพงขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากคว้าเงินทุนก้อนแรก (Seed Round) 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มาได้เมื่อเดือนธันวาคม 2025 บริษัทก็วางแผนผลิตหุ่นยนต์ 2 แบบหลัก ๆ คือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;หุ่นยนต์เคลื่อนที่แบบแขนคู่สำหรับใช้ในโกดังสินค้า&lt;/li&gt;&lt;li&gt;หุ่นยนต์ไซส์กะทัดรัดสำหรับฝั่งโรงพยาบาลและสาธารณสุข&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;p&gt;การแข่งขันในยุโรปมีความเข้มข้นไม่แพ้ภูมิภาคอื่น UMA ต้องประเมินการแข่งขันกับบริษัทคู่แข่งในพื้นที่อย่าง Neura Robotics และ Sereact ในเยอรมนี รวมถึง Genesis สตาร์ทอัพจากฝรั่งเศสที่มุ่งเป้าเจาะตลาดภาคสาธารณสุขเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความท้าทายหลักในการประยุกต์ใช้งานเชิงพาณิชย์ คือการบริหารจัดการข้อกำหนดทางแรงงาน การนำหุ่นยนต์เข้าสู่ระบบการทำงานมักต้องเผชิญกับการเจรจากับสหภาพแรงงาน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กรณีศึกษาของ Hyundai ที่พบการต่อต้านจากพนักงานเกี่ยวกับการใช้งานหุ่นยนต์ Atlas (ซึ่งมีการประเมินต้นทุนไว้ที่ 145,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัว) เป็นข้อพิสูจน์ถึงความเสี่ยงนี้ สหภาพแรงงานในยุโรปมีอำนาจการต่อรองสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อแผนการริเริ่มโครงการนำร่องของ UMA&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัจจุบัน UMA อยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้าระดับองค์กร 50 ราย ตัวชี้วัดความสำเร็จของบริษัทในระยะถัดไป คือการแปลงความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรมระดับโลก ให้เป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจและการส่งมอบผลิตภัณฑ์เพื่อใช้งานจริงในระดับสเกล เพื่อแข่งขันกับกลุ่มบริษัทที่ดำเนินการติดตั้งระบบในอุตสาหกรรมไปล่วงหน้าแล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a href="https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-07-07/ex-tesla-scientist-unveils-plans-for-european-humanoid-robot"&gt;bloomberg&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://electrek.co/2026/07/07/tesla-optimus-scientist-uma-humanoid-robot/"&gt;electrek.co&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://startupfortune.com/a-former-tesla-optimus-engineer-is-betting-europe-can-build-its-own-robots/"&gt;startupfortune&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://venturebeat.com/ai/hugging-face-is-launching-an-open-source-robotics-project-led-by-former-tesla-scientist"&gt;venturebeat&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.press.bmwgroup.com/global/article/detail/T0458778EN/bmw-group-advances-the-use-of-physical-ai-in-production-with-figure-03-project-in-spartanburg?language=en"&gt;press.bmwgroup&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://newatlas.com/ai-humanoids/boston-dynamics-production-atlas-hyundai/"&gt;newatlas&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.techtimes.com/articles/317005/20260522/hyundai-commits-25000-atlas-robots-own-factories-union-blocks-deployment-without-labor-deal.htm"&gt;techtimes&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/ai/remi-cadene-ex-tesla-optimus-engineer-founded-uma-humanoid-robot"/>
    <summary type="html">&lt;p id="isPasted"&gt;ถ้าให้เดาว่าใครเข้าใจหุ่นยนต์ Optimus ของ Tesla ดีที่สุด หลายคนคงนึกถึง Elon Musk เป็นชื่อแรก แต่คนที่รู้จริงว่า Optimus เรียนรู้ยังไง ติดขัดตรงไหน กลับเป็นวิศวกรอีกคนที่แทบไม่มีใครรู้จักชื่อมาก่อน จนกระทั่งเขาลาออกมาตั้งบริษัทของตัวเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;R&amp;eacute;mi Cad&amp;egrave;ne ใช้เวลา 3 ปีเต็มอยู่ในทีมที่สร้าง Optimus ขึ้นมาตั้งแต่บรรทัดโค้ดแรก เป็นคนวางโครงข่ายประสาทตัวแรกให้มันด้วยตัวเอง ก่อนจะย้ายไปคุมโปรเจกต์โอเพนซอร์สที่ Hugging Face จนกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่คนทำหุ่นยนต์ทั่วโลกใช้ร่วมกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตอนนี้เขาเอาทุกอย่างที่สั่งสมมาตลอดทางนั้น มาเปิดบริษัทชื่อ UMA ขึ้นในปารีส ด้วยเป้าหมายที่ใหญ่ไม่แพ้ Tesla คือสร้างหุ่นยนต์ humanoid คู่แข่งของ Optimus ขึ้นมาเอง แล้วชายคนนี้คือใคร และบริษัทที่เขาสร้างขึ้นจะไปได้ไกลแค่ไหน บทความนี้ Techsauce จะมาเล่าให้ฟัง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784109488_UMA_2.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;R&amp;eacute;mi Cad&amp;egrave;ne คือใคร&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;R&amp;eacute;mi Cad&amp;egrave;ne เป็นวิศวกรสายดีปเทคตัวจริง เขาจบปริญญาเอกจาก Sorbonne และไปทำวิจัยหลังปริญญาเอกที่ Brown University โปรไฟล์ที่ทำให้คนในวงการต้องหันมามองคือผลงานช่วงปี 2021-2024 ตอนที่อยู่กับ Tesla เขาไม่ได้ทำแค่ระบบ AI ให้ Autopilot แต่เป็นคนที่เขียนโค้ดโครงข่ายประสาท (Neural Network) ชุดแรกให้กับหุ่นยนต์ Optimus ด้วยตัวเอง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ก่อนจะออกมาตั้งบริษัท UMA เขาแวะไปเป็นหัวหน้าทีมโปรเจกต์ LeRobot ที่ Hugging Face มาก่อน โปรเจกต์นี้คือการทำระบบสอนหุ่นยนต์แบบโอเพนซอร์สให้คนเอาไปใช้ฟรี ผลคือมันเวิร์กมากจนกลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่นักพัฒนาทั่วโลกหยิบไปใช้ การันตีด้วยยอดคนกดดาวบน GitHub ถึง 12,000 ดาว การเปิดเทคโนโลยีให้ทุกคนใช้ในวันนั้น ทำให้เขาได้คอนเนคชันระดับโลกกลับมาแบบเต็ม ๆ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;พอเปิดบริษัทปุ๊บ คอนเนคชันที่ว่าก็ดึงดูดคนเก่ง ๆ ระดับท็อปมาช่วยทันที ไม่ว่าจะเป็น Yann LeCun (หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ AI ของ Meta) และ Thomas Wolf (ผู้ร่วมก่อตั้ง Hugging Face) ที่เข้ามาเป็นที่ปรึกษาให้ ส่วนทีมบริหารที่ดึงมาร่วมก่อตั้งก็เป็นคนในวงการที่เคยทำงานด้วยกันมาแล้ว&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;Simon Alibert (CTO) คนที่ร่วมปั้นโปรเจกต์ LeRobot มาด้วยกัน&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Pierre Sermanet (Chief Science Officer) อดีตนักวิจัยจาก Google DeepMind&lt;/li&gt;&lt;li&gt;Robert Knight (Chief Robot Officer) คนออกแบบ SO-100 แขนหุ่นยนต์แบบโอเพนซอร์สที่ฮิตใช้กันแพร่หลาย&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;ด้วยโปรไฟล์และทีมงานระดับนี้ ทำให้ตอนเปิดระดมทุนรอบ Seed สตาร์ทอัพของเขาได้รับเงินสนับสนุนจากกลุ่มนักลงทุน VC ที่เชี่ยวชาญด้าน Deep Tech ในยุโรปโดยตรง ทั้ง Greycroft, Red River West, Kima Ventures และ Factorial แบบไม่ต้องพึ่งพาทุนจากฝั่งซิลิคอนแวลลีย์&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ทำไมเลือกเดินออกมาแข่งสร้าง Humanoid&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ Humanoid ในปี 2026 มีอัตราการแข่งขันสูงและขับเคลื่อนด้วยตัวเลขการใช้งานจริงในสายการผลิต&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัจจุบัน Figure AI นำหุ่นยนต์ Figure 02 เข้าทำงานในโรงงาน BMW ที่ Spartanburg ซึ่งมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตรถยนต์ไปแล้วกว่า 30,000 คัน ฝั่ง Hyundai ก็ประกาศบูรณาการหุ่นยนต์ Atlas จาก Boston Dynamics จำนวน 25,000 ตัวเข้าสายการผลิตภายในปี 2028&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตลาดยุโรปยังคงขาดแคลนบริษัทผู้นำทางเทคโนโลยีในกลุ่มนี้ ทั้งในแง่ของเม็ดเงินลงทุนและโครงสร้างพื้นฐานการทดสอบระบบเมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกา นี่คือช่องว่างทางธุรกิจที่ Cad&amp;egrave;ne ประเมินว่าเป็นโอกาสสำคัญ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span class="fr-video fr-deletable fr-fvc fr-dvb fr-draggable" contenteditable="false" draggable="true"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;จุดขายที่สร้างความแตกต่างให้ UMA คือกระบวนการเรียนรู้ของระบบปฏิบัติการ หุ่นยนต์รุ่น Northstar ใช้สถาปัตยกรรม Real-Time Learning Architecture แทนการเขียนโปรแกรมสั่งงานตามลำดับขั้นตอนแบบหุ่นยนต์อุตสาหกรรมดั้งเดิม &lt;strong&gt;Northstar จะเรียนรู้ผ่านการสังเกตการสาธิตของมนุษย์และฝึกฝนซ้ำ (Imitation Learning)&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตัวผลิตภัณฑ์ถูกออกแบบให้มีน้ำหนักเบาเพียง 40 กิโลกรัม เน้นโครงสร้างที่ง่ายต่อการบำรุงรักษาเพื่อควบคุมต้นทุนการดำเนินงาน UMA เพิ่งนำ Northstar ไปเปิดตัวในงาน Machina Summit เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2026 ที่ผ่านมา พร้อมตั้งเป้านำเสนอ Proof-of-Concept ที่ใช้งานได้จริงภายในสิ้นปีนี้&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ทำไมถึงเลือกยุโรปเป็นที่ตั้ง UMA&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;เหตุผลที่ UMA เลือกตั้งในยุโรปเป็นเพราะปัญหาโครงสร้างประชากรที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ทำให้หาคนทำงานยากและค่าจ้างก็แพงขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากคว้าเงินทุนก้อนแรก (Seed Round) 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มาได้เมื่อเดือนธันวาคม 2025 บริษัทก็วางแผนผลิตหุ่นยนต์ 2 แบบหลัก ๆ คือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;หุ่นยนต์เคลื่อนที่แบบแขนคู่สำหรับใช้ในโกดังสินค้า&lt;/li&gt;&lt;li&gt;หุ่นยนต์ไซส์กะทัดรัดสำหรับฝั่งโรงพยาบาลและสาธารณสุข&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;p&gt;การแข่งขันในยุโรปมีความเข้มข้นไม่แพ้ภูมิภาคอื่น UMA ต้องประเมินการแข่งขันกับบริษัทคู่แข่งในพื้นที่อย่าง Neura Robotics และ Sereact ในเยอรมนี รวมถึง Genesis สตาร์ทอัพจากฝรั่งเศสที่มุ่งเป้าเจาะตลาดภาคสาธารณสุขเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความท้าทายหลักในการประยุกต์ใช้งานเชิงพาณิชย์ คือการบริหารจัดการข้อกำหนดทางแรงงาน การนำหุ่นยนต์เข้าสู่ระบบการทำงานมักต้องเผชิญกับการเจรจากับสหภาพแรงงาน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;กรณีศึกษาของ Hyundai ที่พบการต่อต้านจากพนักงานเกี่ยวกับการใช้งานหุ่นยนต์ Atlas (ซึ่งมีการประเมินต้นทุนไว้ที่ 145,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัว) เป็นข้อพิสูจน์ถึงความเสี่ยงนี้ สหภาพแรงงานในยุโรปมีอำนาจการต่อรองสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อแผนการริเริ่มโครงการนำร่องของ UMA&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ปัจจุบัน UMA อยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้าระดับองค์กร 50 ราย ตัวชี้วัดความสำเร็จของบริษัทในระยะถัดไป คือการแปลงความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรมระดับโลก ให้เป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจและการส่งมอบผลิตภัณฑ์เพื่อใช้งานจริงในระดับสเกล เพื่อแข่งขันกับกลุ่มบริษัทที่ดำเนินการติดตั้งระบบในอุตสาหกรรมไปล่วงหน้าแล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;อ้างอิง: &lt;a href="https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-07-07/ex-tesla-scientist-unveils-plans-for-european-humanoid-robot"&gt;bloomberg&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://electrek.co/2026/07/07/tesla-optimus-scientist-uma-humanoid-robot/"&gt;electrek.co&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://startupfortune.com/a-former-tesla-optimus-engineer-is-betting-europe-can-build-its-own-robots/"&gt;startupfortune&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://venturebeat.com/ai/hugging-face-is-launching-an-open-source-robotics-project-led-by-former-tesla-scientist"&gt;venturebeat&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.press.bmwgroup.com/global/article/detail/T0458778EN/bmw-group-advances-the-use-of-physical-ai-in-production-with-figure-03-project-in-spartanburg?language=en"&gt;press.bmwgroup&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://newatlas.com/ai-humanoids/boston-dynamics-production-atlas-hyundai/"&gt;newatlas&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.techtimes.com/articles/317005/20260522/hyundai-commits-25000-atlas-robots-own-factories-union-blocks-deployment-without-labor-deal.htm"&gt;techtimes&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-07-15T02:03:04+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/ai/deepmind-ceo-demis-hassabis-frontier-ai-standards</id>
    <title>ใครต้องตัดสินว่าโมเดล AI ปลอดภัยพอที่จะปล่อยออกมา? ซีอีโอ DeepMind เสนอตั้งองค์กรมาตรฐาน AI ถอดแบบจาก FINRA ของวงการการเงิน</title>
    <updated>2026-07-15T01:04:21+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784106095_Demis_Hassabis_ai_800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;Demis Hassabis ซีอีโอของ Google DeepMind โยนข้อเสนอชิ้นใหญ่ลงกลางวงถกเถียงเรื่องการกำกับดูแล AI ของสหรัฐฯ ด้วยโพสต์ยาวบน &lt;a href="https://x.com/demishassabis/status/2076957440109625718?s=46" target="_blank"&gt;X&lt;/a&gt; ในหัวข้อ &lt;strong&gt;'A Framework for Frontier AI and the Dawning of a New Age'&lt;/strong&gt; เรียกร้องให้สหรัฐฯ จัดตั้งองค์กรมาตรฐาน (Standards Body) ขึ้นมาทำหน้าที่ทดสอบโมเดล AI ระดับแนวหน้า ก่อนปล่อยสู่สาธารณะ โดยถอดแบบจาก Financial Industry Regulatory Authority (FINRA) องค์กรกำกับดูแลกันเองของอุตสาหกรรมการเงินสหรัฐฯ ที่ดูแลบริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์มายาวนาน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หัวใจของข้อเสนอนี้คือการสร้างคนกลางที่เชี่ยวชาญด้านเทคนิคจริง มาตรวจสอบโมเดล AI ที่ทรงพลังที่สุดแทนการตัดสินใจแบบเฉพาะกิจของรัฐบาล รายงานของ TechCrunch สรุปกลไกที่คุณ Demis วางไว้ว่า ในระยะแรกห้องแล็บ AI ระดับแนวหน้า จะส่งโมเดลให้องค์กรมาตรฐานตรวจสอบล่วงหน้าไม่เกิน 30 วันก่อนเปิดตัวแบบสมัครใจ และเมื่อพิสูจน์ได้ว่ากระบวนการประเมินใช้งานได้จริงและรัดกุมพอ ก็จะยกระดับเป็นข้อบังคับอย่างรวดเร็ว นั่นหมายความว่าโมเดลระดับแนวหน้าจะต้องผ่านการทดสอบนี้ก่อนจึงจะวางจำหน่ายในตลาดสหรัฐฯ ได้ พร้อมกันนั้นห้องแล็บต้องทำงานร่วมกับองค์กรมาตรฐานเพื่ออุดช่องโหว่ร้ายแรงที่พบหลังเปิดตัวด้วย&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ให้วงการ AI ลงขันกำกับกันเอง โดยมีรัฐหนุนหลัง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;จุดที่ทำให้ข้อเสนอนี้ต่างจากแนวคิดตั้งหน่วยงานรัฐมากำกับ AI แบบเดิมคือโครงสร้างแบบองค์กรกำกับดูแลกันเอง (Self-Regulatory Organization) ตามรอย FINRA คือรัฐบาลสหรัฐฯ หนุนหลังในเชิงอำนาจ แต่เงินทุนมาจากอุตสาหกรรม AI เอง และดำเนินงานอย่างอิสระ คุณ Demis อธิบายในโพสต์ว่าบอร์ดบริหารควรประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคชั้นนำที่เป็นอิสระและตัวแทนจากฝั่งโอเพนซอร์ส ส่วนเงินทุนต้องมากพอที่จะดึงคนเก่งระดับโลกมาร่วมงาน รวมถึงจัดหาพลังประมวลผลสำหรับการทดสอบขนาดใหญ่ และยังเปิดทางให้ส่งงานประเมินบางส่วนไปให้กลุ่มวิจัยความปลอดภัย AI ภายนอกที่เชี่ยวชาญความเสี่ยงเฉพาะด้านช่วยทำได้อีกด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ฝั่งเนื้อหาการทดสอบ SiliconANGLE สรุปว่าองค์กรนี้จะพัฒนาเกณฑ์ชี้วัด (Benchmark) เพื่อประเมินขีดความสามารถของโมเดลในโดเมนความเสี่ยงสูง ทั้งความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และภัยคุกคามทางชีวภาพ โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐบาลกลางและห้องปฏิบัติการแห่งชาติของสหรัฐฯ ส่วนโมเดลที่ทำคะแนนถึงเกณฑ์ที่กำหนดจะถูกจัดเป็นโมเดลระดับแนวหน้าโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีการทดสอบเฉพาะสำหรับ AI แบบเอเจนต์ (Agentic AI) เพื่อจับพฤติกรรมพยายามหลบเลี่ยงมาตรการป้องกันหรือสัญญาณของการหลอกลวง ไปจนถึงผลักดันแนวปฏิบัติอย่างการฝังลายน้ำดิจิทัลในภาพที่สร้างด้วย AI&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณ Demis สรุปจุดแข็งของแนวทางนี้ไว้ในโพสต์ว่า 'มันโฟกัสที่เรื่องเทคนิคเป็นหลัก ขณะเดียวกันก็สนับสนุนนวัตกรรมและสร้างแรงจูงใจให้ผู้เล่นทำตัวอย่างมีความรับผิดชอบ' ทั้งยังออกแบบมาให้ตามทันความเร็วของวงการ ปรับตัวตามความเสี่ยงใหญ่ที่สุดที่ถูกค้นพบ และขันน็อตให้แน่นขึ้นได้ทันทีหากสถานการณ์รุนแรงขึ้น&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;บทเรียนจากการรีวิว Mythos และ Sol ที่ทำให้ต้องมีมืออาชีพมาคุม&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ข้อเสนอนี้ต่อยอดจากเหตุการณ์ร้อนๆ ในช่วงเดือนที่ผ่านมา เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ เข้ามารีวิวโมเดล Mythos ของ Anthropic และ Sol ของ OpenAI แบบเฉพาะกิจ ซึ่งถูกวิจารณ์อย่างหนักทั้งเรื่องการขาดความเชี่ยวชาญทางเทคนิคของผู้ตรวจ และกระบวนการตัดสินใจที่คลุมเครือว่าโมเดลไหนปล่อยได้เมื่อไร รายงานของ Global Government Forum เล่าว่าจุดเริ่มต้นมาจากคำสั่งฝ่ายบริหารที่ประธานาธิบดี Donald Trump ลงนามเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2026 เปิดกรอบให้รัฐบาลกลางเข้าถึงโมเดลระดับแนวหน้าล่วงหน้าไม่เกิน 30 วันก่อนเปิดตัวแบบสมัครใจ เพื่อประเมินความเสี่ยงด้านไซเบอร์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่สถานการณ์จริงเข้มข้นกว่ากรอบสมัครใจมาก ข้อมูลจาก KCRA ชี้ว่ากลางเดือนมิถุนายน Anthropic ต้องถอดโมเดลใหม่ทั้ง Fable 5 และ Mythos 5 ออกจากระบบเพียงไม่กี่วันหลังเปิดตัว เพื่อทำตามคำสั่งของรัฐบาล Trump ที่ห้ามชาวต่างชาติใช้งาน ก่อนที่ Mythos 5 จะได้กลับมาให้บริการแบบจำกัดวงเฉพาะกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันไซเบอร์และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ OpenAI เลือกเดินเกมปล่อย GPT-5.6 หรือ Sol แบบจำกัดวงผู้ใช้ที่ผ่านการรับรองในช่วงการตรวจสอบเช่นกัน ภายใต้ข้อเสนอของคุณ Demis การตัดสินใจลักษณะนี้จะถูกส่งต่อไปให้องค์กรใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญโดยตรงเป็นผู้ดูแลแทน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ทำเนียบขาวลั่นไว้แล้วว่า 'จะไม่มี FDA สำหรับ AI' แล้วข้อเสนอนี้จะไปรอดไหม&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;โจทย์ใหญ่ของข้อเสนอนี้คือการเมือง เพราะการกำกับดูแล AI ยังเป็นเรื่องอ่อนไหวทั้งกับอุตสาหกรรมเทคและรัฐบาล Trump ล่าสุด Sriram Krishnan ที่ปรึกษาด้าน AI ของทำเนียบขาวและหุ้นส่วนของ a16z เพิ่งให้สัมภาษณ์กับ Financial Times ตามรายงานของ PYMNTS ปิดประตูแนวคิดตั้งหน่วยงานกำกับ AI ในฝ่ายบริหารว่าจะไม่มี Food and Drug Administration (FDA) สำหรับ AI เด็ดขาด พร้อมเปรียบว่าการตั้งหน่วยงานกลางออกใบอนุญาตโมเดลจะกลายเป็น &lt;strong&gt;'เม็ดทรายในฟันเฟือง'&lt;/strong&gt; ของความก้าวหน้า เพราะบริษัทต้องมีทีมทนายก่อนถึงจะปล่อยโมเดลได้ อย่างไรก็ดี ข้อมูลจาก Benzinga ชี้ว่าคุณ Sriram เองก็สนับสนุนแนวทางระยะยาวที่ให้อุตสาหกรรมดูแลกันเองผ่านศูนย์กลางประสานงาน (Clearinghouse) ที่ทำงานร่วมกับหน่วยข่าวกรองและกลาโหม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตรงนี้เองที่โครงสร้างแบบ FINRA อาจกลายเป็นทางลงที่ทุกฝ่ายรับได้ เพราะไม่ใช่หน่วยงานราชการที่เพิ่มขั้นตอน แต่เป็นองค์กรที่อุตสาหกรรมออกเงินและบริหารกันเองภายใต้การหนุนหลังของรัฐ ที่น่าสนใจคือ Demis ไม่ได้เป็นซีอีโอคนแรกที่คิดเรื่องนี้ SiliconANGLE ย้ำว่าราวหนึ่งเดือนก่อนหน้า Dario Amodei ซีอีโอของ Anthropic ก็เพิ่งเขียนบทความเสนอกรอบกำกับ AI ที่ถอดแบบจากวิธีที่ Federal Aviation Administration (FAA) ดูแลอุตสาหกรรมการบิน และรายงานเดียวกันอ้างข้อมูลจาก Axios ว่าคุณ Demis ได้เดินสายคุยกับทำเนียบขาว เจ้าหน้าที่ยุโรป และห้องแล็บ AI คู่แข่งเกี่ยวกับแผนนี้แล้ว โดยหวังว่าจะตั้งองค์กรนี้ให้สำเร็จภายในสิ้นปี 2026&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตอนนี้ข้อเสนอของ Demis ยังอยู่ในขั้นแนวคิดที่รอแรงหนุนจากทั้งฝั่งรัฐบาลและเพื่อนร่วมวงการ แต่จังหวะเวลาที่ปล่อยออกมาหลังเหตุการณ์รีวิวโมเดลแบบเฉพาะกิจสร้างแรงสั่นสะเทือนทั้งวงการ บวกกับสัญญาณว่ามีการเจรจาหลังบ้านคืบหน้าไปพอสมควร ทำให้นี่อาจเป็นข้อเสนอการกำกับดูแล AI ที่ใกล้ความจริงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสหรัฐฯ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา:&lt;/strong&gt; &lt;a href="https://techcrunch.com/2026/07/14/deepmind-ceo-calls-for-an-independent-standards-body-to-regulate-frontier-ai/" target="_blank"&gt;TechCrunch&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://x.com/demishassabis/status/2076957440109625718?s=46" target="_blank"&gt;X (Demis Hassabis)&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://siliconangle.com/2026/07/14/google-deepmind-ceo-demis-hassabis-calls-creation-ai-standards-body" target="_blank"&gt;SiliconANGLE&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.pymnts.com/news/artificial-intelligence/2026/white-house-adviser-says-trump-wont-create-fda-for-ai" target="_blank"&gt;PYMNTS&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.kcra.com/article/openai-anthropic-limit-new-ai-models-trump-approved-customers/71750949" target="_blank"&gt;KCRA&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.globalgovernmentforum.com/us-forces-anthropic-to-shut-down-latest-ai-models-citing-national-security-concerns" target="_blank"&gt;Global Government Forum&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/ai/deepmind-ceo-demis-hassabis-frontier-ai-standards"/>
    <summary type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784106095_Demis_Hassabis_ai_800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;Demis Hassabis ซีอีโอของ Google DeepMind โยนข้อเสนอชิ้นใหญ่ลงกลางวงถกเถียงเรื่องการกำกับดูแล AI ของสหรัฐฯ ด้วยโพสต์ยาวบน &lt;a href="https://x.com/demishassabis/status/2076957440109625718?s=46" target="_blank"&gt;X&lt;/a&gt; ในหัวข้อ &lt;strong&gt;'A Framework for Frontier AI and the Dawning of a New Age'&lt;/strong&gt; เรียกร้องให้สหรัฐฯ จัดตั้งองค์กรมาตรฐาน (Standards Body) ขึ้นมาทำหน้าที่ทดสอบโมเดล AI ระดับแนวหน้า ก่อนปล่อยสู่สาธารณะ โดยถอดแบบจาก Financial Industry Regulatory Authority (FINRA) องค์กรกำกับดูแลกันเองของอุตสาหกรรมการเงินสหรัฐฯ ที่ดูแลบริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์มายาวนาน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หัวใจของข้อเสนอนี้คือการสร้างคนกลางที่เชี่ยวชาญด้านเทคนิคจริง มาตรวจสอบโมเดล AI ที่ทรงพลังที่สุดแทนการตัดสินใจแบบเฉพาะกิจของรัฐบาล รายงานของ TechCrunch สรุปกลไกที่คุณ Demis วางไว้ว่า ในระยะแรกห้องแล็บ AI ระดับแนวหน้า จะส่งโมเดลให้องค์กรมาตรฐานตรวจสอบล่วงหน้าไม่เกิน 30 วันก่อนเปิดตัวแบบสมัครใจ และเมื่อพิสูจน์ได้ว่ากระบวนการประเมินใช้งานได้จริงและรัดกุมพอ ก็จะยกระดับเป็นข้อบังคับอย่างรวดเร็ว นั่นหมายความว่าโมเดลระดับแนวหน้าจะต้องผ่านการทดสอบนี้ก่อนจึงจะวางจำหน่ายในตลาดสหรัฐฯ ได้ พร้อมกันนั้นห้องแล็บต้องทำงานร่วมกับองค์กรมาตรฐานเพื่ออุดช่องโหว่ร้ายแรงที่พบหลังเปิดตัวด้วย&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ให้วงการ AI ลงขันกำกับกันเอง โดยมีรัฐหนุนหลัง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;จุดที่ทำให้ข้อเสนอนี้ต่างจากแนวคิดตั้งหน่วยงานรัฐมากำกับ AI แบบเดิมคือโครงสร้างแบบองค์กรกำกับดูแลกันเอง (Self-Regulatory Organization) ตามรอย FINRA คือรัฐบาลสหรัฐฯ หนุนหลังในเชิงอำนาจ แต่เงินทุนมาจากอุตสาหกรรม AI เอง และดำเนินงานอย่างอิสระ คุณ Demis อธิบายในโพสต์ว่าบอร์ดบริหารควรประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคชั้นนำที่เป็นอิสระและตัวแทนจากฝั่งโอเพนซอร์ส ส่วนเงินทุนต้องมากพอที่จะดึงคนเก่งระดับโลกมาร่วมงาน รวมถึงจัดหาพลังประมวลผลสำหรับการทดสอบขนาดใหญ่ และยังเปิดทางให้ส่งงานประเมินบางส่วนไปให้กลุ่มวิจัยความปลอดภัย AI ภายนอกที่เชี่ยวชาญความเสี่ยงเฉพาะด้านช่วยทำได้อีกด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ฝั่งเนื้อหาการทดสอบ SiliconANGLE สรุปว่าองค์กรนี้จะพัฒนาเกณฑ์ชี้วัด (Benchmark) เพื่อประเมินขีดความสามารถของโมเดลในโดเมนความเสี่ยงสูง ทั้งความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และภัยคุกคามทางชีวภาพ โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐบาลกลางและห้องปฏิบัติการแห่งชาติของสหรัฐฯ ส่วนโมเดลที่ทำคะแนนถึงเกณฑ์ที่กำหนดจะถูกจัดเป็นโมเดลระดับแนวหน้าโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีการทดสอบเฉพาะสำหรับ AI แบบเอเจนต์ (Agentic AI) เพื่อจับพฤติกรรมพยายามหลบเลี่ยงมาตรการป้องกันหรือสัญญาณของการหลอกลวง ไปจนถึงผลักดันแนวปฏิบัติอย่างการฝังลายน้ำดิจิทัลในภาพที่สร้างด้วย AI&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คุณ Demis สรุปจุดแข็งของแนวทางนี้ไว้ในโพสต์ว่า 'มันโฟกัสที่เรื่องเทคนิคเป็นหลัก ขณะเดียวกันก็สนับสนุนนวัตกรรมและสร้างแรงจูงใจให้ผู้เล่นทำตัวอย่างมีความรับผิดชอบ' ทั้งยังออกแบบมาให้ตามทันความเร็วของวงการ ปรับตัวตามความเสี่ยงใหญ่ที่สุดที่ถูกค้นพบ และขันน็อตให้แน่นขึ้นได้ทันทีหากสถานการณ์รุนแรงขึ้น&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;บทเรียนจากการรีวิว Mythos และ Sol ที่ทำให้ต้องมีมืออาชีพมาคุม&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ข้อเสนอนี้ต่อยอดจากเหตุการณ์ร้อนๆ ในช่วงเดือนที่ผ่านมา เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ เข้ามารีวิวโมเดล Mythos ของ Anthropic และ Sol ของ OpenAI แบบเฉพาะกิจ ซึ่งถูกวิจารณ์อย่างหนักทั้งเรื่องการขาดความเชี่ยวชาญทางเทคนิคของผู้ตรวจ และกระบวนการตัดสินใจที่คลุมเครือว่าโมเดลไหนปล่อยได้เมื่อไร รายงานของ Global Government Forum เล่าว่าจุดเริ่มต้นมาจากคำสั่งฝ่ายบริหารที่ประธานาธิบดี Donald Trump ลงนามเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2026 เปิดกรอบให้รัฐบาลกลางเข้าถึงโมเดลระดับแนวหน้าล่วงหน้าไม่เกิน 30 วันก่อนเปิดตัวแบบสมัครใจ เพื่อประเมินความเสี่ยงด้านไซเบอร์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;แต่สถานการณ์จริงเข้มข้นกว่ากรอบสมัครใจมาก ข้อมูลจาก KCRA ชี้ว่ากลางเดือนมิถุนายน Anthropic ต้องถอดโมเดลใหม่ทั้ง Fable 5 และ Mythos 5 ออกจากระบบเพียงไม่กี่วันหลังเปิดตัว เพื่อทำตามคำสั่งของรัฐบาล Trump ที่ห้ามชาวต่างชาติใช้งาน ก่อนที่ Mythos 5 จะได้กลับมาให้บริการแบบจำกัดวงเฉพาะกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันไซเบอร์และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ OpenAI เลือกเดินเกมปล่อย GPT-5.6 หรือ Sol แบบจำกัดวงผู้ใช้ที่ผ่านการรับรองในช่วงการตรวจสอบเช่นกัน ภายใต้ข้อเสนอของคุณ Demis การตัดสินใจลักษณะนี้จะถูกส่งต่อไปให้องค์กรใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญโดยตรงเป็นผู้ดูแลแทน&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ทำเนียบขาวลั่นไว้แล้วว่า 'จะไม่มี FDA สำหรับ AI' แล้วข้อเสนอนี้จะไปรอดไหม&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;โจทย์ใหญ่ของข้อเสนอนี้คือการเมือง เพราะการกำกับดูแล AI ยังเป็นเรื่องอ่อนไหวทั้งกับอุตสาหกรรมเทคและรัฐบาล Trump ล่าสุด Sriram Krishnan ที่ปรึกษาด้าน AI ของทำเนียบขาวและหุ้นส่วนของ a16z เพิ่งให้สัมภาษณ์กับ Financial Times ตามรายงานของ PYMNTS ปิดประตูแนวคิดตั้งหน่วยงานกำกับ AI ในฝ่ายบริหารว่าจะไม่มี Food and Drug Administration (FDA) สำหรับ AI เด็ดขาด พร้อมเปรียบว่าการตั้งหน่วยงานกลางออกใบอนุญาตโมเดลจะกลายเป็น &lt;strong&gt;'เม็ดทรายในฟันเฟือง'&lt;/strong&gt; ของความก้าวหน้า เพราะบริษัทต้องมีทีมทนายก่อนถึงจะปล่อยโมเดลได้ อย่างไรก็ดี ข้อมูลจาก Benzinga ชี้ว่าคุณ Sriram เองก็สนับสนุนแนวทางระยะยาวที่ให้อุตสาหกรรมดูแลกันเองผ่านศูนย์กลางประสานงาน (Clearinghouse) ที่ทำงานร่วมกับหน่วยข่าวกรองและกลาโหม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตรงนี้เองที่โครงสร้างแบบ FINRA อาจกลายเป็นทางลงที่ทุกฝ่ายรับได้ เพราะไม่ใช่หน่วยงานราชการที่เพิ่มขั้นตอน แต่เป็นองค์กรที่อุตสาหกรรมออกเงินและบริหารกันเองภายใต้การหนุนหลังของรัฐ ที่น่าสนใจคือ Demis ไม่ได้เป็นซีอีโอคนแรกที่คิดเรื่องนี้ SiliconANGLE ย้ำว่าราวหนึ่งเดือนก่อนหน้า Dario Amodei ซีอีโอของ Anthropic ก็เพิ่งเขียนบทความเสนอกรอบกำกับ AI ที่ถอดแบบจากวิธีที่ Federal Aviation Administration (FAA) ดูแลอุตสาหกรรมการบิน และรายงานเดียวกันอ้างข้อมูลจาก Axios ว่าคุณ Demis ได้เดินสายคุยกับทำเนียบขาว เจ้าหน้าที่ยุโรป และห้องแล็บ AI คู่แข่งเกี่ยวกับแผนนี้แล้ว โดยหวังว่าจะตั้งองค์กรนี้ให้สำเร็จภายในสิ้นปี 2026&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตอนนี้ข้อเสนอของ Demis ยังอยู่ในขั้นแนวคิดที่รอแรงหนุนจากทั้งฝั่งรัฐบาลและเพื่อนร่วมวงการ แต่จังหวะเวลาที่ปล่อยออกมาหลังเหตุการณ์รีวิวโมเดลแบบเฉพาะกิจสร้างแรงสั่นสะเทือนทั้งวงการ บวกกับสัญญาณว่ามีการเจรจาหลังบ้านคืบหน้าไปพอสมควร ทำให้นี่อาจเป็นข้อเสนอการกำกับดูแล AI ที่ใกล้ความจริงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในสหรัฐฯ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา:&lt;/strong&gt; &lt;a href="https://techcrunch.com/2026/07/14/deepmind-ceo-calls-for-an-independent-standards-body-to-regulate-frontier-ai/" target="_blank"&gt;TechCrunch&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://x.com/demishassabis/status/2076957440109625718?s=46" target="_blank"&gt;X (Demis Hassabis)&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://siliconangle.com/2026/07/14/google-deepmind-ceo-demis-hassabis-calls-creation-ai-standards-body" target="_blank"&gt;SiliconANGLE&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.pymnts.com/news/artificial-intelligence/2026/white-house-adviser-says-trump-wont-create-fda-for-ai" target="_blank"&gt;PYMNTS&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.kcra.com/article/openai-anthropic-limit-new-ai-models-trump-approved-customers/71750949" target="_blank"&gt;KCRA&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.globalgovernmentforum.com/us-forces-anthropic-to-shut-down-latest-ai-models-citing-national-security-concerns" target="_blank"&gt;Global Government Forum&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-07-15T01:04:21+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/news/boi-adi-thailand-chip-design-testing-hub</id>
    <title>ADI บริษัทยักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ ลงทุนที่ไทย 19,000 ล้านบาท! สร้างฐานออกแบบและทดสอบชิประดับโลก พร้อมแผนขยายจ้างงานไทย 2,500 คน</title>
    <updated>2026-07-14T23:12:05+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784099335_BOI_ADI_800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;โรงงานมูลค่ากว่า 19,000 ล้านบาท ที่ตั้งเป้าคว้ามาตรฐานอาคารสีเขียว Leadership in Energy and Environmental Design (LEED) ระดับ Platinum เป็นแห่งแรกในเครือข่ายการผลิตทั่วโลกของบริษัท กำลังเดินหน้าอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรี และเจ้าของโรงงานแห่งนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือ Analog Devices (ADI) ยักษ์ใหญ่เซมิคอนดักเตอร์จากสหรัฐอเมริกา ที่เลือกประเทศไทยเป็นฐานออกแบบและทดสอบชิประดับภูมิภาค&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 เมื่อคุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) นำคณะกรรมการฯ และผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ลงพื้นที่เยี่ยมชมโรงงานแห่งใหม่ของบริษัท อนาล็อก ดีไวเซส (ประเทศไทย) หรือ ADI เพื่อติดตามความคืบหน้าการลงทุนและหารือทิศทางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก โดยคุณนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ ระบุว่าการลงทุนของ ADI นับเป็นตัวอย่างของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง และเป็นหัวใจสำคัญของ &lt;strong&gt;'คลื่นการลงทุนลูกที่ 3' &lt;/strong&gt;ที่กำลังเข้าสู่ประเทศไทย&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;จากดีลควบรวม Maxim สู่การปักหมุดลงทุนต้นน้ำครั้งใหญ่ในไทย&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ADI เป็นผู้นำตลาดชิปเฉพาะทางที่ใช้สำหรับการแปลงสัญญาณอนาล็อกเป็นดิจิทัล ระบบเซ็นเซอร์ และโซลูชันด้านการประมวลผลสัญญาณดิจิทัล สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ โทรคมนาคม อากาศยาน ดิจิทัล พลังงาน และการแพทย์ โดยจุดเริ่มต้นของบริษัทในประเทศไทยมาจากการควบรวมกิจการกับบริษัท แม็กซิม อินทริเกรดเต็ด โปรดักส์ เมื่อปี 2564 ก่อนจะตัดสินใจขยายการลงทุนครั้งใหญ่ในส่วนต้นน้ำของเซมิคอนดักเตอร์ ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 19,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การขยายการลงทุนครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของ ADI ในการยกระดับฐานลงทุนในประเทศไทยให้มีบทบาทสำคัญในระดับโลก ครอบคลุมตั้งแต่การจัดตั้งศูนย์ออกแบบชิป (IC &amp;amp; PCB Design) การขยายกำลังการผลิตของศูนย์ทดสอบแผ่นเวเฟอร์และวงจรรวม (Wafer &amp;amp; IC Testing) การสร้างห้องปฏิบัติการวิเคราะห์และทดสอบผลิตภัณฑ์ (Failure Analysis &amp;amp; Reliability Lab) ไปจนถึงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตัวเลขที่น่าจับตาคือฝั่งการส่งออก ในปี 2568 ADI ส่งออกผลิตภัณฑ์จากประเทศไทยไปแล้วกว่า 98,000 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าการส่งออกจะขยายตัวถึงกว่า 130,000 ล้านบาทในปีนี้&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784099374_BOI_ADI_800_%283%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/h2&gt;&lt;h2&gt;ทีมบริหารคนไทยทั้งหมด กับแผนขยายจ้างงานสู่ 2,500 ตำแหน่ง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ปัจจุบัน ADI จ้างงานบุคลากรไทยแล้วกว่า 1,300 คน ในจำนวนนี้เป็นนักวิจัยและวิศวกรไทยกว่า 450 คน และมีแผนขยายกำลังคนเพิ่มเป็น 2,500 คนในอนาคตอันใกล้ โดยจะเพิ่มวิศวกรอีก 500 คน และช่างเทคนิคอีก 500 คน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่ทำให้ ADI แตกต่างจากบริษัทชั้นนำอื่น ๆ ในประเทศไทยคือ ทีมผู้บริหารระดับสูงเป็นคนไทยทั้งหมด นำโดยคุณวิรัตน์ ศรีอมรกิจกุล กรรมการผู้จัดการบริษัทฯ ซึ่งยังดำรงตำแหน่งนายกสมาคมการค้าอุตสาหกรรมไทยเซมิคอนดักเตอร์อีกด้วย สะท้อนความเชื่อมั่นของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกต่อศักยภาพของบุคลากรไทย ทั้งในด้านวิศวกรรม การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการบริหารจัดการองค์กรเทคโนโลยีขั้นสูง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ปั้นวิศวกรชิปตั้งแต่รั้วมหาวิทยาลัย อัตราบรรจุงานพุ่งจาก 10% สู่ 53%&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ADI ให้ความสำคัญสูงสุดกับเรื่อง&lt;strong&gt;&amp;nbsp;'บุคลากร' &lt;/strong&gt;โดยได้สร้างหลักสูตรวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor Engineering) พร้อมสร้างห้องปฏิบัติการให้กับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ รวมถึงร่วมมือกับสถาบันการศึกษากว่า 10 แห่งทั่วประเทศผ่านโครงการสหกิจศึกษา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จุดเด่นของโครงการคือ นักศึกษาฝึกงานได้รับค่าตอบแทนพร้อมสวัสดิการ และมีอัตราการบรรจุเป็นพนักงานประจำเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 10 ในปี 2566 เป็นร้อยละ 53 ในปี 2569 สะท้อนเส้นทางอาชีพที่ชัดเจนสำหรับคนรุ่นใหม่ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เป้าหมายต่อไป ผลักดัน 'ชิปเมดอินไทยแลนด์' ให้เกิดขึ้นจริง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;คุณนฤตม์กล่าวว่า&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;quot;การที่ผู้นำเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลกอย่าง ADI ตัดสินใจขยายการลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง และยังเน้นพัฒนาบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง พร้อมตั้งศูนย์ออกแบบและทดสอบชิปขนาดใหญ่ เป็นบทพิสูจน์ว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิตมูลค่าเพิ่มต่ำ แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นฐานออกแบบและทดสอบเทคโนโลยีขั้นสูงของภูมิภาค ยกระดับบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์จากกลางน้ำและปลายน้ำ ขึ้นสู่ต้นน้ำที่มีมูลค่าสูงสุด บีโอไอจะเดินหน้าสนับสนุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างเต็มที่ เพื่อผลักดันเป้าหมาย 'ชิปเมดอินไทยแลนด์' ให้เกิดขึ้นจริง&amp;quot;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทั้งนี้ บีโอไอก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2509 มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการลงทุนที่สร้างคุณค่าให้แก่ประเทศมาอย่างต่อเนื่องกว่า 60 ปี ทั้งจากนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนไทย เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยสู่เศรษฐกิจใหม่อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา: &lt;/strong&gt;ข่าวประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ฉบับที่ 110/2569 วันที่ 15 กรกฎาคม 2569&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/news/boi-adi-thailand-chip-design-testing-hub"/>
    <summary type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784099335_BOI_ADI_800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;โรงงานมูลค่ากว่า 19,000 ล้านบาท ที่ตั้งเป้าคว้ามาตรฐานอาคารสีเขียว Leadership in Energy and Environmental Design (LEED) ระดับ Platinum เป็นแห่งแรกในเครือข่ายการผลิตทั่วโลกของบริษัท กำลังเดินหน้าอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรี และเจ้าของโรงงานแห่งนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือ Analog Devices (ADI) ยักษ์ใหญ่เซมิคอนดักเตอร์จากสหรัฐอเมริกา ที่เลือกประเทศไทยเป็นฐานออกแบบและทดสอบชิประดับภูมิภาค&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 เมื่อคุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) นำคณะกรรมการฯ และผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ลงพื้นที่เยี่ยมชมโรงงานแห่งใหม่ของบริษัท อนาล็อก ดีไวเซส (ประเทศไทย) หรือ ADI เพื่อติดตามความคืบหน้าการลงทุนและหารือทิศทางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก โดยคุณนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ ระบุว่าการลงทุนของ ADI นับเป็นตัวอย่างของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง และเป็นหัวใจสำคัญของ &lt;strong&gt;'คลื่นการลงทุนลูกที่ 3' &lt;/strong&gt;ที่กำลังเข้าสู่ประเทศไทย&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;จากดีลควบรวม Maxim สู่การปักหมุดลงทุนต้นน้ำครั้งใหญ่ในไทย&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ADI เป็นผู้นำตลาดชิปเฉพาะทางที่ใช้สำหรับการแปลงสัญญาณอนาล็อกเป็นดิจิทัล ระบบเซ็นเซอร์ และโซลูชันด้านการประมวลผลสัญญาณดิจิทัล สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ โทรคมนาคม อากาศยาน ดิจิทัล พลังงาน และการแพทย์ โดยจุดเริ่มต้นของบริษัทในประเทศไทยมาจากการควบรวมกิจการกับบริษัท แม็กซิม อินทริเกรดเต็ด โปรดักส์ เมื่อปี 2564 ก่อนจะตัดสินใจขยายการลงทุนครั้งใหญ่ในส่วนต้นน้ำของเซมิคอนดักเตอร์ ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 19,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การขยายการลงทุนครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของ ADI ในการยกระดับฐานลงทุนในประเทศไทยให้มีบทบาทสำคัญในระดับโลก ครอบคลุมตั้งแต่การจัดตั้งศูนย์ออกแบบชิป (IC &amp;amp; PCB Design) การขยายกำลังการผลิตของศูนย์ทดสอบแผ่นเวเฟอร์และวงจรรวม (Wafer &amp;amp; IC Testing) การสร้างห้องปฏิบัติการวิเคราะห์และทดสอบผลิตภัณฑ์ (Failure Analysis &amp;amp; Reliability Lab) ไปจนถึงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ตัวเลขที่น่าจับตาคือฝั่งการส่งออก ในปี 2568 ADI ส่งออกผลิตภัณฑ์จากประเทศไทยไปแล้วกว่า 98,000 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าการส่งออกจะขยายตัวถึงกว่า 130,000 ล้านบาทในปีนี้&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784099374_BOI_ADI_800_%283%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/h2&gt;&lt;h2&gt;ทีมบริหารคนไทยทั้งหมด กับแผนขยายจ้างงานสู่ 2,500 ตำแหน่ง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ปัจจุบัน ADI จ้างงานบุคลากรไทยแล้วกว่า 1,300 คน ในจำนวนนี้เป็นนักวิจัยและวิศวกรไทยกว่า 450 คน และมีแผนขยายกำลังคนเพิ่มเป็น 2,500 คนในอนาคตอันใกล้ โดยจะเพิ่มวิศวกรอีก 500 คน และช่างเทคนิคอีก 500 คน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;สิ่งที่ทำให้ ADI แตกต่างจากบริษัทชั้นนำอื่น ๆ ในประเทศไทยคือ ทีมผู้บริหารระดับสูงเป็นคนไทยทั้งหมด นำโดยคุณวิรัตน์ ศรีอมรกิจกุล กรรมการผู้จัดการบริษัทฯ ซึ่งยังดำรงตำแหน่งนายกสมาคมการค้าอุตสาหกรรมไทยเซมิคอนดักเตอร์อีกด้วย สะท้อนความเชื่อมั่นของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกต่อศักยภาพของบุคลากรไทย ทั้งในด้านวิศวกรรม การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการบริหารจัดการองค์กรเทคโนโลยีขั้นสูง&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ปั้นวิศวกรชิปตั้งแต่รั้วมหาวิทยาลัย อัตราบรรจุงานพุ่งจาก 10% สู่ 53%&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;ADI ให้ความสำคัญสูงสุดกับเรื่อง&lt;strong&gt;&amp;nbsp;'บุคลากร' &lt;/strong&gt;โดยได้สร้างหลักสูตรวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor Engineering) พร้อมสร้างห้องปฏิบัติการให้กับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ รวมถึงร่วมมือกับสถาบันการศึกษากว่า 10 แห่งทั่วประเทศผ่านโครงการสหกิจศึกษา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จุดเด่นของโครงการคือ นักศึกษาฝึกงานได้รับค่าตอบแทนพร้อมสวัสดิการ และมีอัตราการบรรจุเป็นพนักงานประจำเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 10 ในปี 2566 เป็นร้อยละ 53 ในปี 2569 สะท้อนเส้นทางอาชีพที่ชัดเจนสำหรับคนรุ่นใหม่ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เป้าหมายต่อไป ผลักดัน 'ชิปเมดอินไทยแลนด์' ให้เกิดขึ้นจริง&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;คุณนฤตม์กล่าวว่า&lt;strong&gt;&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&amp;quot;การที่ผู้นำเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลกอย่าง ADI ตัดสินใจขยายการลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง และยังเน้นพัฒนาบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง พร้อมตั้งศูนย์ออกแบบและทดสอบชิปขนาดใหญ่ เป็นบทพิสูจน์ว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิตมูลค่าเพิ่มต่ำ แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นฐานออกแบบและทดสอบเทคโนโลยีขั้นสูงของภูมิภาค ยกระดับบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์จากกลางน้ำและปลายน้ำ ขึ้นสู่ต้นน้ำที่มีมูลค่าสูงสุด บีโอไอจะเดินหน้าสนับสนุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างเต็มที่ เพื่อผลักดันเป้าหมาย 'ชิปเมดอินไทยแลนด์' ให้เกิดขึ้นจริง&amp;quot;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทั้งนี้ บีโอไอก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2509 มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการลงทุนที่สร้างคุณค่าให้แก่ประเทศมาอย่างต่อเนื่องกว่า 60 ปี ทั้งจากนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนไทย เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยสู่เศรษฐกิจใหม่อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา: &lt;/strong&gt;ข่าวประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ฉบับที่ 110/2569 วันที่ 15 กรกฎาคม 2569&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-07-14T23:12:05+00:00</published>
  </entry>
  <entry>
    <id>https://techsauce.co/startup/im8-david-beckham-1-billion-general-catalyst-cvf</id>
    <title>รู้จัก ‘IM8’ สตาร์ทอัพสุขภาพของ David Beckham กับหุ้นส่วนที่เรียนไม่จบมัธยม ที่วันนี้มูลค่าดีลแตะพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ</title>
    <updated>2026-07-14T21:50:57+00:00</updated>
    <author>
      <name>Techsauce Team</name>
    </author>
    <content type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784093688_IM8_800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;ทุก 27 วินาที จะมีคนจากประเทศใดประเทศหนึ่งใน 43 ประเทศทั่วโลก กดสั่งซื้อเครื่องดื่มวิตามินแบรนด์เดียวกัน แบรนด์นั้นชื่อ IM8 มีอายุเพิ่ง 19 เดือน แต่ทำรายได้แตะระดับ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีไปแล้ว และเบื้องหลังแบรนด์นี้คือชายสองคนที่ดูไม่น่าจะมาอยู่ในห้องเดียวกันได้ คนแรกคือ David Beckham ตำนานนักฟุตบอลที่เพิ่งขึ้นแท่นมหาเศรษฐีระดับพันล้านดอลลาร์ ส่วนอีกคนคือผู้ประกอบการชาวฮ่องกงที่เรียนไม่จบชั้นมัธยมปลาย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2026 Prenetics บริษัทแม่ของ IM8 ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้น Nasdaq ประกาศผ่าน&lt;a href="https://markets.businessinsider.com/news/stocks/prenetics-im8-secures-1-billion-growth-financing-from-general-catalyst-s-customer-value-fund-cvf-1036324314" target="_blank"&gt;แถลงการณ์ทางการ&lt;/a&gt;ว่าปิดดีลรับเงินทุนเพื่อการเติบโตมูลค่าสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก General Catalyst บริษัทเงินร่วมลงทุน (Venture Capital) รายใหญ่ของสหรัฐฯ ผ่านกองทุนพิเศษที่ชื่อ Customer Value Fund (CVF) จุดที่ทำให้ดีลนี้ถูกพูดถึงมากกว่าตัวเลข คือ General Catalyst จะไม่ได้หุ้นของ IM8 เลยแม้แต่หุ้นเดียว&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เงินพันล้านที่ไม่ใช่การซื้อหุ้น แล้วนักลงทุนได้อะไรกลับไป&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;รายงานของ &lt;a href="https://techcrunch.com/2026/07/14/david-beckhams-health-drink-startup-im8-takes-1b-from-general-catalysts-unusual-cvf-fund/" target="_blank"&gt;TechCrunch&lt;/a&gt; อธิบายว่ากองทุน CVF ไม่ได้ลงทุนแบบแลกหุ้นตามสูตรปกติของธุรกิจเงินร่วมลงทุน แต่ให้เงินในรูปแบบที่ใกล้เคียงกับเงินกู้ที่มีเงื่อนไขการจ่ายคืนแบบพิเศษ โดยเงินก้อนนี้จะเข้าไปช่วยจ่ายต้นทุนการหาลูกค้าใหม่ (Customer Acquisition Cost) ของ IM8 สูงสุดถึง 70% ของงบการตลาดในแต่ละเดือน แลกกับการที่ General Catalyst จะได้รับส่วนแบ่งจากรายได้ที่เกิดจากลูกค้ากลุ่มนั้นตามสัดส่วนที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าและมีเพดานชัดเจน เมื่อได้เงินคืนครบตามเพดานแล้ว รายได้จากลูกค้ากลุ่มนั้นทั้งหมดจะกลับเป็นของ Prenetics ตามเดิม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โครงสร้างแบบนี้ตอบโจทย์ธุรกิจที่มีรายได้สม่ำเสมอและคาดการณ์ได้ เพราะบริษัทได้เงินไปเร่งการเติบโตโดยที่ผู้ก่อตั้งและผู้ถือหุ้นเดิมไม่ถูกเจือจางสัดส่วน (Non-Dilutive) และไม่ต้องเจรจาเรื่องมูลค่าบริษัทกันใหม่ ข้อมูลจาก &lt;a href="https://www.reuters.com/business/grammarly-secures-1-billion-general-catalyst-build-ai-productivity-platform-2025-05-29" target="_blank"&gt;Reuters&lt;/a&gt; ระบุว่าที่ผ่านมากองทุน CVF ให้เงินสตาร์ทอัพมาแล้วเกือบ 50 ราย และดีลที่ดังที่สุดก่อนหน้านี้คือ Grammarly แพลตฟอร์มผู้ช่วยเขียนด้วย AI ที่รับเงินไป 1 พันล้านดอลลาร์เท่ากันเมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 ก่อนจะนำไปต่อยอดจนได้เข้าซื้อกิจการแอปอีเมล Superhuman&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;โตแค่ไหน ถึงมีคนกล้าให้เงินขนาดนี้&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;IM8 เริ่มขายออนไลน์เมื่อเดือนธันวาคม 2024 โดย &lt;a href="https://finance.yahoo.com/sectors/healthcare/articles/prenetics-global-conference-ceo-pivots-112339627.html" target="_blank"&gt;Yahoo Finance&lt;/a&gt; รายงานว่าเดือนแรกทำรายได้ราว 581,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ผ่านไป 19 เดือน ตัวเลขเดือนมิถุนายน 2026 ที่บริษัทแจ้งต่อนักลงทุนขยับขึ้นมาอยู่ที่ราว 17 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน หรือคิดเป็นรายได้ตามอัตราปัจจุบันแบบเต็มปี (Annualized Run-Rate) มากกว่า 200 ล้านดอลลาร์ ส่งสินค้าไปแล้วกว่า 50 ล้านหน่วยบริโภค เฉลี่ยวันละราว 200,000 หน่วย จนบริษัทกล้าเคลมว่าเป็นแบรนด์อาหารเสริมพรีเมียมที่โตเร็วที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หัวใจของโมเดลธุรกิจคือระบบสมัครสมาชิกรายเดือน (Subscription) สินค้าหลักคือเครื่องดื่มผงรายวันอย่าง Daily Ultimate Essentials ราคาสมาชิก 89 ดอลลาร์ต่อเดือน อัดส่วนผสมที่ผ่านการศึกษาทางคลินิกกว่า 92 ชนิด ตั้งแต่วิตามิน แร่ธาตุ โพรไบโอติกส์ ไปจนถึงสารสกัดผลอาซาอิและ Coenzyme Q10 ซึ่งเป็นกลุ่มสารอาหารที่มีงานวิจัยเชื่อมโยงกับเทรนด์การดูแลสุขภาพเพื่อการมีอายุยืน (Longevity) โดยข้อมูลจาก &lt;a href="https://beautymatter.com/articles/david-beckham-backed-im8-off-to-108-million-first-year-start" target="_blank"&gt;BeautyMatter&amp;nbsp;&lt;/a&gt;ระบุว่าลูกค้ากว่า 80% เลือกซื้อแบบสมาชิกต่อเนื่อง ตัวเลขนี้เองที่ทำให้รายได้ของ IM8 มีความสม่ำเสมอพอจะเข้าเงื่อนไขของกองทุน CVF ได้ และคุณ Danny Yeung ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ยังเปิดเผยว่า 'เงินทุกดอลลาร์ที่เราเคยใช้หาลูกค้าใหม่ สร้างกำไรขั้นต้นกลับมาแล้ว 1.44 ดอลลาร์ และตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นทุกเดือนเพราะลูกค้าเหล่านี้คือสมาชิกระยะยาว'&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784093741_IM8_800_%281%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;Beckham ในเวอร์ชันที่หลายคนไม่คุ้น นักธุรกิจที่เพิ่งแตะสถานะมหาเศรษฐีพันล้าน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สำหรับคนทั่วไป David Beckham คือไอคอนลูกหนังของ Manchester United และ Real Madrid แต่ในโลกธุรกิจ ชื่อนี้คือเจ้าของอาณาจักรที่ &lt;a href="https://www.forbes.com/sites/maneetahuja/2026/05/22/new-billionaire-david-beckham-on-his-family-and-legacy" target="_blank"&gt;Forbes&lt;/a&gt; เพิ่งจัดให้เป็นมหาเศรษฐีระดับพันล้านดอลลาร์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 จากทั้งหุ้นในสโมสร Inter Miami ที่ซื้อสิทธิ์ก่อตั้งทีมใน Major League Soccer (MLS) ด้วยราคาพิเศษเพียง 25 ล้านดอลลาร์ ก่อนมูลค่าทีมจะพุ่งทะลุพันล้านดอลลาร์ในวันนี้ รวมถึงดีลขายหุ้น 55% ของบริษัทบริหารแบรนด์ส่วนตัว DB Ventures ให้ Authentic Brands Group ในมูลค่าราว 269 ล้านดอลลาร์เมื่อปี 2022 ตามรายงานของ &lt;a href="https://www.cnbc.com/2022/02/24/authentic-brands-group-takes-majority-stake-in-david-beckhams-firm.html" target="_blank"&gt;CNBC&lt;/a&gt; ที่ทำให้คุณ David กลายเป็นผู้ถือหุ้นในอาณาจักรค้าปลีกที่ปัจจุบันถูกประเมินมูลค่าสูงถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความน่าสนใจของ IM8 คือครั้งนี้ Beckham ไม่ได้มาในฐานะพรีเซนเตอร์ที่รับค่าตัวแล้วจบ แต่เป็นผู้ร่วมก่อตั้งที่ถือความเป็นเจ้าของจริง และเป็นครั้งแรกที่ยอมผูกชื่อตัวเองกับบริษัทอาหารเสริม หลังเคยปฏิเสธข้อเสนอจากบริษัทยักษ์ใหญ่มาแล้วหลายราย เหตุผลที่เปลี่ยนใจตามคำบอกเล่าของคุณ Danny คือโจทย์ของแบรนด์นี้ตั้งต้นจากวิทยาศาสตร์ คุณภาพ และรสชาติแบบไม่ประนีประนอม ซึ่งสอดคล้องกับภาพที่คุณ David วางตัวเองมาตลอดในเรื่องวินัยการดูแลร่างกาย และอย่าลืมว่าผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียกว่า 160 ล้านบัญชีของอดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษรายนี้ ส่วนใหญ่คือคนอายุ 18 ถึง 25 ปี ตามข้อมูลของ &lt;a href="https://www.theguardian.com/football/2025/oct/01/david-beckham-earned-236m-in-dividends-from-business-empire-last-year" target="_blank"&gt;The Guardian&lt;/a&gt; ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับที่กำลังสนใจเทรนด์สุขภาพและการมีอายุยืนพอดี&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;มื้ออาหารที่ไม่มีวาระ กับหุ้นส่วนที่เรียนไม่จบมัธยม&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;จุดเริ่มต้นของ IM8 ไม่ได้มาจากห้องประชุมหรือดีลที่เอเจนซี่จัดให้ แต่มาจากมื้ออาหารช่วงปลายปี 2023 ที่เพื่อนร่วมกันของทั้งคู่นัดขึ้นแบบไม่มีวาระอะไรเป็นพิเศษ คุณ Danny เล่ากับ &lt;a href="https://beautymatter.com/articles/david-beckham-backed-im8-off-to-108-million-first-year-start" target="_blank"&gt;BeautyMatter&lt;/a&gt; ว่าบทสนทนาวันนั้นวนอยู่กับเรื่องสุขภาพ ประสิทธิภาพร่างกาย และสิ่งที่ทั้งสองคนรู้สึกตรงกันว่าอุตสาหกรรมอาหารเสริมยังขาดอยู่ ก่อนไอเดียจะถูกต่อยอดอย่างรวดเร็ว ทีมงานรันงานสูตรผลิตภัณฑ์ แบรนด์ กฎระเบียบ และซัพพลายเชนไปพร้อมกันทุกด้าน จนเปิดตัวสินค้าได้ภายในราวหนึ่งปีหลังมื้ออาหารนั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เส้นทางของคุณ Danny Yeung คือเรื่องราวที่แทบจะตรงข้ามกับภาพจำของผู้ก่อตั้งสายสุขภาพ เจ้าตัวนิยามตัวเองว่าเป็นคนที่เรียนไม่จบชั้นมัธยมปลาย ไม่มีพื้นฐานสายวิทยาศาสตร์ โดยประวัติบนเว็บไซต์ทางการของ &lt;a href="https://www.prenetics.com/about-us" target="_blank"&gt;Prenetics&lt;/a&gt; ระบุว่าเส้นทางธุรกิจเริ่มต้นตอนอายุ 25 ด้วยการซื้อแฟรนไชส์ร้านขนมหวานฮ่องกง Hui Lau Shan ไปเปิดที่สหรัฐฯ ก่อนจะกลับมาฮ่องกงเพื่อก่อตั้งเว็บไซต์ซื้อของแบบรวมกลุ่ม uBuyiBuy ในปี 2010 ซึ่งถูก Groupon ซื้อกิจการภายในเวลาไม่กี่เดือน แล้วก้าวขึ้นเป็น CEO ของ Groupon ภูมิภาคเอเชียตะวันออกที่ดูแลรายได้กว่า 130 ล้านดอลลาร์ต่อปี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บทพิสูจน์ครั้งใหญ่มาถึงเมื่อคุณ Danny เข้ามาปั้น Prenetics บริษัทตรวจพันธุกรรมที่พลิกบทบาทเป็นผู้ให้บริการตรวจโควิดรายใหญ่ในช่วงการระบาด ประมวลผลตรวจไปกว่า 28 ล้านครั้ง สร้างรายได้รวมกว่า 800 ล้านดอลลาร์ในสามปี และพาบริษัทเข้าจดทะเบียนใน Nasdaq เมื่อปี 2022 ผ่านการควบรวมกับบริษัทเปล่าที่ตั้งขึ้นเพื่อระดมทุน (Special Purpose Acquisition Company: SPAC) ด้วยมูลค่ากิจการระดับพันล้านดอลลาร์ แต่เมื่อความต้องการตรวจโควิดหายไป มูลค่าบริษัทก็ร่วงลงเหลือหลักสิบล้านดอลลาร์ภายใน 18 เดือน จนต้องลดพนักงานจากราว 2,000 คนเหลือไม่ถึงร้อยคน ตามที่เจ้าตัวเปิดใจไว้ในบทสัมภาษณ์ของ&lt;a href="https://podcasts.apple.com/us/podcast/danny-yeung-ceo-of-im8-prenetics-operators-titans-e009/id1684446059?i=1000745312248" target="_blank"&gt;รายการ Operators&lt;/a&gt; การเดิมพันอนาคตทั้งบริษัทไว้กับ IM8 จึงเป็นทั้งทางรอดและการพลิกเกมครั้งสำคัญที่สุดของผู้ก่อตั้งรายนี้&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ก้าวต่อไปของเครื่องดื่มที่มีนามสกุล Beckham ค้ำอยู่&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;หลังปิดดีลเงินทุนก้อนนี้ Prenetics ปรับเป้ารายได้ของ IM8 ในปี 2026 ขึ้นเป็น 210 ถึง 220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่ารายได้ตามอัตราปัจจุบันจะแตะ 300 ล้านดอลลาร์ภายในสิ้นปีนี้ ก่อนจะทะลุ 400 ล้านดอลลาร์ในปี 2027 โดยแบรนด์ยังขยายพันธมิตรสายกีฬาต่อเนื่อง ทั้งดีลกับ Inter Miami และการดึงนักเทนนิสมือหนึ่งของโลกอย่าง Aryna Sabalenka เข้ามาร่วมถือหุ้น ปัจจุบัน IM8 เปิดขายผ่านช่องทางออนไลน์และจัดส่งถึงลูกค้าใน 43 ประเทศทั่วโลก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา:&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;a href="https://techcrunch.com/2026/07/14/david-beckhams-health-drink-startup-im8-takes-1b-from-general-catalysts-unusual-cvf-fund/" target="_blank"&gt;TechCrunch&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://markets.businessinsider.com/news/stocks/prenetics-im8-secures-1-billion-growth-financing-from-general-catalyst-s-customer-value-fund-cvf-1036324314" target="_blank"&gt;Markets Insider&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://beautymatter.com/articles/david-beckham-backed-im8-off-to-108-million-first-year-start" target="_blank"&gt;BeautyMatter&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.forbes.com/sites/maneetahuja/2026/05/22/new-billionaire-david-beckham-on-his-family-and-legacy" target="_blank"&gt;Forbes&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.reuters.com/business/grammarly-secures-1-billion-general-catalyst-build-ai-productivity-platform-2025-05-29" target="_blank"&gt;Reuters&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.cnbc.com/2022/02/24/authentic-brands-group-takes-majority-stake-in-david-beckhams-firm.html" target="_blank"&gt;CNBC&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://finance.yahoo.com/sectors/healthcare/articles/prenetics-global-conference-ceo-pivots-112339627.html" target="_blank"&gt;Yahoo Finance&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</content>
    <link href="https://techsauce.co/startup/im8-david-beckham-1-billion-general-catalyst-cvf"/>
    <summary type="html">&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784093688_IM8_800.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p id="isPasted"&gt;ทุก 27 วินาที จะมีคนจากประเทศใดประเทศหนึ่งใน 43 ประเทศทั่วโลก กดสั่งซื้อเครื่องดื่มวิตามินแบรนด์เดียวกัน แบรนด์นั้นชื่อ IM8 มีอายุเพิ่ง 19 เดือน แต่ทำรายได้แตะระดับ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีไปแล้ว และเบื้องหลังแบรนด์นี้คือชายสองคนที่ดูไม่น่าจะมาอยู่ในห้องเดียวกันได้ คนแรกคือ David Beckham ตำนานนักฟุตบอลที่เพิ่งขึ้นแท่นมหาเศรษฐีระดับพันล้านดอลลาร์ ส่วนอีกคนคือผู้ประกอบการชาวฮ่องกงที่เรียนไม่จบชั้นมัธยมปลาย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2026 Prenetics บริษัทแม่ของ IM8 ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้น Nasdaq ประกาศผ่าน&lt;a href="https://markets.businessinsider.com/news/stocks/prenetics-im8-secures-1-billion-growth-financing-from-general-catalyst-s-customer-value-fund-cvf-1036324314" target="_blank"&gt;แถลงการณ์ทางการ&lt;/a&gt;ว่าปิดดีลรับเงินทุนเพื่อการเติบโตมูลค่าสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก General Catalyst บริษัทเงินร่วมลงทุน (Venture Capital) รายใหญ่ของสหรัฐฯ ผ่านกองทุนพิเศษที่ชื่อ Customer Value Fund (CVF) จุดที่ทำให้ดีลนี้ถูกพูดถึงมากกว่าตัวเลข คือ General Catalyst จะไม่ได้หุ้นของ IM8 เลยแม้แต่หุ้นเดียว&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;เงินพันล้านที่ไม่ใช่การซื้อหุ้น แล้วนักลงทุนได้อะไรกลับไป&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;รายงานของ &lt;a href="https://techcrunch.com/2026/07/14/david-beckhams-health-drink-startup-im8-takes-1b-from-general-catalysts-unusual-cvf-fund/" target="_blank"&gt;TechCrunch&lt;/a&gt; อธิบายว่ากองทุน CVF ไม่ได้ลงทุนแบบแลกหุ้นตามสูตรปกติของธุรกิจเงินร่วมลงทุน แต่ให้เงินในรูปแบบที่ใกล้เคียงกับเงินกู้ที่มีเงื่อนไขการจ่ายคืนแบบพิเศษ โดยเงินก้อนนี้จะเข้าไปช่วยจ่ายต้นทุนการหาลูกค้าใหม่ (Customer Acquisition Cost) ของ IM8 สูงสุดถึง 70% ของงบการตลาดในแต่ละเดือน แลกกับการที่ General Catalyst จะได้รับส่วนแบ่งจากรายได้ที่เกิดจากลูกค้ากลุ่มนั้นตามสัดส่วนที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าและมีเพดานชัดเจน เมื่อได้เงินคืนครบตามเพดานแล้ว รายได้จากลูกค้ากลุ่มนั้นทั้งหมดจะกลับเป็นของ Prenetics ตามเดิม&lt;/p&gt;&lt;p&gt;โครงสร้างแบบนี้ตอบโจทย์ธุรกิจที่มีรายได้สม่ำเสมอและคาดการณ์ได้ เพราะบริษัทได้เงินไปเร่งการเติบโตโดยที่ผู้ก่อตั้งและผู้ถือหุ้นเดิมไม่ถูกเจือจางสัดส่วน (Non-Dilutive) และไม่ต้องเจรจาเรื่องมูลค่าบริษัทกันใหม่ ข้อมูลจาก &lt;a href="https://www.reuters.com/business/grammarly-secures-1-billion-general-catalyst-build-ai-productivity-platform-2025-05-29" target="_blank"&gt;Reuters&lt;/a&gt; ระบุว่าที่ผ่านมากองทุน CVF ให้เงินสตาร์ทอัพมาแล้วเกือบ 50 ราย และดีลที่ดังที่สุดก่อนหน้านี้คือ Grammarly แพลตฟอร์มผู้ช่วยเขียนด้วย AI ที่รับเงินไป 1 พันล้านดอลลาร์เท่ากันเมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 ก่อนจะนำไปต่อยอดจนได้เข้าซื้อกิจการแอปอีเมล Superhuman&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;โตแค่ไหน ถึงมีคนกล้าให้เงินขนาดนี้&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;IM8 เริ่มขายออนไลน์เมื่อเดือนธันวาคม 2024 โดย &lt;a href="https://finance.yahoo.com/sectors/healthcare/articles/prenetics-global-conference-ceo-pivots-112339627.html" target="_blank"&gt;Yahoo Finance&lt;/a&gt; รายงานว่าเดือนแรกทำรายได้ราว 581,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ผ่านไป 19 เดือน ตัวเลขเดือนมิถุนายน 2026 ที่บริษัทแจ้งต่อนักลงทุนขยับขึ้นมาอยู่ที่ราว 17 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน หรือคิดเป็นรายได้ตามอัตราปัจจุบันแบบเต็มปี (Annualized Run-Rate) มากกว่า 200 ล้านดอลลาร์ ส่งสินค้าไปแล้วกว่า 50 ล้านหน่วยบริโภค เฉลี่ยวันละราว 200,000 หน่วย จนบริษัทกล้าเคลมว่าเป็นแบรนด์อาหารเสริมพรีเมียมที่โตเร็วที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หัวใจของโมเดลธุรกิจคือระบบสมัครสมาชิกรายเดือน (Subscription) สินค้าหลักคือเครื่องดื่มผงรายวันอย่าง Daily Ultimate Essentials ราคาสมาชิก 89 ดอลลาร์ต่อเดือน อัดส่วนผสมที่ผ่านการศึกษาทางคลินิกกว่า 92 ชนิด ตั้งแต่วิตามิน แร่ธาตุ โพรไบโอติกส์ ไปจนถึงสารสกัดผลอาซาอิและ Coenzyme Q10 ซึ่งเป็นกลุ่มสารอาหารที่มีงานวิจัยเชื่อมโยงกับเทรนด์การดูแลสุขภาพเพื่อการมีอายุยืน (Longevity) โดยข้อมูลจาก &lt;a href="https://beautymatter.com/articles/david-beckham-backed-im8-off-to-108-million-first-year-start" target="_blank"&gt;BeautyMatter&amp;nbsp;&lt;/a&gt;ระบุว่าลูกค้ากว่า 80% เลือกซื้อแบบสมาชิกต่อเนื่อง ตัวเลขนี้เองที่ทำให้รายได้ของ IM8 มีความสม่ำเสมอพอจะเข้าเงื่อนไขของกองทุน CVF ได้ และคุณ Danny Yeung ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ยังเปิดเผยว่า 'เงินทุกดอลลาร์ที่เราเคยใช้หาลูกค้าใหม่ สร้างกำไรขั้นต้นกลับมาแล้ว 1.44 ดอลลาร์ และตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นทุกเดือนเพราะลูกค้าเหล่านี้คือสมาชิกระยะยาว'&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;img class="fr-fic fr-dib" src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784093741_IM8_800_%281%29.webp" style="width: 720px;" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;Beckham ในเวอร์ชันที่หลายคนไม่คุ้น นักธุรกิจที่เพิ่งแตะสถานะมหาเศรษฐีพันล้าน&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;สำหรับคนทั่วไป David Beckham คือไอคอนลูกหนังของ Manchester United และ Real Madrid แต่ในโลกธุรกิจ ชื่อนี้คือเจ้าของอาณาจักรที่ &lt;a href="https://www.forbes.com/sites/maneetahuja/2026/05/22/new-billionaire-david-beckham-on-his-family-and-legacy" target="_blank"&gt;Forbes&lt;/a&gt; เพิ่งจัดให้เป็นมหาเศรษฐีระดับพันล้านดอลลาร์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 จากทั้งหุ้นในสโมสร Inter Miami ที่ซื้อสิทธิ์ก่อตั้งทีมใน Major League Soccer (MLS) ด้วยราคาพิเศษเพียง 25 ล้านดอลลาร์ ก่อนมูลค่าทีมจะพุ่งทะลุพันล้านดอลลาร์ในวันนี้ รวมถึงดีลขายหุ้น 55% ของบริษัทบริหารแบรนด์ส่วนตัว DB Ventures ให้ Authentic Brands Group ในมูลค่าราว 269 ล้านดอลลาร์เมื่อปี 2022 ตามรายงานของ &lt;a href="https://www.cnbc.com/2022/02/24/authentic-brands-group-takes-majority-stake-in-david-beckhams-firm.html" target="_blank"&gt;CNBC&lt;/a&gt; ที่ทำให้คุณ David กลายเป็นผู้ถือหุ้นในอาณาจักรค้าปลีกที่ปัจจุบันถูกประเมินมูลค่าสูงถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ความน่าสนใจของ IM8 คือครั้งนี้ Beckham ไม่ได้มาในฐานะพรีเซนเตอร์ที่รับค่าตัวแล้วจบ แต่เป็นผู้ร่วมก่อตั้งที่ถือความเป็นเจ้าของจริง และเป็นครั้งแรกที่ยอมผูกชื่อตัวเองกับบริษัทอาหารเสริม หลังเคยปฏิเสธข้อเสนอจากบริษัทยักษ์ใหญ่มาแล้วหลายราย เหตุผลที่เปลี่ยนใจตามคำบอกเล่าของคุณ Danny คือโจทย์ของแบรนด์นี้ตั้งต้นจากวิทยาศาสตร์ คุณภาพ และรสชาติแบบไม่ประนีประนอม ซึ่งสอดคล้องกับภาพที่คุณ David วางตัวเองมาตลอดในเรื่องวินัยการดูแลร่างกาย และอย่าลืมว่าผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียกว่า 160 ล้านบัญชีของอดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษรายนี้ ส่วนใหญ่คือคนอายุ 18 ถึง 25 ปี ตามข้อมูลของ &lt;a href="https://www.theguardian.com/football/2025/oct/01/david-beckham-earned-236m-in-dividends-from-business-empire-last-year" target="_blank"&gt;The Guardian&lt;/a&gt; ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับที่กำลังสนใจเทรนด์สุขภาพและการมีอายุยืนพอดี&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;มื้ออาหารที่ไม่มีวาระ กับหุ้นส่วนที่เรียนไม่จบมัธยม&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;จุดเริ่มต้นของ IM8 ไม่ได้มาจากห้องประชุมหรือดีลที่เอเจนซี่จัดให้ แต่มาจากมื้ออาหารช่วงปลายปี 2023 ที่เพื่อนร่วมกันของทั้งคู่นัดขึ้นแบบไม่มีวาระอะไรเป็นพิเศษ คุณ Danny เล่ากับ &lt;a href="https://beautymatter.com/articles/david-beckham-backed-im8-off-to-108-million-first-year-start" target="_blank"&gt;BeautyMatter&lt;/a&gt; ว่าบทสนทนาวันนั้นวนอยู่กับเรื่องสุขภาพ ประสิทธิภาพร่างกาย และสิ่งที่ทั้งสองคนรู้สึกตรงกันว่าอุตสาหกรรมอาหารเสริมยังขาดอยู่ ก่อนไอเดียจะถูกต่อยอดอย่างรวดเร็ว ทีมงานรันงานสูตรผลิตภัณฑ์ แบรนด์ กฎระเบียบ และซัพพลายเชนไปพร้อมกันทุกด้าน จนเปิดตัวสินค้าได้ภายในราวหนึ่งปีหลังมื้ออาหารนั้น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เส้นทางของคุณ Danny Yeung คือเรื่องราวที่แทบจะตรงข้ามกับภาพจำของผู้ก่อตั้งสายสุขภาพ เจ้าตัวนิยามตัวเองว่าเป็นคนที่เรียนไม่จบชั้นมัธยมปลาย ไม่มีพื้นฐานสายวิทยาศาสตร์ โดยประวัติบนเว็บไซต์ทางการของ &lt;a href="https://www.prenetics.com/about-us" target="_blank"&gt;Prenetics&lt;/a&gt; ระบุว่าเส้นทางธุรกิจเริ่มต้นตอนอายุ 25 ด้วยการซื้อแฟรนไชส์ร้านขนมหวานฮ่องกง Hui Lau Shan ไปเปิดที่สหรัฐฯ ก่อนจะกลับมาฮ่องกงเพื่อก่อตั้งเว็บไซต์ซื้อของแบบรวมกลุ่ม uBuyiBuy ในปี 2010 ซึ่งถูก Groupon ซื้อกิจการภายในเวลาไม่กี่เดือน แล้วก้าวขึ้นเป็น CEO ของ Groupon ภูมิภาคเอเชียตะวันออกที่ดูแลรายได้กว่า 130 ล้านดอลลาร์ต่อปี&lt;/p&gt;&lt;p&gt;บทพิสูจน์ครั้งใหญ่มาถึงเมื่อคุณ Danny เข้ามาปั้น Prenetics บริษัทตรวจพันธุกรรมที่พลิกบทบาทเป็นผู้ให้บริการตรวจโควิดรายใหญ่ในช่วงการระบาด ประมวลผลตรวจไปกว่า 28 ล้านครั้ง สร้างรายได้รวมกว่า 800 ล้านดอลลาร์ในสามปี และพาบริษัทเข้าจดทะเบียนใน Nasdaq เมื่อปี 2022 ผ่านการควบรวมกับบริษัทเปล่าที่ตั้งขึ้นเพื่อระดมทุน (Special Purpose Acquisition Company: SPAC) ด้วยมูลค่ากิจการระดับพันล้านดอลลาร์ แต่เมื่อความต้องการตรวจโควิดหายไป มูลค่าบริษัทก็ร่วงลงเหลือหลักสิบล้านดอลลาร์ภายใน 18 เดือน จนต้องลดพนักงานจากราว 2,000 คนเหลือไม่ถึงร้อยคน ตามที่เจ้าตัวเปิดใจไว้ในบทสัมภาษณ์ของ&lt;a href="https://podcasts.apple.com/us/podcast/danny-yeung-ceo-of-im8-prenetics-operators-titans-e009/id1684446059?i=1000745312248" target="_blank"&gt;รายการ Operators&lt;/a&gt; การเดิมพันอนาคตทั้งบริษัทไว้กับ IM8 จึงเป็นทั้งทางรอดและการพลิกเกมครั้งสำคัญที่สุดของผู้ก่อตั้งรายนี้&lt;/p&gt;&lt;h2&gt;ก้าวต่อไปของเครื่องดื่มที่มีนามสกุล Beckham ค้ำอยู่&lt;/h2&gt;&lt;p&gt;หลังปิดดีลเงินทุนก้อนนี้ Prenetics ปรับเป้ารายได้ของ IM8 ในปี 2026 ขึ้นเป็น 210 ถึง 220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่ารายได้ตามอัตราปัจจุบันจะแตะ 300 ล้านดอลลาร์ภายในสิ้นปีนี้ ก่อนจะทะลุ 400 ล้านดอลลาร์ในปี 2027 โดยแบรนด์ยังขยายพันธมิตรสายกีฬาต่อเนื่อง ทั้งดีลกับ Inter Miami และการดึงนักเทนนิสมือหนึ่งของโลกอย่าง Aryna Sabalenka เข้ามาร่วมถือหุ้น ปัจจุบัน IM8 เปิดขายผ่านช่องทางออนไลน์และจัดส่งถึงลูกค้าใน 43 ประเทศทั่วโลก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ที่มา:&amp;nbsp;&lt;/strong&gt;&lt;a href="https://techcrunch.com/2026/07/14/david-beckhams-health-drink-startup-im8-takes-1b-from-general-catalysts-unusual-cvf-fund/" target="_blank"&gt;TechCrunch&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://markets.businessinsider.com/news/stocks/prenetics-im8-secures-1-billion-growth-financing-from-general-catalyst-s-customer-value-fund-cvf-1036324314" target="_blank"&gt;Markets Insider&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://beautymatter.com/articles/david-beckham-backed-im8-off-to-108-million-first-year-start" target="_blank"&gt;BeautyMatter&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.forbes.com/sites/maneetahuja/2026/05/22/new-billionaire-david-beckham-on-his-family-and-legacy" target="_blank"&gt;Forbes&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.reuters.com/business/grammarly-secures-1-billion-general-catalyst-build-ai-productivity-platform-2025-05-29" target="_blank"&gt;Reuters&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://www.cnbc.com/2022/02/24/authentic-brands-group-takes-majority-stake-in-david-beckhams-firm.html" target="_blank"&gt;CNBC&lt;/a&gt;, &lt;a href="https://finance.yahoo.com/sectors/healthcare/articles/prenetics-global-conference-ceo-pivots-112339627.html" target="_blank"&gt;Yahoo Finance&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;</summary>
    <published>2026-07-14T21:50:57+00:00</published>
  </entry>
</feed>
